#วิเด็ก #การพิจารณาลงโทษเด็กหรือเยาวชน

ตามมาตรา 131 " ในกรณีที่ได้มีการสืบเสาะข้อเท็จจริงตามมาตรา ๓๖ (๑) ศาลที่มีอํานาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสําหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานและความเห็นจากผู้อํานวยการสถานพินิจตามมาตรา ๘๒ (๒) หรือมาตรา ๑๑๖ หรือมาตรา ๑๑๗ แล้ว และถ้าผู้อํานวยการสถานพินิจขอแถลงเพิ่มเติมด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือให้ศาลรับไว้ประกอบการพิจารณาด้วย"

จึงมีคำถามต่อมาว่าต้องทำการสืบเสาะทุกกรณีมั้ย? จึงต้องพิจารณาตามมาตรา 82(1) ที่บัญญัติไว้ว่า เมื่อผู้อํานวยการสถานพินิจได้รับแจ้งการจับกุมเด็กหรือเยาวชนตามมาตรา ๗๐ วรรคหนึ่ง หรือได้รับตัวเด็กหรือเยาวชนตามมาตรา ๗๓ แล้ว ให้ดําเนินการ

"(1) สั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะข้อเท็จจริงตามมาตรา ๓๖ (๑) เว้นแต่ในคดีอาญา ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกําหนดไว้ให้จําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าผู้อํานวยการสถานพินิจเห็นว่าการสืบเสาะข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่จําเป็นแก่คดีจะสั่งงดการสืบเสาะข้อเท็จจริงนั้นเสียก็ได้แล้วให้แจ้งไปยังพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้อง

เมื่อมีการสืบเสาะตามมาตรา117แล้วศาลต้องรับฟังรายงานการสืบเสาะข้อเท็จจริงทุกคดีหรือไม่?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2567

"....เนื่องจากพ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 131 บัญญัติไว้มีใจความว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว...."

ประการต่อมาจะถือว่ารายงานการสืบเสาะเป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยกระทำความผิดได้หรือไม่ เห็นว่าไม่น่าจะทำได้เนื่องจาก มาตรา 118 บัญญัติไว้ว่า "การพิจารณาคดีอาญา ที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ศาลจะรับฟังรายงานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามมาตรา 115 ที่มิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้องโดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบรายงานนั้นก็ได้ " เพื่อเสนอรายงานและความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการลงโทษ หรือการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลยเท่านั้น หากศาลจะฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกฟ้อง ศาลจะรับฟังรายงานดังกล่าวโดยไม่มีการสืบพยานบุคคลของคู่ความไม่ได้ (อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2567, 13533/2558)

แล้วกรณีรายงานการสืบเสาะเป็นผลร้ายกับเด็กหรือเยาวชนที่เป็นจำเลย จำเลยมีสิทธิอย่างไร?

มาตรา 118 ".....ถ้าศาลจะรับฟังรายงานเช่นว่านั้นให้เป็นผลร้ายแก่จําเลยแล้ว ให้ศาลแจ้งข้อความตามรายงานนั้นให้จําเลยทราบในกรณีเช่นว่านี้จําเลยมีสิทธิที่จะแถลงคัดค้านและสืบพยานหักล้างได้ "

ส่วนหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยคดีที่เด็กหรือเยาวชนต้องหาว่ากระทำความผิด พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 119 " ในการพิจารณาและพิพากษาคดีที่มีข้อกล่าวหาเด็กหรือเยาวชนกระทําความผิดให้ศาลที่มีอํานาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวคํานึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของเด็กหรือเยาวชน ซึ่งควรจะได้รับการฝากอบรม สั่งสอน และสงเคราะห์ให้กลับตัวเป็นพลเมืองดียิ่งกว่าการที่จะลงโทษและในการพิพากษาคดีนั้นให้ศาลคํานึงถึงบุคลิกลักษณะ สภาพร่างกายและสภาพจิตของเด็กหรือเยาวชนซึ่งแตกต่างกันเป็นคน ๆ ไป และลงโทษหรือเปลี่ยนโทษหรือใช้วิธีการสําหรับเด็กและเยาวชนให้เหมาะสมกับตัวเด็กหรือเยาวชน และพฤติการณ์เฉพาะเรื่อง แม้เด็กหรือเยาวชนนั้นจะได้กระทําความผิดร่วมกัน "

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.