#ล้มละลาย #โอนสิทธิรับชำระหนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2568

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามในคดีนี้จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 81/1 นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ อันทำให้ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ดังนี้ แม้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสามล้มละลายจนศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย และต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลาย มีผลทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แต่ทรัพย์สินทั้งหลายอันจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย รวมทั้งสิทธิเรียกร้องเหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่น และทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายจนถึงเวลาปลดจากล้มละลาย กับสิ่งของซึ่งอยู่ในครอบครองหรืออำนาจสั่งการหรือสั่งจำหน่ายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในทางการค้าหรือธุรกิจของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยความยินยอมของเจ้าของอันแท้จริง โดยพฤติการณ์ซึ่งทำให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของในขณะที่มีการขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ล้มละลายนั้นยังคงถือว่าเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย รวมทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงอาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

#ข้อสังเกต ที่1 แม้ผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิการรับชำระหนี้จากเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายและลูกหนี้ล้มละลายได้ปลดจากล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ แล้วก็ตามลูกหนี้ก็ยังต้องถูกบังคับชำระหนี้ที่ได้ขอรับชำระหนี้และมีสิทธิรับชำระด้วยจากทรัพย์สินที่มีหรือได้มาตาม มาตรา 109 หากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหนี้ล้มละลายยังไม่ได้รับการชำระหนี้ครบถ้วน

#ข้อสังเกต ที่2 พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ที่บัญญัติ “ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิ เรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนําพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ย่ืนไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และ คัดค้านพยานหลักฐานท่ีได้สืบไปแล้วได้ และในกรณีท่ีศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษานั้น” การสวมสิทธิตามมาตรานี้ถ้ามีการฟ้องร้องบังคับคดีอยู่ ผู้ที่สวมสิทธิจะมีอำนาจในการต่อสู้คดีที่กำลังดำเนินการพิจารณาอยู่ ผู้ที่รับโอนต้องรับมาจากเจ้าหนี้ในคดีที่กำลังดำเนินการพิจารณาอยู่ด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14417/2558

แม้ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 มิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติมาตรา 7 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้องโดยตรง แต่อ้างว่าได้รับโอนมาจากบริษัท ร. ผู้โอน ซึ่งมิใช่คู่ความอยู่เดิม หรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.