Avatar
L.SUVANN
2bfc8bf7711b426bdebcd295cc459300a0a0d8bd918b3572ba98a34f2671a2ae
Replying to Avatar PusanStudio

หลังจากผม Setup lnbits เล่นเอง ได้ไม่ถึงวันเจอช่องโหว่แบบงงๆ

เป็นช่องโหว่ของระบบหนึ่งในไทย ผสมกับช่องโหว่ lnbits

เลยทำทำให้ Blotcard ของผู้ให้บริการเจ้าหนึ่ง เกือบ 700 ใบรวมๆ 3 ล้านกว่า sats มีความเสี่ยงโดนขโมยตังได้ทุกเมื่อ

.

ซึ่งอาจจะเป็นเราเอง ขโมยซะเลยตั้ง 3 ล้าน sats ก็เกือบแสนบาทอยู่ หวานเจี๊ยบเลยยย

ถุ้ยยย อะหยอก โชคดีว่าไม่แพ้เสียงในหัวสภาพ

.

แจ้งอุดสิครับรอไร ฝืนเอาไปตรูโดนคนไทยไล่ล่าค่าหัวแน่นอน 🤣 และน่าจะทำคอมมูในไทยหลอนไปอีกนาน

.

ใดๆได้แจ้งให้เจ้าของ node รับทราบไปละ รอให้แพทช์ระบบให้ 100% ก่อน

เดะมาเล่าเบื้องหลังของคนบ้าแห่งการ over engineering ที่นั่งเขียน NTAG424-DNA card emulator จนสร้าง lnurlw ที่เป็น withdrawRequest โดยไม่ต้องมีบัตรจริง เอามาผสมกับช่องโหว่ จนสามารถดูดตังได้

#siamstr

ติดตามครับ 🤟🏼

Replying to Kei

ความเห็นใช่ความจริงมั้ย

และความจริงใช่ความเห็นมั้ย

ในเมื่อความจริงของแต่ละคนต่างกันตามมุมมองที่เห็น

และความเห็นของแต่ละคนก็เป็นความจริงที่แต่ละคนนั้นคิดออกมา

สภาวะจริงแท้นั้นยังมีอยู่จริงรึเปล่า

พระอาทิตย์ขึ้นตอน 6 โมงเช้า

แต่ในต่างประเทศเวลาเดียวกันพระอาทิตย์เพิ่งจะตกดินเอง

สสารมี 3 สถานะ แข็ง เหลว ก๊าซ

แต่เพิ่งมีการค้นพบสถานะใหม่คือ พลาสมา

วิทยาศาสตร์น่ะหรือที่เป็นความจริง

เป็นความจริงจนกว่าจะพบสิ่งที่จริงยิ่งกว่า

ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอน

คำนี้เป็นความเห็น หลายคนบอกว่าจริง

พิสูจน์ไม่ได้ แต่ทุกคนรับรู้ได้ด้วยตนเอง

เหตุใดความจริงกับความเห็นกลับคล้ายกัน

#siamstr

ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็น และอนุมาน ความจริงที่ว่าตาม สมุติสัจจะ/ ปรมัตถสัจจะ เป็นหลักพิจารณา

สมุติสัจจะ

มักจะมอง คน สัตว์ สิ่งของ

เป็นความจริง และรวบรวมสะสมและสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเจออะไรที่จริงกว่า!!! จน มาเป็น ”บัญญัติ “ ทำให้คนทั่วไปใครก็ได้ ”สื่อสาร เข้าใจ“ คุยกันรู้เรื่อง

บางท่านเรียก ก็ว่า วิทยศาสตร์

ส่วน

ปรมัตถสัจจะ มักมอง รูป-นาม , การประกอบของธาตุ เหมือนการมองสภาพสภาวะธรรมชาติ นั้น เพียวๆ สภาวะนั้นๆ ไม่ใช้คนปกติจะมาคุยกันแล้วจะเข้าใจ หรือสามารถพิสูจน์ได้ทันทีหาก ว่าคนเหล่านั้นไม่เคย สังเกตุ สภาวะนั้นๆมาโดยละเอียด

ความจริง เพื่อสื่อสาร กันทั้งโลก

กับความจริงเพื่อพ้นทุกข์….

พอสังเกตุแล้ว เหมือนกับว่า ความจริงทั้งหลายที่ถูกปรุงแต่งขึ้นเฉพาะของแต่ละคนมีจุดประสงค์เพื่อสื่อสาร >>> ความเห็น

โดยมีเหตุจากการยึดตัวตนและปรุงแต่ง เลยทำให้ “ความจริงและความเห็น มักคล้ายกัน” แยกยากถ้าไม่สนใจ สังเกตุ

Gm 🌞🙏🏼🙏🏼🙏🏼

Replying to Avatar maiakee

🫸🫷อสังขตธาตุ : ธรรมที่อยู่นอกกรอบมี–ไม่มี และจุดสิ้นสุดของภาษาแห่งความหลง

บทนำ

ในบรรดาความเข้าใจคลาดเคลื่อนทั้งปวงเกี่ยวกับนิพพาน

สิ่งที่ลึกและละเอียดที่สุด มิใช่ความไม่รู้เชิงข้อมูล

แต่คือ การนำภาษาของสังขตธรรม ไปอธิบายสิ่งที่ไม่ถูกปรุงแต่ง

มนุษย์คุ้นเคยกับโลกที่ประกอบด้วย “การมีอยู่” และ “การสูญไป”

คุ้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับลง

จึงเผลอถามนิพพานด้วยถ้อยคำเดียวกันนั้นว่า

มีหรือไม่ — อยู่หรือสูญ — เหลืออะไรหรือไม่เหลือ

แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบคำถามเหล่านี้

ไม่ใช่เพราะนิพพานลึกลับ

หากเพราะ คำถามนั้นผิดตั้งแต่โครงสร้างของความคิด

พระองค์ทรงปฏิเสธทั้งความเห็นว่า

นิพพานคือความสูญสิ้น (อุจเฉททิฏฐิ)

และความเห็นว่านิพพานคือการดำรงอยู่ถาวร (สัสสตทิฏฐิ)

เพราะทั้งสองอย่างล้วนยังเป็นการเอา “สังขต”

ไปวัด “อสังขต”

อสังขตธาตุ มิใช่สิ่งที่มีอยู่เหมือนวัตถุ

มิใช่สิ่งที่หายไปเหมือนการสูญ

แต่เป็น ธรรมที่รู้ได้

เมื่อเหตุแห่งความหลง — อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน — สิ้นไปโดยสิ้นเชิง

บทความนี้มิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นิยามนิพพาน

เพราะนิพพานไม่อาจถูกกักขังด้วยถ้อยคำ

หากมีจุดมุ่งหมายเพื่อชี้ให้เห็นว่า

เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงวางอสังขตธาตุไว้นอกกรอบ “มี–ไม่มี”

และเหตุใดการรู้แจ้งแท้ จึงเป็นการสิ้นสุดของคำถาม

ไม่ใช่การได้คำตอบใหม่

ต่อไปนี้คือคำอธิบาย เชิงพุทธวจนอย่างตรงแก่น ว่า

เหตุใดพระพุทธเจ้าทรงวาง “อสังขตธาตุ” ไว้นอกกรอบ “มี–ไม่มี”

และ เหตุใดจึงทรงปฏิเสธทั้งสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ

แม้จะตรัสว่านิพพานเป็น อมตธาตุ

๑. “มี–ไม่มี” เป็นภาษาของสังขตธรรม ไม่ใช่ของอสังขต

กรอบความคิด มี / ไม่มี

เกิดจากประสบการณ์ของมนุษย์ที่คุ้นเคยกับสิ่งซึ่ง

• เกิดขึ้น

• ดำรงอยู่

• เสื่อม

• ดับ

ทั้งหมดนี้คือ สังขตธรรม

คือสิ่งที่ ต้องอาศัยเหตุปัจจัย และอยู่ในกาลเวลา

ดังนั้นคำว่า

• “มีอยู่”

• “ไม่มีแล้ว”

จึงเป็นภาษา ของสิ่งที่เคยเกิด และสามารถดับได้

แต่ อสังขตธาตุ

คือธรรมที่ ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่แปร ไม่ขึ้นกับเหตุปัจจัย

พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงอนุญาตให้ใช้กรอบเดียวกันไปวัด

การถามว่า “นิพพานมีอยู่ไหม”

เท่ากับเอา ภาษาของสิ่งที่เกิด

ไปวัด สิ่งที่ไม่เคยเกิด

นี่คือจุดผิดตั้งแต่ต้น

๒. ทำไม “นิพพานคือไม่มีอะไรเลย” จึงผิด (อุจเฉททิฏฐิ)

ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสว่า

นิพพานคือความไม่มีอะไรเลย

นั่นแปลว่า

• เคยมีบางสิ่ง

• แล้วถูกทำให้สูญสิ้น

ซึ่งเท่ากับบอกว่า

นิพพานเป็น “ผลของการทำลาย”

แต่นิพพาน ไม่ใช่ผลของการทำลาย

พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น

• ความดับแห่งตัณหา

• ความสิ้นไปแห่งอุปาทาน

• ความสิ้นไปแห่งอวิชชา

คือ ดับเหตุแห่งการปรุง

ไม่ใช่การทำลาย “สิ่งหนึ่งสิ่งใด”

ถ้าบอกว่า “ไม่มีอะไรเลย”

จะกลายเป็นความเห็นว่า

เมื่อสิ้นแล้ว ทุกอย่างสูญ

ซึ่งเป็นอุจเฉททิฏฐิทันที

๓. ทำไม “นิพพานคือการดำรงอยู่ถาวร” ก็ผิด (สัสสตทิฏฐิ)

ในอีกด้านหนึ่ง

ถ้าตรัสว่า

นิพพานคือการดำรงอยู่ถาวร

คำว่า “ดำรงอยู่”

ย่อมหมายถึง

• มีสิ่งหนึ่ง

• ตั้งอยู่ในกาล

• ไม่เสื่อม ไม่ดับ

นั่นคือการ ยกนิพพานขึ้นเป็น “ภาวะ” หรือ “ตัวตนถาวร”

แม้จะเรียกว่า “อมตะ”

ก็ยังเป็นการคิดแบบสังขตอยู่ดี

เพราะยังแฝงความเป็น สิ่งที่มีอยู่ในเวลา

พระพุทธเจ้าจึงไม่ตรัสเช่นนั้น

เพราะจะเปิดช่องให้ยึดว่า

มีบางสิ่งที่ “เราไปเป็น” หรือ “เราไปอยู่”

ซึ่งคือสัสสตทิฏฐิ

๔. “อมตธาตุ” ไม่ได้แปลว่า “ดำรงอยู่ถาวร”

นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด

คำว่า อมต ในพุทธวจน

ไม่ได้แปลว่า “อยู่ตลอดกาล” แบบสิ่งของ

แต่แปลว่า

ไม่อยู่ในกฎเกิด–ดับ

อมตธาตุ

= ธาตุที่ไม่เคยเกิด

ดังนั้นจึง ไม่ต้องคงอยู่ และ ไม่ต้องกลัวดับ

สิ่งที่ไม่เคยเกิด

ไม่ต้องอธิบายด้วยคำว่า “ดำรงอยู่”

การปฏิเสธการดำรงถาวร

จึง ไม่ขัดกับความเป็นอมตธาตุ

แต่เป็นการปกป้องไม่ให้เข้าใจผิดว่าเป็นตัวตน

๕. ทำไมพระพุทธเจ้าจึงใช้คำว่า “รู้ได้” แทน “มีอยู่”

พระองค์ไม่ตรัสว่า

นิพพานมีอยู่

แต่ตรัสว่า

เป็นธรรมที่พึงรู้ได้เฉพาะตน

เพราะ

• การ “รู้” ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งของ

• การรู้ไม่เท่ากับการยึดว่าเป็นของเรา

นิพพาน

ไม่ใช่วัตถุ

ไม่ใช่ภาวะให้ถือ

แต่เป็น ความสิ้นไปของความหลง

เมื่อเหตุแห่งความหลงดับ

อสังขตธาตุ “ปรากฏ”

ไม่ใช่ในฐานะสิ่งที่เกิด

แต่ในฐานะ ความจริงที่ไม่เคยหายไป

๖. วิมุติญาณทัสนะ : จุดที่ทำให้ไม่ตกทั้งสองข้าง

วิมุติญาณทัสนะ

คือความรู้ชัดว่า

“สิ้นแล้ว”

สิ่งที่ควรสิ้นได้สิ้นแล้ว

• ไม่ได้รู้ว่า “ฉันเป็นอะไร”

• ไม่ได้รู้ว่า “มีสิ่งใดถาวร”

• ไม่ได้รู้ว่า “ทุกอย่างสูญ”

แต่รู้ว่า

ตัณหาสิ้น

อุปาทานสิ้น

อวิชชาสิ้น

นี่คือความรู้ที่

ไม่ตั้งอยู่บนมี–ไม่มี

เพราะรู้ในระดับเหตุ ไม่ใช่วัตถุ

๗. สรุปสั้นแต่ตรงแก่น

พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทั้ง

• “ไม่มีอะไรเลย”

• “ดำรงอยู่ถาวร”

ไม่ใช่เพราะนิพพานคลุมเครือ

แต่เพราะ ภาษาทั้งสองข้างนี้ เป็นภาษาของสังขต

อสังขตธาตุ

• ไม่ใช่สิ่งที่มี

• ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มี

• แต่เป็นธรรมที่รู้ได้

เมื่อความหลงสิ้นไป

และนี่คือเหตุที่พระองค์ตรัสว่า

เป็นธรรมที่พึงรู้เฉพาะตน

ไม่อาจชี้ด้วยถ้อยคำ

ภาคต่อ

ภาษามนุษย์กับนิพพาน : เหตุใดคำถามเรื่อง “อยู่ที่ไหน / มีไหม / เหลืออะไร” จึงผิดตั้งแต่ตั้งคำถาม

๑๑. ทำไมการถามว่า “นิพพานอยู่ที่ไหน” จึงเป็นคำถามผิด

คำถามว่า

นิพพานอยู่ที่ไหน

มีสมมติฐานแฝงอยู่ ๓ ชั้น โดยไม่รู้ตัว

1. ต้องมี “สิ่งหนึ่ง”

2. สิ่งนั้นต้อง “ตั้งอยู่”

3. การตั้งอยู่นั้นต้องอยู่ใน “ที่ใดที่หนึ่ง”

ทั้งสามข้อเป็น กรอบของสังขตธรรมทั้งหมด

แต่พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า

นิพพาน ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งอยู่

ไม่ใช่สิ่งที่เคลื่อน

ไม่ใช่สิ่งที่เข้าถึงด้วยการ “ไป”

ดังนั้นคำถาม

อยู่ที่ไหน

จึงเท่ากับเอา แผนที่ของโลกสังขต

ไปหาสิ่งที่อยู่นอกแผนที่

คำถามจึงผิด ไม่ใช่คำตอบ

๑๒. ทำไมพระพุทธเจ้าทรง “ไม่ตอบ” คำถามบางประเภท

ในพระสูตรหลายแห่ง

พระพุทธเจ้าทรงนิ่ง ไม่ตอบ หรือเปลี่ยนคำถาม

เมื่อถูกถามว่า

• หลังตายแล้ว พระอรหันต์มีอยู่หรือไม่

• มีอยู่และไม่มีอยู่หรือไม่

• ไม่มีอยู่และไม่ไม่มีอยู่หรือไม่

ไม่ใช่เพราะคำตอบลึกลับ

แต่เพราะ ทุกตัวเลือกใช้กรอบเดียวกันทั้งหมด

คือกรอบ

มี / ไม่มี

ดำรง / สูญ

ซึ่งเป็นกรอบของ ขันธ์

แต่พระอรหันต์คือผู้ที่

ขันธ์ไม่ใช่ที่ตั้งของการยึดอีกต่อไป

จะเอาภาษาของขันธ์

ไปอธิบายสิ่งที่พ้นขันธ์

ย่อมผิดทั้งระบบ

๑๓. นิพพาน “ไม่เหลือ” อะไร — เพราะไม่มีอะไรให้เหลือตั้งแต่ต้น

คำว่า

เหลืออะไร

มีนัยว่า

• เคยมีบางสิ่ง

• แล้วบางส่วนหายไป

• บางส่วนยังคงอยู่

แต่นิพพาน

ไม่ใช่การ “คัดแยกสิ่งที่เหลือ”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

สิ่งที่ควรละ ละแล้ว

สิ่งที่ควรรู้ รู้แล้ว

เมื่ออวิชชาดับ

สิ่งที่ “ดูเหมือนมี” ทั้งหมด

ถูกเห็นว่า เป็นเพียงกระบวนการ

เมื่อกระบวนการสิ้น

ไม่มีคำว่า “เหลือ”

เพราะไม่เคยมี “ตัวสิ่ง” ให้เหลือ

๑๔. เหตุใด “ธาตุรู้” จึงต้องพูดด้วยความระวังที่สุด

คำว่า ธาตุรู้

ถ้าใช้ผิด จะกลายเป็น

• อัตตาละเอียด

• ตัวตนระดับอภิปรัชญา

• หรือจิตสากลแบบสัสสตะ

แต่ถ้าเข้าใจถูก

คำนี้ไม่ได้หมายถึง “ผู้รู้”

แต่หมายถึง

สภาวะที่ไม่ถูกปรุง

ซึ่งปรากฏเมื่อการหลงรู้สิ้นไป

จึงต้องเข้าใจว่า

• ไม่ใช่สิ่งที่ “เรามี”

• ไม่ใช่สิ่งที่ “เราเป็น”

• ไม่ใช่สิ่งที่ “อยู่ในเรา”

แต่เป็น

ธรรมที่ปรากฏเมื่อคำว่า “เรา” สิ้นความหมาย

๑๕. เหตุใดวิมุติญาณทัสนะ จึงไม่ใช่ความรู้เชิงข้อมูล

วิมุติญาณทัสนะ

ไม่ใช่การรู้ว่า

• นิพพานเป็นอย่างไร

• มีคุณสมบัติอะไร

• อยู่ตรงไหน

แต่คือความรู้ว่า

“ไม่มีสิ่งใดเหลือให้ยึด”

เป็นความรู้ที่

• ไม่เพิ่มสิ่งใหม่

• ไม่ได้คำตอบใหม่

• แต่ สิ้นคำถามทั้งหมด

นี่คือเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ผู้รู้แล้ว ย่อมไม่วิวาท

เพราะไม่มีฐานให้ถก

๑๖. ทำไมพระพุทธเจ้าจึงสอน “ให้ดูเหตุ” ไม่ให้ดู “ภาวะ”

ตลอดพุทธวจน

พระองค์ไม่สอนว่า

• นิพพานคืออะไร

• มีลักษณะอย่างไร

แต่สอนว่า

เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ

เพราะ

• ถ้าเห็นเหตุชัด

• การดับจะชัดเอง

• ไม่ต้องนิยามภาวะปลายทาง

นี่คือเหตุที่

ปฏิจจสมุปบาท

เป็นหัวใจของการรู้แจ้ง

ไม่ใช่ทฤษฎีนิพพาน

๑๗. สรุปสุดท้าย (ระดับลึกสุด)

พระพุทธเจ้าไม่ทรงพาออกจากทุกข์

ด้วยการให้ “คำอธิบายจักรวาล”

แต่ด้วยการ

ถอนรากของความหลงที่สร้างคำถามผิด

อสังขตธาตุ

• ไม่อยู่ในกรอบมี–ไม่มี

• ไม่อยู่ในกรอบอยู่–ดับ

• ไม่อยู่ในกรอบอัตตา–อนัตตาแบบขันธ์

แต่เป็น

ธรรมที่รู้ได้

เมื่อเหตุแห่งการหลงสิ้นไป

และเมื่อถึงตรงนั้น

คำถามทั้งหมด

จะหยุดเอง

โดยไม่ต้องมีคำตอบ

จุดตายของภาษาในพุทธธรรม

เหตุใดคำอธิบายต้องหยุด เมื่อปัญญาทำหน้าที่เสร็จ

ภาษาเกิดขึ้นเพื่ออธิบายโลกของสังขตธรรม

โลกที่ประกอบด้วยเหตุ ปัจจัย การเกิด การดับ

และความสัมพันธ์เชิงเวลา

ดังนั้น ภาษาไม่เคยเป็นกลาง

แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ “ชี้สิ่งที่เกิดแล้ว”

ไม่ใช่เพื่อ “เปิดสิ่งที่ไม่เคยเกิด”

พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษา

ไม่ใช่เพื่ออธิบายนิพพาน

แต่เพื่อ รื้อความหลงที่บังนิพพาน

เมื่อภาษาทำหน้าที่รื้อเหตุแห่งความหลงเสร็จ

ภาษานั้นเองต้องหยุด

เพราะถ้ายังเดินต่อ

ภาษาจะกลายเป็นเครื่องมือของอุปาทานรูปแบบใหม่ทันที

นี่คือ “จุดตายของภาษา” ในพุทธธรรม

ไม่ใช่จุดอับ

แต่เป็นจุดที่ปัญญาไม่ต้องพึ่งถ้อยคำอีกต่อไป

ทำไมพระอรหันต์ไม่อธิบายนิพพาน

คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ

ถ้าพระอรหันต์รู้แล้ว ทำไมไม่อธิบายให้ชัดเจน

คำตอบไม่ใช่เพราะท่านหวงความรู้

แต่เพราะ ไม่มีสิ่งให้ยึดในคำอธิบายนั้น

นิพพานไม่ใช่ “เนื้อหา”

ที่ถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้

แต่เป็น ผลของการสิ้นเหตุ

พระอรหันต์

• ไม่เห็นสิ่งใดเป็น “ของตน”

• ไม่เห็นสิ่งใดเป็น “ภาวะให้รักษา”

• ไม่เห็นสิ่งใดเป็น “ความจริงที่ต้องยืนยัน”

ดังนั้น การอธิบายนิพพาน

ย่อมมีแต่จะทำให้ผู้ฟัง

เอาคำพูดนั้นไปสร้างภาพ

และยึดภาพนั้นแทนการละเหตุ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

ธรรมนี้ลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก

ไม่ใช่เพราะซับซ้อน

แต่เพราะ ไม่เปิดช่องให้ยึด

อสังขตธาตุ กับขอบเขตสุดท้ายของปัญญา

ปัญญาในพุทธศาสนา

ไม่ได้ทำหน้าที่ “สร้างความเข้าใจ” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่ทำหน้าที่ ทำลายความเข้าใจผิด ทีละชั้น

ชั้นแรก

– เห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวตน

ชั้นถัดมา

– เห็นว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ตัวตน

ชั้นลึกสุด

– เห็นว่าแม้ “ผู้รู้” ก็เป็นกระบวนการที่อาศัยเหตุ

เมื่อถึงจุดนี้

ปัญญาไม่มีอะไรต้องทำต่อ

เพราะไม่มีสิ่งใดให้เห็นว่า “เป็น”

อสังขตธาตุ

จึงไม่ใช่สิ่งที่ปัญญา “เข้าไปจับ”

แต่เป็นสิ่งที่ ปรากฏเมื่อปัญญาหยุดทำงานในฐานะเครื่องมือ

นี่คือขอบเขตสุดท้ายของปัญญา

ไม่ใช่ความมืด

แต่เป็นความสว่างที่ไม่ต้องอาศัยการคิด

บทสรุป : ธรรมที่ไม่ต้องอธิบาย แต่ต้องสิ้นเหตุ

พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนนิพพาน

ด้วยการบอกว่า “มันคืออะไร”

แต่สอนด้วยการชี้ว่า

เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ

เมื่ออวิชชาดับ

ตัณหาดับ

อุปาทานดับ

คำถามทั้งหมดเกี่ยวกับ

มี–ไม่มี

อยู่–ดับ

เหลือ–ไม่เหลือ

จะสิ้นไปเอง

โดยไม่ต้องได้คำตอบ

และนั่นเอง

คือการรู้แจ้ง

ไม่ใช่การเข้าใจ

#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ

ธรรม ที่ ไม่มี ”เหตุ“

ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นครับ

หากจะ ใช้คำว่า ”ไม่มี“

ผมอาศัยหลักพิจารณาตาม บม เยธัมมา — 1เหตุ 2ธรรม 3เกิด-ดับ

กว่าจะ”รู้“ จักสภาวะ ธรรมที่ “ไม่มี-เหตุ”

ก็คงหนีไม่พ้น ต้อง “รู้จัก ธรรมที่ มีเหตุ” ให้กระจ่าย ให้ชัด

อาตจะต้องฝึก

รู้จัก ธรรม นั้นๆ หนึ่ง

รู้จัก เหตุของธรรมนั้นๆ หนึ่ง

และรู้จัก การเกิด-ดับของธรรม นั้นๆ อีกหนึ่ง

ที่สำคัญ รู้จากภายใน ไม่ใช้เพ่งภายนอก

Proof of สติ ดีๆนี้เอง…🙏🏼🙏🏼🙏🏼

https://youtu.be/f5t-CT5q-EA?si=10LHx1LHOOvZ6dhq

ฝึก ฝึก ฝึก

ทำซ้ำจนชินลงในสันดาน

มอง เวลา หน่วย เป็นวิ ก็อาจจะไม่ละเอียดเท่า หน่วย เป็น ลมหายใจ (ออก-เข้า)

หรืออาจแค่ฝันกลางวันไปเอง

Gm 🌞 #siamstr

Replying to Avatar P2E ⚡

gm

Gm ครับ 🙏🏼

ผมเคย บอกแล้วใช้มั้ย ว่า

All-in 🌞 คือทุกเม็ด GM🙏🏼

#siamstr

หาก พี่กำไรในธุรกิจ ที่พี่ทำงานแลกมา

พี่หาซื้อเครื่องขุด มาเล่นนะ

เสียบ ปลั๊กไฟ ไฟที่พี่ทำธุรกิจ

พี่กำลัง เพิ่มค่าใช้จ่ายธุรกิจและ

ลดการส่งส่วย ของตัว เองอยู่

พี่คนไหนมีความรู้ ใช้ holding +สัญญาเงินกู้ ลด cit ภาพรวม นะ

”ลดส่งส่วยก่อน“ แล้วพี่ก็เอากำไร ไป dca ราคาไหนก็เอา

Btc เรา ไม่เท่ากัน…

เอาส่วยมาแปลงเป็น

Btc หน้าเหมือง…… 🥹🥹🥹

1btc ไม่เท่ากับ1btc เพราะ utxo นะพี่🙏🏼🙏🏼🙏🏼

All in🌞 ของผมหมายถึง

ทุกเม็ด ห่าอะไรทำได้ เอาหมด

โง่ๆ ขยับตัว ทำอะไรบางอย่างแลกมา

=1508 sat

ป๋อง 58 บาท/kg

ติก ใส 5 บาท/kg

กล่องลังรวม 4 บาท/kg

เวลาคิดอะไรไม่ออก

ผมมักเริ่มจาก ”เคลียร์“ ”ตัวเอง“

ก่อน

ร้านขายของเก่าไม่ได้น่ากลัว

แจ้งให้ทราบ

Gday #siamstr

GM 🙏🏼 #siamstr

จะแอบไปขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจทวงหนี้

ธุรกิจเร่งรัด “สัญญาทาส”😭

95%คือความ “ไม่รู้ ”

อีก 4.99% คือความ “เหมือนจะ รู้ ”

0.01% ”รู้“ ชัวๆ

95%ความสลัว

4.99%ความสว่าง

0.0.1%ความสงบ

สัญญาทาส ที่ทุกคน ลงชื่อด้วยเลือด

มันจือจางได้ด้วย #btc

”พฤติกรรมส่วนบุคคลจะหายไป เมื่อรวมตัวกันเป็นกลุ่มฝูงชน“ 😮‍💨

รู้ ตัว ๆๆๆๆๆๆๆ

GA #siamstr

Replying to Avatar L.SUVANN

ขออนุญาตแชร์ความเห็นส่วนตัวนะครับ

เช่นเมื่อ โกรธ

รูปเป็นปัจจัยให้เกิด นาม = เห็นหน้าเลยหมั่น(โกรธ)

นามเป็นปัจจัยให้เกิดรูป = หมั่น หน้าเลยตึง

ลองนึกถึงเวลาโกธร จริงๆ มันไม่มี รู้ตัวครับมันไม่เห็น มันเลยไม่ปล่อย ณ ตอนเราโกรธ สภาวะ”ไม่รู้“ ตัวกูจึงโกรธ แต่พอ “รู้” โกรธมันดับ ทันที ครับ

ที่ดับก็เพราะมีสติ ”รู้“เห็นตามธรรม เลยปล่อยได้ ตามแบบที่พี่ว่ามาเลย แต่มันอารมแบบว่างๆโล่งๆ ผมเลยถือวิสาสะ แนะนำให้หาเหตุปัจจัยต่อ

ส่วนหลักพิจารณา

-พิจารณากระบวนการและเหตุปัจจัย เมื่อมี ขณะที่มันเกิด จึงต้องใช้ “สติ” รู้เห็นเข้าใจสว่างแจ่มแจ้งด้วยเหตุปัจจัย (สติมาปัญญาเกิด)

-พิจารณาหลังเกิด ”ใช้ความคิด“ ตึกตรองใช้สมองเหตุผลทางโลก

🙏🏼🙏🏼🙏🏼 เกิดดับรัวๆ ถ้าเรื่องโกรธ ไม่ทัน มีเรื่องอีกให้พิจารณาเล่น ได้ทุกขณะ ทุก อริยาบท เลยครับ

ขออนุญาตเพิ่มเติม

มี สติ”รู้“กับ ลม รูปเกิด นามดับ

สติหลุดจาก ลม รูปดับ นามเกิด

ไม่รู้ตอบคำถามพี่รึป่าวนะครับ

หากพี่ ชอบ อานาปานสติ 🙏🏼🙏🏼🙏🏼

Replying to Avatar Mr.Note

GM #siamstr หนังสือ Propaganda (1928) ของ Edward Bernays ถือเป็นงานคลาสสิกที่อธิบายถึง “ศาสตร์และศิลป์ของการโน้มน้าวมวลชน” ผ่านแนวคิดเรื่อง การควบคุมความคิดเห็นของสาธารณะอย่างเป็นระบบ ผมขอสรุปเนื้อหาโดยย่อ ดังนี้👇

🧠 บทที่ 1: หลักการสร้างความอลหม่าน

Bernays เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า ในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ประชาชนจำนวนมากจำเป็นต้องถูก “ชี้นำทางความคิด” โดยกลุ่มคนจำนวนน้อยที่เข้าใจกลไกของจิตมนุษย์และการสื่อสารมวลชน เขาเรียกกระบวนการนี้ว่า “การจัดการความคิดเห็นสาธารณะ” ซึ่งไม่ใช่การหลอกลวง แต่เป็นการสร้างระเบียบจากความวุ่นวายของข้อมูล Bernays เห็นว่าหากขาดระบบนี้ สังคมจะสับสนและไม่สามารถตัดสินใจร่วมกันได้ ดังนั้น “การโฆษณาชวนเชื่อ” จึงเป็นเครื่องมือจำเป็นในการบริหารระบอบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ

📰 บทที่ 2: การโฆษณาชวนเชื่อสมัยใหม่

บทนี้ชี้ให้เห็นว่าการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ในยุคใหม่ไม่ใช่การบังคับ แต่คือการใช้จิตวิทยาและข้อมูลเพื่อโน้มน้าวพฤติกรรมโดยสมัครใจ เทคโนโลยีและสื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โปสเตอร์ ทำให้สามารถสื่อสารกับคนจำนวนมากได้พร้อมกัน เขาเสนอให้ใช้เทคนิคเหล่านี้อย่างมีจรรยาบรรณ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจ การสื่อสารสมัยใหม่จึงเป็น “เครื่องมือจัดระเบียบสังคม” มากกว่าการบิดเบือนข้อเท็จจริง

👔 บทที่ 3: นักโฆษณาชวนเชื่อสมัยใหม่

กล่าวถึงบทบาทของ “นักโฆษณาชวนเชื่อมืออาชีพ” ซึ่งควรเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา สังคม และการสื่อสาร บุคคลนี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างองค์กรกับสาธารณะ เพื่อสร้างความเข้าใจและภาพลักษณ์ที่ดี เขายกตัวอย่างว่าการเมือง ธุรกิจ และสังคมต่างพึ่งพาคนกลุ่มนี้โดยไม่รู้ตัว เป้าหมายไม่ใช่การหลอกลวง แต่คือการนำเสนอความจริงในรูปแบบที่โน้มน้าวใจและสอดคล้องกับอารมณ์ของผู้คน

🧩 บทที่ 4: จิตวิทยาการประชาสัมพันธ์

บทนี้อธิบายว่า เบื้องหลังการสื่อสารที่ประสบความสำเร็จคือ “ความเข้าใจในจิตใต้สำนึกของมนุษย์” ผู้คนมักตัดสินใจจากอารมณ์ ความเชื่อ และค่านิยมมากกว่าข้อเท็จจริง นักประชาสัมพันธ์จึงต้องเรียนรู้วิธี “กรอบความคิด” (framing) เพื่อสร้างการยอมรับอย่างเป็นธรรมชาติ การเข้าใจจิตวิทยาคือ หัวใจของการโน้มน้าวมวลชนอย่างมีประสิทธิผล

💼 บทที่ 5: ว่าด้วยธุรกิจกับประชาชน

ธุรกิจไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากขาดการสนับสนุนจากสังคม บริษัทต้องใช้หลัก PR เพื่อสร้างความไว้วางใจ ความโปร่งใส และความสัมพันธ์กับผู้บริโภค Bernays ยกตัวอย่างแคมเปญที่ทำให้คนรู้สึกว่า ผลิตภัณฑ์มีคุณค่าทางสังคม เช่น เชื่อมโยงแบรนด์กับสุขภาพหรือความมั่นคง ธุรกิจที่เข้าใจจิตสำนึกของสาธารณะจะเติบโตได้ยั่งยืนกว่า

🗳️ บทที่ 6: การโฆษณาชวนเชื่อกับผู้นำทางการเมือง

Bernays มองว่าการเมืองคือ “การจัดการความคิดเห็นของประชาชนในระดับชาติ” ผู้นำต้องเข้าใจวิธีใช้สื่อเพื่อสื่อสารนโยบายและสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ การโฆษณาชวนเชื่อช่วยให้ประชาชนเห็นทิศทางเดียวกัน และยอมรับนโยบายโดยสมัครใจ เขาเตือนว่าหากใช้โดยไม่มีจรรยาบรรณ ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือเผด็จการได้

👩 บทที่ 7: การเคลื่อนไหวของสตรีกับการโฆษณาชวนเชื่อ

บทนี้ยกกรณีศึกษาการปลดปล่อยสตรีและสิทธิเลือกตั้งหญิงว่าเป็นผลของการโฆษณาชวนเชื่อเชิงบวก เขาอธิบายว่าการสื่อสารที่วางกลยุทธ์ดีสามารถเปลี่ยนค่านิยมทางสังคมได้อย่างถาวร ผู้หญิงกลายเป็นพลังทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญ การเปลี่ยนทัศนคติของคนจำนวนมากต้องอาศัยทั้งอารมณ์ เรื่องราว และสัญลักษณ์ทางสังคม

🎓 บทที่ 8: การโฆษณาชวนเชื่อทางการศึกษา

สถาบันการศึกษาก็ใช้การโฆษณาชวนเชื่อได้ เพื่อปลูกฝังค่านิยมที่ดี เช่น ความรับผิดชอบต่อสังคมและความคิดเชิงวิพากษ์ Bernays เห็นว่าการสื่อสารในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเข้าใจมนุษย์ ระบบการศึกษาที่ไม่ใส่ใจจิตวิทยาสังคมจะล้มเหลวในการสร้างพลเมืองคุณภาพ การเรียนรู้จึงควรเป็นทั้ง “การให้ข้อมูล” และ “การจัดกรอบความคิด” ของเยาวชน

🤝 บทที่ 9: การโฆษณาชวนเชื่อในภาคสังคมสงเคราะห์

องค์กรสังคมและมูลนิธิต่าง ๆ ก็ต้องอาศัย PR เพื่อขับเคลื่อนภารกิจ การสร้างแรงบันดาลใจให้คนบริจาคหรือร่วมกิจกรรมต้องเข้าใจอารมณ์และค่านิยมของผู้คน Bernays ชี้ว่าการสื่อสารอย่างมีเป้าหมายสามารถกระตุ้นความเห็นอกเห็นใจและความร่วมมือทางสังคม เขาเห็นว่าการโฆษณาชวนเชื่อไม่จำกัดอยู่ที่ธุรกิจหรือการเมือง แต่เป็นพลังแห่งความร่วมมือของมนุษย์

🧬 บทที่ 10: ว่าด้วยวิทยาศาสตร์และศิลปะ

มีการเปรียบการโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นทั้ง “วิทยาศาสตร์” ที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล และ “ศิลปะ” ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ นักสื่อสารที่ดีต้องเข้าใจทั้งโครงสร้างของข้อมูลและอารมณ์ของมนุษย์ เขาเรียกร้องให้การโฆษณาชวนเชื่อพัฒนาอย่างมีจรรยาบรรณ ใช้เพื่อความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและมนุษยชาติ

🌐 บทที่ 11: ระบบการโฆษณาชวนเชื่อ

บทสรุปของทั้งเล่ม การโฆษณาชวนเชื่อคือ “กลไกที่มองไม่เห็น” ที่ควบคุมสังคมสมัยใหม่ มันเป็นเครื่องมือของการบริหารประชาธิปไตย ไม่ใช่ศัตรูของมัน ผู้ที่เข้าใจระบบนี้สามารถนำสังคมไปสู่ทิศทางที่สร้างสรรค์ได้ หากมีจริยธรรม “ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมีผู้ชี้นำที่เข้าใจศิลปะแห่งการสื่อสาร” ไม่ใช่เพียงเสียงข้างมากที่ขาดการจัดการ

ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ หนังสือเล่มนี้เนื้อหาหลายส่วนคล้ายคลึงกับเนื้อหาในหนังสือ Fiat Standard มากๆ อย่างน้อยเราต้องเป็นคนส่วนน้อยที่ตระหนักรู้ในเรื่องนี้ ลองหาอ่านกันดูนะครับ 🙂…ถ้าผมอ่านเล่มไหนเห็นว่าดี มีประโยชน์ ขออนุญาตมาแชร์ให้ชาวทุ่งม่วงอีกนะครับ🙏❤️

Gm ครับ

จุดสำคัญที่ผมเจอคือ “การตัดสินใจจากอารมณ์ มากกว่าข้อเท็จจริง“

เทคนิคที่เห็นบ่อย คือการใช้ภาษาที่เน้นสร้าง ”อารมณ์“ โกรธ เกลียด กลัว รัก เศร้า

เห็นอกเห็นใจ ความหวัง ความสุข การเข้าพวก.

เมื่อเกิด“อารมณ์” ร่วม แล้ว

-ทักษะการใช้เหตุและผล ข้อมูลๆต่าง ลดลง

-เกิดความผูกพัน ทางอารมณ์ อินกับเรื่องราวนั้น ฝังจิตฝังใจ ราวกับเป็นเรื่องของตนโดนแท้

-เป็นทาสของอารมณ์

จากนั้นจึงแสดงพฤติกรรม ตามมา เช่น

กระตุ่นกลัว —หลบหนี ไม่ยุ่งเรื่องนั้นๆ

กระตุ้นโกรธ—ต่อต้าน แสดงการเป็นศัตรู

กระตุ้นด้วยความเห็นอกเห็นใจ — บริจาค 🥹

เพราะงี้ การฝึก ”สติ“ รู้เนื้อรู้ตัว รู้เท่าทันอารมณ์ อาจจะต้องฝึกๆกันไว้บ้าง

ขอบพระคุณ สำหรับบทความ ที่กระตุ้นให้เกิดการกระหายในความ “รู้ ” 🙏🏼🙏🏼🙏🏼

ขออนุญาตแชร์ความเห็นส่วนตัวนะครับ

เช่นเมื่อ โกรธ

รูปเป็นปัจจัยให้เกิด นาม = เห็นหน้าเลยหมั่น(โกรธ)

นามเป็นปัจจัยให้เกิดรูป = หมั่น หน้าเลยตึง

ลองนึกถึงเวลาโกธร จริงๆ มันไม่มี รู้ตัวครับมันไม่เห็น มันเลยไม่ปล่อย ณ ตอนเราโกรธ สภาวะ”ไม่รู้“ ตัวกูจึงโกรธ แต่พอ “รู้” โกรธมันดับ ทันที ครับ

ที่ดับก็เพราะมีสติ ”รู้“เห็นตามธรรม เลยปล่อยได้ ตามแบบที่พี่ว่ามาเลย แต่มันอารมแบบว่างๆโล่งๆ ผมเลยถือวิสาสะ แนะนำให้หาเหตุปัจจัยต่อ

ส่วนหลักพิจารณา

-พิจารณากระบวนการและเหตุปัจจัย เมื่อมี ขณะที่มันเกิด จึงต้องใช้ “สติ” รู้เห็นเข้าใจสว่างแจ่มแจ้งด้วยเหตุปัจจัย (สติมาปัญญาเกิด)

-พิจารณาหลังเกิด ”ใช้ความคิด“ ตึกตรองใช้สมองเหตุผลทางโลก

🙏🏼🙏🏼🙏🏼 เกิดดับรัวๆ ถ้าเรื่องโกรธ ไม่ทัน มีเรื่องอีกให้พิจารณาเล่น ได้ทุกขณะ ทุก อริยาบท เลยครับ

Replying to XJP

กำหนดรู้ก็พอ

ไม่ว่าจะความรู้สึกอยากที่จะ....

หรือว่าความรู้สึกไม่อยากที่จะ....

Focus แค่ "รู้" ว่าในหัวกำลังเกิดอะไรขึ้น โดยไม่ต้องแทรกแซง เหมือนมองแม่น้ำที่ไหลผ่านไป ทั้งน้ำขุ่น น้ำใส แม้มันจะขุ่นก็ไม่ต้องไปหาทางทำให้มันใส

แม้มันจะใสก็ไม่ต้องพยายามไปยึดว่ามันจะต้องใสไปตลอด

ทุกอย่างแค่มอง//รับรู้//ไม่แทรกแซง

จะแทรกแซงเฉพาะการกระทำที่ "แสดงออก" มาในกรณีที่จะทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม

เมื่อผมทำเช่นนี้ทุกอย่างเลยดูง่ายขึ้น ไม่ค่อยมีภาระทางจิตใจตกค้าง แม้จะตกค้าง วนเวียนในหัวระยะเวลาที่วนเวียนอยู่มันก็สั้นลงๆ

สุดท้ายก็จะเหลือแค่ปัจจุบัน

จุดที่ต้องระวัง (ผมพลาด)

1. อาจเผลอแทรกแซงโดยไม่รู้ตัว เช่น เมื่อโกรธอาจเผลอข่มความโกรธ แล้วคิดว่าวางเฉยต้องไม่รู้สึกอะไร, เมื่อผิดหวังต้องข่มให้ไม่รู้สึก, เมื่อสนุกเพลิดเพลินต้องข่มว่าเราต้องไม่สนุกสิ

2. วางความอยากได้ แต่กลับไม่ยอมวางความไม่อยาก เช่น ไม่อยากให้จิตใจไม่สงบเช่นนี้ (=ความอยากที่แฝงมาในรูปความไม่อยาก)

3. ไม่แทรกแซงแต่ไม่ละเลย เช่น หากเจ็บป่วย ใช่ว่ากำหนดรู้เฉยๆปล่อยให้อาการลุกลามจนรุนแรง แต่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาว่าจุดนี้รักษาเองเบื้องต้นได้ จุดนี้วิกฤติแล้วต้องเข้ารับการรักษาเร่งด่วน เป็นต้น

สุดท้ายแล้วผมยังต้องเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการแชร์ประสบการณ์เบื้องต้น เผื่อว่าใครจะเคยเจออะไรคล้ายๆกัน

#siamstr

ขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ครับ

หาก ”รู้“ แจง รู้ ประจักษ์ใน สภาพธรรม แต่ละอารมณ์ที่เกิดขึ้น แล้ว

ลองพิจารณา หา“เหตุปัจจัยของการเกิด”สภาพ สภาวะ ธรรม เหล่านั้นเล่นๆดูเพิ่มสิครับ

🙏🏼🙏🏼🙏🏼

*** วิปัสสนาญาณ ๑๖

นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ

bitcoiner ผู้เสพ ”ความจริง“

Btc อาจจะเป็นความจริงเพียงแค่ “สมมติสัจจะ“

เห็นได้จาก แม้เราจะสะสม btc เยอะ แต่ก็ยังไม่พ้นทุกข์ กับกันยิ่งส่งเสริมให้ หลง เมาในความมีตัวมีตนยิ่งไปใหญ่ 😮‍💨

ระวังการยึดติด กับ“ความจริง” ที่สมมติ

จน เป็นกองทุกข์ ที่ใหญ่กว่าเดิม

นอกจาก verify bitcoin แล้ว ลองมาสนใจ พิจารณาความจริง ระดับ

ปรมัตถสัจจะ (จิต เจตสิก รูป นิพาน) กันหน่อย

ความจริง ที่อาศัย การสะสมของ “ไตรสิกขา” ศีล สมาธิ ปัญญา

อย่างว่า หนีไม่พ้น จบลงที่

”stay humble“

Gm 🌞 #siamstr

https://youtu.be/o90ynhF8v48?si=C4BrAXjdW45wtgUh

โลกนี้เปลี่ยนแปลงใช่ไหม, เธอต้องยอมรับมัน😮‍💨

อยู่เพื่อพิจารณา ตน

Gm 🌞 #siamstr

ผมอยู่ชายแดน btc และ บาท ขออนุญาตแจ้งข่าวครับ

ช่วงนี่บาทแข็ง ไม่ต้องแลกกันเยอะ

รอเรท บาท อ่อนๆค่อยแลก กัน

ไว้หน่อย เผื่อมาเที่ยวโลก เฟียส.

Gmครับ🌞

แรง G. ของเรา ไม่เท่ากัน 🥹 Gmครับ

คุณค่า ที่ คุณคู่ควรครับ 🤟🏼