🫸🫷อสังขตธาตุ : ธรรมที่อยู่นอกกรอบมี–ไม่มี และจุดสิ้นสุดของภาษาแห่งความหลง

บทนำ

ในบรรดาความเข้าใจคลาดเคลื่อนทั้งปวงเกี่ยวกับนิพพาน

สิ่งที่ลึกและละเอียดที่สุด มิใช่ความไม่รู้เชิงข้อมูล

แต่คือ การนำภาษาของสังขตธรรม ไปอธิบายสิ่งที่ไม่ถูกปรุงแต่ง

มนุษย์คุ้นเคยกับโลกที่ประกอบด้วย “การมีอยู่” และ “การสูญไป”

คุ้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับลง

จึงเผลอถามนิพพานด้วยถ้อยคำเดียวกันนั้นว่า

มีหรือไม่ — อยู่หรือสูญ — เหลืออะไรหรือไม่เหลือ

แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบคำถามเหล่านี้

ไม่ใช่เพราะนิพพานลึกลับ

หากเพราะ คำถามนั้นผิดตั้งแต่โครงสร้างของความคิด

พระองค์ทรงปฏิเสธทั้งความเห็นว่า

นิพพานคือความสูญสิ้น (อุจเฉททิฏฐิ)

และความเห็นว่านิพพานคือการดำรงอยู่ถาวร (สัสสตทิฏฐิ)

เพราะทั้งสองอย่างล้วนยังเป็นการเอา “สังขต”

ไปวัด “อสังขต”

อสังขตธาตุ มิใช่สิ่งที่มีอยู่เหมือนวัตถุ

มิใช่สิ่งที่หายไปเหมือนการสูญ

แต่เป็น ธรรมที่รู้ได้

เมื่อเหตุแห่งความหลง — อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน — สิ้นไปโดยสิ้นเชิง

บทความนี้มิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นิยามนิพพาน

เพราะนิพพานไม่อาจถูกกักขังด้วยถ้อยคำ

หากมีจุดมุ่งหมายเพื่อชี้ให้เห็นว่า

เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงวางอสังขตธาตุไว้นอกกรอบ “มี–ไม่มี”

และเหตุใดการรู้แจ้งแท้ จึงเป็นการสิ้นสุดของคำถาม

ไม่ใช่การได้คำตอบใหม่

ต่อไปนี้คือคำอธิบาย เชิงพุทธวจนอย่างตรงแก่น ว่า

เหตุใดพระพุทธเจ้าทรงวาง “อสังขตธาตุ” ไว้นอกกรอบ “มี–ไม่มี”

และ เหตุใดจึงทรงปฏิเสธทั้งสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ

แม้จะตรัสว่านิพพานเป็น อมตธาตุ

๑. “มี–ไม่มี” เป็นภาษาของสังขตธรรม ไม่ใช่ของอสังขต

กรอบความคิด มี / ไม่มี

เกิดจากประสบการณ์ของมนุษย์ที่คุ้นเคยกับสิ่งซึ่ง

• เกิดขึ้น

• ดำรงอยู่

• เสื่อม

• ดับ

ทั้งหมดนี้คือ สังขตธรรม

คือสิ่งที่ ต้องอาศัยเหตุปัจจัย และอยู่ในกาลเวลา

ดังนั้นคำว่า

• “มีอยู่”

• “ไม่มีแล้ว”

จึงเป็นภาษา ของสิ่งที่เคยเกิด และสามารถดับได้

แต่ อสังขตธาตุ

คือธรรมที่ ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่แปร ไม่ขึ้นกับเหตุปัจจัย

พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงอนุญาตให้ใช้กรอบเดียวกันไปวัด

การถามว่า “นิพพานมีอยู่ไหม”

เท่ากับเอา ภาษาของสิ่งที่เกิด

ไปวัด สิ่งที่ไม่เคยเกิด

นี่คือจุดผิดตั้งแต่ต้น

๒. ทำไม “นิพพานคือไม่มีอะไรเลย” จึงผิด (อุจเฉททิฏฐิ)

ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสว่า

นิพพานคือความไม่มีอะไรเลย

นั่นแปลว่า

• เคยมีบางสิ่ง

• แล้วถูกทำให้สูญสิ้น

ซึ่งเท่ากับบอกว่า

นิพพานเป็น “ผลของการทำลาย”

แต่นิพพาน ไม่ใช่ผลของการทำลาย

พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น

• ความดับแห่งตัณหา

• ความสิ้นไปแห่งอุปาทาน

• ความสิ้นไปแห่งอวิชชา

คือ ดับเหตุแห่งการปรุง

ไม่ใช่การทำลาย “สิ่งหนึ่งสิ่งใด”

ถ้าบอกว่า “ไม่มีอะไรเลย”

จะกลายเป็นความเห็นว่า

เมื่อสิ้นแล้ว ทุกอย่างสูญ

ซึ่งเป็นอุจเฉททิฏฐิทันที

๓. ทำไม “นิพพานคือการดำรงอยู่ถาวร” ก็ผิด (สัสสตทิฏฐิ)

ในอีกด้านหนึ่ง

ถ้าตรัสว่า

นิพพานคือการดำรงอยู่ถาวร

คำว่า “ดำรงอยู่”

ย่อมหมายถึง

• มีสิ่งหนึ่ง

• ตั้งอยู่ในกาล

• ไม่เสื่อม ไม่ดับ

นั่นคือการ ยกนิพพานขึ้นเป็น “ภาวะ” หรือ “ตัวตนถาวร”

แม้จะเรียกว่า “อมตะ”

ก็ยังเป็นการคิดแบบสังขตอยู่ดี

เพราะยังแฝงความเป็น สิ่งที่มีอยู่ในเวลา

พระพุทธเจ้าจึงไม่ตรัสเช่นนั้น

เพราะจะเปิดช่องให้ยึดว่า

มีบางสิ่งที่ “เราไปเป็น” หรือ “เราไปอยู่”

ซึ่งคือสัสสตทิฏฐิ

๔. “อมตธาตุ” ไม่ได้แปลว่า “ดำรงอยู่ถาวร”

นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด

คำว่า อมต ในพุทธวจน

ไม่ได้แปลว่า “อยู่ตลอดกาล” แบบสิ่งของ

แต่แปลว่า

ไม่อยู่ในกฎเกิด–ดับ

อมตธาตุ

= ธาตุที่ไม่เคยเกิด

ดังนั้นจึง ไม่ต้องคงอยู่ และ ไม่ต้องกลัวดับ

สิ่งที่ไม่เคยเกิด

ไม่ต้องอธิบายด้วยคำว่า “ดำรงอยู่”

การปฏิเสธการดำรงถาวร

จึง ไม่ขัดกับความเป็นอมตธาตุ

แต่เป็นการปกป้องไม่ให้เข้าใจผิดว่าเป็นตัวตน

๕. ทำไมพระพุทธเจ้าจึงใช้คำว่า “รู้ได้” แทน “มีอยู่”

พระองค์ไม่ตรัสว่า

นิพพานมีอยู่

แต่ตรัสว่า

เป็นธรรมที่พึงรู้ได้เฉพาะตน

เพราะ

• การ “รู้” ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งของ

• การรู้ไม่เท่ากับการยึดว่าเป็นของเรา

นิพพาน

ไม่ใช่วัตถุ

ไม่ใช่ภาวะให้ถือ

แต่เป็น ความสิ้นไปของความหลง

เมื่อเหตุแห่งความหลงดับ

อสังขตธาตุ “ปรากฏ”

ไม่ใช่ในฐานะสิ่งที่เกิด

แต่ในฐานะ ความจริงที่ไม่เคยหายไป

๖. วิมุติญาณทัสนะ : จุดที่ทำให้ไม่ตกทั้งสองข้าง

วิมุติญาณทัสนะ

คือความรู้ชัดว่า

“สิ้นแล้ว”

สิ่งที่ควรสิ้นได้สิ้นแล้ว

• ไม่ได้รู้ว่า “ฉันเป็นอะไร”

• ไม่ได้รู้ว่า “มีสิ่งใดถาวร”

• ไม่ได้รู้ว่า “ทุกอย่างสูญ”

แต่รู้ว่า

ตัณหาสิ้น

อุปาทานสิ้น

อวิชชาสิ้น

นี่คือความรู้ที่

ไม่ตั้งอยู่บนมี–ไม่มี

เพราะรู้ในระดับเหตุ ไม่ใช่วัตถุ

๗. สรุปสั้นแต่ตรงแก่น

พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทั้ง

• “ไม่มีอะไรเลย”

• “ดำรงอยู่ถาวร”

ไม่ใช่เพราะนิพพานคลุมเครือ

แต่เพราะ ภาษาทั้งสองข้างนี้ เป็นภาษาของสังขต

อสังขตธาตุ

• ไม่ใช่สิ่งที่มี

• ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มี

• แต่เป็นธรรมที่รู้ได้

เมื่อความหลงสิ้นไป

และนี่คือเหตุที่พระองค์ตรัสว่า

เป็นธรรมที่พึงรู้เฉพาะตน

ไม่อาจชี้ด้วยถ้อยคำ

ภาคต่อ

ภาษามนุษย์กับนิพพาน : เหตุใดคำถามเรื่อง “อยู่ที่ไหน / มีไหม / เหลืออะไร” จึงผิดตั้งแต่ตั้งคำถาม

๑๑. ทำไมการถามว่า “นิพพานอยู่ที่ไหน” จึงเป็นคำถามผิด

คำถามว่า

นิพพานอยู่ที่ไหน

มีสมมติฐานแฝงอยู่ ๓ ชั้น โดยไม่รู้ตัว

1. ต้องมี “สิ่งหนึ่ง”

2. สิ่งนั้นต้อง “ตั้งอยู่”

3. การตั้งอยู่นั้นต้องอยู่ใน “ที่ใดที่หนึ่ง”

ทั้งสามข้อเป็น กรอบของสังขตธรรมทั้งหมด

แต่พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า

นิพพาน ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งอยู่

ไม่ใช่สิ่งที่เคลื่อน

ไม่ใช่สิ่งที่เข้าถึงด้วยการ “ไป”

ดังนั้นคำถาม

อยู่ที่ไหน

จึงเท่ากับเอา แผนที่ของโลกสังขต

ไปหาสิ่งที่อยู่นอกแผนที่

คำถามจึงผิด ไม่ใช่คำตอบ

๑๒. ทำไมพระพุทธเจ้าทรง “ไม่ตอบ” คำถามบางประเภท

ในพระสูตรหลายแห่ง

พระพุทธเจ้าทรงนิ่ง ไม่ตอบ หรือเปลี่ยนคำถาม

เมื่อถูกถามว่า

• หลังตายแล้ว พระอรหันต์มีอยู่หรือไม่

• มีอยู่และไม่มีอยู่หรือไม่

• ไม่มีอยู่และไม่ไม่มีอยู่หรือไม่

ไม่ใช่เพราะคำตอบลึกลับ

แต่เพราะ ทุกตัวเลือกใช้กรอบเดียวกันทั้งหมด

คือกรอบ

มี / ไม่มี

ดำรง / สูญ

ซึ่งเป็นกรอบของ ขันธ์

แต่พระอรหันต์คือผู้ที่

ขันธ์ไม่ใช่ที่ตั้งของการยึดอีกต่อไป

จะเอาภาษาของขันธ์

ไปอธิบายสิ่งที่พ้นขันธ์

ย่อมผิดทั้งระบบ

๑๓. นิพพาน “ไม่เหลือ” อะไร — เพราะไม่มีอะไรให้เหลือตั้งแต่ต้น

คำว่า

เหลืออะไร

มีนัยว่า

• เคยมีบางสิ่ง

• แล้วบางส่วนหายไป

• บางส่วนยังคงอยู่

แต่นิพพาน

ไม่ใช่การ “คัดแยกสิ่งที่เหลือ”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

สิ่งที่ควรละ ละแล้ว

สิ่งที่ควรรู้ รู้แล้ว

เมื่ออวิชชาดับ

สิ่งที่ “ดูเหมือนมี” ทั้งหมด

ถูกเห็นว่า เป็นเพียงกระบวนการ

เมื่อกระบวนการสิ้น

ไม่มีคำว่า “เหลือ”

เพราะไม่เคยมี “ตัวสิ่ง” ให้เหลือ

๑๔. เหตุใด “ธาตุรู้” จึงต้องพูดด้วยความระวังที่สุด

คำว่า ธาตุรู้

ถ้าใช้ผิด จะกลายเป็น

• อัตตาละเอียด

• ตัวตนระดับอภิปรัชญา

• หรือจิตสากลแบบสัสสตะ

แต่ถ้าเข้าใจถูก

คำนี้ไม่ได้หมายถึง “ผู้รู้”

แต่หมายถึง

สภาวะที่ไม่ถูกปรุง

ซึ่งปรากฏเมื่อการหลงรู้สิ้นไป

จึงต้องเข้าใจว่า

• ไม่ใช่สิ่งที่ “เรามี”

• ไม่ใช่สิ่งที่ “เราเป็น”

• ไม่ใช่สิ่งที่ “อยู่ในเรา”

แต่เป็น

ธรรมที่ปรากฏเมื่อคำว่า “เรา” สิ้นความหมาย

๑๕. เหตุใดวิมุติญาณทัสนะ จึงไม่ใช่ความรู้เชิงข้อมูล

วิมุติญาณทัสนะ

ไม่ใช่การรู้ว่า

• นิพพานเป็นอย่างไร

• มีคุณสมบัติอะไร

• อยู่ตรงไหน

แต่คือความรู้ว่า

“ไม่มีสิ่งใดเหลือให้ยึด”

เป็นความรู้ที่

• ไม่เพิ่มสิ่งใหม่

• ไม่ได้คำตอบใหม่

• แต่ สิ้นคำถามทั้งหมด

นี่คือเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ผู้รู้แล้ว ย่อมไม่วิวาท

เพราะไม่มีฐานให้ถก

๑๖. ทำไมพระพุทธเจ้าจึงสอน “ให้ดูเหตุ” ไม่ให้ดู “ภาวะ”

ตลอดพุทธวจน

พระองค์ไม่สอนว่า

• นิพพานคืออะไร

• มีลักษณะอย่างไร

แต่สอนว่า

เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ

เพราะ

• ถ้าเห็นเหตุชัด

• การดับจะชัดเอง

• ไม่ต้องนิยามภาวะปลายทาง

นี่คือเหตุที่

ปฏิจจสมุปบาท

เป็นหัวใจของการรู้แจ้ง

ไม่ใช่ทฤษฎีนิพพาน

๑๗. สรุปสุดท้าย (ระดับลึกสุด)

พระพุทธเจ้าไม่ทรงพาออกจากทุกข์

ด้วยการให้ “คำอธิบายจักรวาล”

แต่ด้วยการ

ถอนรากของความหลงที่สร้างคำถามผิด

อสังขตธาตุ

• ไม่อยู่ในกรอบมี–ไม่มี

• ไม่อยู่ในกรอบอยู่–ดับ

• ไม่อยู่ในกรอบอัตตา–อนัตตาแบบขันธ์

แต่เป็น

ธรรมที่รู้ได้

เมื่อเหตุแห่งการหลงสิ้นไป

และเมื่อถึงตรงนั้น

คำถามทั้งหมด

จะหยุดเอง

โดยไม่ต้องมีคำตอบ

จุดตายของภาษาในพุทธธรรม

เหตุใดคำอธิบายต้องหยุด เมื่อปัญญาทำหน้าที่เสร็จ

ภาษาเกิดขึ้นเพื่ออธิบายโลกของสังขตธรรม

โลกที่ประกอบด้วยเหตุ ปัจจัย การเกิด การดับ

และความสัมพันธ์เชิงเวลา

ดังนั้น ภาษาไม่เคยเป็นกลาง

แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ “ชี้สิ่งที่เกิดแล้ว”

ไม่ใช่เพื่อ “เปิดสิ่งที่ไม่เคยเกิด”

พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษา

ไม่ใช่เพื่ออธิบายนิพพาน

แต่เพื่อ รื้อความหลงที่บังนิพพาน

เมื่อภาษาทำหน้าที่รื้อเหตุแห่งความหลงเสร็จ

ภาษานั้นเองต้องหยุด

เพราะถ้ายังเดินต่อ

ภาษาจะกลายเป็นเครื่องมือของอุปาทานรูปแบบใหม่ทันที

นี่คือ “จุดตายของภาษา” ในพุทธธรรม

ไม่ใช่จุดอับ

แต่เป็นจุดที่ปัญญาไม่ต้องพึ่งถ้อยคำอีกต่อไป

ทำไมพระอรหันต์ไม่อธิบายนิพพาน

คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ

ถ้าพระอรหันต์รู้แล้ว ทำไมไม่อธิบายให้ชัดเจน

คำตอบไม่ใช่เพราะท่านหวงความรู้

แต่เพราะ ไม่มีสิ่งให้ยึดในคำอธิบายนั้น

นิพพานไม่ใช่ “เนื้อหา”

ที่ถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้

แต่เป็น ผลของการสิ้นเหตุ

พระอรหันต์

• ไม่เห็นสิ่งใดเป็น “ของตน”

• ไม่เห็นสิ่งใดเป็น “ภาวะให้รักษา”

• ไม่เห็นสิ่งใดเป็น “ความจริงที่ต้องยืนยัน”

ดังนั้น การอธิบายนิพพาน

ย่อมมีแต่จะทำให้ผู้ฟัง

เอาคำพูดนั้นไปสร้างภาพ

และยึดภาพนั้นแทนการละเหตุ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

ธรรมนี้ลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก

ไม่ใช่เพราะซับซ้อน

แต่เพราะ ไม่เปิดช่องให้ยึด

อสังขตธาตุ กับขอบเขตสุดท้ายของปัญญา

ปัญญาในพุทธศาสนา

ไม่ได้ทำหน้าที่ “สร้างความเข้าใจ” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่ทำหน้าที่ ทำลายความเข้าใจผิด ทีละชั้น

ชั้นแรก

– เห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวตน

ชั้นถัดมา

– เห็นว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ตัวตน

ชั้นลึกสุด

– เห็นว่าแม้ “ผู้รู้” ก็เป็นกระบวนการที่อาศัยเหตุ

เมื่อถึงจุดนี้

ปัญญาไม่มีอะไรต้องทำต่อ

เพราะไม่มีสิ่งใดให้เห็นว่า “เป็น”

อสังขตธาตุ

จึงไม่ใช่สิ่งที่ปัญญา “เข้าไปจับ”

แต่เป็นสิ่งที่ ปรากฏเมื่อปัญญาหยุดทำงานในฐานะเครื่องมือ

นี่คือขอบเขตสุดท้ายของปัญญา

ไม่ใช่ความมืด

แต่เป็นความสว่างที่ไม่ต้องอาศัยการคิด

บทสรุป : ธรรมที่ไม่ต้องอธิบาย แต่ต้องสิ้นเหตุ

พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนนิพพาน

ด้วยการบอกว่า “มันคืออะไร”

แต่สอนด้วยการชี้ว่า

เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ

เมื่ออวิชชาดับ

ตัณหาดับ

อุปาทานดับ

คำถามทั้งหมดเกี่ยวกับ

มี–ไม่มี

อยู่–ดับ

เหลือ–ไม่เหลือ

จะสิ้นไปเอง

โดยไม่ต้องได้คำตอบ

และนั่นเอง

คือการรู้แจ้ง

ไม่ใช่การเข้าใจ

#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ธรรม ที่ ไม่มี ”เหตุ“

ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นครับ

หากจะ ใช้คำว่า ”ไม่มี“

ผมอาศัยหลักพิจารณาตาม บม เยธัมมา — 1เหตุ 2ธรรม 3เกิด-ดับ

กว่าจะ”รู้“ จักสภาวะ ธรรมที่ “ไม่มี-เหตุ”

ก็คงหนีไม่พ้น ต้อง “รู้จัก ธรรมที่ มีเหตุ” ให้กระจ่าย ให้ชัด

อาตจะต้องฝึก

รู้จัก ธรรม นั้นๆ หนึ่ง

รู้จัก เหตุของธรรมนั้นๆ หนึ่ง

และรู้จัก การเกิด-ดับของธรรม นั้นๆ อีกหนึ่ง

ที่สำคัญ รู้จากภายใน ไม่ใช้เพ่งภายนอก

Proof of สติ ดีๆนี้เอง…🙏🏼🙏🏼🙏🏼