เขาว่ากันว่า

ความรัก คือ การร่วมทุกข์ร่วมสุขกับใครสักคน

.

.

.

อย่างไรก็ตาม

หลายคนไม่อยากให้แฟนต้องเจอกับอะไรแย่ๆ

.

.

.

ฉะนั้น เวลาที่พวกเขามีอะไรไม่สบายใจ พวกเขาก็จะเก็บความไม่สบายใจนั้นไว้ในใจคนเดียว

.

.

.

ยกตัวอย่างเช่น

สามีรู้สึกหนักใจกับลูกน้องในทีมที่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง

แต่เนื่องจากสามีไม่อยากให้ภรรยาต้องเจอกับ “พลังงานด้านลบ”

สามีจึงตัดสินใจที่จะไม่แบ่งปันความหนักใจนี้ให้ภรรยารับรู้

.

.

.

อย่างไรก็ตาม

ข้อเสียหนึ่งของการเก็บความไม่สบายใจไว้กับตัวคนเดียวก็คือ

เรามักจะไม่สามารถเก็บความไม่สบายใจนั้นไว้ได้มิดชิด 100%

.

.

.

อย่างกรณีของตัวอย่างในข้างต้น

แม้สามีจะไม่ได้ปริปากเล่าปัญหาในที่ทำงานให้ภรรยารับรู้

แต่ภรรยาก็มักจะสังเกตได้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติกับสามีของตนอยู่ดี

.

.

.

สามีอาจจะมีเจตนาดีที่ต้องการ “ปกป้อง” ภรรยาจาก “พลังงานด้านลบ” ก็จริง

.

.

.

แต่เจตนาที่ดีไม่สามารถการันตีได้ว่า

มันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี

.

.

.

อันที่จริง ในสถานกาณ์เช่นตัวอย่างข้างต้น

การที่สามีไม่พูดอาจจะส่งผลเสียก็เป็นได้

.

.

.

ยกตัวอย่างเช่น

ภรรยาอาจรู้สึกสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีของตนกันแน่

ส่งผลให้เกิดคำถามจำนวนมากผุดขึ้นมาในใจของภรรยา

(“ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?” “เขาโกรธฉันหรือ?” “เขานอกใจฉันหรือ?” “เขาไม่เชื่อใจฉันมากพอที่จะเล่าให้ฉันฟังหรือ?” “ฉันช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยหรือ?” ฯลฯ)

.

.

.

กลายเป็นว่า

แม้เจตนาตั้งต้นของสามี คือ การ “ปกป้อง” ภรรยาจาก “พลังงานด้านลบ” ก็จริง

.

.

.

แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือ การ “ปกป้อง” ของสามีกลับเป็นส่วนสำคัญที่สร้าง “พลังงานด้านลบ” ให้กับภรรยาซะอย่างงั้น

.

.

.

ด้วยเหตุนี้

สำหรับหลายๆกรณี

การ “ปกป้อง” แฟนจาก “พลังงานด้านลบ” ที่ดีที่สุด คือ การไม่พยายามที่จะ “ปกป้อง” แฟนจาก “พลังงานด้านลบ” ครับ

#siamstr #จิตวิทยา

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.