
เมื่อเทียบกับ
ยุคสมัยของพ่อแม่
ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย
หรือยุคสมัยของทวด
.
ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้
มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ
.
การเดินทางของเราดีขึ้น
การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น
การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น
.
หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า
ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร
.
บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า
ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู
.
แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
.
ต่อให้ชีวิตของเราจะมี
ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล
เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี
.
เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก
สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า
เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน
คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร
.
เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ
ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า
การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น
.
แต่สำหรับทุกวันนี้
การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น
สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า
การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน
.
ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน
(เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า
เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน)
ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้
.
เป็นต้น
.
หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้
มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ
.
เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข
มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ
“หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น
.
แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ
.
ลองนึกดูนะครับว่า
หากสมองเราไม่มีความสามารถ
ในการปรับตัวให้เข้ากับ
บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย
ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร
.
ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
.
แต่ในขณะเดียวกัน
หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
(เช่น รถที่เรากำลังขับ
ไม่สามารถเร่งความเร็ว
เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้)
.
เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน
(เพราะสมองเรายังคงมองว่า
ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า
10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน
นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่)
.
และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ
take action อย่างเหมาะสม
(เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป
ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น)
ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้
(เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน)
.
ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ
.
และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ”
ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง”
.
(กล่าวคือ ยังคงความสามารถ
ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต
โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป)
.
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ
การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ
“ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร
เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง
เป็นต้น
.
หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน
กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น
ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต
ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ
ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/0003-066x.61.4.305
https://doi.org/10.1016/j.joep.2017.02.014
https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2015.11.004
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนจะรู้สึกผิด
เวลาที่พวกเขาเห็นว่าตัวเอง
กำลังรู้สึกอิจฉาคนอื่น
.
ยกตัวอย่างเช่น
อิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี
อิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน
อิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
เป็นต้น
.
พวกเขารู้สึกผิดเพราะพวกเขามองว่า
ความรู้สึกอิจฉาในใจพวกเขานั้น
มันคือ “หลักฐาน” ว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองแบบนั้นครับ
.
ผมมองว่าความรู้สึกอิจฉาดังกล่าว
มันคือ “เข็มทิศ” ที่ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า
ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
พวกเขาอิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี
เพราะการมีแฟนที่ดีคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
พวกเขาอิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน
เพราะการได้รับการยอมรับจากครอบครัวคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
พวกเขาอิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
เพราะความสำเร็จในหน้าที่การงานคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
เป็นต้น
.
การที่เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา
(ผ่านความรู้สึกอิจฉา) ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนแย่เลยครับ
.
อันที่จริง นี่คือเรื่องดีด้วยซ้ำครับ
เพราะมันช่วย “ชี้นำ” ให้เรารู้ว่า
เราจะขยับชีวิตตัวเองไปในทิศทางไหนดี
.
ยกตัวอย่างเช่น
ขยับตัวเองไปในทิศทางที่จะเจอแฟนดีๆ
ขยับตัวเองในทิศทางที่จะได้รับการยอมรับจากครอบครัว
ขยับตัวเองในทิศทางที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
เป็นต้น
.
สิ่งที่จะ “ฟันธง” ว่าเราเป็นคนแย่คือ
สิ่งที่เรา “ลงมือทำ “เพื่อให้ได้มา
ซึ่งสิ่งที่สำคัญนั้นมากกว่าครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
อยากได้แฟนดีๆ ก็เลยยุแยงให้เพื่อนเลิกกับแฟน
อยากได้รับการยอมรับจากที่บ้าน ก็เลยใส่ร้ายป้ายสีน้อง
อยากประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็เลยเลื่อยขาเก้าอี้หัวหน้า
เป็นต้น
.
ฉะนั้น อย่ารู้สึกผิดที่เรามีความอิจฉาอยู่ในใจเลยครับ
.
ถ้าเราจะรู้สึกผิดจริงๆ ขอให้เรารู้สึกผิด
กับ “การกระทำ” ของเรา (มากกว่า “ความรู้สึก” ของเรา) ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/s13164-021-00548-3
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2021.731451
https://doi.org/10.1007/s11031-011-9235-8
https://doi.org/10.1037/0033-2909.133.1.46
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนไม่มีปัญหากับการรักคนอื่น
แต่พอเป็นเรื่องของการรักตัวเอง
.
…พวกเขากลับ “ไปไม่เป็น”
.
มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากรักตัวเองนะครับ
แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงจริงๆ
.
สำหรับกรณีเช่นนี้ ผมมองว่า “ก้าวแรก”
ของการเริ่มต้นรักตัวเองคือการสังเกตดู
ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่กับคนที่พวกเขารัก
(เช่น ลูก แฟน พี่น้อง พ่อแม่)
.
สังเกตและลองตั้งคำถามดูครับว่า
“ถ้ามองในสายตาของคนนอก
คนนอกเขาจะรู้ได้ยังไงว่าฉันรักคนๆนี้?”
.
หนึ่งในคำตอบที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ…
.
แม้ในช่วงเวลาที่คนๆนี้
ทำตัว “ไม่น่ารัก” กับพวกเขา
แต่พวกเขาก็ยังคงรักคนๆนี้อยู่
.
และพวกเขาก็ไม่ได้รักคนๆนี้เพียงแค่ “ลมปาก” เท่านั้น
แต่พวกเขายังรักคนๆนี้ผ่าน “การกระทำ” ด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
แม้ลูกจะใช้คำพูดตวาดเสียงดังใส่
แต่พอฝนเริ่มตกในนาทีต่อมา
พวกเขาก็ยังคงกางร่มบังฝนให้ลูกอยู่ดี
เป็นต้น
.
สำหรับคนที่อยากจะ “รักตัวเองให้เป็น”
แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งนี้ได้ยังไง
.
การทำสิ่งดีๆให้ตัวเอง (แม้เราจะมองว่าตัวเอง “ไม่คู่ควร” กับสิ่งดีๆเหล่านี้ก็ตาม) ถือเป็น “ก้าวแรก” ที่ไม่เลวเลยครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032
https://doi.org/10.1192/apt.bp.107.005264
https://psycnet.apa.org/record/1999-04037-000
#จิตวิทยา #siamstr

เคยไหมครับ?
.
เราเจอกับปัญหาในชีวิต
เราพยายามคิดๆๆๆๆอยู่นาน
แต่เราก็คิดไม่ออกเสียที?
.
(เช่น
จะเลิกกับแฟนดีไหม
จะเลือกสมัครงานที่ไหนดี
จะนำเสนอสินค้าให้ถูกใจลูกค้ายังไง
เป็นต้น)
.
ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะทำยังไงดี?
.
สิ่งที่ผมกำลังจะบอกต่อไปนี้
อาจฟังดู “กำปั้นทุบดิน” หน่อยนะครับ
.
แต่ในสถานการณ์แบบนี้
สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้
คือการหยุดคิดครับ
.
หยุดคิดและพาตัวเองไปทำอย่างอื่น
.
ปล่อยให้ความคิดของเรา
ได้ล่องลอยแบบไร้จุดหมาย
โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเราจะ “คิดออก” เมื่อไหร่
.
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ
ในหลายๆครั้ง พอเราหยุดคิด
“คำตอบ” มันกลับโผล่เข้ามาในหัวเรา
อย่างง่ายดายซะอย่างงั้น
.
เพราะเมื่อเราหยุดใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง
นั่นเท่ากับเรากำลัง “เปิดช่อง” ให้สมองส่วนอื่น
(ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา)
ทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเองครับ
.
แน่นอนครับว่าการทำแบบนี้
มันอาจไม่สามารถการันตีได้ว่า
เราจะคิดออกในท้ายที่สุด
.
แต่อย่างน้อย มันก็เป็นหนทางที่เรา
จะได้ใช้ “พลังสมอง” ของเรา
(ทั้งสมองส่วนที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้)
ในการขบคิดอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วครับ
.
ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดอะไรไม่ออก
แทนที่เราจะพยายาม “เอาหัวชนกำแพง” ต่อไปเรื่อยๆ
การเก็บเรื่องนั้น “เข้าไปในลิ้นชัก” สักหน่อย
อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้นะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2016.01076
https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15326934crj1601_13
https://doi.org/10.48550/arXiv.1610.02484
#จิตวิทยา #siamstr

ทุกวันนี้ พ่อแม่หลายคนจะพูดแซวๆกันว่า
พวกเขาให้ tablet ช่วยเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับลูกของตัวเอง
.
(ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมี tablet
ทีวีก็ถือเป็น “พี่เลี้ยง” ประจำยุคสมัยนั้น)
.
แต่ไม่ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะก้าวหน้าไปขนาดไหน
“พี่เลี้ยง” คนหนึ่งที่ช่วยดูแลลูกของหลายๆบ้านมาตลอด
(แต่อาจจะไม่ถูกพูดถึงบ่อยนัก) คือสัตว์เลี้ยงครับ
.
สัตว์เลี้ยงไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เด็กๆ
ในด้านความสนุกสนานเท่านั้น
แต่ยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่อง…
.
การสอนให้เด็กๆมีความรับผิดชอบ
(เช่น ต้องให้อาหารในทุกๆวัน)
มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
(เช่น ต้อง “อ่านภาษากาย” ของสัตว์เลี้ยง
เพื่อจะได้รู้ว่าเขาไม่ชอบให้สัมผัสบริเวณไหน)
แถมยังช่วยเด็กๆในด้านอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย
(เช่น น้องหมาเดินมานอนหมอบใกล้ๆเวลารู้สึกเสียใจ)
.
ซึ่งในเรื่องของผลกระทบของสัตว์เลี้ยง
ที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆนั้น
มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น
แต่มันยังสามารถส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้เลยทีเดียว
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เด็กที่กอดสัตว์เลี้ยงบ่อยๆจะ “ซึมซับ” ความรู้สึกปลอดภัย
ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
ส่งผลให้เขามี “ต้นทุนทางใจ” ที่ช่วยให้
การสานสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นไปได้ง่ายขึ้นในอนาคต
.
เด็กที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นมา
และมีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่นตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
เพราะเขาคุ้นชินกับการเข้าใจความรู้สึกและ
ความต้องการของสัตว์เลี้ยง (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้) มาเยอะ
ฉะนั้น พอเขามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
(ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดได้) มันยิ่งง่ายขึ้นที่เขาจะ
เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
.
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้
มันจึงไม่น่าแปลกใจที่ครอบครัวจำนวนมากจะพูดกับลูกว่า
สัตว์เลี้ยงภายในบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น
แต่ยังเป็นเหมือนกับ “พี่” หรือ “น้อง” ของลูกอีกด้วยครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3390/bs12040109
https://doi.org/10.3390/ijerph14030234
https://doi.org/10.3390/ani15081143
https://doi.org/10.3390/ijerph14050490
https://doi.org/10.1186/s12887-024-05049-7
https://doi.org/10.3390/ijerph16050758
https://doi.org/10.54254/2753-7064/7/20230887
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนกลัวที่จะรักใครสักคนอย่างเต็มที่
.
เพราะเมื่อพวกเขาทุ่มเทความรักอย่างเต็มที่
มันเปิดช่องให้พวกเขาเจ็บปวดได้เต็มที่เช่นกัน
.
พวกเขาต้องการปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น
พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่รักใครแบบ “ใส่สุด” อีก
.
มันเป็นการตัดสินใจที่ “ปลอดภัย” นะครับ
แต่มันก็ทำให้พวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก
.
และเมื่อพวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก
ความสัมพันธ์ก็มีโอกาสที่จะ “ไปรอด” น้อยลง
.
มันจึงยิ่งเป็นการตอกย้ำกับพวกเขาเข้าไปใหญ่ว่า
“นี่ไงล่ะ! ความรักมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดนะ!
ฉันยิ่งต้องปกป้องตัวเองให้เข้มเลยแหละ!”
.
มันทำให้พวกเขายิ่งไม่กล้ารักคนอื่นแบบ “ใส่สุด” มากขึ้น
พวกเขาจึง connect กับคนอื่นยากยิ่งกว่าเดิม
ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขา “ไปรอด” ยากเข้าไปอีก
.
พวกเขาก็เลยยิ่งอยากปกป้องตัวเองเข้าไปใหญ่!
.
ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นเป็นวังวนความเจ็บปวด
(ที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าตัว
พยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น)
.
“หนทาง” ที่จะออกจากวังวนนี้ได้คือ
การเลิกพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
และเริ่มต้น “ใส่สุด” กับความรักมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
.
จริงอยู่ครับว่าการตัดสินใจเช่นนี้
มันอาจทำให้เราเจ็บปวดได้
.
แต่มันก็เปิดโอกาสให้เราสามารถ
connect กับคนอื่นได้อย่างเต็มที่ด้วย
.
และถ้าเราโชคดี เราก็อาจจะพบว่า
connection ที่เรามีกับคนอื่นนั้น
มัน “คุ้มค่า” กับความเสี่ยงที่จะเจ็บปวด…ก็เป็นได้
.
ในทางกลับกัน
หากเราเลือกที่จะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
นอกจากเราจะไม่สามารถทำได้แล้ว
เรายังโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกด้วย
.
เราอาจไม่มีสิทธิ์หลีกหนีจากความเจ็บปวดได้ก็จริง
แต่เรามีสิทธิ์เลือกได้ว่าเราจะอ้าแขนต้อนรับความโดดเดี่ยวหรือไม่ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1038/s41598-025-24119-z
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2021.609232
https://doi.org/10.1177/02654075241244821
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่หลายคนถูกคนอื่น “ล้ำเส้น”
(เช่น เอาเปรียบเรื่องการทำงาน
ใช้คำพูดล้อเลียนรูปร่างหน้าตา)
.
…พวกเขาไม่ชอบนะครับ
แต่พวกเขาก็ลังเลที่จะ “โต้กลับ”
(เช่น ปฏิเสธที่จะทำงานที่ถูกโยนมาให้
สื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองไม่โอเคกับคำล้อเลียน)
.
เพราะพวกเขามองว่าการ “โต้กลับ” นั้น
มัน “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม”
.
แน่นอนครับว่า
การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” นั้น
มันมีอยู่จริงและมันสามารถเกิดขึ้นได้
(เช่น “โต้กลับ” เมื่อถูกอีกฝ่ายโยนงาน
ให้เราทำด้วยการโยนงานเราให้อีกฝ่ายทำบ้าง
หรือการ “โต้กลับ” เมื่ออีกฝ่ายใช้คำล้อเลียนเรา
ด้วยการใช้คำด่าทอหยาบคายกลับไป)
.
แต่มันมีความแตกต่างระหว่าง
การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” กับ
การ “โต้กลับ” แบบ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” อยู่ครับ
.
การ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” จะมุ่งเน้นให้อีกฝ่าย
หยุด “ล้ำเส้น” เรา (จากเดิมที่ “ล้ำเส้น” เรา)
ในขณะที่ถ้ามัน “รุนแรงเกินไป”
เราจะกลายเป็นคนที่ “ล้ำเส้น” อีกฝ่ายเสียเอง
.
นี่ถือเป็น “ไม้บรรทัด” ที่เราสามารถใช้วัดได้ว่า
เรากำลัง “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” หรือเปล่า
.
หากการ “โต้กลับ” ของเราไม่ได้จบลง
ที่ตัวเราไป “ล้ำเส้น” อีกฝ่าย
(เพียงแค่ให้อีกฝ่ายหยุด “ล้ำเส้น” เรา) ล่ะก็
ขอให้มั่นใจได้ในเบื้องต้นเลยครับว่า
สิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นมันไม่ได้
“รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” แน่นอนครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2025.1610807
https://doi.org/10.5812/ircmj.21096
https://doi.org/10.1186/s12889-025-22512-x
#จิตวิทยา #siamstr

ผมเชื่อว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับ
เรื่อง “พ่อแม่รังแกฉัน” เป็นอย่างดี
.
มันคือเรื่องราวของพ่อแม่
ที่ตามใจลูกไปหมดทุกอย่าง
ส่งผลให้ลูก “เสียคน” ในท้ายที่สุด
.
“พ่อแม่รังแกฉัน” อาจจะเกี่ยวข้อง
กับการเลี้ยงลูกเป็นหลักก็จริง
แต่เราสามารถนำ “พ่อแม่รังแกฉัน”
มาต่อยอดในความสัมพันธ์อื่นๆได้ด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
ในบริบทของการทำงาน หากเราเป็นหัวหน้าทีม
และเรารายล้อมไปด้วยคนที่ say yes กับเราไปหมด
(เหมือนพ่อแม่ที่ตามใจลูกไปหมด)
มันอาจส่งผลให้เรากลายเป็นหัวหน้าทีมที่แย่ได้
เป็นต้น
.
อีกหนึ่งแง่มุมที่ “พ่อแม่รังแกฉัน”
สามารถถูกนำมาต่อยอดได้
คือแง่มุมของการใช้ generative AI
(เช่น ChatGPT, Gemini) ในชีวิตของเราครับ
.
ทุกวันนี้ เวลาที่เราต้องการหาข้อมูล
หรือเวลาที่เรามีปัญหาส่วนตัวและต้องการคำปรึกษา
หลายคนเริ่มหันมาใช้ AI กันมากขึ้น
.
ซึ่งลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ AI ก็คือ
มันมักจะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม” เราเสียเยอะ
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์
เดียวกันกับหัวหน้าที่รายล้อมไปด้วยคน
ที่พร้อมจะ say yes เต็มไปหมด (อย่างที่ผมกล่าวไว้ในข้างต้น) นั่นเอง!
.
แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์ “AI รังแกฉัน” นี้ยังไงดี?
.
หนึ่งในวิธีรับมือที่ง่ายที่สุดก็คือ
ทุกครั้งที่เราคุยกับ AI ให้เรา “ทิ้งท้าย” การพูดคุย
ด้วยการป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์
(หรือแม้กระทั่ง “ตั้งใจขยี้ช่องโหว่”)
ในทุกสิ่งที่เราคุยกันมาอย่างตรงไปตรงมาครับ
.
สิ่งที่ผมพิมพ์มานี้…อาจฟังดูน่ากลัวนะครับ
.
แต่ในที่สุดแล้ว ต่อให้ AI จะวิพากษ์วิจารณ์
“เนื้อหา” หนักขนาดไหน แต่นิสัย “ชอบอวย” ของ AI
ก็จะทำให้ AI เลือกใช้คำพูดที่ “ฟังง่าย” สำหรับเราอยู่ดี
.
อันที่จริง
หากจะเทียบกันระหว่าง “AI รังแกฉัน”
กับ “หัวหน้าที่เจอแต่คน say yes” ล่ะก็
สถานการณ์ “AI รังแกฉัน” ยังนับว่า
แก้ไขได้ง่ายกว่าพอสมควรเลยครับ
.
เพราะในกรณีของ AI นั้น
หากเราป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์
เจ้า AI ก็จะวิพากษ์วิจารณ์
(อย่างมีศิลปะในการใช้คำพูด)
.
แต่ในกรณีของหัวหน้านั้น
ต่อให้หัวหน้าจะบอกให้คนรอบตัว
วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
คนรอบตัวก็ใช่ว่าจะยอมคล้อยตามเสมอไป
.
หรือแม้ว่าคนรอบตัวจะยอมคล้อย
พวกเขาก็ใช่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์
ด้วยคำพูดที่ “ฟังง่าย” แบบ AI ได้!
.
ด้วยเหตุนี้
ผมจึงอยากเชิญชวนให้พวกเรา
หันมาป้องกันไม่ให้ “AI รังแก”
ด้วยการหมั่นป้อนคำสั่งให้ AI วิจารณ์
เราอย่างตรงไปตรงมาเสมอๆครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.48550/arXiv.2102.09692
https://doi.org/10.48550/arXiv.2103.02381
https://doi.org/10.48550/arXiv.2212.06823
#จิตวิทยา #siamstr

พวกเราหลายคนอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น
พวกเราหลายคนอยากพักผ่อน
พวกเราหลายคนอยากให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย
.
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับได้
แบบเต็มปากเต็มคำว่า
ตัวเองมีความต้องการเหล่านี้
.
เพราะอะไร?
.
เพราะหลายคนตัดสินตัวเอง
พวกเขามองว่าความต้องการเหล่านี้
มัน “ไม่เหมาะสม” “ฟังดูเด็กน้อย” ฯลฯ
.
พวกเขาพยายามออกคำสั่งให้ใจตัวเองหยุดต้องการสิ่งเหล่านี้
.
และเมื่อพวกเขาพบว่า
พวกเขาไม่สามารถบังคับใจตัวเองได้
พวกเขาก็เลือกที่จะเมินเฉยต่อความต้องการเหล่านั้น
.
นี่ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ครับ
.
เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามเมินเฉย
ต่อความต้องการตัวเองขนาดไหน
แต่ในที่สุดแล้ว ความต้องการดังกล่าวก็ไม่ได้หายไป
.
อันที่จริง ยิ่งพวกเขาไม่สนใจ
ความต้องการตัวเองมากเท่าไหร่
ความต้องการนั้นก็จะยิ่งพยายาม
“แสดงตัว” ออกมาในรูปแบบต่างๆ
(เช่น รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเคว้งคว้าง) มากเท่านั้น
.
การ “แสดงตัว” ในช่วงแรกอาจจะ
ออกมาในรูปแบบที่ “เบา” สักหน่อย
(เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าในบางวัน)
.
แต่หากพวกเขายังคงยืนยันที่จะ
เมินเฉยต่อความต้องการตัวเอง
การ “แสดงตัว” ก็จะเริ่มเพิ่มดีกรี
ความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
(เช่น ไม่มีแรงที่จะทำอะไร แม้กระทั่งลุกจากเตียงนอน)
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า
เราอย่าตัดสินความต้องการของตัวเองกันเลยครับ
.
ยอมรับการมีอยู่ของความต้องการตัวเอง
ตั้งใจฟังความต้องการดังกล่าว
และหาทางเติมเต็มความต้องการนั้นให้เป็นจริง
(เท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต ณ ขณะนั้น) กันดีกว่าครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2025.1619308
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2022.920908
https://doi.org/10.4081/ripppo.2020.442
#จิตวิทยา #siamstr

จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุย
กับผู้ชายที่รับบท “คุณพ่อ” และ “สามี” มาหลายคน
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ
.
พวกเขาจะมองว่า หน้าที่หลักของตัวเองคือ
“การเงิน” และ “ความปลอดภัย” ของครอบครัว
.
มันคือมุมมองสไตล์ “ช้างเท้าหน้า” ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
.
ฉะนั้น
เราจึงเห็นพวกเขาทุ่มเทเวลาและพลังงาน
จำนวนมากไปกับเรื่องเหล่านี้
.
พวกเขาทำงานหนัก
เช็คว่าลูกนอนหลับดีไหมกลางดึก
ซ่อมประตูบ้านให้ใช้งานได้
ฯลฯ
.
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ
(โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบกับผู้ชาย
ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว)
.
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ชาย (บางส่วน)
ที่มีความรับผิดชอบเหล่านี้ก็คือ
พวกเขาโฟกัสกับการทำหน้าที่ในเรื่อง
“การเงิน” และ “ความปลอดภัย”
มากจนไม่มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆเลย
.
…รวมถึงความใกล้ชิดกับคนในครอบครัวด้วย
.
มันจึงทำให้ในบางครั้ง
ผู้ชายกลุ่มนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า
“นี่ฉันกำลังเหนื่อยไปเพื่ออะไร?”
.
พวกเขาเข้าใจในเชิงเหตุผลแหละครับว่า
พวกเขากำลังเหนื่อยเพื่อครอบครัวที่พวกเขารัก
.
แต่ด้วย “ระยะห่าง” ที่พวกเขามีกับครอบครัว
มันจึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสัมผัส
ถึง “ความรัก” ภายในครอบครัวนั้นได้
.
นี่คือจุดบอดของการยึดในหน้าที่และความรับผิดชอบ
เรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากเกินไป
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะเชิญชวนว่า…
.
การเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่มี
ความรับผิดชอบนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ
.
แต่อย่าลืมเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ”
ที่ใกล้ชิดกับสมาชิกภายในบ้านด้วยนะครับ
.
มันจะช่วยให้เรามีพลังที่จะ “สู้เพื่อครอบครัว” ได้อีกเยอะเลยล่ะครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3390/children10081357
https://doi.org/10.1093/wbro/lkae009
https://doi.org/10.1017/gmh.2024.70
#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในความรู้สึกที่ “รับได้ยาก” มากที่สุดคือความรู้สึกอับอาย
.
มัน “รับได้ยาก” จนถึงขั้นที่คนไทยเรา
พูดกันบ่อยๆเลยครับว่า
“อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี”
.
อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์คิดค้นยา
ที่สามารถกำจัดความรู้สึกอับอายให้หายไปได้ขึ้นมาล่ะก็…
.
ผมจะยังไม่แนะนำให้เราหยิบยานั้นมาทานครับ
.
เพราะความรู้สึกอับอายมีหน้าที่ที่สำคัญอยู่
.
มันช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราได้พูดหรือทำไปนั้น
มันผิดพลาดตรงไหน มันจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ยังไง
.
ฉะนั้น หากเราไม่สามารถรู้สึกอับอายได้
นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถเรียนรู้และเติบโตได้เช่นกัน!
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังเสนอให้เรา “กัดฟันทน”
กับความรู้สึกอับอายโดยไม่ทำอะไรเพิ่มนะครับ
.
แบบนั้น…ก็ไม่ดีเช่นกัน
.
ถ้าเราเพียงแค่ “กัดฟันทน” อยู่กับความรู้สึกอับอายเฉยๆ
ความรู้สึกอับอายนั้นก็จะเข้มข้นอยู่ในใจเราไปเรื่อยๆ
.
เพราะการ “กัดฟันทน” เฉยๆนั้นไม่ได้ช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้
(ว่าความรู้สึกอับอายนั้นกำลังพยายามบอกอะไรกับเราอยู่)
.
สิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกอับอาย
เราอย่าปฏิเสธมัน อย่าวิ่งหนีจากมัน อย่า “กัดฟันทน” อยู่กับมันเฉยๆ
.
…ให้เราตั้งคำถามกับมันด้วยความอยากรู้ว่า “เธออยากจะบอกอะไรกับฉัน” แทน
.
หลังจากที่เราได้ยินคำตอบจากมัน
และตั้งใจที่จะเอาคำตอบของมันไปปฏิบัติในอนาคตแล้ว
เราก็จะพบว่า ความรู้สึกอับอายนั้น
มันจะค่อยๆลดระดับความเข้มข้นในใจเราลงโดยอัตโนมัติเลยครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2025.1678930
https://doi.org/10.2307/1131080
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37190524/
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.85.4.594
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่หลายคนมีความรัก
พวกเขาคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท”
ให้กับความรักนี้ในระดับที่เท่ากันกับตัวพวกเขาเอง
.
มันเป็นความคาดหวังที่ไม่น่าแปลกใจนะครับ
.
เพราะโดยทั่วไปแล้ว
เราคงไม่อยากเป็น “เดอะแบก”
ที่คอยให้ๆๆ (ส่วนแฟนก็คอยรับๆๆ)
อยู่ฝ่ายเดียวในความสัมพันธ์เท่าไหร่นัก
.
แต่ต่อให้เราไม่ใช่ “เดอะแบก” ในความสัมพันธ์
การคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ในระดับที่พอๆกับเรานั้น
ก็ยังสามารถสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้…
.
…หากเรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจอย่างเหนียวแน่นว่า
เราอยากจะเห็นพฤติกรรมอะไรจากอีกฝ่ายบ้าง
.
เพราะมันอาจทำให้เรามองข้ามความ “ทุ่มเท” อื่นๆของอีกฝ่าย
(ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจว่าอยากจะเห็น) ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราเคยเสนอตัวว่าจะช่วยแฟนทำงาน
เพราะตอนนั้นเราเห็นว่าแฟนกำลังป่วย
.
ฉะนั้น พอเรากำลังป่วย เราก็คาดหวัง
อยากให้แฟนเสนอตัวช่วยเราทำงานบ้าง
และพอแฟนไม่ได้ทำเช่นนั้น
มันก็ทำให้เรารู้สึกผิดหวังในตัวแฟน
.
มันทำให้เรามองว่าตัวเองเป็น “เดอะแบก”
ที่ “ทุ่มเท” ให้กับแฟนมากกว่าที่แฟน “ทุ่มเท” ให้กับเรา
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรามองข้ามไปก็คือ…
.
แม้แฟนจะไม่ได้ช่วยเราทำงานในวันนั้น
แต่แฟนรับผิดชอบงานบ้าน
และการดูแลลูกในช่วงที่เรากำลังป่วยทั้งหมด
(ซึ่งปกติแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นความรับผิดชอบ
ร่วมกันระหว่างเรากับแฟนมาโดยตลอด)
.
เป็นต้น
.
แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า
การคาดหวังพฤติกรรมบางอย่างจากแฟน
(เช่น การเสนอตัวช่วยทำงานในยามที่เราเจ็บป่วย)
เป็นเรื่องที่ “ผิด” นะครับ
.
อันที่จริง หากเรามีความต้องการที่ชัดเจนเช่นนั้น
ผมสนับสนุนให้เราสื่อสารความต้องการดังกล่าวกับแฟนด้วยซ้ำ
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมไม่สนับสนุนคือการฟันธงทันทีทันใดว่า
การที่แฟนไม่ได้ทำตามที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจนั้น
มันคือการที่แฟนไม่ได้ “ทุ่มเท” ให้กับความสัมพันธ์นี้มากเท่ากับเราครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1177/00332941221092659
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33981270/
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30893363/
#จิตวิทยา #siamstr

ตอนที่เรายังเป็นนักเรียนนักศึกษา
วันที่เรา “สอบติด” โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้สำเร็จ
เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง
.
แต่เรารู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
.
เพราะหากเรา “หย่อนยาน”
หลังจากที่ “สอบติด” มากเกินไป
ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้
.
พอเราเข้าสู่วัยทำงาน วันที่เรา “ได้งาน” ใน
บริษัทหรือองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการได้สำเร็จ
เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง
.
แต่เราก็รู้อีกเช่นกันว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
.
เพราะหากเรา “หย่อนยาน”
หลังจากที่ “ได้งาน” มากเกินไป
ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้
.
ในทางกลับกัน พอเป็นเรื่องของความรัก
หลายคนกลับมีมุมมองที่แตกต่างจากเรื่องการเรียน/การทำงาน
.
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆคนก็คือ
ทันทีพวกเขาตกลงเป็นแฟน/หมั้นหมาย/แต่งงาน
พวกเขาจะเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า
.
“เอาล่ะ! ฉันถึงเส้นชัยแล้ว ฉันผ่อนคลายได้แล้ว ฉันไม่ต้องพยายามอีกแล้ว”
.
มันทำให้พวกเขา “ปล่อยจอย” ในความสัมพันธ์อย่างแรง
และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา
.
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว
ความรักก็ไม่ต่างอะไรกับ
การเรียนหรือการทำงานเลยครับ
.
วันที่เรา “ได้มา” ไม่ใช่วันที่เรา “ถึงเส้นชัย”
แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความพยายามอย่างต่อเนื่องมากกว่าครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/jmft.12007
https://doi.org/10.1037/pspp0000492
https://doi.org/10.1007/s41042-023-00089-3
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนให้ความสำคัญกับการ “พึ่งพาตัวเอง” เป็นอย่างมาก
.
พวกเขามองว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
ถือเป็นการกระทำที่ “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น”
.
ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง
มุมมองลักษณะนี้…ถือว่ามีประโยชน์ไม่น้อยเลยครับ
.
แต่จะเกิดอะไรขึ้น…หากว่าวันหนึ่ง
พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขา
ไม่สามารถ “เอาอยู่” ได้ด้วยตัวคนเดียว?
.
คำว่า “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น”
อาจกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้พวกเขาขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
.
พวกเขาอาจพยายามฝืนที่จะ
“เอาให้อยู่” ด้วยตัวเองคนเดียวให้ได้…ทั้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้
.
ส่งผลให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฝืนนั้น
มีความรุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่พวกเขา
ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตั้งแต่แรก
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราพยายามที่จะทำงานทุกอย่างภายในทีมด้วยตัวเอง
(แม้ว่างานบางส่วนจะเป็นงานที่เราไม่คุ้นเคย
เพราะหัวหน้าทีมเพิ่งจะมอบหมายงาน
ดังกล่าวให้เราทำเป็นครั้งแรกก็ตาม)
.
เราไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยปากขอคำปรึกษา
จากเพื่อนร่วมทีมหรือหัวหน้าทีม
เพราะเราไม่ต้องการ “รบกวนคนอื่น”
.
ในที่สุด งานที่เราทำก็เกิดข้อผิดพลาด
ส่งผลให้บริษัทสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก
และทำให้ทุกคนในทีมอดได้โบนัสประจำปีไป
.
มันจึงกลายเป็นว่าความพยายามของเรา
ที่จะไม่ “รบกวนคนอื่น” กลับส่งผลให้เรา “รบกวนคนอื่น” ซะอย่างนั้น!
.
ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะ
“รบกวนคนอื่น” ตั้งแต่แรก
ข้อผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น และทุกคนในทีม
ก็จะได้โบนัสประจำปีกันถ้วนหน้า
.
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้ แม้ผมจะมองเห็นประโยชน์
ของการ “พึ่งพาตัวเอง” แต่ถ้าเรายึดติดกับ
การ “พึ่งพาตัวเอง” มากจนทำให้เรามองว่า
การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นคือการการกระทำที่
“อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น” ล่ะก็
.
มันอาจจะนำมาสู่ผลเสียมากกว่าผลดี…ก็เป็นได้ครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/s00127-022-02361-4
https://doi.org/10.1002/erv.3052
https://doi.org/10.1037/prj0000138
#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด
สำหรับหลายๆคนคือความล้มเหลว
.
ไม่ว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเรื่อง
การเรียน การทำงาน ความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตาม
.
มันทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ “ไม่ลงมือทำ”
.
เพราะถ้าพวกเขา “ไม่ลงมือทำ” พวกเขาก็จะไม่ล้มเหลว
.
แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง การ “ไม่ลงมือทำ” เลยนั้น
มันก็คือความล้มเหลวในรูปแบบหนึ่งอยู่ดี!
.
ดังนั้น การรับมือกับความกลัวล้มเหลว
ด้วยการ “ไม่ลงมือทำ” จึงไม่ใช่คำตอบ
.
แล้วอะไรกันนะ…ที่จะเป็นคำตอบ?
.
แน่นอนครับว่า…คำตอบก็คือการ “ลงมือทำ” (แม้จะยังไม่หายกลัวก็ตาม)
.
เวลาที่เรา “ลงมือทำ” เราอาจจะไม่สามารถ
การันตีความสำเร็จได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด
มันจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวจากการ “ไม่ลงมือทำ” ได้!
.
แต่การเริ่มต้น “ลงมือทำ” โดยที่ยังมีความกลัวปกคลุมอยู่ในใจนั้น…มันไม่ใช่เรื่องง่าย
.
ดังนั้น หากเราจะเริ่มต้น “ลงมือทำ”
ขอให้เราเริ่มต้นกับเรื่องที่น่ากลัวน้อยที่สุดก่อน
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เรากลัวที่จะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า
.
เรากลัวที่จะมี spotlight ฉายเข้ามา
เรากลัวที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง
เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่หากเราพูดผิด
.
เราเลย “ปัด” ให้เพื่อนร่วมทีมทำสิ่งนี้มาโดยตลอด
.
และไม่ใช่แค่การนำเสนองานกับลูกค้าเท่านั้นนะครับ
ทุกครั้งที่เราเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุม
แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังนั่งอยู่
เพราะเราจะนั่งเงียบๆมาโดยตลอด
.
แต่เราไม่อยากถูกความกลัวครอบงำจิตใจในเรื่องนี้อีกแล้ว
.
แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้นด้วยการนำเสนองาน
ต่อหน้าลูกค้าในการประชุมครั้งต่อไปเลย
มันก็มากเกินกว่าที่เรารับมือไหว (ในตอนนี้)
.
ฉะนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดทักทาย
คนที่เข้ามาร่วมประชุมสัก 2-3 ประโยค
ก่อนที่การประชุมจะเริ่มเข้าสู่ “เนื้อหา” ดูก่อน
.
นี่ถือเป็นก้าวแรกของเรา
.
ถ้าเราทำก้าวแรกได้แล้ว
เราค่อยคิดว่าก้าวที่สองของเรา
(ซึ่งท้าทายมากกว่าก้าวแรกนิดหนึ่ง)
จะเป็นอะไรต่อไป
.
มันอาจจะฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ “ง่ายเว่อร์” นะครับ
(แม้คนที่รู้สึกกลัวหลายคนก็อาจจะยังมองว่ามัน “ง่าย” อยู่ดี)
.
แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการ!
.
ผมต้องการให้การเริ่มต้น
มันง่ายมากจนทำให้เราคิดว่า
“ง่ายแบบนี้…ฉันต้องทำแล้วแหละ!”
.
ผมต้องการให้เกิดการ “ลงมือทำ” ก้าวแรก
.
เพราะถ้าเรามีก้าวแรก ก้าวที่สองก็มีโอกาสที่จะตามมา
และถ้าก้าวที่สองตามมา ก้าวที่สามก็จะมีโอกาสตามมาอีก
.
และตามด้วยก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ฯลฯ
.
และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่า
ยิ่งเราได้ “ลงมือทำ” ไปหลายๆก้าว
ความกลัวมันจะเริ่มมีอิทธิพลในใจเราน้อยลงเรื่อยๆ
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเรารู้ตัวอีกที
เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่นำเสนองาน
ต่อหน้าลูกค้าได้เป็นร้อยเป็นพันแบบสบายๆแล้ว!
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ…
.
ถ้าเรากลัวล้มเหลว ทางออกของเราไม่ใช่การ “ไม่ลงมือทำ”
แต่คือการเริ่มต้น “ลงมือทำ” มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ!
#จิตวิทยา #siamstr
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/BF03000093
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11553-011
หนึ่งสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด
สำหรับหลายๆคนคือความล้มเหลว
.
ไม่ว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเรื่อง
การเรียน การทำงาน ความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตาม
.
มันทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ “ไม่ลงมือทำ”
.
เพราะถ้าพวกเขา “ไม่ลงมือทำ” พวกเขาก็จะไม่ล้มเหลว
.
แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง การ “ไม่ลงมือทำ” เลยนั้น
มันก็คือความล้มเหลวในรูปแบบหนึ่งอยู่ดี!
.
ดังนั้น การรับมือกับความกลัวล้มเหลว
ด้วยการ “ไม่ลงมือทำ” จึงไม่ใช่คำตอบ
.
แล้วอะไรกันนะ…ที่จะเป็นคำตอบ?
.
แน่นอนครับว่า…คำตอบก็คือการ “ลงมือทำ” (แม้จะยังไม่หายกลัวก็ตาม)
.
เวลาที่เรา “ลงมือทำ” เราอาจจะไม่สามารถ
การันตีความสำเร็จได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด
มันจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวจากการ “ไม่ลงมือทำ” ได้!
.
แต่การเริ่มต้น “ลงมือทำ” โดยที่ยังมีความกลัวปกคลุมอยู่ในใจนั้น…มันไม่ใช่เรื่องง่าย
.
ดังนั้น หากเราจะเริ่มต้น “ลงมือทำ”
ขอให้เราเริ่มต้นกับเรื่องที่น่ากลัวน้อยที่สุดก่อน
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เรากลัวที่จะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า
.
เรากลัวที่จะมี spotlight ฉายเข้ามา
เรากลัวที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง
เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่หากเราพูดผิด
.
เราเลย “ปัด” ให้เพื่อนร่วมทีมทำสิ่งนี้มาโดยตลอด
.
และไม่ใช่แค่การนำเสนองานกับลูกค้าเท่านั้นนะครับ
ทุกครั้งที่เราเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุม
แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังนั่งอยู่
เพราะเราจะนั่งเงียบๆมาโดยตลอด
.
แต่เราไม่อยากถูกความกลัวครอบงำจิตใจในเรื่องนี้อีกแล้ว
.
แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้นด้วยการนำเสนองาน
ต่อหน้าลูกค้าในการประชุมครั้งต่อไปเลย
มันก็มากเกินกว่าที่เรารับมือไหว (ในตอนนี้)
.
ฉะนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดทักทาย
คนที่เข้ามาร่วมประชุมสัก 2-3 ประโยค
ก่อนที่การประชุมจะเริ่มเข้าสู่ “เนื้อหา” ดูก่อน
.
นี่ถือเป็นก้าวแรกของเรา
.
ถ้าเราทำก้าวแรกได้แล้ว
เราค่อยคิดว่าก้าวที่สองของเรา
(ซึ่งท้าทายมากกว่าก้าวแรกนิดหนึ่ง)
จะเป็นอะไรต่อไป
.
มันอาจจะฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ “ง่ายเว่อร์” นะครับ
(แม้คนที่รู้สึกกลัวหลายคนก็อาจจะยังมองว่ามัน “ง่าย” อยู่ดี)
.
แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการ!
.
ผมต้องการให้การเริ่มต้น
มันง่ายมากจนทำให้เราคิดว่า
“ง่ายแบบนี้…ฉันต้องทำแล้วแหละ!”
.
ผมต้องการให้เกิดการ “ลงมือทำ” ก้าวแรก
.
เพราะถ้าเรามีก้าวแรก ก้าวที่สองก็มีโอกาสที่จะตามมา
และถ้าก้าวที่สองตามมา ก้าวที่สามก็จะมีโอกาสตามมาอีก
.
และตามด้วยก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ฯลฯ
.
และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่า
ยิ่งเราได้ “ลงมือทำ” ไปหลายๆก้าว
ความกลัวมันจะเริ่มมีอิทธิพลในใจเราน้อยลงเรื่อยๆ
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเรารู้ตัวอีกที
เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่นำเสนองาน
ต่อหน้าลูกค้าได้เป็นร้อยเป็นพันแบบสบายๆแล้ว!
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ…
.
ถ้าเรากลัวล้มเหลว ทางออกของเราไม่ใช่การ “ไม่ลงมือทำ”
แต่คือการเริ่มต้น “ลงมือทำ” มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/BF03000093
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11553-011
https://doi.org/10.1111/1467-6494.7105003
https://doi.org/10.1177/0146167204271420
#จิตวิทยา #siamstr


หลายๆคนยกความสุขไปไว้ในอนาคต
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ในวันที่ฉันได้รับ promotion ฉันก็จะมีความสุข”
“ในวันที่ฉันแต่งงาน ฉันก็จะมีความสุข”
“ในวันที่ฉันสอบติดคณะสาขาที่ต้องการ ฉันก็จะมีความสุข”
เป็นต้น
.
การยกความสุขไปไว้ในอนาคตเช่นนี้
มีประโยชน์ในแง่ของการกระตุ้น
ให้เรามี “แรงใจ” ในบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้
.
แต่ถ้ามองในแง่ของการมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว
หลายครั้ง การทำเช่นนี้จบลงที่การ “หลอกตัวเอง”
(โดยที่ตัวเราเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจ)
.
เพราะในวันที่เราบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ได้
(เช่น วันที่เราได้รับการเลื่อนตำแหน่ง)
ใจเราก็มีแนวโน้มที่จะตั้งเป้าหมายใหม่ให้เราวิ่งไล่ตามต่อ
.
มันจึงกลายเป็นว่า
แม้ในวันที่เราบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ
ความสุขก็ยังคงเป็นเรื่องของอนาคตอยู่ดี!
.
เราจะแก้ปัญหานี้กันยังไงดี?
เราจะแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายดีไหม?
.
ผมมองว่านั่นไม่ใช่คำตอบครับ
.
เพราะหากเราไม่มีเป้าหมายเลย
มันจะทำให้ชีวิตเราล่องลอยไร้จุดหมาย
.
…ซึ่งก็สร้างความทุกข์ให้กับเราได้เช่นกัน
.
ถ้าอย่างนั้น…
.
เราแก้ปัญหานี้ด้วยการหยิบเป้าหมายใหญ่ๆนั้น
(เช่น การได้รับเลื่อนตำแหน่ง)
มาซอยให้กลายเป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กลง
เพื่อที่เราจะได้มีความสุข “ระหว่างทาง”
ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายใหญ่นั้นดีไหม?
.
ยกตัวอย่างเช่น
ก่อนที่จะเราจะได้รับเลื่อนตำแหน่ง
เราเริ่มจากการตั้งเป้าที่จะเป็นพนักงาน
ที่ทำงานได้โดดเด่นประจำไตรมาสก่อน
เป็นต้น
.
ผมมองว่านี่คือทางเลือกที่ดีกว่า
การใช้ชีวิตแบบไร้เป้าหมายนะครับ
.
แต่ผมมองว่า “รายละเอียด” ของ
เป้าหมายขนาดเล็กนั้นมีความสำคัญมาก
.
เพราะต่อให้เราจะหยิบเป้าหมายขนาดใหญ่
มาซอยลงเป็นเป้าหมายขนาดเล็กแล้ว
ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจจะไม่ได้สวยงามก็ได้
หาก “รายละเอียด” ของเป้าหมายขนาดเล็กนั้นไม่เหมาะสม
.
แล้ว “รายละเอียด” ของเป้าหมายที่เหมาะสมนั้น…มีอะไรบ้าง?
.
ผมมองว่า “รายละเอียด” ที่เด่นๆมีอยู่ 2 จุดด้วยกันครับ
.
จุดแรก
หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน
เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น “เป้าหมายรายวัน”
(ไม่ใช่รายปี รายครึ่งปี รายไตรมาส ฯลฯ)
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
การเป็นพนักงานดีเด่นประจำไตรมาส
เป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กกว่า
การได้รับเลื่อนตำแหน่งก็จริง
แต่มันยังไม่ใช่ “เป้าหมายรายวัน”
.
ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าว่า
เราจะปิดการขายกับลูกค้า
ให้ได้ 3 คนก่อนเลิกงานวันนี้
นี่ถือเป็น “เป้าหมายรายวัน”
.
เป็นต้น
.
จุดที่สอง
หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน
เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น
สิ่งที่เราทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง
(ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น คนอื่นๆ สภาพอากาศ)
.
เพราะต่อให้เราจะมี “เป้าหมายรายวัน”
แต่หากเราไม่สามารถบรรลุเป้าได้ในทุกๆวัน
(เพราะปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย)
เราก็คงจะไม่สามารถมีความสุขในทุกๆวันได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
การปิดการขายกับลูกค้าให้ได้ 3 คน
ก่อนเลิกงานวันนี้เป็น “เป้าหมายรายวัน” ก็จริง
แต่นี่คือเป้าหมายที่เราไม่สามารถ
ทำสำเร็จได้ด้วยตัวเองคนเดียว
(เพราะถ้าลูกค้าเลือกที่จะไม่ซื้อ ทุกอย่างก็จบ)
.
ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าไว้ว่า
เราจะนำเสนอสินค้ากับลูกค้าในรูปแบบที่
น่าสนใจ เป็นมิตร และมีข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง
นี่คือเป้าหมายที่เราสามารถทำสำเร็จด้วยตัวเองได้
.
เป็นต้น
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้นำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการขยับความสุขตัวเอง
จาก “อนาคตที่แสนไกล” มาอยู่ใน “ทุกๆวันของชีวิต” นะครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.125.2.276
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.9.2.111
https://doi.org/10.1037//0022-3514.76.3.482
#จิตวิทยา #siamstr

สำหรับหลายๆคน
การยอมรับว่าตัวเอง “ไม่รู้”
คือหนึ่งในเรื่องที่พวกเขาทำได้ยากที่สุด
.
แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย
คำว่า “ไม่รู้” คือเครื่องมือที่ทรงพลัง
ในการ “ชักใย” ความสัมพันธ์
ให้เป็นไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เวลาที่เราทำงานอยู่ในทีม
และหัวหน้ามีงานเพิ่มเติมเข้ามา
คำว่า “ฉันไม่รู้ ฉันทำไม่เป็น”
สามารถกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ
ที่ช่วยให้เราไม่ต้องแบกรับ
ความรับผิดชอบในงานที่เพิ่มเข้ามาได้
.
หรือเวลาที่เราอยู่กับแฟน และเราบอกแฟนว่า
“ฉันไม่รู้ ฉันรีดเสื้อตัวนี้ให้เนี๊ยบไม่เป็น”
มันก็สามารถช่วยให้เรา “เอาตัวรอด”
ในเรื่องการทำงานบ้านได้สบายๆ
.
เป็นต้น
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า หากเราใช้ชีวิตอยู่กับ
คนที่ “ไม่รู้” ในลักษณะนี้ไปได้สักระยะ
เราก็จะเริ่มรู้สึกหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะอีกฝ่ายก็จะใช้คำว่า “ไม่รู้”
ในการโยนภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ
มาให้เราแบกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
ตอนแรกๆ เราอาจจะไม่มีปัญหา
กับการเป็น “เดอะแบก” นี้ก็จริง
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก
และสิ่งที่ต้องแบกเริ่มมีมากขึ้น
ในที่สุดแล้ว เราก็จะถึงขีดจำกัด
ที่ทำให้เราไม่สามารถเป็น
“เดอะแบก” ไปมากกว่านี้ได้อีก
.
ซึ่งพอถึงจุดนั้น เราก็มีโอกาสที่จะ
ระเบิดอารมณ์รุนแรงกับอีกฝ่ายได้
(หากเราเลือกที่จะเป็น “เดอะแบก” เงียบๆมาโดยตลอด)
.
ภาพของการระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรงนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลายคนอยากให้เกิดขึ้น
.
แต่เราจะป้องกันไม่ให้สถานการณ์
“บานปลาย” ไปในลักษณะนั้นได้อย่างไร
หากอีกฝ่ายยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้คำว่า “ไม่รู้”
เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอย่างไม่ลดละ?
.
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมมองว่าการยืนหยัดให้
อีกฝ่ายแบกรับความรับผิดชอบคือกุญแจสำคัญครับ
.
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามบอกว่าตัวเอง “ไม่รู้” แค่ไหน
เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับความรับผิดชอบให้ได้
.
ซึ่งถ้าอีกฝ่ายเขา “ไม่รู้” จริงๆ (ไม่ใช่ “ไม่รู้” แค่ลมปาก)
เราไม่ต้องให้เขาแบกรับความผิดชอบเต็ม 100% ก็ได้นะครับ
(เพราะเขาอาจจะแบกรับมันไม่ไหว)
เราอาจจะเริ่มจากการให้เขาแบกรับสัก 5% หรือ 10% ก่อน
.
หรือถ้าการแบกรับในระดับ 5%
มันยังเยอะเกินไปสำหรับเขา
(เพราะเขา “ไม่รู้” แบบสุดขั้วจริงๆ)
อย่างน้อย เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับสัก 1% ก็ยังดี
.
แนวทางที่ผมกำลังนำเสนออยู่นี้
อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ทำให้คนที่เป็น “เดอะแบก”
สบายขึ้นมาได้แบบทันทีทันใดก็จริง
.
แต่มันเป็นการ “สื่อสาร” (ผ่านการกระทำของเรา)
ให้ฝ่ายที่ “ไม่รู้” เริ่มต้นเห็นว่า นับจากนี้ไป
สมการ “ไม่รู้ = ไม่ต้องทำ” จะไม่สามารถใช้งานได้อีกแล้ว
.
ยิ่งไปกว่านั้น การที่เราค่อยๆยืนหยัด
ให้อีกฝ่ายเขาเริ่มแบกรับทีละเล็กทีละน้อยนี้
ยังจะเป็น “ดักคอ” ไม่ให้อีกฝ่ายใช้คำว่า
“ไม่รู้” หรือ “ทำไม่เป็น” มาเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงอีกด้วย
.
เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็จะค่อยๆยืนหยัด
ให้อีกฝ่ายเขาแบกรับความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ
(เช่น ทีละ 1%) จนกระทั่งเราสามารถปลดแอก
ตัวเองจากการเป็น “เดอะแบก” ได้ในที่สุดครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/cpsp.12216
https://psycnet.apa.org/record/2015-05780-000
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนมีความรู้สึกไม่พึงพอใจกับ
งานที่ทำอยู่หรือความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
.
บางคนรู้สึกไม่พอใจนิดๆหน่อยๆ
บางคนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
.
อย่างไรก็ตาม
ในวันที่พวกเขาสูญเสียงานหรือความสัมพันธ์ดังกล่าวไป
พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างอยู่ดี
.
ใจพวกเขาเริ่มโหยหางานหรือความสัมพันธ์นั้น
.
เพราะถ้าพวกเขาสามารถกลับมา
มีงานหรือความสัมพันธ์นั้นได้
ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้าง
ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ก็จะหายไป
.
แต่มันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า
หากพวกเขา “สมหวัง” และได้งาน
หรือความสัมพันธ์นั้นกลับมาจริงๆ
แม้ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างจะทุเลาลง
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก
ความรู้สึกไม่พึงพอใจก็จะกลับมาด้วยเช่นกัน!
.
เราอยากให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยแบบนี้จริงๆหรือ?
.
สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือ
ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้
มันอาจจะให้ความรู้สึกว่าชีวิตเรากำลังเกิดวิกฤติก็จริง
แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็เป็นโอกาสด้วย
.
มันคือโอกาสที่เราจะได้พาตัวเอง
ไปเจอกับงานหรือความสัมพันธ์ใหม่
ที่สามารถ “ตอบโจทย์” สิ่งที่ทำให้เรารู้สึก
ไม่พึงพอใจในงานหรือความสัมพันธ์เก่าได้
.
แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า
การกลับไปหางานหรือความสัมพันธ์เก่า
คือทางเลือกที่แย่เสมอไป
.
เพราะมันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า
หลังจากที่ชีวิตเราเจอการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้แล้ว
สิ่งที่เคยทำให้เรารู้สึกไม่พึงพอใจในงานหรือ
ความสัมพันธ์เก่านั้นมันอาจจะคลี่คลายไปแล้วก็ได้
.
แต่ถ้ามันยังไม่คลี่คลาย การ U-turn กลับไปหา
งานหรือความสัมพันธ์เดิมมันจะไม่ต่างอะไร
กับการหนีเสือปะจระเข้เลยครับ
(ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างจะหายไป
แต่จะมีความไม่พึงพอใจเข้ามาแทนที่)
.
มันจะดีกว่าไหมหากเราหนีจาก “เสือ” และหันไปหาสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้”?
.
ใช่ครับ ชีวิตของเราแต่ละคนล้วนมีข้อจำกัด
ในที่สุดแล้ว เราอาจจะไม่มีสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่…ก็เป็นไปได้
.
แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าชีวิตเราไม่มี
สิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่
ถ้าเราไม่ได้ลองหาดูสักตั้งเสียก่อน?
.
บางคนอาจจะรู้สึกกลัวกับการมองหา
เพราะพวกเขากลัวว่า หากตัวเองมองหา
และค้นพบว่าไม่มีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่
มันจะเป็นการเสียเวลาเปล่า
.
แต่ผมไม่ได้มองแบบนั้น
.
เพราะถ้าเราฟันธงว่าไม่มีสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่
(โดยที่ไม่ได้ยังลองหาจริงๆจังๆก่อน)
มันมีโอกาสที่เราจะรู้สึกค้างคาใจ
.
แต่ในทางกลับกัน
หากเราได้ลงแรงค้นหาดูก่อน
แม้เราจะไม่เจอสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” ในท้ายที่สุด
แต่กระบวนการค้นหาของเรานั้น
มันจะช่วยเคลียร์ความรู้สึกค้างคา
ไม่ให้ตามหลอกหลอนเราในใจได้
.
ฉะนั้น ต่อให้เราจะ “คว้าน้ำเหลว”
ในการค้นหาสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้”
แต่เชื่อได้เลยครับว่ามันจะไม่ใช่
การ “กลับบ้านมือเปล่า” แน่นอนครับ
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10397-000
https://psycnet.apa.org/record/2004-21666-000
#จิตวิทยา #siamstr

การมีแผนในอนาคตร่วมกัน
(เช่น แผนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน
แผนที่จะแต่งงาน แผนที่จะมีลูก)
คือเรื่องปกติของคู่รัก
.
แต่สำหรับบางคน แผนในอนาคต
ได้กลายเป็นเครื่องมือในการชักใย
ให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
.
ยกตัวอย่างเช่น
สัญญากับแฟนว่าจะคุยกับผู้ใหญ่เพื่อขอหมั้น
เพื่อให้แฟนมองข้ามเหตุการณ์ที่ตัวเองคิดจะนอกใจแฟน
เป็นต้น
.
มันทำให้ฝ่ายที่ถูกชักใยรู้สึกดีใจ
กับภาพอนาคตที่สวยงามนั้น
ส่งผลให้ฝ่ายที่ถูกชักใยเลือก
ที่จะ “ตามใจ” แฟนตัวเอง
(เช่น มองข้ามเหตุการณ์ที่คิดจะนอกใจ)
.
ประเด็นสำคัญก็คือฝ่ายที่วาดภาพหรูนั้น
เขาเพียงแค่ “ขายผ้า (ภาพ) เอาหน้ารอด” เท่านั้น
.
เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะ “ลงมือทำ” ให้ภาพ
อนาคตดังกล่าวเป็นจริงขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ดังนั้น เมื่อฝ่ายที่ถูกชักใยมีการ “ทวง”
(เช่น “ผ่านมานานแล้วนะ ทำไมเธอถึงยังคุยกับผู้ใหญ่เสียที”)
ฝ่ายที่วาดภาพหรูก็จะบ่ายเบี่ยงไปเรื่อยๆ
.
…ซึ่งสามารถนำมาสู่ความขัดแย้งในเวลาต่อมาได้
.
และที่ตลกร้ายก็คือ บ่อยครั้ง ฝ่ายที่วาดภาพหรู
จะแก้ไขความขัดแย้งครั้งใหม่นี้ด้วยการ
วาดภาพอนาคตที่สวยงามภาพใหม่ขึ้นมาอีก!
.
มันจึงกลายเป็น loop ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
.
ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม => ไม่ลงมือทำ => มีการทวง => ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม (อีกแล้ว)
.
ฝ่ายที่ถูกชักใยจึงได้แต่รอ รอ และก็รอ
รอด้วยความหวัง…ซึ่งในที่สุดก็จบลงด้วยการ “รอเก้อ” อยู่เรื่อยไป
.
การรอคอยด้วยความหวัง
(ด้วยตัวมันเอง)
ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนะครับ
.
แต่ถ้ามันเป็นการรอคอย
แบบที่อีกฝ่ายมีแต่ “คำสัญญา”
(แต่ไม่มีการ “ลงมือทำ”)
ติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลานานล่ะก็
.
นี่อาจเป็นสัญญาณว่าคนๆนี้ไม่ “ควรค่า” แก่การรอคอยของเรา…ก็เป็นได้ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/a0021857
https://doi.org/10.1111/pere.70028
https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/jrr.2014.8
#จิตวิทยา #siamstr

ทุกวันนี้ หลายคนรู้สึกหมดไฟ
.
พวกเขาไม่ได้หมดไฟเพราะปัญหาในชีวิตตัวเอง
ถาโถมเข้ามาจนพวกเขารับไม่ไหวนะครับ
.
แต่พวกเขาหมดไฟเพราะพวกเขาเป็นห่วงคนรอบตัว
.
เวลาที่พวกเขาเห็นว่าคนรอบตัวเผชิญกับปัญหา
ใจของพวกเขาจะรีบกระโจนอยากเข้าไปช่วยเหลือ
.
เพราะพวกเขาไม่ต้องการเห็นคนรอบตัวทรมานกับปัญหาเหล่านั้น
.
ด้วยเหตุนี้ ความทุกข์ที่คนรอบตัวเผชิญ
จึงกลายเป็นความทุกข์ของพวกเขาไปด้วย
.
พวกเขาเข้าใจ (ในเชิงตรรกะ) ครับว่า
พวกเราสามารถช่วยเหลือกันและกันได้
แต่ไม่มีใครที่จะแบกรับความทุกข์แทนกันได้
.
แต่ถึงกระนั้น ใจพวกเขาก็ยังคงอยากที่จะ
“แบกรับความทุกข์แทน” คนรอบตัวในชีวิตพวกเขาอยู่ดี
.
คุณผู้อ่านรู้จักคนที่มีลักษณะเหมือน
กับที่ผมเขียนไว้ในข้างต้นไหมครับ?
.
(หรือในบางกรณี คนๆนั้นก็อาจจะเป็นตัวคุณผู้อ่านเอง…ก็เป็นได้)
.
ความท้าทายสำคัญสำหรับคนที่ผมเขียนถึงในข้างต้นก็คือ
.
เราจะบริหารจัดการใจตัวเองอย่างไร
ให้สามารถเป็นห่วงและช่วยเหลือคนรอบตัวได้
โดยไม่ถูกความทุกข์ใจถาโถมเข้ามาจนรับมือไม่ไหว?
.
สิ่งหนึ่งที่อาจจะช่วยเราได้ในเบื้องต้น
คือการ “ขีดเส้น” กับตัวเองให้ชัดเจนครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราจะอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกเป็นห่วงและ
ช่วยเหลือผู้คนในชีวิตของเราอย่างเต็มที่
.
แต่เราก็จะ “ขีดเส้น” ไว้ว่า
นับตั้งแต่ 19.00 น เป็นต้นไป (จนถึงเวลานอน)
เราจะหยุดคิดถึงคนอื่นและจะใช้เวลาดังกล่าว
ในการทำเฉพาะสิ่งที่ “เห็นแก่ตัวเอง” เท่านั้น
(เช่น อ่านนิยาย เล่นเกม เล่นดนตรี วาดรูป)
.
เป็นต้น
.
ตอนแรกๆที่เราเริ่มต้น “ขีดเส้น”
เราอาจจะพบว่า พอถึงเวลาจริงๆ
ใจเราก็ยังคงนึกเป็นห่วงคนอื่น
สมองเราก็ยังคงคิดหาหนทางที่จะช่วยคนอื่น
สองมือเราก็ยังลงมือทำนู่นนี่นั่นเพื่อคนอื่นอยู่ดี
.
หากเรา “ติดขัด” ในลักษณะนี้
ผมขอเสนอให้เราลองเริ่มต้น “ขีดเส้น”
เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆก่อนครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
เริ่มต้นด้วยการ block เวลานาน 30 นาที
ของแต่ละวันให้ “เวลาเห็นแก่ตัวเอง”
(แทนที่จะเริ่มต้น “ขีดเส้น” วันละเป็นชั่วโมงๆ)
เป็นต้น
.
พอเราเริ่มคุ้นชินกับช่วงระยะเวลาดังกล่าว
เราก็ค่อยๆขยายช่วงเวลานั้นให้นานขึ้นทีละนิดๆ
(เช่น จาก 30 นาทีเป็น 1 ชั่วโมง
จาก 1 ชั่วโมงเป็น 2 ชั่วโมง
จาก 2 ชั่วโมงเป็น 4 ชั่วโมง เป็นต้น)
.
ในที่สุดแล้ว เราอาจจะยังอดไม่ได้ที่
จะรู้สึกเป็นห่วงคนอื่นหรอกนะครับ
(และเอาเข้าจริงๆ ต่อให้เราจะสามารถ “ดีดนิ้ว”
และบังคับให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ไม่ห่วงใครเลย
(นอกจากตัวเอง) ได้จริงๆ หลายคนก็คง
ไม่อยากเห็นตัวเองกลายเป็นคนแบบนั้นอยู่ดี)
.
แต่ด้วยแนวทางที่ผมนำเสนอในวันนี้
มันอาจจะช่วยให้เรากลายเป็นคน
ที่แคร์คนอื่น (โดยที่ตัวเองไม่หมดไฟ) ได้ครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.burn.2017.06.003
https://doi.org/10.1080/07317115.2022.2090879
#จิตวิทยา #siamstr

ชีวิตของเราแต่ละวัน
ก็ไม่ต่างอะไรกับ
สภาพอากาศในแต่ละวันเลยครับ
.
ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่แดดออก
สดใส ร่าเริง น่าตื่นเต้น
.
แต่ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่ฟ้ามืด
น่าเบื่อ เครียด หม่นหมอง
.
ในวันที่ชีวิตแดดออก
มันไม่แปลกที่เราจะ
อ้าแขนต้อนรับชีวิตอย่างเต็มที่
.
แต่ในวันที่ชีวิตฟ้ามืดล่ะ?
เราต้องทนอยู่กับความเบื่อ
ความเครียด ความหม่นหมอง
โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างนั้นหรือ?
.
มันอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆแหละครับ…หากเราฟันธงในใจว่า
.
“วันนี้คือวันที่ฟ้ามืด ฉะนั้น
ฉันก็จะต้องเจอกับความเบื่อ
ความเครียด และความหม่นหมอง
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน”
.
เพราะถ้าเราฟันธงแบบนี้
มันเท่ากับว่าเราปิดโอกาสไม่ให้ตัวเอง
ได้เจอกับอย่างอื่นนอกจาก
ความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมองเท่านั้น
.
ในทางกลับกัน
หากเรามองวันที่ฟ้ามืด
ด้วยสายตาที่ใคร่รู้
(เช่น “ฉันอยากรู้จังว่าจะเจอกับอะไรบ้างในวันนี้?”)
เราอาจจะยังเจอกับความเบื่อ
ความเครียด และความหม่นหมองอยู่ก็จริง
.
แต่สายตาที่ใคร่รู้ก็จะเปิดโอกาสให้เรา
มองเห็น “แสงสว่าง” ภายในวันที่ฟ้ามืดได้ง่ายขึ้น
(แม้จะเป็น “แสงสว่าง” เล็กๆน้อยๆอย่างเช่น
การเจอคนแปลกหน้าเปิดประตูลิฟต์ค้างไว้ให้เราก็ตาม)
.
มันจะช่วยให้วันที่ฟ้ามืดของเราไม่ใช่วันที่ “มืดสนิท” ได้
.
ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจเล็กๆ
ให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับวันที่ฟ้ามืดอยู่นั้น
ได้พบกับ “แสงสว่าง” กันถ้วนหน้านะครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037//0003-066x.56.3.218
https://doi.org/10.1037//0022-3514.84.2.377
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่คู่รักทะเลาะกัน
หลายคู่จะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์” ก่อน
แล้วค่อยกลับมา connect กันอีกทีในภายหลัง
.
บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” ไม่กี่นาที
บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” หลายชั่วโมง
บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานเกือบสัปดาห์
.
จะเกิดอะไรขึ้นหากการทะเลาะกันครั้งนี้
ต้องใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานหลายวัน
(หรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์)?
.
นั่นก็เท่ากับว่าคู่รักเหล่านี้จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน
ในช่วงเวลาดังกล่าวเลยอย่างนั้นหรือ?
.
ในกรณีที่คู่รัก disconnect กันเป็นระยะเวลานานๆเช่นนี้
มันมีความเป็นไปได้ที่คู่รักจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจมากมาย
.
ยกตัวอย่างเช่น
“เขาไม่แคร์ฉันแล้วหรือเปล่า?”
“การทะเลาะกันครั้งนี้จะทำให้เราเลิกกันไหม?”
เป็นต้น
.
ซึ่งในความเป็นจริงนั้น
หลายคนก็อยากที่จะสื่อสารให้แฟนวางใจได้ว่า
พวกเขายังคงแคร์อยู่ พวกเขาไม่ได้คิดอยากจะเลิก
แต่พวกเขาเพียงแค่ยังไม่สามารถ “สงบสติอารมณ์” ได้มากพอ
ที่จะกลับมาพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆในเรื่องเหล่านี้
(รวมถึงเรื่องที่ทะเลาะกันก่อนหน้านั้น)
.
พวกเขาก็เลยตัดสินใจที่จะนิ่งเงียบไปก่อน
.
แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้ครับ
.
จริงอยู่ครับว่า ณ ตอนนี้
พวกเขาอาจยัง “สงบสติอารมณ์” ไม่ได้ 100%
.
แต่พวกเขาก็ยังสามารถสื่อสารให้แฟนรับรู้ได้ว่า
“ฉันยังแคร์เธอและฉันไม่ได้คิดที่จะเลิกกับเธอ”
(โดยไม่ต้องนั่งจับเข่าพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆ)
.
ยกตัวอย่างเช่น
การกางร่มให้แฟนตอนที่ฝนกำลังตก
การเอื้อมมือไปจับมือแฟนและบีบเบาๆ
การเขียนข้อความสั้นๆลงบนกระดาษให้แฟนว่า
“ฉันยังอยากคบกับเธอต่อนะ แต่ฉันต้องการเวลาสงบสติอารมณ์ก่อน”
เป็นต้น
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
ต่อให้เราจะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์”
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า
เราจะต้อง disconnect กับแฟนโดยสมบูรณ์ในช่วงเวลานี้
.
ในเมื่อเรายังพอจะ connect กับแฟนในรูปแบบ “เล็กๆน้อยๆ” ได้
ผมก็อยากจะสนับสนุนให้เราไม่ปล่อยให้ช่วงเวลา
ที่กำลัง “สงบสติอารมณ์” ผ่านไปไร้ connection ครับ
.
อ้างอิง
Johnson, S. (2008). Hold Me Tight: Seven Conversations for a Lifetime of Love. New York: Little, Brown and Company.
Gottman, J. (2000). The seven principles for making marriage work. Orion.
#จิตวิทยา #siamstr

เคยได้ยินคำพูดทำนองนี้ไหมครับ?
.
“โฟกัสกับเรื่องดีๆกันดีกว่า”
“อย่างน้อย มันก็ไม่ได้แย่ไปกว่านี้”
“ฉันควรรู้สึกขอบคุณกับสิ่งดีๆในชีวิต”
.
มันเป็นคำพูดที่ฟังดูดีมีความหวังเหมือนกันนะครับ
.
แต่เชื่อไหมครับว่าคำพูดเหล่านี้ก็สามารถทำร้ายเราได้เหมือนกัน?
.
โดยเฉพาะเวลาที่เราใช้คำพูดเหล่านี้
เป็น “โล่กำบัง” จากความเจ็บปวดในใจเรา
.
มันทำให้เราฉีกยิ้ม ทั้งๆที่ในใจเรากำลังเดือดปุดๆ
มันทำให้เราพูดว่า “ฉันโอเค” ทั้งๆที่ในใจเรากำลังร้องไห้
มันทำให้เราพยายามหา “แง่ดีแง่งาม” ทั้งๆที่ใจเรากำลังรู้สึกมืดแปดด้าน
.
การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดของเราหายไป
(แม้ว่าเราอาจจะหวังให้มันเป็นอย่างนั้นก็ตาม)
.
การทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ความเจ็บปวดของเราต้อง “โดดเดี่ยวตัวคนเดียว”
ส่งผลให้ความเจ็บปวดดังกล่าวยิ่งเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก
.
มันเหมือนกับเวลาที่เรามีลูก
และเราเห็นว่าลูกกำลังร้องไห้
และเราก็เลือกที่จะไม่สนใจลูกเลยครับ
.
การ “ทอดทิ้ง” ลูกไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้
มันมีแต่จะทำให้ลูกร้องไห้หนักขึ้น
.
ทางเลือกที่ดีกว่า (ในสายตาของผม)
คือการเดินเข้าไปหาลูก โอบกอดลูกเอาไว้
ทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้ลูกร้องไห้
และลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อ “ตอบโจทย์” ลูกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
.
มันอาจจะไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้ในทันทีทันใดก็จริง
แต่อย่างน้อย ลูกก็จะไม่ร้องไห้เพิ่มเติมเพราะถูก “ทอดทิ้ง” แน่นอนครับ
#จิตวิทยา #siamstr

บางคนมีกฎส่วนตัวว่า
หากพวกเขาเลิกคบกับแฟนคนไหนไปแล้ว
พวกเขาจะไม่กลับไปคบกับแฟนคนนั้นอีก
แต่หลายคนไม่ได้มีกฎแบบนั้น
และหลายคนที่ตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่าก็ได้พบว่า
ความสัมพันธ์รอบนี้มัน “เข้มข้น” กว่ารอบก่อนอย่างชัดเจน
เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย
“ความหลัง” “ความรู้สึกที่ค้างคา” และ “ความหวัง”
(หวังว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไม่จบลงเหมือนในอดีต)
นอกจากนี้ การกลับไปคบกับแฟนเก่ายังมี “ความคุ้นเคย” อีกด้วย
เพราะแฟนเก่าไม่ใช่คนที่เรา “เริ่มต้นจาก 0”
เรารู้ว่าแฟนเก่าเป็นคนยังไง ชอบอะไร ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร
ฉะนั้น การกลับไปคบกับแฟนเก่ามันจึงให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ
การที่เรากลับไปอยู่ในบ้านหลังเก่าที่เราเคยพักอาศัยมาก่อนแล้ว
ซึ่งในหลายๆกรณี
การตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า
ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง”
เพราะนับจากช่วงเวลาที่เลิกกับแฟนเก่าคนนั้นไป
ต่างฝ่ายต่างก็อาจจะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน
ทำให้การกลับมาคบกับแฟนเก่าอีกครั้ง
เป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่ไม่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรากลับมาคบกับแฟนเก่าอีกรอบ
เพราะเราอยากจัดการกับ “ความรู้สึกที่ค้างคา” ในใจกับแฟนคนนี้
หรือเพราะเราอยากกลับไปเป็นตัวเราคนเดิม (เวลาที่อยู่กับแฟนคนนี้)
หรือเพราะเราแค่ไม่อยากใช้ชีวิตต่อด้วยตัวเองตามลำพัง
นี่อาจเป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ได้
ด้วยเหตุนี้
ก่อนที่เราจะตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า
คำถามหนึ่งที่เราควรถามตัวเองจริงๆจังๆก็คือ
“ทำไมฉันถึงอยากกลับไปคบกับแฟนเก่า?”
เพราะคำตอบที่เรามีให้กับคำถามนี้
จะช่วยให้เรามองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นครับว่า
การกลับไปหาแฟนเก่านั้นถือเป็นการตัดสินใจที่ดีหรือเปล่า
อ้างอิง
Kalish, N. (2005). Lost & Found Lovers: Facts and Fantasies of Rekindled Romances. William Morrow.
https://doi.org/10.1037/a0013165
https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167209341580
https://psycnet.apa.org/record/1993-97179-000
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนรู้สึก “คัน” ในหัวใจทุกครั้งที่พวกเขาเห็นคนที่ขาด empathy ขาดวิจารณญาณ และ/หรือมี ego ใหญ่เท่ายักษ์ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง “ผู้นำ”
.
ไม่ว่าจะเป็น “ผู้นำ” ในครอบครัว ในองค์กร ในชุมชน หรือในบริบทอื่นๆก็ตาม
.
และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึก “คัน” เป็นพิเศษก็คือคนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะพวกเขาใช้กำลังหรือเส้นสายเสมอไป
.
หลายครั้ง คนเหล่านี้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะผู้คนเลือกให้พวกเขาเป็น “ผู้นำ”!
.
ทำไมพวกเราเลือกคนที่ไม่เหมาะกับตำแหน่ง “ผู้นำ” ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ”?
.
นี่คือคำถามที่จิตวิทยามีคำตอบให้ดังต่อไปนี้ครับ
.
.
.
# 1 พวกเรามักจะมองว่า “คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง = คนที่มีความสามารถสูง”
.
เวลาที่เราฟังคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงๆ เรามักจะได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความแน่นอนและการฟันธงอย่างไม่ลังเล
.
มันทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเป็นคนที่รู้จริงจังเลย”
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว โดยส่วนมาก คนที่ “รู้จริง” มักจะมองเห็นถึงความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ ส่งผลให้พวกเขาค่อนข้างระมัดระวังคำพูดของตัวเอง
.
พวกเขาจะไม่ค่อยใช้คำพูดที่แน่นอน ฟันธง ไร้ข้อกังขา
.
มันจึงทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย สงสัยเขาคงไม่ได้มีฝีมือขนาดนั้นแหงๆ”
.
# 2 พวกเรารู้สึกดึงดูดกับคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง”
.
อย่างไรก็ตาม คนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” กับคนที่ “มีอุปนิสัยเหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น มีวินัย มีความถ่อมตน มีความซื่อสัตย์) ใช่ว่าจะเป็นคนเดียวกันเสมอไป
.
อันที่จริง หลายคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” มักจะขาด “อุปนิสัยที่เหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น ความถ่อมตัว) เสียด้วย
.
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนที่พวกเราเลือกเป็น “ผู้นำ” อาจจะไม่ได้เหมาะกับการเป็น “ผู้นำ” ครับ
.
# 3 พวกเรามักจะเลือกคนที่มีบุคลิก “เข้มแข็ง” มาเป็น “ผู้นำ”
.
ยิ่งเวลาที่พวกเรากำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงๆ (เช่น เศรษฐกิจไม่ดี เกิดสงคราม) พวกเรายิ่งมองหาคนที่ “เข้มแข็ง” มากเป็นพิเศษ
.
เพราะ “ผู้นำ” ที่มีท่าทีที่ “เข้มแข็ง” มักจะช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย
.
อย่างไรก็ตาม “ผู้นำ” ที่มีท่าที “เข้มแข็ง” มีแนวโน้มที่จะ “ยึดตัวเองเป็นหลัก” และ “ไม่ฟังใคร” สูง…ซึ่งอาจทำให้การบริหารงานเกิดข้อผิดพลาดได้
.
# 4 พวกเราเพิกเฉยต่อสิ่งที่เป็น “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือกมาเป็น “ผู้นำ”
.
บ่อยครั้ง เวลาที่เราเลือกคนมาเป็น “ผู้นำ” เราจะมีบางสิ่งที่เราชื่นชอบในตัวคนที่เราเลือก (เช่น นักการเมืองคนนี้มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ)
.
ความชื่นชอบดังกล่าวสามารถกลายเป็น “ม่านหมอก” ที่บังตาเราจาก “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือก (เช่น แม้นักการเมืองคนนี้จะมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ แต่นักการเมืองคนนี้ก็มีพฤติกรรมที่เข้าข่าย “ทุจริต” เช่นกัน)
.
มันทำให้เราเดินหน้าสนับสนุนคนที่เราเลือก (มากกว่าที่จะ “เหยียบเบรก”) นั่นเองครับ
.
.
.
ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการ “ผู้นำ” ที่ดีจริงๆ การ “ตั้งคำถามกับตัวเอง” ด้วยประเด็นที่ผมนำเสนอในวันนี้ (เช่น “ฉันกำลังเลือกคุณ xxx เป็นผู้ใหญ่บ้านเพราะเขาเหมาะกับการเป็นผู้ใหญ่บ้าน…หรือเพียงเพราะเขาเป็นคนที่พูดจาดูมั่นใจอย่างเดียวกันแน่?”) ก็ถือเป็นสิ่งเล็กๆที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ “ไม่เล็ก” ได้เลยครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0029395
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0021-9010.87.4.765
https://doi.org/10.1073/pnas.1617711114
https://psycnet.apa.org/record/1991-06436-001
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.49.6.493
https://doi.org/10.5465/amj.2010.0441
#จิตวิทยา #siamstr

พวกเราหลายคนโหยหาอิสรภาพ
.
เราอยากเป็นอิสระจากอดีต
เราอยากเป็นอิสระจากความกลัว (ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง)
เราอยากเป็นอิสระจากเสียงในใจเราที่คอยตอกย้ำว่าเรา “ดีไม่พอ”
.
ข่าวดีก็คือ เราสามารถเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้ครับ
.
แต่ข่าวร้ายก็คือ อิสรภาพที่เราจะได้มานั้น เราจะไม่ได้มันมาแบบฟรีๆ
.
เราต้องเอา “ความกล้าหาญ” ไปแลกมันมาครับ
.
เราต้องกล้าที่จะสัมผัสกับความรู้สึกในใจ (ที่เราอาจจะหลีกเลี่ยงมันมานานหลายปี)
เราต้องกล้าที่จะพูดความจริง (แม้จะมีบางคนที่ฟังและเดินออกไปจากชีวิตเราก็ตาม)
เราต้องกล้าที่จะก้าวออกไปข้างหน้า (แม้ความกลัวในใจจะคอยกระซิบว่า “ฉันไม่ไหวหรอก” เป็นระยะๆ)
.
“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องสูญเสียความสะดวกสบาย
“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน
“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้อง “ลอกคราบ” ตัวเองเวอร์ชั่นเก่าที่เราคุ้นเคย
.
มันอาจจะทำให้เราเกิดความลังเลในใจว่า
“ฉันตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหม? หรือว่าฉันจะกลับไปเป็นเหมือนดีกว่า?”
.
ความลังเลนี้เป็นเรื่องที่ปกติมากๆเลยครับ
.
อย่างไรก็ตาม ต่อให้เสียงของความลังเลจะดังขึ้นมาในใจของเราขนาดไหน แต่ตราบใดที่เรายังคงเลือกที่จะกล้าหาญต่อไปในทุกๆวัน สุดท้ายแล้ว อิสรภาพก็จะมาอยู่ในกำมือของเราแน่นอนครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000
https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.001
https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327965pli1501_01
May, R. (1981). The Courage to Create. Norton & Company.
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราทำงานบางอย่าง (เช่น เขียนหนังสือ นำเสนองานกับลูกค้า วาดรูป) พวกเราหลายคนจะตั้งใจกับมัน
.
อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของเราใช่ว่าจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดี” เสมอไป
.
เพราะอะไร?
.
สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่า ความตั้งใจของเราแต่ละคนมี “รากฐาน” ที่แตกต่างกัน
.
ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนความกลัว
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ถ้าฉันทำงานนี้ได้ไม่เป๊ะ แสดงว่าฉันล้มเหลว”
“ฉันต้องห้ามพลาดเด็ดขาด”
“ถ้าฉันไม่ชนะ ทุกอย่างที่ฉันทำมาก็จะไร้ค่าทันที”
เป็นต้น
.
ในขณะเดียวกัน ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนการเติบโต
.
ยกตัวอย่างเช่น
“การที่ฉันทำงานนี้ไม่เป๊ะ ไม่ได้แปลว่าฉันล้มเหลว – มันแปลว่าฉันยังพัฒนาได้อีก”
“ฉันสามารถผิดพลาด (และเรียนรู้) ระหว่างทำงานได้”
“ไม่ว่าฉันจะชนะหรือแพ้ ฉันก็มีคุณค่าเสมอ”
เป็นต้น
.
หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัว ความกลัวนั้นจะเข้ามาขัดขวางไม่ให้เราดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้งานได้เต็มที่
.
ส่งผลให้ “ผลลัพธ์” การทำงานออกมาแย่ลง (แทนที่จะดีขึ้น)
.
ในทางกลับกัน หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโต มันอาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่า “ผลลัพธ์” การทำงานจะออกมา 100% ก็จริง
.
แต่อย่างน้อยที่สุด การตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโตจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดีกว่า” เมื่อเทียบกับการตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัวแน่นอนครับ
.
อ้างอิง
https://www.jstor.org/stable/40064185
https://doi.org/10.1080/02640410601040093
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10458-000
https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327957pspr1004_2
#จิตวิทยา #siamstr

ความโกรธถือเป็นหนึ่งความรู้สึกที่ถูกคนมองเป็น “ผู้ร้าย” อยู่บ่อยๆ
.
ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกโกรธ หลายคนจะพยายามควบคุมความโกรธให้ “เงียบเสียงลง” หรือแม้กระทั่งกำจัดความโกรธให้หายออกไปจากใจ
.
และเมื่อเราไม่สามารถควบคุมหรือกำจัดความโกรธได้โดยสมบูรณ์ หลายคนก็จะรู้สึกผิด เพราะพวกเขามีความเชื่อว่า…
.
“ความโกรธเป็นสิ่งที่ไม่ดี”
“เราไม่ควรมีความโกรธ”
“คนดีคือคนที่ไม่โกรธใคร”
.
ดังนั้น ในสายตาของพวกเขา การที่พวกเขารู้สึกโกรธมันสะท้อนว่า…
.
“ฉันกำลังทำสิ่งที่ผิด”
“ฉันเป็นคนไม่ดี”
.
อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักจิตวิทยา ผมมองว่าความโกรธไม่ใช่ “ผู้ร้าย” เลยครับ
.
ผมมองว่าความโกรธคือ “ผู้ส่งสาร” มากกว่า
.
เวลาที่เรารู้สึกโกรธ ความโกรธกำลังบอกเราว่า…
.
มีบางสิ่งผิดปกติ
เรากำลังถูกล้ำเส้น
เราต้องปกป้องตัวเองหรือคนที่เราห่วงใย
.
ฉะนั้น หากเราเป็นคนที่ไม่มีความโกรธเลย เราก็จะไม่มี “ผู้ส่งสาร” ที่บอกให้เรารู้ว่า…
.
มีบางสิ่งผิดปกติ
เรากำลังถูกล้ำเส้น
เราต้องปกป้องตัวเองหรือคนที่เราห่วงใย
.
ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกโกรธ แทนที่เราจะพยายามกำจัดหรือควบคุมความโกรธ สิ่งที่ดีกว่าที่เราสามารถทำได้คือการฟังเสียงความโกรธและลงมือ take action อย่างเหมาะสมมากกว่าครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/B978-0-12-558701-3.50007-7
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.3.271
https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราเจออะไรบางอย่างที่ใหม่และเราไม่แน่ใจว่าเราจะทำมันได้ดีหรือเปล่า (เช่น โอกาสที่จะทำงานที่ไม่เคยทำมาก่อน) หลายคนเลือกที่จะไม่ทำสิ่งๆนั้นเพราะพวกเขาไม่อยากเห็นตัวเองพยายามทำสิ่งๆนั้นและล้มเหลว
.
เพราะพวกเขามองว่า หากพวกเขาเห็นตัวเองล้มเหลว มันจะบั่นทอนความมั่นใจในตัวเองของพวกเขา ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้สิ่งอื่นๆที่พวกเขาทำในชีวิต (แม้กระทั่งสิ่งที่พวกเขาเคยทำได้ดีในอดีต) “เป๋” ตามไปด้วย
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุกครั้งที่พวกเขาปฏิเสธที่จะทำสิ่งใหม่ๆนั้น การตัดสินใจที่จะปฏิเสธของพวกเขามันคือการส่งข้อความไปที่สมองของพวกเขาว่า “ฉันทำสิ่งนี้ไม่ได้หรอก”
.
และเมื่อสมองของพวกเขาได้รับข้อความว่า “ฉันทำสิ่งนี้ไม่ได้” หลายๆรอบ แน่นอนครับว่าความรู้สึกมั่นใจในตัวเองก็จะถูกบั่นทอนลง
.
ฉะนั้น การปฏิเสธที่จะทำสิ่งใหม่ๆในชีวิตจึงไม่ใช่หนทางที่จะช่วย save ความรู้สึกมั่นใจในตัวเองได้อย่างที่หลายคนคิด
.
หนทางที่เราจะรักษาความรู้สึกมั่นใจในตัวเองได้คือการเลือกที่จะทำสิ่งใหม่ๆในชีวิตนั้น
.
และต่อให้เราจะเห็นว่าตัวเองทำสิ่งใหม่ๆนั้นได้แย่แค่ไหน เราก็จะยังพยายามกับมันต่อไป จนกระทั่งเราทำมันได้ดีในท้ายที่สุด
.
เพราะการตัดสินใจเช่นนี้จะส่งข้อความไปที่สมองของเราว่า “ฉันทำสิ่งนี้ได้ ต่อให้มันจะยากลำบาก แต่ในท้ายที่สุด ฉันก็จะทำมันได้”
.
แน่นอนครับว่า ช่วงเวลาที่เรายังทำสิ่งใหม่ๆนั้นได้ไม่เก่ง มันอาจจะทำให้ความมั่นใจในตัวเองของเราสั่นคลอนอยู่บ้าง
.
แต่ตราบใดที่เรายังไม่ล้มเลิกในการทำสิ่งใหม่ๆนั้น การสั่นคลอนที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น
.
ยิ่งไปกว่านั้น ในวันที่เราสามารถทำสิ่งใหม่ๆนั้นได้ดี นอกจากความมั่นใจในตัวเองของเราจะกลับมาหนักแน่นแล้ว มันยังมีโอกาสที่ความมั่นใจในตัวเองของเราจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าช่วงเวลาก่อนที่เราได้ลงมือทำสิ่งใหม่ๆดังกล่าวอีกด้วยครับ!
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง (หรือแม้กระทั่งร่ำรวย) แต่เมื่อพวกเขาสูญเสียงานที่พวกเขาทำ (เช่น ถูกองค์กรจ้างออก องค์กรที่ทำงานอยู่ปิดตัวลง เป็นต้น) พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึก “เสียศูนย์” อยู่ดี
.
มันเป็นเพราะอะไร?
.
เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว งานของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ “แหล่งรายได้” แต่มันยังเป็นสิ่งที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับชีวิตของพวกเขา รวมถึง “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” ที่ดีอีกด้วย
.
ดังนั้น ในวันที่พวกเขาสูญเสียงานที่พวกเขาทำ พวกเขาไม่เพียงแค่สูญเสีย “แหล่งรายได้” เท่านั้น พวกเขายังสูญเสีย “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” รวมถึง “คุณค่า/ความหมาย” ในชีวิตของพวกเขาไปอีกด้วย
.
แน่นอนครับว่าพวกเขายังคงสามารถรักษา “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เหล่านี้ไว้ได้ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงานดังกล่าวแล้วก็ตาม) แน่นอนครับว่าพวกเขายังคงสามารถมีสิ่งอื่นในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขาได้ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงานดังกล่าวแล้วก็ตาม)
.
แต่การรักษา “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เหล่านี้หลังจากที่พวกเขาไม่ได้ทำงานดังกล่าวอีกแล้วมันเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิมพอสมควร เช่นเดียวกับการหาสิ่งอื่นในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขา (มาทดแทนช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียงาน) ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
.
และยิ่งสำหรับคนจำนวนไม่น้อย งานที่พวกเขาทำแทบจะเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขา อีกทั้งความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับคนในที่ทำงานก็แทบจะเป็น “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เดียวที่พวกเขามีอยู่ - มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่คนกลุ่มนี้จะรู้สึก “เสียศูนย์” มากเป็นพิเศษเมื่อพวกเขาสูญเสียงานดังกล่าวไป
.
ฉะนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เรา “เสียศูนย์” จากการสูญเสียงาน (ทั้งในรูปแบบ “สมัครใจ” และ “ไม่สมัครใจ”) การตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ชัดๆว่า “นอกเหนือจากรายได้แล้ว ฉันได้อะไรจากงานที่ฉันทำอยู่ในปัจจุบันบ้าง?” ถือเป็นเรื่องสำคัญเลยครับ
.
เพราะการที่เราได้รู้คำตอบสำหรับคำถามนี้ (เช่น “นอกเหนือจากรายได้ สิ่งที่ฉันได้จากงานที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือความรู้สึกว่าตัวฉันมีคุณค่า”) จะช่วยทำให้เราหา “ทางหนีทีไล่” ที่ช่วยให้การออกจากงานไม่ทำให้เรา “เสียศูนย์” มากเกินไปครับ (เช่น “นอกเหนือจากการทำงานที่นี่แล้ว ฉันยังเติมเต็มความรู้สึกว่าตัวฉันมีคุณค่าด้วยการเป็นครูสอนโยคะให้เพื่อนบ้านทุกสัปดาห์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย”)
#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในคำถามที่ผมถูกถามบ่อยที่สุดก็คือ “หลังจากที่เลิกกับแฟนแล้ว เราต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะทำใจได้แบบ 100%?”
.
มันเป็นคำถามที่ผู้ถามมักจะมีคำตอบในใจอยู่แล้ว (เช่น “6 เดือนก็น่าจะพอที่จะทำใจได้แล้วนะ” “ถ้า 1 ปีแล้วยังทำใจไม่ได้ก็ถือว่านานเกินไปมากๆแล้ว” เป็นต้น)
.
คำตอบที่พวกเขามีอยู่ในใจนั้น อาจจะอ้างอิงจากประสบการณ์ของคนที่พวกเขารู้จัก
.
แต่ถ้าเราจะอ้างอิงจากการศึกษาหรืองานวิจัยล่ะ?
.
ผลการศึกษาล่าสุด (ซึ่งเก็บข้อมูลจากคนจำนวน 328 คน โดยที่พวกเขาคบกับแฟนเก่าเป็นระยะเวลาเฉลี่ย 4.6 ปี) ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 2025 พบว่า หลังจากที่เราเลิกกับแฟนเก่าไปได้ 4.18 ปี (นี่คือตัวเลขเฉลี่ย) ความรู้สึกที่เรามีกับแฟนเก่าจะ “คงค้าง” เหลืออยู่ราวๆครึ่งหนึ่ง
.
นั่นหมายความว่า หากเราไม่ต้องการให้มีความรู้สึก “คงค้าง” เหลืออยู่เลย เราอาจจะต้องให้เวลานานถึง 8 ปี (โดยเฉลี่ย) เลยทีเดียว!
.
หรือถ้าจะมองในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ เราคบกับแฟนเก่าเรามานานเท่าไหร่ (เช่น 4 ปี) เราก็อาจจะต้องใช้เวลานานราวๆ 2 เท่า (เช่น 8 ปี) จึงจะไม่เหลือความรู้สึกค้างคาอยู่ในใจนั่นเอง!
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากให้ท่านผู้อ่านจริงจังกับตัวเลขที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้มากเกินไปนัก เพราะมันเป็นเพียงแค่ค่าเฉลี่ยเท่านั้น
.
ยิ่งไปกว่านั้น หากเราหยิบเอาข้อมูลของ 328 คนในการศึกษานี้มามองดูในรายละเอียด เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า ระยะเวลาในการทำใจของแต่ละคนมีความแตกต่างกันสูงมากๆเลยครับ
.
ใช่ครับ “ค่ากลาง” หรือ “ค่าเฉลี่ย” อาจจะอยู่ที่ 8 ปี แต่หากเราไล่ดูไปทีละคนๆๆ เราจะพบว่าหลายคนใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน (หรือไม่กี่สัปดาห์) ก็สามารถเคลียร์ใจจนไม่เหลือความรู้สึกค้างคาได้แล้ว
.
ในทางกลับกัน สำหรับหลายๆคน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี (หรืออาจจะถึงขั้นเป็นสิบปี) ความรู้สึกในใจพวกเขาก็ไม่ได้จางลงเลยแม้แต่น้อย
.
แต่ก็แน่นอนครับ ต่อให้ผมจะพิมพ์แบบนี้ หลายคนก็จะยังคงยืนกรานที่จะอยากรู้ตัวเลขระยะเวลาเป๊ะๆเพื่อเอามาใช้เป็น “บรรทัดฐาน” อยู่ดี
.
ซึ่งในกรณีเช่นนี้ สิ่งที่น่าจะใกล้เคียงกับ “บรรทัดฐาน” มากที่สุดก็คงจะช่วงระยะเวลา 4-8 ปีครับผม
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1177/19485506251323624
#จิตวิทยา #siamstr