## **เบื้องหลังเพลง**
Time preference กับไอเดียแต่งเพลง "กล้วยของพ่อ" ผมอยากเปรียบเทียบเพื่อสะท้อนถึงพัฒนาการของความสัมพันธ์และชีวิตให้ลึกซึ้งขึ้นผ่านสัญลักษณ์อย่างกล้วยหอม
nostr:nevent1qqs9y7k7v8tcwfkn57szr7hueglejm05km5acwz8urlvv0955jxy4lspzamhxue69uhhyetvv9ujumn0w3hhx6rf9emkjmszyrvrpmnm0sc2xe93y39h0xhmknc4vuellwxgwg6ssm3xkz6wv8xkyqcyqqqqqqg05pvl6
พอดีผมเป็นคนชอบเล่าเรื่องผ่านตัวละครแนวผู้ใหญ่สอนเด็กอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่สมัยทำเพจของตัวเองนู้น เลยหยิบเอาสถานการณ์คำสอนของพ่อมาตีความลงไปในเพลงนี้ครับ
อีกอย่างคือส่วนตัวผมชอบเพลง "รถของเล่น" ของวงเสือโคร่ง ที่มีกลิ่นอายแบบเดียวกัน เลยจะบอกว่าได้เพลงนี้เป็นแรงบันดาลใจแบบนั้นก็ได้ (ตัวเราเองก็เป็นพ่อคนด้วย)
หลายคนฟังแล้วอาจจะรู้สึกว่าเพลงนี้ความหมายมันทะแม่งๆ เนื้อเพลงก็ดูเชยๆ เป็น Analogy ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน สำหรับผมก็แค่ไม่อยากทำอะไรเหมือนใครเท่านั้นแหละ 555
ผมตั้งต้นเขียนเนื้อเพลงจากการใช้กล้วยเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความสัมพันธ์ (ใช่ กล้วยยังสื่อความหมายในทางทะลึ่งได้อีกด้วย ตั้งใจให้สะกอดต่อมฮานิดๆ นั่นแหละ..)
โดยนัยยะแล้ว ผมใช้การเปรียบเปรยในเชิงปรัชญานิดหน่อย โดย "กล้วยดิบ" (ในเนื้อร้อง มีการย้อนเวลาไปตอนที่ตัวเอกกินกล้วยดิบแล้วติดคอ) เปรียบเทียบกับความรักที่ยังไม่สุกงอม ความใจร้อน ความอยากได้มาครอบครอง โดยไม่รู้จักการรอคอยหรือแบ่งปัน เหมือนตัวเอกตอนเด็กที่อยากได้กล้วยทั้งหวี
มันคุ้นๆ ไหม? มันคือความเห็นแก่เวลามากเกินไปตามประสาเด็ก (High time preference)
ดังนั้น "กล้วยสุก" เปรียบเหมือนความรักที่กำลังดี รสชาติหอมหวาน อร่อย น่าลิ้มลอง เต็มไปด้วยความสุขและความเข้าใจ (อันนี้สำคัญ) ความสัมพันธ์ดำเนินมาจนเบ่งบานได้ที่
"กล้วยงอม" "กล้วยเละ" ผมหมายถึงความรักที่เลยจุดสูงสุดไปแล้ว กล้วยงอมจนดำคล้ำมันใครที่ไหนเค้ากินกัน มันอาจเน่าเสีย ไม่อร่อย ขมขื่น นำมาซึ่งความผิดหวัง เหมือนความสัมพันธ์ที่พังทลายไปแล้ว
ในเพลงนี้ คำสอนของพ่อได้ส่งต่อบทเรียนชีวิตผ่านกล้วย โดยเฉพาะพ้อยที่เป็น Low time preference ในเพลงสื่อสารจึดนี้ตรงไปตรงมา "อย่ารีบชิงสุกก่อนห่าม" "รู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน" กล้วยดิบต้องรอเวลาให้สุก มันฝาดๆ เฝื่อนๆ ไม่อร่อย กินตอนนี้ก็ติดคอตายพอดี เฉกเช่นความฝันที่ต้องอดทนฟันฝ่า ความสัมพันธ์ที่ต้องการเวลา การประคบประหงม รดน้ำ พรวนดิน ค่อยๆ ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ความสัมพันธ์ประเภท "ใจเร็วด่วนได้" มักจบไม่สวย มันไม่สมบูรณ์ ความเข้าใจกันแค่หางอึ่งมักไปไม่รอด หรือแม้แต่ความรีบร้อนอยากได้อยากมีไวไวก็เป็นการคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป ลงท้ายก็เจ็บปวดอย่างที่เขียนไว้ในเพลง
นอกจากนี้ในเรื่องความสัมพันธ์ผมคิดว่ามันยังมีเรื่อง "ความพอดี" พ่อในเพลงได้สอนให้เลือกกินกล้วยที่สุกกำลังดี ไม่ฝืนกินกล้วยดิบ เพราะกล้วยหวีใหญ่ย่อมมีทั้งลูกที่สุกและกิบปะปนกัน พ่อสอนให้รู้จักเลือกสิ่งที่เหมาะสม ไม่ยึดติด ผู้หญิง/ผู้ชายมีมากกว่าแค่คนเดียว เราควรให้เวลาตัวเองในการศึกษาเรียนรู้ "คน" ให้มากพอ
ไม่ใช่แค่ความรัก มันคือทุกความสัมพันธ์
ตัวเอกในเพลงก็มีการเติบโตทางความเข้าใจ จากเด็กน้อยที่อยากได้ทุกอย่าง อยากได้กล้วยทั้งหวี สู่วัยหนุ่มที่ผิดหวังในความรัก เพราะความรักที่ไม่เป็นไปดังหวัง ไม่ต่างอะไรกับกล้วยงอมที่กินไม่ได้ มันได้สอนให้เขาเข้าใจแนวคิด Low time preference ในเชิงความสัมพันธ์ ความอดทน และความพอดีในความรัก
จริงๆ แล้วเพลงนี้ไม่ได้เป็นแค่เพลงรัก ไอเดียแท้จริงคือผมจะสื่อว่า สิ่งที่เรารู้จากตำราเล่มหนึ่ง / จากความเข้าใจสิ่งใดก็ตาม มันจะมีประโยชน์เมื่อเราสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดนั้นกับเรื่องอื่นๆ ได้
แนวคิด Time preference ผมแสดงให้เห็นว่ามันใช่ได้กับทุกเรื่องจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่ความสัมพันธ์
สุดท้าย.. ผมจะบอกว่า ผมเขียนเนื้อเพลงนค้โดยใช้เวลาแค่ 30 นาทีเท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่เนื้อเพลงมีนควรดีกว่านี้ได้ มีหลายท่อนที่เปลี่ยนคำแล้วจะเพราะขึ้น
ตัวผมเองก็ยัง High time preference อยู่เหมือนกัน..
#siamstr