ผมเกิด ความสงสัย ใน วัฏสงสาร และ eternal recurrence จึงขอคำชี้แนะเพิ่มเติมตามที่ไล่เรียงกันมาเรื่อยๆครับ
ขออภัยที่ไม่ชี้ให้เห็น 🙏🏼🙏🏼🙏🏼
ผมเกิด ความสงสัย ใน วัฏสงสาร และ eternal recurrence จึงขอคำชี้แนะเพิ่มเติมตามที่ไล่เรียงกันมาเรื่อยๆครับ
ขออภัยที่ไม่ชี้ให้เห็น 🙏🏼🙏🏼🙏🏼
การเวียนว่ายตายเกิด กับ eternal Recurrence ไม่เหมือนกัน เพราะแนวคิด eternal recurrence เป็นของตะวันตกครับ
ประเด็นที่ผมบอกก็คือ การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า หรือ การกล่าวออกมา ในรูปแบบนั้น มันไม่สามารถพิสูจน์ได้ ว่าจะไม่เกิด eternal recurrence ประเด็นข้อโต้แย้งของหลักศาสนาที่นำไปสู่ นิพพาน จึงเป็น controversial พอๆกัน กับหลัก ปรัชญา
แต่หลักปรัชญา มันว่าด้วยการทำ thought experiment ต่างๆ ส่วนศาสนามันคือความเชื่อ
สิ่งที่ผมจะสื่อผมกล่าวไปในบทความแทบทั้งหมดแล้ว และผมรู้สึกว่าตัวเองไร้สาระกับคนที่แยกระบบหนึ่งกับสอง ของ action ไม่ออก แล้ว บอกให้คนอื่นใช้ระบบ ที่มีสติเยอะๆ ซึ่งการทำงานแม่งก็ต่างกัน
ในทางโลกแห่งความเป็นจริงยังไงระบบ expression มันแสดงออกได้ชัดกว่า การใช้เวลาเพื่อตั้งสติ และ ไอ้สติที่ท่านพูดมาแม่งคือความเพ้อเจ้อของ ไอ้พวกเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุม จิตใจ รวมถึงร่างกายได้ตอนที่ขาดสติ
ผมคงไม่เถียงว่าการเจริญสติเป็นอีกกลไกที่ผมยังเชื่อว่ามันทำให้คนสามารถ expression ได้ดียิ่งขึ้น แต่หากท่านลองเล่นเกม+3 ขึ้นไป ท่านก็จะพบว่าท่านนั้นดำเนินชีวิตท่ามกลางความไร้สติ ตลอด เวลา
เพิ่มเติมครับ ในเชิงจิตรวิทยาการหลั่ง โดพามีน จากการทำอะไรที่ง่ายๆ ไม่ใช่การเจริญสติ ดังนั้นการช่วยตัวเองไม่ใช่การฝึกสติ แต่คือ “การเล่นกับตัวเอง”
ขอบพระคุณสำหรับ ความเมตตา แลกเปลี่ยนเยี่ยง มิตรเช่นเคย
เห็นธรรม ทุกครั้งที่แลกเปลี่ยน จริงๆ
🙏🏼🙏🏼🙏🏼
ผมชอบแนวคิดพุทธเรื่องการเจริญสติ และ การเห็น(Observer) ที่คล้ายๆแนวคิด Heidegger นะครับ มันทำให้เราตั้งคำถามได้ดี แต่การใช้ชีวิต หรือการดำรงค์อยู่มันไม่ใช่เศษเสี้ยว ของสติจริงๆ
ดังนั้นการค้นหาตามวิถีดั้งเดิมของพระศาสดา จึงเป็นเครื่องมือที่สร้าง Perspective จากด้าน Objectivism ได้ดี มากๆ
ขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยนอีกเช่นเคยและขอบคุณที่ไม่ถือโทษโกรธถ้อยคำรุนแรง