ระหว่างทานอาหารเย็นเมื่อวานนี้

เมีย : นี่ๆ ราคาข้าวและอาหารแพงขึ้นเยอะเลยช่วงนี้

ผม :อย่างที่เคยบอกไปว่าเงินมันเฟ้อมากกว่า 2% อย่างที่รัฐบอก

จริงๆมันน่าจะเฟ้อ 7-8% ต่อปี

เมีย : รู้ได้ไงว่ามันประมาณ 7-8%

ผม : แล้วอยากรู้ไหมว่า ไอ้ 2% ที่รัฐบอกนะ มันคิดมายังไง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

เมีย : มาเรื่อง บิตคอยอีกละ ไหมบอกมาซิ เมื่อไหร่จะใช้ Bitcoin ซื้อของได้

ผม : ก็เอาไปเปลี่ยนไปเป็น เงินyen ก่อนสิแล้วค่อยมาซื้อ แต่บางร้านเค้าก็รับเป็น bitcoin เลยนะ

เมีย : แต่รัฐมันจะเก็บภาษีเราแบบเยอะๆเลยนะ

แล้วก็เปลี่ยนเรื่องไปเลย ไม่ยอมคุยต่อ

ผมนี่เซ็ง คนพยายามจะสอนแต่ไม่ยอมฟัง ปัญหาก็เห็นอยู่ว่าของมันแพง

วิธีเอาตัวรอดก็มีแต่ไม่ยอมเสียเวลาเรียน

#siamstr

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ผมมีวิธีครับ ต้องลองทำให้เค้าดูครับ ผมก็ทำแบบนี้กับลูกคนเล็ก(ที่มีเวินจากรายเดือนกับปู่ย่าตายายให้บ้าง) เอาเงินเค้ามาซื้อ BTC 500 บาท/เดือน มาต่อเนื่อง 2 ไตรมาสล่ะ แล้วเอามาให้เค้าดู เทียบกับข้อมูลเรื่องข้าวของที่แพงขึ้น และ เงิน Fiat ที่เสื่อมค่าลง …เด็กเข้าใจแบบง่ายๆกับผลลัพธ์ที่ออกมาล่ะครับ(จะขอเอาออกจากกองทุนรวม มาใส่ใน BTC เพิ่มอีกผมบอกว่าใจเย็นๆ55)..เรื่อง BTC ต้องทำ proof of work ที่ต้องใช้เวลาให้คนที่ไม่สนใจเห็นจริงๆ..แต่เรื่องนี้ ก็ไปใช้ในช่วง BTC ขาลงก็บ่ได้ครับ โดนบ่นยับล่ะครับ😅

ล่าสุด เค้าจะถอยรถคันใหม่ ก็ไปเลือกกัน แล้วเค้าไปถูกใจอยู่คันหนึ่ง แต่แพงอยู่เหมือนกัน แล้วก็ลังเลอยู่หลายวันเพราะว่าราคามันเกินงบไปพอสมควร

ผมเลยยื่นข้อเสนอว่า

ผมจะออกเงินส่วนต่างให้ โดยมีข้อแม้ว่า ถ้าต้องเปลี่ยนจากการที่เค้าลงทุนในกองทุนในทุกๆเดือน

เปลี่ยนมาซื้อ Bitcoin ทุกเดือนแทน

สุดท้ายเค้ายอมรับข้อเสนอ

ผมก็ได้แต่หวังว่า bitcoin ที่เค้าจะซื้อ มันจะเป็นสารตั้งต้นให้เค้าศึกษามากขึ้น

Timeline เหมาะเลยครับ ปีนี้ราคา BTC ยังไปได้อีก เห็นผลลัพธ์แน่นอนเลย..ขอให้สำเร็จนะครับ👍🏻

แต่มีสินค้าบางอย่างในไทยที่แพงแบบทบเงินเฟ้อไปอีก สาเหตุมาจากความเห็นแก่ตัวของทุนใหญ่ เช่น ราคากุ้งขาวที่แพงขึ้นมากเพราะการระบาดของปลาคางดำที่ไปกินกุ้งของชาวบ้านที่เลี้ยงกุ้งหมดจนเขาไม่สามารถที่จะประกอบอาชีพของตัวเองได้แล้ว

จริงครับ แต่พอเราไล่ไปดูที่ต้นทางของเกือบจะทุกปัญหา

มันมาจากการที่รัฐมีอำนาจพิมพ์เงินทั้งนั้นเลย ไอ้ทุนใหญ่ที่มากักตุนสินค้าได้ กว่าเค้าจะเป็นทุนใหญ่ได้ก็ต้องหาทางได้ประโยชน์จากเครื่องพิมพ์เงินมากก่อน

แต่รัฐไทยไม่มีอำนาจพิมพ์เงินได้แบบไม่มีอะไรแบ็คได้อย่างประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกานะครับ

ถูกครับ

แต่การที่มีเงินเพิ่มขึ้นมาในระบบ ไม่ได้มาจากรัฐเท่านั้นครับนะครับ

ทุกครั้งที่มีการปล่อยสินเชื่อ เท่ากับว่า มีเงินใหม่ เกิดขึ้นทั้งนั้นครับ คนที่อยู่ใกล้แท่นพิมพ์เงินของธนาคารพาณิชก็จะได้ประโยชน์เช่นกันครับ

แต่ของประเทศไทยจะต่างจากอเมริกา เพราะถ้าธนาคารปล่อยกู้แล้วชิบหายขึ้นมา โอกาศที่รัฐจะเข้ามาอุ้มธนาคารต่างๆมันไม่ได้ง่ายๆเหมือนในอเมริกา

แต่ในช่วงเวลา6ปีมานี้ธนาคารพาณิชในไทยก็แทบจะไม่ปล่อยสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อธุรกิจขนาดกลาง/ขนาดเล็กแล้วนะ เพราะเขารู้ว่าปล่อยไปแล้วโอกาสเป็นหนี้เสียสูงมาก จนธุรกิจขนาดกลาง/เล็กในไทยล้มหายตายจากไปจะหมดแล้ว

แล้วคุณคิดว่าทุนใหญ่ ที่คุณพูดถึงในเรื่องราคากุ้ง เค้าได้รับสินเชื่อขนาดเล็กหรือกลางละครับ

ผมคิดว่าพวกเค้าใหญ่ขนาดแทรกแทรงราคากุ้งได้ น่าจะเข้าถึงแท่นพิมพ์เงินในฐานะลูกค้าขนาดใหญ่ของธนาคาร แล้วใช้บริการมานานแล้วด้วย

ลองดูปริมาณเงิน M2 ของประเทศไทยดูในรูปด้านล่างนี้สิครับ

มันไม่เกี่ยวหรอกครับว่า ธุรกิจชนาดกลางหรือเล็กไม่ได้เงินกู้

ตราบใดที่ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อก็เกิดเสมอครับ

แต่อย่าเข้าใจผิดว่าผมค้านการปล่อยสินเชื่อ

ผมแค่ค้านการที่รัฐไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยเป็นไปตามตลาด ตามมี่มันควรจะเป็น

การที่รัฐมีอำนาจในการเป็นผู้ออกใบอนุญาตว่าใครสามารถทำธุรกิจธนาคารได้ และธนาคารกลางของประเทศสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยต้นน้ำได้ มันทำให้เกิดผู้ที่ได้ผลประโยชน์จากระบบนี้

พรรคการเมืองใหญ่-กลางในฝั่งรัฐบาลเขาได้รับเงินสนับสนุนการทำพรรค/หาเสียงมาจากเหล่ากลุ่มทุนใหญ่ผูกขาด พอเขาจัดตั้งรัฐบาลได้ก็จะออกกฏหมายต่างๆเอื้อให้เหล่ากลุ่มทุนใหญ่ ปัญหานี้แก้ได้โดยการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าชวนคนที่รู้จักใกล้ตัวไปลงคะแนนให้พรรคการเมืองที่ไม่รับเงินทุนจากเหล่ากลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดครับ

อันนี้เห็นด้วยครับ

ถ้าคนที่เรารัก คนที่เราห่วงใย ยังไงก้ต้องค่อยๆป้อนยา ละลายะฤติกรรมครับ หมั่นทำบุญให้บ่อยๆครับ เชื่อผม กว่าคนที่บ้านผมจะเข้าใจ ใช่เวลาเป็นสอง สามปีครับ