Avatar
Journaling Our Journey
b6f9d31f224732a108e22eee19207431e343d514483e0f86aa7d4f7c8ab0904f
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ

เมื่อเทียบกับ

ยุคสมัยของพ่อแม่

ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย

หรือยุคสมัยของทวด

.

ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้

มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ

.

การเดินทางของเราดีขึ้น

การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น

การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น

.

หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า

ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร

.

บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า

ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู

.

แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น

.

ต่อให้ชีวิตของเราจะมี

ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล

เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี

.

เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก

สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า

เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน

คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร

.

เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ

ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า

การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น

.

แต่สำหรับทุกวันนี้

การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น

สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า

การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน

.

ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน

(เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า

เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน)

ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้

.

เป็นต้น

.

หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้

มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ

.

เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข

มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ

“หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น

.

แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ

.

ลองนึกดูนะครับว่า

หากสมองเราไม่มีความสามารถ

ในการปรับตัวให้เข้ากับ

บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย

ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร

.

ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

.

แต่ในขณะเดียวกัน

หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

(เช่น รถที่เรากำลังขับ

ไม่สามารถเร่งความเร็ว

เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้)

.

เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน

(เพราะสมองเรายังคงมองว่า

ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า

10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน

นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่)

.

และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ

take action อย่างเหมาะสม

(เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป

ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น)

ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้

(เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน)

.

ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ

.

และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ”

ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง”

.

(กล่าวคือ ยังคงความสามารถ

ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต

โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป)

.

สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ

การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ

“ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ

.

ยกตัวอย่างเช่น

แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร

เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง

เป็นต้น

.

หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน

กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น

ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต

ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ

ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.1037/0003-066x.61.4.305

https://doi.org/10.1016/j.joep.2017.02.014

https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2015.11.004

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนจะรู้สึกผิด

เวลาที่พวกเขาเห็นว่าตัวเอง

กำลังรู้สึกอิจฉาคนอื่น

.

ยกตัวอย่างเช่น

อิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี

อิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน

อิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน

เป็นต้น

.

พวกเขารู้สึกผิดเพราะพวกเขามองว่า

ความรู้สึกอิจฉาในใจพวกเขานั้น

มันคือ “หลักฐาน” ว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี

.

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองแบบนั้นครับ

.

ผมมองว่าความรู้สึกอิจฉาดังกล่าว

มันคือ “เข็มทิศ” ที่ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า

ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

พวกเขาอิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี

เพราะการมีแฟนที่ดีคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา

.

พวกเขาอิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน

เพราะการได้รับการยอมรับจากครอบครัวคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา

.

พวกเขาอิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน

เพราะความสำเร็จในหน้าที่การงานคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา

.

เป็นต้น

.

การที่เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา

(ผ่านความรู้สึกอิจฉา) ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนแย่เลยครับ

.

อันที่จริง นี่คือเรื่องดีด้วยซ้ำครับ

เพราะมันช่วย “ชี้นำ” ให้เรารู้ว่า

เราจะขยับชีวิตตัวเองไปในทิศทางไหนดี

.

ยกตัวอย่างเช่น

ขยับตัวเองไปในทิศทางที่จะเจอแฟนดีๆ

ขยับตัวเองในทิศทางที่จะได้รับการยอมรับจากครอบครัว

ขยับตัวเองในทิศทางที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

เป็นต้น

.

สิ่งที่จะ “ฟันธง” ว่าเราเป็นคนแย่คือ

สิ่งที่เรา “ลงมือทำ “เพื่อให้ได้มา

ซึ่งสิ่งที่สำคัญนั้นมากกว่าครับ

.

ยกตัวอย่างเช่น

อยากได้แฟนดีๆ ก็เลยยุแยงให้เพื่อนเลิกกับแฟน

อยากได้รับการยอมรับจากที่บ้าน ก็เลยใส่ร้ายป้ายสีน้อง

อยากประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็เลยเลื่อยขาเก้าอี้หัวหน้า

เป็นต้น

.

ฉะนั้น อย่ารู้สึกผิดที่เรามีความอิจฉาอยู่ในใจเลยครับ

.

ถ้าเราจะรู้สึกผิดจริงๆ ขอให้เรารู้สึกผิด

กับ “การกระทำ” ของเรา (มากกว่า “ความรู้สึก” ของเรา) ครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.1007/s13164-021-00548-3

https://doi.org/10.3389/fpsyg.2021.731451

https://doi.org/10.1007/s11031-011-9235-8

https://doi.org/10.1037/0033-2909.133.1.46

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนไม่มีปัญหากับการรักคนอื่น

แต่พอเป็นเรื่องของการรักตัวเอง

.

…พวกเขากลับ “ไปไม่เป็น”

.

มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากรักตัวเองนะครับ

แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงจริงๆ

.

สำหรับกรณีเช่นนี้ ผมมองว่า “ก้าวแรก”

ของการเริ่มต้นรักตัวเองคือการสังเกตดู

ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่กับคนที่พวกเขารัก

(เช่น ลูก แฟน พี่น้อง พ่อแม่)

.

สังเกตและลองตั้งคำถามดูครับว่า

“ถ้ามองในสายตาของคนนอก

คนนอกเขาจะรู้ได้ยังไงว่าฉันรักคนๆนี้?”

.

หนึ่งในคำตอบที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ…

.

แม้ในช่วงเวลาที่คนๆนี้

ทำตัว “ไม่น่ารัก” กับพวกเขา

แต่พวกเขาก็ยังคงรักคนๆนี้อยู่

.

และพวกเขาก็ไม่ได้รักคนๆนี้เพียงแค่ “ลมปาก” เท่านั้น

แต่พวกเขายังรักคนๆนี้ผ่าน “การกระทำ” ด้วย

.

ยกตัวอย่างเช่น

แม้ลูกจะใช้คำพูดตวาดเสียงดังใส่

แต่พอฝนเริ่มตกในนาทีต่อมา

พวกเขาก็ยังคงกางร่มบังฝนให้ลูกอยู่ดี

เป็นต้น

.

สำหรับคนที่อยากจะ “รักตัวเองให้เป็น”

แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งนี้ได้ยังไง

.

การทำสิ่งดีๆให้ตัวเอง (แม้เราจะมองว่าตัวเอง “ไม่คู่ควร” กับสิ่งดีๆเหล่านี้ก็ตาม) ถือเป็น “ก้าวแรก” ที่ไม่เลวเลยครับ

อ้างอิง

https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032

https://doi.org/10.1192/apt.bp.107.005264

https://psycnet.apa.org/record/1999-04037-000

#จิตวิทยา #siamstr

เคยไหมครับ?

.

เราเจอกับปัญหาในชีวิต

เราพยายามคิดๆๆๆๆอยู่นาน

แต่เราก็คิดไม่ออกเสียที?

.

(เช่น

จะเลิกกับแฟนดีไหม

จะเลือกสมัครงานที่ไหนดี

จะนำเสนอสินค้าให้ถูกใจลูกค้ายังไง

เป็นต้น)

.

ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะทำยังไงดี?

.

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกต่อไปนี้

อาจฟังดู “กำปั้นทุบดิน” หน่อยนะครับ

.

แต่ในสถานการณ์แบบนี้

สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้

คือการหยุดคิดครับ

.

หยุดคิดและพาตัวเองไปทำอย่างอื่น

.

ปล่อยให้ความคิดของเรา

ได้ล่องลอยแบบไร้จุดหมาย

โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเราจะ “คิดออก” เมื่อไหร่

.

สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ

ในหลายๆครั้ง พอเราหยุดคิด

“คำตอบ” มันกลับโผล่เข้ามาในหัวเรา

อย่างง่ายดายซะอย่างงั้น

.

เพราะเมื่อเราหยุดใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง

นั่นเท่ากับเรากำลัง “เปิดช่อง” ให้สมองส่วนอื่น

(ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา)

ทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเองครับ

.

แน่นอนครับว่าการทำแบบนี้

มันอาจไม่สามารถการันตีได้ว่า

เราจะคิดออกในท้ายที่สุด

.

แต่อย่างน้อย มันก็เป็นหนทางที่เรา

จะได้ใช้ “พลังสมอง” ของเรา

(ทั้งสมองส่วนที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้)

ในการขบคิดอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วครับ

.

ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดอะไรไม่ออก

แทนที่เราจะพยายาม “เอาหัวชนกำแพง” ต่อไปเรื่อยๆ

การเก็บเรื่องนั้น “เข้าไปในลิ้นชัก” สักหน่อย

อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้นะครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.3389/fpsyg.2016.01076

https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15326934crj1601_13

https://doi.org/10.48550/arXiv.1610.02484

#จิตวิทยา #siamstr

ทุกวันนี้ พ่อแม่หลายคนจะพูดแซวๆกันว่า

พวกเขาให้ tablet ช่วยเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับลูกของตัวเอง

.

(ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมี tablet

ทีวีก็ถือเป็น “พี่เลี้ยง” ประจำยุคสมัยนั้น)

.

แต่ไม่ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะก้าวหน้าไปขนาดไหน

“พี่เลี้ยง” คนหนึ่งที่ช่วยดูแลลูกของหลายๆบ้านมาตลอด

(แต่อาจจะไม่ถูกพูดถึงบ่อยนัก) คือสัตว์เลี้ยงครับ

.

สัตว์เลี้ยงไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เด็กๆ

ในด้านความสนุกสนานเท่านั้น

แต่ยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่อง…

.

การสอนให้เด็กๆมีความรับผิดชอบ

(เช่น ต้องให้อาหารในทุกๆวัน)

มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น

(เช่น ต้อง “อ่านภาษากาย” ของสัตว์เลี้ยง

เพื่อจะได้รู้ว่าเขาไม่ชอบให้สัมผัสบริเวณไหน)

แถมยังช่วยเด็กๆในด้านอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย

(เช่น น้องหมาเดินมานอนหมอบใกล้ๆเวลารู้สึกเสียใจ)

.

ซึ่งในเรื่องของผลกระทบของสัตว์เลี้ยง

ที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆนั้น

มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น

แต่มันยังสามารถส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้เลยทีเดียว

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เด็กที่กอดสัตว์เลี้ยงบ่อยๆจะ “ซึมซับ” ความรู้สึกปลอดภัย

ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

ส่งผลให้เขามี “ต้นทุนทางใจ” ที่ช่วยให้

การสานสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นไปได้ง่ายขึ้นในอนาคต

.

เด็กที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นมา

และมีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่นตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

เพราะเขาคุ้นชินกับการเข้าใจความรู้สึกและ

ความต้องการของสัตว์เลี้ยง (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้) มาเยอะ

ฉะนั้น พอเขามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

(ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดได้) มันยิ่งง่ายขึ้นที่เขาจะ

เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น

.

เป็นต้น

.

ด้วยเหตุนี้

มันจึงไม่น่าแปลกใจที่ครอบครัวจำนวนมากจะพูดกับลูกว่า

สัตว์เลี้ยงภายในบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น

แต่ยังเป็นเหมือนกับ “พี่” หรือ “น้อง” ของลูกอีกด้วยครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.3390/bs12040109

https://doi.org/10.3390/ijerph14030234

https://doi.org/10.3390/ani15081143

https://doi.org/10.3390/ijerph14050490

https://doi.org/10.1186/s12887-024-05049-7

https://doi.org/10.3390/ijerph16050758

https://doi.org/10.54254/2753-7064/7/20230887

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนกลัวที่จะรักใครสักคนอย่างเต็มที่

.

เพราะเมื่อพวกเขาทุ่มเทความรักอย่างเต็มที่

มันเปิดช่องให้พวกเขาเจ็บปวดได้เต็มที่เช่นกัน

.

พวกเขาต้องการปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น

พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่รักใครแบบ “ใส่สุด” อีก

.

มันเป็นการตัดสินใจที่ “ปลอดภัย” นะครับ

แต่มันก็ทำให้พวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก

.

และเมื่อพวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก

ความสัมพันธ์ก็มีโอกาสที่จะ “ไปรอด” น้อยลง

.

มันจึงยิ่งเป็นการตอกย้ำกับพวกเขาเข้าไปใหญ่ว่า

“นี่ไงล่ะ! ความรักมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดนะ!

ฉันยิ่งต้องปกป้องตัวเองให้เข้มเลยแหละ!”

.

มันทำให้พวกเขายิ่งไม่กล้ารักคนอื่นแบบ “ใส่สุด” มากขึ้น

พวกเขาจึง connect กับคนอื่นยากยิ่งกว่าเดิม

ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขา “ไปรอด” ยากเข้าไปอีก

.

พวกเขาก็เลยยิ่งอยากปกป้องตัวเองเข้าไปใหญ่!

.

ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นเป็นวังวนความเจ็บปวด

(ที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าตัว

พยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น)

.

“หนทาง” ที่จะออกจากวังวนนี้ได้คือ

การเลิกพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด

และเริ่มต้น “ใส่สุด” กับความรักมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

.

จริงอยู่ครับว่าการตัดสินใจเช่นนี้

มันอาจทำให้เราเจ็บปวดได้

.

แต่มันก็เปิดโอกาสให้เราสามารถ

connect กับคนอื่นได้อย่างเต็มที่ด้วย

.

และถ้าเราโชคดี เราก็อาจจะพบว่า

connection ที่เรามีกับคนอื่นนั้น

มัน “คุ้มค่า” กับความเสี่ยงที่จะเจ็บปวด…ก็เป็นได้

.

ในทางกลับกัน

หากเราเลือกที่จะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด

นอกจากเราจะไม่สามารถทำได้แล้ว

เรายังโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกด้วย

.

เราอาจไม่มีสิทธิ์หลีกหนีจากความเจ็บปวดได้ก็จริง

แต่เรามีสิทธิ์เลือกได้ว่าเราจะอ้าแขนต้อนรับความโดดเดี่ยวหรือไม่ครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.1038/s41598-025-24119-z

https://doi.org/10.3389/fpsyg.2021.609232

https://doi.org/10.1177/02654075241244821

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่หลายคนถูกคนอื่น “ล้ำเส้น”

(เช่น เอาเปรียบเรื่องการทำงาน

ใช้คำพูดล้อเลียนรูปร่างหน้าตา)

.

…พวกเขาไม่ชอบนะครับ

แต่พวกเขาก็ลังเลที่จะ “โต้กลับ”

(เช่น ปฏิเสธที่จะทำงานที่ถูกโยนมาให้

สื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองไม่โอเคกับคำล้อเลียน)

.

เพราะพวกเขามองว่าการ “โต้กลับ” นั้น

มัน “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม”

.

แน่นอนครับว่า

การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” นั้น

มันมีอยู่จริงและมันสามารถเกิดขึ้นได้

(เช่น “โต้กลับ” เมื่อถูกอีกฝ่ายโยนงาน

ให้เราทำด้วยการโยนงานเราให้อีกฝ่ายทำบ้าง

หรือการ “โต้กลับ” เมื่ออีกฝ่ายใช้คำล้อเลียนเรา

ด้วยการใช้คำด่าทอหยาบคายกลับไป)

.

แต่มันมีความแตกต่างระหว่าง

การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” กับ

การ “โต้กลับ” แบบ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” อยู่ครับ

.

การ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” จะมุ่งเน้นให้อีกฝ่าย

หยุด “ล้ำเส้น” เรา (จากเดิมที่ “ล้ำเส้น” เรา)

ในขณะที่ถ้ามัน “รุนแรงเกินไป”

เราจะกลายเป็นคนที่ “ล้ำเส้น” อีกฝ่ายเสียเอง

.

นี่ถือเป็น “ไม้บรรทัด” ที่เราสามารถใช้วัดได้ว่า

เรากำลัง “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” หรือเปล่า

.

หากการ “โต้กลับ” ของเราไม่ได้จบลง

ที่ตัวเราไป “ล้ำเส้น” อีกฝ่าย

(เพียงแค่ให้อีกฝ่ายหยุด “ล้ำเส้น” เรา) ล่ะก็

ขอให้มั่นใจได้ในเบื้องต้นเลยครับว่า

สิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นมันไม่ได้

“รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” แน่นอนครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.3389/fpsyg.2025.1610807

https://doi.org/10.5812/ircmj.21096

https://doi.org/10.1186/s12889-025-22512-x

#จิตวิทยา #siamstr

ผมเชื่อว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับ

เรื่อง “พ่อแม่รังแกฉัน” เป็นอย่างดี

.

มันคือเรื่องราวของพ่อแม่

ที่ตามใจลูกไปหมดทุกอย่าง

ส่งผลให้ลูก “เสียคน” ในท้ายที่สุด

.

“พ่อแม่รังแกฉัน” อาจจะเกี่ยวข้อง

กับการเลี้ยงลูกเป็นหลักก็จริง

แต่เราสามารถนำ “พ่อแม่รังแกฉัน”

มาต่อยอดในความสัมพันธ์อื่นๆได้ด้วย

.

ยกตัวอย่างเช่น

ในบริบทของการทำงาน หากเราเป็นหัวหน้าทีม

และเรารายล้อมไปด้วยคนที่ say yes กับเราไปหมด

(เหมือนพ่อแม่ที่ตามใจลูกไปหมด)

มันอาจส่งผลให้เรากลายเป็นหัวหน้าทีมที่แย่ได้

เป็นต้น

.

อีกหนึ่งแง่มุมที่ “พ่อแม่รังแกฉัน”

สามารถถูกนำมาต่อยอดได้

คือแง่มุมของการใช้ generative AI

(เช่น ChatGPT, Gemini) ในชีวิตของเราครับ

.

ทุกวันนี้ เวลาที่เราต้องการหาข้อมูล

หรือเวลาที่เรามีปัญหาส่วนตัวและต้องการคำปรึกษา

หลายคนเริ่มหันมาใช้ AI กันมากขึ้น

.

ซึ่งลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ AI ก็คือ

มันมักจะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม” เราเสียเยอะ

.

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์

เดียวกันกับหัวหน้าที่รายล้อมไปด้วยคน

ที่พร้อมจะ say yes เต็มไปหมด (อย่างที่ผมกล่าวไว้ในข้างต้น) นั่นเอง!

.

แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์ “AI รังแกฉัน” นี้ยังไงดี?

.

หนึ่งในวิธีรับมือที่ง่ายที่สุดก็คือ

ทุกครั้งที่เราคุยกับ AI ให้เรา “ทิ้งท้าย” การพูดคุย

ด้วยการป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์

(หรือแม้กระทั่ง “ตั้งใจขยี้ช่องโหว่”)

ในทุกสิ่งที่เราคุยกันมาอย่างตรงไปตรงมาครับ

.

สิ่งที่ผมพิมพ์มานี้…อาจฟังดูน่ากลัวนะครับ

.

แต่ในที่สุดแล้ว ต่อให้ AI จะวิพากษ์วิจารณ์

“เนื้อหา” หนักขนาดไหน แต่นิสัย “ชอบอวย” ของ AI

ก็จะทำให้ AI เลือกใช้คำพูดที่ “ฟังง่าย” สำหรับเราอยู่ดี

.

อันที่จริง

หากจะเทียบกันระหว่าง “AI รังแกฉัน”

กับ “หัวหน้าที่เจอแต่คน say yes” ล่ะก็

สถานการณ์ “AI รังแกฉัน” ยังนับว่า

แก้ไขได้ง่ายกว่าพอสมควรเลยครับ

.

เพราะในกรณีของ AI นั้น

หากเราป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์

เจ้า AI ก็จะวิพากษ์วิจารณ์

(อย่างมีศิลปะในการใช้คำพูด)

.

แต่ในกรณีของหัวหน้านั้น

ต่อให้หัวหน้าจะบอกให้คนรอบตัว

วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา

คนรอบตัวก็ใช่ว่าจะยอมคล้อยตามเสมอไป

.

หรือแม้ว่าคนรอบตัวจะยอมคล้อย

พวกเขาก็ใช่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์

ด้วยคำพูดที่ “ฟังง่าย” แบบ AI ได้!

.

ด้วยเหตุนี้

ผมจึงอยากเชิญชวนให้พวกเรา

หันมาป้องกันไม่ให้ “AI รังแก”

ด้วยการหมั่นป้อนคำสั่งให้ AI วิจารณ์

เราอย่างตรงไปตรงมาเสมอๆครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.48550/arXiv.2102.09692

https://doi.org/10.48550/arXiv.2103.02381

https://doi.org/10.48550/arXiv.2212.06823

#จิตวิทยา #siamstr

พวกเราหลายคนอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น

พวกเราหลายคนอยากพักผ่อน

พวกเราหลายคนอยากให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย

.

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับได้

แบบเต็มปากเต็มคำว่า

ตัวเองมีความต้องการเหล่านี้

.

เพราะอะไร?

.

เพราะหลายคนตัดสินตัวเอง

พวกเขามองว่าความต้องการเหล่านี้

มัน “ไม่เหมาะสม” “ฟังดูเด็กน้อย” ฯลฯ

.

พวกเขาพยายามออกคำสั่งให้ใจตัวเองหยุดต้องการสิ่งเหล่านี้

.

และเมื่อพวกเขาพบว่า

พวกเขาไม่สามารถบังคับใจตัวเองได้

พวกเขาก็เลือกที่จะเมินเฉยต่อความต้องการเหล่านั้น

.

นี่ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ครับ

.

เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามเมินเฉย

ต่อความต้องการตัวเองขนาดไหน

แต่ในที่สุดแล้ว ความต้องการดังกล่าวก็ไม่ได้หายไป

.

อันที่จริง ยิ่งพวกเขาไม่สนใจ

ความต้องการตัวเองมากเท่าไหร่

ความต้องการนั้นก็จะยิ่งพยายาม

“แสดงตัว” ออกมาในรูปแบบต่างๆ

(เช่น รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเคว้งคว้าง) มากเท่านั้น

.

การ “แสดงตัว” ในช่วงแรกอาจจะ

ออกมาในรูปแบบที่ “เบา” สักหน่อย

(เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าในบางวัน)

.

แต่หากพวกเขายังคงยืนยันที่จะ

เมินเฉยต่อความต้องการตัวเอง

การ “แสดงตัว” ก็จะเริ่มเพิ่มดีกรี

ความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

(เช่น ไม่มีแรงที่จะทำอะไร แม้กระทั่งลุกจากเตียงนอน)

.

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า

เราอย่าตัดสินความต้องการของตัวเองกันเลยครับ

.

ยอมรับการมีอยู่ของความต้องการตัวเอง

ตั้งใจฟังความต้องการดังกล่าว

และหาทางเติมเต็มความต้องการนั้นให้เป็นจริง

(เท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต ณ ขณะนั้น) กันดีกว่าครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.3389/fpsyg.2025.1619308

https://doi.org/10.3389/fpsyg.2022.920908

https://doi.org/10.4081/ripppo.2020.442

#จิตวิทยา #siamstr

จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุย

กับผู้ชายที่รับบท “คุณพ่อ” และ “สามี” มาหลายคน

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ

.

พวกเขาจะมองว่า หน้าที่หลักของตัวเองคือ

“การเงิน” และ “ความปลอดภัย” ของครอบครัว

.

มันคือมุมมองสไตล์ “ช้างเท้าหน้า” ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

.

ฉะนั้น

เราจึงเห็นพวกเขาทุ่มเทเวลาและพลังงาน

จำนวนมากไปกับเรื่องเหล่านี้

.

พวกเขาทำงานหนัก

เช็คว่าลูกนอนหลับดีไหมกลางดึก

ซ่อมประตูบ้านให้ใช้งานได้

ฯลฯ

.

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ

(โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบกับผู้ชาย

ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว)

.

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ชาย (บางส่วน)

ที่มีความรับผิดชอบเหล่านี้ก็คือ

พวกเขาโฟกัสกับการทำหน้าที่ในเรื่อง

“การเงิน” และ “ความปลอดภัย”

มากจนไม่มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆเลย

.

…รวมถึงความใกล้ชิดกับคนในครอบครัวด้วย

.

มันจึงทำให้ในบางครั้ง

ผู้ชายกลุ่มนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า

“นี่ฉันกำลังเหนื่อยไปเพื่ออะไร?”

.

พวกเขาเข้าใจในเชิงเหตุผลแหละครับว่า

พวกเขากำลังเหนื่อยเพื่อครอบครัวที่พวกเขารัก

.

แต่ด้วย “ระยะห่าง” ที่พวกเขามีกับครอบครัว

มันจึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสัมผัส

ถึง “ความรัก” ภายในครอบครัวนั้นได้

.

นี่คือจุดบอดของการยึดในหน้าที่และความรับผิดชอบ

เรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากเกินไป

.

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะเชิญชวนว่า…

.

การเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่มี

ความรับผิดชอบนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ

.

แต่อย่าลืมเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ”

ที่ใกล้ชิดกับสมาชิกภายในบ้านด้วยนะครับ

.

มันจะช่วยให้เรามีพลังที่จะ “สู้เพื่อครอบครัว” ได้อีกเยอะเลยล่ะครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.3390/children10081357

https://doi.org/10.1093/wbro/lkae009

https://doi.org/10.1017/gmh.2024.70

#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในความรู้สึกที่ “รับได้ยาก” มากที่สุดคือความรู้สึกอับอาย

.

มัน “รับได้ยาก” จนถึงขั้นที่คนไทยเรา

พูดกันบ่อยๆเลยครับว่า

“อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี”

.

อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์คิดค้นยา

ที่สามารถกำจัดความรู้สึกอับอายให้หายไปได้ขึ้นมาล่ะก็…

.

ผมจะยังไม่แนะนำให้เราหยิบยานั้นมาทานครับ

.

เพราะความรู้สึกอับอายมีหน้าที่ที่สำคัญอยู่

.

มันช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราได้พูดหรือทำไปนั้น

มันผิดพลาดตรงไหน มันจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ยังไง

.

ฉะนั้น หากเราไม่สามารถรู้สึกอับอายได้

นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถเรียนรู้และเติบโตได้เช่นกัน!

.

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังเสนอให้เรา “กัดฟันทน”

กับความรู้สึกอับอายโดยไม่ทำอะไรเพิ่มนะครับ

.

แบบนั้น…ก็ไม่ดีเช่นกัน

.

ถ้าเราเพียงแค่ “กัดฟันทน” อยู่กับความรู้สึกอับอายเฉยๆ

ความรู้สึกอับอายนั้นก็จะเข้มข้นอยู่ในใจเราไปเรื่อยๆ

.

เพราะการ “กัดฟันทน” เฉยๆนั้นไม่ได้ช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้

(ว่าความรู้สึกอับอายนั้นกำลังพยายามบอกอะไรกับเราอยู่)

.

สิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกอับอาย

เราอย่าปฏิเสธมัน อย่าวิ่งหนีจากมัน อย่า “กัดฟันทน” อยู่กับมันเฉยๆ

.

…ให้เราตั้งคำถามกับมันด้วยความอยากรู้ว่า “เธออยากจะบอกอะไรกับฉัน” แทน

.

หลังจากที่เราได้ยินคำตอบจากมัน

และตั้งใจที่จะเอาคำตอบของมันไปปฏิบัติในอนาคตแล้ว

เราก็จะพบว่า ความรู้สึกอับอายนั้น

มันจะค่อยๆลดระดับความเข้มข้นในใจเราลงโดยอัตโนมัติเลยครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.3389/fpsyg.2025.1678930

https://doi.org/10.2307/1131080

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37190524/

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.85.4.594

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่หลายคนมีความรัก

พวกเขาคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท”

ให้กับความรักนี้ในระดับที่เท่ากันกับตัวพวกเขาเอง

.

มันเป็นความคาดหวังที่ไม่น่าแปลกใจนะครับ

.

เพราะโดยทั่วไปแล้ว

เราคงไม่อยากเป็น “เดอะแบก”

ที่คอยให้ๆๆ (ส่วนแฟนก็คอยรับๆๆ)

อยู่ฝ่ายเดียวในความสัมพันธ์เท่าไหร่นัก

.

แต่ต่อให้เราไม่ใช่ “เดอะแบก” ในความสัมพันธ์

การคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ในระดับที่พอๆกับเรานั้น

ก็ยังสามารถสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้…

.

…หากเรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจอย่างเหนียวแน่นว่า

เราอยากจะเห็นพฤติกรรมอะไรจากอีกฝ่ายบ้าง

.

เพราะมันอาจทำให้เรามองข้ามความ “ทุ่มเท” อื่นๆของอีกฝ่าย

(ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจว่าอยากจะเห็น) ได้

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เราเคยเสนอตัวว่าจะช่วยแฟนทำงาน

เพราะตอนนั้นเราเห็นว่าแฟนกำลังป่วย

.

ฉะนั้น พอเรากำลังป่วย เราก็คาดหวัง

อยากให้แฟนเสนอตัวช่วยเราทำงานบ้าง

และพอแฟนไม่ได้ทำเช่นนั้น

มันก็ทำให้เรารู้สึกผิดหวังในตัวแฟน

.

มันทำให้เรามองว่าตัวเองเป็น “เดอะแบก”

ที่ “ทุ่มเท” ให้กับแฟนมากกว่าที่แฟน “ทุ่มเท” ให้กับเรา

.

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรามองข้ามไปก็คือ…

.

แม้แฟนจะไม่ได้ช่วยเราทำงานในวันนั้น

แต่แฟนรับผิดชอบงานบ้าน

และการดูแลลูกในช่วงที่เรากำลังป่วยทั้งหมด

(ซึ่งปกติแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นความรับผิดชอบ

ร่วมกันระหว่างเรากับแฟนมาโดยตลอด)

.

เป็นต้น

.

แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า

การคาดหวังพฤติกรรมบางอย่างจากแฟน

(เช่น การเสนอตัวช่วยทำงานในยามที่เราเจ็บป่วย)

เป็นเรื่องที่ “ผิด” นะครับ

.

อันที่จริง หากเรามีความต้องการที่ชัดเจนเช่นนั้น

ผมสนับสนุนให้เราสื่อสารความต้องการดังกล่าวกับแฟนด้วยซ้ำ

.

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมไม่สนับสนุนคือการฟันธงทันทีทันใดว่า

การที่แฟนไม่ได้ทำตามที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจนั้น

มันคือการที่แฟนไม่ได้ “ทุ่มเท” ให้กับความสัมพันธ์นี้มากเท่ากับเราครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.1177/00332941221092659

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33981270/

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30893363/

#จิตวิทยา #siamstr

ตอนที่เรายังเป็นนักเรียนนักศึกษา

วันที่เรา “สอบติด” โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้สำเร็จ

เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง

.

แต่เรารู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

.

เพราะหากเรา “หย่อนยาน”

หลังจากที่ “สอบติด” มากเกินไป

ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้

.

พอเราเข้าสู่วัยทำงาน วันที่เรา “ได้งาน” ใน

บริษัทหรือองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการได้สำเร็จ

เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง

.

แต่เราก็รู้อีกเช่นกันว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

.

เพราะหากเรา “หย่อนยาน”

หลังจากที่ “ได้งาน” มากเกินไป

ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้

.

ในทางกลับกัน พอเป็นเรื่องของความรัก

หลายคนกลับมีมุมมองที่แตกต่างจากเรื่องการเรียน/การทำงาน

.

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆคนก็คือ

ทันทีพวกเขาตกลงเป็นแฟน/หมั้นหมาย/แต่งงาน

พวกเขาจะเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า

.

“เอาล่ะ! ฉันถึงเส้นชัยแล้ว ฉันผ่อนคลายได้แล้ว ฉันไม่ต้องพยายามอีกแล้ว”

.

มันทำให้พวกเขา “ปล่อยจอย” ในความสัมพันธ์อย่างแรง

และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา

.

ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว

ความรักก็ไม่ต่างอะไรกับ

การเรียนหรือการทำงานเลยครับ

.

วันที่เรา “ได้มา” ไม่ใช่วันที่เรา “ถึงเส้นชัย”

แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความพยายามอย่างต่อเนื่องมากกว่าครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.1111/jmft.12007

https://doi.org/10.1037/pspp0000492

https://doi.org/10.1007/s41042-023-00089-3

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนให้ความสำคัญกับการ “พึ่งพาตัวเอง” เป็นอย่างมาก

.

พวกเขามองว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

ถือเป็นการกระทำที่ “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น”

.

ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง

มุมมองลักษณะนี้…ถือว่ามีประโยชน์ไม่น้อยเลยครับ

.

แต่จะเกิดอะไรขึ้น…หากว่าวันหนึ่ง

พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขา

ไม่สามารถ “เอาอยู่” ได้ด้วยตัวคนเดียว?

.

คำว่า “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น”

อาจกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้พวกเขาขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

.

พวกเขาอาจพยายามฝืนที่จะ

“เอาให้อยู่” ด้วยตัวเองคนเดียวให้ได้…ทั้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้

.

ส่งผลให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฝืนนั้น

มีความรุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่พวกเขา

ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตั้งแต่แรก

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เราพยายามที่จะทำงานทุกอย่างภายในทีมด้วยตัวเอง

(แม้ว่างานบางส่วนจะเป็นงานที่เราไม่คุ้นเคย

เพราะหัวหน้าทีมเพิ่งจะมอบหมายงาน

ดังกล่าวให้เราทำเป็นครั้งแรกก็ตาม)

.

เราไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยปากขอคำปรึกษา

จากเพื่อนร่วมทีมหรือหัวหน้าทีม

เพราะเราไม่ต้องการ “รบกวนคนอื่น”

.

ในที่สุด งานที่เราทำก็เกิดข้อผิดพลาด

ส่งผลให้บริษัทสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก

และทำให้ทุกคนในทีมอดได้โบนัสประจำปีไป

.

มันจึงกลายเป็นว่าความพยายามของเรา

ที่จะไม่ “รบกวนคนอื่น” กลับส่งผลให้เรา “รบกวนคนอื่น” ซะอย่างนั้น!

.

ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะ

“รบกวนคนอื่น” ตั้งแต่แรก

ข้อผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น และทุกคนในทีม

ก็จะได้โบนัสประจำปีกันถ้วนหน้า

.

เป็นต้น

.

ด้วยเหตุนี้ แม้ผมจะมองเห็นประโยชน์

ของการ “พึ่งพาตัวเอง” แต่ถ้าเรายึดติดกับ

การ “พึ่งพาตัวเอง” มากจนทำให้เรามองว่า

การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นคือการการกระทำที่

“อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น” ล่ะก็

.

มันอาจจะนำมาสู่ผลเสียมากกว่าผลดี…ก็เป็นได้ครับ!

อ้างอิง

https://doi.org/10.1007/s00127-022-02361-4

https://doi.org/10.1002/erv.3052

https://doi.org/10.1037/prj0000138

#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด

สำหรับหลายๆคนคือความล้มเหลว

.

ไม่ว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเรื่อง

การเรียน การทำงาน ความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตาม

.

มันทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ “ไม่ลงมือทำ”

.

เพราะถ้าพวกเขา “ไม่ลงมือทำ” พวกเขาก็จะไม่ล้มเหลว

.

แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง การ “ไม่ลงมือทำ” เลยนั้น

มันก็คือความล้มเหลวในรูปแบบหนึ่งอยู่ดี!

.

ดังนั้น การรับมือกับความกลัวล้มเหลว

ด้วยการ “ไม่ลงมือทำ” จึงไม่ใช่คำตอบ

.

แล้วอะไรกันนะ…ที่จะเป็นคำตอบ?

.

แน่นอนครับว่า…คำตอบก็คือการ “ลงมือทำ” (แม้จะยังไม่หายกลัวก็ตาม)

.

เวลาที่เรา “ลงมือทำ” เราอาจจะไม่สามารถ

การันตีความสำเร็จได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด

มันจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวจากการ “ไม่ลงมือทำ” ได้!

.

แต่การเริ่มต้น “ลงมือทำ” โดยที่ยังมีความกลัวปกคลุมอยู่ในใจนั้น…มันไม่ใช่เรื่องง่าย

.

ดังนั้น หากเราจะเริ่มต้น “ลงมือทำ”

ขอให้เราเริ่มต้นกับเรื่องที่น่ากลัวน้อยที่สุดก่อน

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เรากลัวที่จะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า

.

เรากลัวที่จะมี spotlight ฉายเข้ามา

เรากลัวที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง

เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่หากเราพูดผิด

.

เราเลย “ปัด” ให้เพื่อนร่วมทีมทำสิ่งนี้มาโดยตลอด

.

และไม่ใช่แค่การนำเสนองานกับลูกค้าเท่านั้นนะครับ

ทุกครั้งที่เราเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุม

แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังนั่งอยู่

เพราะเราจะนั่งเงียบๆมาโดยตลอด

.

แต่เราไม่อยากถูกความกลัวครอบงำจิตใจในเรื่องนี้อีกแล้ว

.

แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้นด้วยการนำเสนองาน

ต่อหน้าลูกค้าในการประชุมครั้งต่อไปเลย

มันก็มากเกินกว่าที่เรารับมือไหว (ในตอนนี้)

.

ฉะนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดทักทาย

คนที่เข้ามาร่วมประชุมสัก 2-3 ประโยค

ก่อนที่การประชุมจะเริ่มเข้าสู่ “เนื้อหา” ดูก่อน

.

นี่ถือเป็นก้าวแรกของเรา

.

ถ้าเราทำก้าวแรกได้แล้ว

เราค่อยคิดว่าก้าวที่สองของเรา

(ซึ่งท้าทายมากกว่าก้าวแรกนิดหนึ่ง)

จะเป็นอะไรต่อไป

.

มันอาจจะฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ “ง่ายเว่อร์” นะครับ

(แม้คนที่รู้สึกกลัวหลายคนก็อาจจะยังมองว่ามัน “ง่าย” อยู่ดี)

.

แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการ!

.

ผมต้องการให้การเริ่มต้น

มันง่ายมากจนทำให้เราคิดว่า

“ง่ายแบบนี้…ฉันต้องทำแล้วแหละ!”

.

ผมต้องการให้เกิดการ “ลงมือทำ” ก้าวแรก

.

เพราะถ้าเรามีก้าวแรก ก้าวที่สองก็มีโอกาสที่จะตามมา

และถ้าก้าวที่สองตามมา ก้าวที่สามก็จะมีโอกาสตามมาอีก

.

และตามด้วยก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ฯลฯ

.

และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่า

ยิ่งเราได้ “ลงมือทำ” ไปหลายๆก้าว

ความกลัวมันจะเริ่มมีอิทธิพลในใจเราน้อยลงเรื่อยๆ

.

จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเรารู้ตัวอีกที

เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่นำเสนองาน

ต่อหน้าลูกค้าได้เป็นร้อยเป็นพันแบบสบายๆแล้ว!

.

กล่าวโดยสรุปก็คือ…

.

ถ้าเรากลัวล้มเหลว ทางออกของเราไม่ใช่การ “ไม่ลงมือทำ”

แต่คือการเริ่มต้น “ลงมือทำ” มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ!

#จิตวิทยา #siamstr

อ้างอิง

https://doi.org/10.1007/BF03000093

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11553-011

https://doi.org/10.1111/1467-6494.7105003

https://doi.org/10.1177/0146167204271420

หนึ่งสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด

สำหรับหลายๆคนคือความล้มเหลว

.

ไม่ว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเรื่อง

การเรียน การทำงาน ความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตาม

.

มันทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ “ไม่ลงมือทำ”

.

เพราะถ้าพวกเขา “ไม่ลงมือทำ” พวกเขาก็จะไม่ล้มเหลว

.

แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง การ “ไม่ลงมือทำ” เลยนั้น

มันก็คือความล้มเหลวในรูปแบบหนึ่งอยู่ดี!

.

ดังนั้น การรับมือกับความกลัวล้มเหลว

ด้วยการ “ไม่ลงมือทำ” จึงไม่ใช่คำตอบ

.

แล้วอะไรกันนะ…ที่จะเป็นคำตอบ?

.

แน่นอนครับว่า…คำตอบก็คือการ “ลงมือทำ” (แม้จะยังไม่หายกลัวก็ตาม)

.

เวลาที่เรา “ลงมือทำ” เราอาจจะไม่สามารถ

การันตีความสำเร็จได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด

มันจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวจากการ “ไม่ลงมือทำ” ได้!

.

แต่การเริ่มต้น “ลงมือทำ” โดยที่ยังมีความกลัวปกคลุมอยู่ในใจนั้น…มันไม่ใช่เรื่องง่าย

.

ดังนั้น หากเราจะเริ่มต้น “ลงมือทำ”

ขอให้เราเริ่มต้นกับเรื่องที่น่ากลัวน้อยที่สุดก่อน

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เรากลัวที่จะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า

.

เรากลัวที่จะมี spotlight ฉายเข้ามา

เรากลัวที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง

เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่หากเราพูดผิด

.

เราเลย “ปัด” ให้เพื่อนร่วมทีมทำสิ่งนี้มาโดยตลอด

.

และไม่ใช่แค่การนำเสนองานกับลูกค้าเท่านั้นนะครับ

ทุกครั้งที่เราเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุม

แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังนั่งอยู่

เพราะเราจะนั่งเงียบๆมาโดยตลอด

.

แต่เราไม่อยากถูกความกลัวครอบงำจิตใจในเรื่องนี้อีกแล้ว

.

แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้นด้วยการนำเสนองาน

ต่อหน้าลูกค้าในการประชุมครั้งต่อไปเลย

มันก็มากเกินกว่าที่เรารับมือไหว (ในตอนนี้)

.

ฉะนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดทักทาย

คนที่เข้ามาร่วมประชุมสัก 2-3 ประโยค

ก่อนที่การประชุมจะเริ่มเข้าสู่ “เนื้อหา” ดูก่อน

.

นี่ถือเป็นก้าวแรกของเรา

.

ถ้าเราทำก้าวแรกได้แล้ว

เราค่อยคิดว่าก้าวที่สองของเรา

(ซึ่งท้าทายมากกว่าก้าวแรกนิดหนึ่ง)

จะเป็นอะไรต่อไป

.

มันอาจจะฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ “ง่ายเว่อร์” นะครับ

(แม้คนที่รู้สึกกลัวหลายคนก็อาจจะยังมองว่ามัน “ง่าย” อยู่ดี)

.

แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการ!

.

ผมต้องการให้การเริ่มต้น

มันง่ายมากจนทำให้เราคิดว่า

“ง่ายแบบนี้…ฉันต้องทำแล้วแหละ!”

.

ผมต้องการให้เกิดการ “ลงมือทำ” ก้าวแรก

.

เพราะถ้าเรามีก้าวแรก ก้าวที่สองก็มีโอกาสที่จะตามมา

และถ้าก้าวที่สองตามมา ก้าวที่สามก็จะมีโอกาสตามมาอีก

.

และตามด้วยก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ฯลฯ

.

และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่า

ยิ่งเราได้ “ลงมือทำ” ไปหลายๆก้าว

ความกลัวมันจะเริ่มมีอิทธิพลในใจเราน้อยลงเรื่อยๆ

.

จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเรารู้ตัวอีกที

เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่นำเสนองาน

ต่อหน้าลูกค้าได้เป็นร้อยเป็นพันแบบสบายๆแล้ว!

.

กล่าวโดยสรุปก็คือ…

.

ถ้าเรากลัวล้มเหลว ทางออกของเราไม่ใช่การ “ไม่ลงมือทำ”

แต่คือการเริ่มต้น “ลงมือทำ” มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ!

อ้างอิง

https://doi.org/10.1007/BF03000093

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11553-011

https://doi.org/10.1111/1467-6494.7105003

https://doi.org/10.1177/0146167204271420

#จิตวิทยา #siamstr

หลายๆคนยกความสุขไปไว้ในอนาคต

.

ยกตัวอย่างเช่น

“ในวันที่ฉันได้รับ promotion ฉันก็จะมีความสุข”

“ในวันที่ฉันแต่งงาน ฉันก็จะมีความสุข”

“ในวันที่ฉันสอบติดคณะสาขาที่ต้องการ ฉันก็จะมีความสุข”

เป็นต้น

.

การยกความสุขไปไว้ในอนาคตเช่นนี้

มีประโยชน์ในแง่ของการกระตุ้น

ให้เรามี “แรงใจ” ในบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้

.

แต่ถ้ามองในแง่ของการมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว

หลายครั้ง การทำเช่นนี้จบลงที่การ “หลอกตัวเอง”

(โดยที่ตัวเราเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจ)

.

เพราะในวันที่เราบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ได้

(เช่น วันที่เราได้รับการเลื่อนตำแหน่ง)

ใจเราก็มีแนวโน้มที่จะตั้งเป้าหมายใหม่ให้เราวิ่งไล่ตามต่อ

.

มันจึงกลายเป็นว่า

แม้ในวันที่เราบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ

ความสุขก็ยังคงเป็นเรื่องของอนาคตอยู่ดี!

.

เราจะแก้ปัญหานี้กันยังไงดี?

เราจะแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายดีไหม?

.

ผมมองว่านั่นไม่ใช่คำตอบครับ

.

เพราะหากเราไม่มีเป้าหมายเลย

มันจะทำให้ชีวิตเราล่องลอยไร้จุดหมาย

.

…ซึ่งก็สร้างความทุกข์ให้กับเราได้เช่นกัน

.

ถ้าอย่างนั้น…

.

เราแก้ปัญหานี้ด้วยการหยิบเป้าหมายใหญ่ๆนั้น

(เช่น การได้รับเลื่อนตำแหน่ง)

มาซอยให้กลายเป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กลง

เพื่อที่เราจะได้มีความสุข “ระหว่างทาง”

ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายใหญ่นั้นดีไหม?

.

ยกตัวอย่างเช่น

ก่อนที่จะเราจะได้รับเลื่อนตำแหน่ง

เราเริ่มจากการตั้งเป้าที่จะเป็นพนักงาน

ที่ทำงานได้โดดเด่นประจำไตรมาสก่อน

เป็นต้น

.

ผมมองว่านี่คือทางเลือกที่ดีกว่า

การใช้ชีวิตแบบไร้เป้าหมายนะครับ

.

แต่ผมมองว่า “รายละเอียด” ของ

เป้าหมายขนาดเล็กนั้นมีความสำคัญมาก

.

เพราะต่อให้เราจะหยิบเป้าหมายขนาดใหญ่

มาซอยลงเป็นเป้าหมายขนาดเล็กแล้ว

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจจะไม่ได้สวยงามก็ได้

หาก “รายละเอียด” ของเป้าหมายขนาดเล็กนั้นไม่เหมาะสม

.

แล้ว “รายละเอียด” ของเป้าหมายที่เหมาะสมนั้น…มีอะไรบ้าง?

.

ผมมองว่า “รายละเอียด” ที่เด่นๆมีอยู่ 2 จุดด้วยกันครับ

.

จุดแรก

หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน

เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น “เป้าหมายรายวัน”

(ไม่ใช่รายปี รายครึ่งปี รายไตรมาส ฯลฯ)

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

การเป็นพนักงานดีเด่นประจำไตรมาส

เป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กกว่า

การได้รับเลื่อนตำแหน่งก็จริง

แต่มันยังไม่ใช่ “เป้าหมายรายวัน”

.

ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าว่า

เราจะปิดการขายกับลูกค้า

ให้ได้ 3 คนก่อนเลิกงานวันนี้

นี่ถือเป็น “เป้าหมายรายวัน”

.

เป็นต้น

.

จุดที่สอง

หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน

เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น

สิ่งที่เราทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง

(ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น คนอื่นๆ สภาพอากาศ)

.

เพราะต่อให้เราจะมี “เป้าหมายรายวัน”

แต่หากเราไม่สามารถบรรลุเป้าได้ในทุกๆวัน

(เพราะปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย)

เราก็คงจะไม่สามารถมีความสุขในทุกๆวันได้

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

การปิดการขายกับลูกค้าให้ได้ 3 คน

ก่อนเลิกงานวันนี้เป็น “เป้าหมายรายวัน” ก็จริง

แต่นี่คือเป้าหมายที่เราไม่สามารถ

ทำสำเร็จได้ด้วยตัวเองคนเดียว

(เพราะถ้าลูกค้าเลือกที่จะไม่ซื้อ ทุกอย่างก็จบ)

.

ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าไว้ว่า

เราจะนำเสนอสินค้ากับลูกค้าในรูปแบบที่

น่าสนใจ เป็นมิตร และมีข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง

นี่คือเป้าหมายที่เราสามารถทำสำเร็จด้วยตัวเองได้

.

เป็นต้น

.

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้นำเสนอในวันนี้

จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการขยับความสุขตัวเอง

จาก “อนาคตที่แสนไกล” มาอยู่ใน “ทุกๆวันของชีวิต” นะครับ

อ้างอิง

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.125.2.276

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.9.2.111

https://doi.org/10.1037//0022-3514.76.3.482

#จิตวิทยา #siamstr

สำหรับหลายๆคน

การยอมรับว่าตัวเอง “ไม่รู้”

คือหนึ่งในเรื่องที่พวกเขาทำได้ยากที่สุด

.

แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย

คำว่า “ไม่รู้” คือเครื่องมือที่ทรงพลัง

ในการ “ชักใย” ความสัมพันธ์

ให้เป็นไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เวลาที่เราทำงานอยู่ในทีม

และหัวหน้ามีงานเพิ่มเติมเข้ามา

คำว่า “ฉันไม่รู้ ฉันทำไม่เป็น”

สามารถกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ

ที่ช่วยให้เราไม่ต้องแบกรับ

ความรับผิดชอบในงานที่เพิ่มเข้ามาได้

.

หรือเวลาที่เราอยู่กับแฟน และเราบอกแฟนว่า

“ฉันไม่รู้ ฉันรีดเสื้อตัวนี้ให้เนี๊ยบไม่เป็น”

มันก็สามารถช่วยให้เรา “เอาตัวรอด”

ในเรื่องการทำงานบ้านได้สบายๆ

.

เป็นต้น

.

ซึ่งแน่นอนครับว่า หากเราใช้ชีวิตอยู่กับ

คนที่ “ไม่รู้” ในลักษณะนี้ไปได้สักระยะ

เราก็จะเริ่มรู้สึกหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะอีกฝ่ายก็จะใช้คำว่า “ไม่รู้”

ในการโยนภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ

มาให้เราแบกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

.

ตอนแรกๆ เราอาจจะไม่มีปัญหา

กับการเป็น “เดอะแบก” นี้ก็จริง

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก

และสิ่งที่ต้องแบกเริ่มมีมากขึ้น

ในที่สุดแล้ว เราก็จะถึงขีดจำกัด

ที่ทำให้เราไม่สามารถเป็น

“เดอะแบก” ไปมากกว่านี้ได้อีก

.

ซึ่งพอถึงจุดนั้น เราก็มีโอกาสที่จะ

ระเบิดอารมณ์รุนแรงกับอีกฝ่ายได้

(หากเราเลือกที่จะเป็น “เดอะแบก” เงียบๆมาโดยตลอด)

.

ภาพของการระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรงนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลายคนอยากให้เกิดขึ้น

.

แต่เราจะป้องกันไม่ให้สถานการณ์

“บานปลาย” ไปในลักษณะนั้นได้อย่างไร

หากอีกฝ่ายยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้คำว่า “ไม่รู้”

เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอย่างไม่ลดละ?

.

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมมองว่าการยืนหยัดให้

อีกฝ่ายแบกรับความรับผิดชอบคือกุญแจสำคัญครับ

.

ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามบอกว่าตัวเอง “ไม่รู้” แค่ไหน

เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับความรับผิดชอบให้ได้

.

ซึ่งถ้าอีกฝ่ายเขา “ไม่รู้” จริงๆ (ไม่ใช่ “ไม่รู้” แค่ลมปาก)

เราไม่ต้องให้เขาแบกรับความผิดชอบเต็ม 100% ก็ได้นะครับ

(เพราะเขาอาจจะแบกรับมันไม่ไหว)

เราอาจจะเริ่มจากการให้เขาแบกรับสัก 5% หรือ 10% ก่อน

.

หรือถ้าการแบกรับในระดับ 5%

มันยังเยอะเกินไปสำหรับเขา

(เพราะเขา “ไม่รู้” แบบสุดขั้วจริงๆ)

อย่างน้อย เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับสัก 1% ก็ยังดี

.

แนวทางที่ผมกำลังนำเสนออยู่นี้

อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ทำให้คนที่เป็น “เดอะแบก”

สบายขึ้นมาได้แบบทันทีทันใดก็จริง

.

แต่มันเป็นการ “สื่อสาร” (ผ่านการกระทำของเรา)

ให้ฝ่ายที่ “ไม่รู้” เริ่มต้นเห็นว่า นับจากนี้ไป

สมการ “ไม่รู้ = ไม่ต้องทำ” จะไม่สามารถใช้งานได้อีกแล้ว

.

ยิ่งไปกว่านั้น การที่เราค่อยๆยืนหยัด

ให้อีกฝ่ายเขาเริ่มแบกรับทีละเล็กทีละน้อยนี้

ยังจะเป็น “ดักคอ” ไม่ให้อีกฝ่ายใช้คำว่า

“ไม่รู้” หรือ “ทำไม่เป็น” มาเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงอีกด้วย

.

เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็จะค่อยๆยืนหยัด

ให้อีกฝ่ายเขาแบกรับความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ

(เช่น ทีละ 1%) จนกระทั่งเราสามารถปลดแอก

ตัวเองจากการเป็น “เดอะแบก” ได้ในที่สุดครับ!

อ้างอิง

https://doi.org/10.1111/cpsp.12216

https://psycnet.apa.org/record/2015-05780-000

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนมีความรู้สึกไม่พึงพอใจกับ

งานที่ทำอยู่หรือความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

.

บางคนรู้สึกไม่พอใจนิดๆหน่อยๆ

บางคนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก

.

อย่างไรก็ตาม

ในวันที่พวกเขาสูญเสียงานหรือความสัมพันธ์ดังกล่าวไป

พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างอยู่ดี

.

ใจพวกเขาเริ่มโหยหางานหรือความสัมพันธ์นั้น

.

เพราะถ้าพวกเขาสามารถกลับมา

มีงานหรือความสัมพันธ์นั้นได้

ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้าง

ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ก็จะหายไป

.

แต่มันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า

หากพวกเขา “สมหวัง” และได้งาน

หรือความสัมพันธ์นั้นกลับมาจริงๆ

แม้ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างจะทุเลาลง

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก

ความรู้สึกไม่พึงพอใจก็จะกลับมาด้วยเช่นกัน!

.

เราอยากให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยแบบนี้จริงๆหรือ?

.

สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือ

ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

มันอาจจะให้ความรู้สึกว่าชีวิตเรากำลังเกิดวิกฤติก็จริง

แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็เป็นโอกาสด้วย

.

มันคือโอกาสที่เราจะได้พาตัวเอง

ไปเจอกับงานหรือความสัมพันธ์ใหม่

ที่สามารถ “ตอบโจทย์” สิ่งที่ทำให้เรารู้สึก

ไม่พึงพอใจในงานหรือความสัมพันธ์เก่าได้

.

แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า

การกลับไปหางานหรือความสัมพันธ์เก่า

คือทางเลือกที่แย่เสมอไป

.

เพราะมันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า

หลังจากที่ชีวิตเราเจอการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้แล้ว

สิ่งที่เคยทำให้เรารู้สึกไม่พึงพอใจในงานหรือ

ความสัมพันธ์เก่านั้นมันอาจจะคลี่คลายไปแล้วก็ได้

.

แต่ถ้ามันยังไม่คลี่คลาย การ U-turn กลับไปหา

งานหรือความสัมพันธ์เดิมมันจะไม่ต่างอะไร

กับการหนีเสือปะจระเข้เลยครับ

(ความรู้สึกช็อก เสียใจ เคว้งคว้างจะหายไป

แต่จะมีความไม่พึงพอใจเข้ามาแทนที่)

.

มันจะดีกว่าไหมหากเราหนีจาก “เสือ” และหันไปหาสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้”?

.

ใช่ครับ ชีวิตของเราแต่ละคนล้วนมีข้อจำกัด

ในที่สุดแล้ว เราอาจจะไม่มีสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่…ก็เป็นไปได้

.

แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าชีวิตเราไม่มี

สิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่

ถ้าเราไม่ได้ลองหาดูสักตั้งเสียก่อน?

.

บางคนอาจจะรู้สึกกลัวกับการมองหา

เพราะพวกเขากลัวว่า หากตัวเองมองหา

และค้นพบว่าไม่มีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่

มันจะเป็นการเสียเวลาเปล่า

.

แต่ผมไม่ได้มองแบบนั้น

.

เพราะถ้าเราฟันธงว่าไม่มีสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” รออยู่

(โดยที่ไม่ได้ยังลองหาจริงๆจังๆก่อน)

มันมีโอกาสที่เราจะรู้สึกค้างคาใจ

.

แต่ในทางกลับกัน

หากเราได้ลงแรงค้นหาดูก่อน

แม้เราจะไม่เจอสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้” ในท้ายที่สุด

แต่กระบวนการค้นหาของเรานั้น

มันจะช่วยเคลียร์ความรู้สึกค้างคา

ไม่ให้ตามหลอกหลอนเราในใจได้

.

ฉะนั้น ต่อให้เราจะ “คว้าน้ำเหลว”

ในการค้นหาสิ่งที่ดีกว่า “จระเข้”

แต่เชื่อได้เลยครับว่ามันจะไม่ใช่

การ “กลับบ้านมือเปล่า” แน่นอนครับ

อ้างอิง

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10397-000

https://psycnet.apa.org/record/2004-21666-000

#จิตวิทยา #siamstr

การมีแผนในอนาคตร่วมกัน

(เช่น แผนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน

แผนที่จะแต่งงาน แผนที่จะมีลูก)

คือเรื่องปกติของคู่รัก

.

แต่สำหรับบางคน แผนในอนาคต

ได้กลายเป็นเครื่องมือในการชักใย

ให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

.

ยกตัวอย่างเช่น

สัญญากับแฟนว่าจะคุยกับผู้ใหญ่เพื่อขอหมั้น

เพื่อให้แฟนมองข้ามเหตุการณ์ที่ตัวเองคิดจะนอกใจแฟน

เป็นต้น

.

มันทำให้ฝ่ายที่ถูกชักใยรู้สึกดีใจ

กับภาพอนาคตที่สวยงามนั้น

ส่งผลให้ฝ่ายที่ถูกชักใยเลือก

ที่จะ “ตามใจ” แฟนตัวเอง

(เช่น มองข้ามเหตุการณ์ที่คิดจะนอกใจ)

.

ประเด็นสำคัญก็คือฝ่ายที่วาดภาพหรูนั้น

เขาเพียงแค่ “ขายผ้า (ภาพ) เอาหน้ารอด” เท่านั้น

.

เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะ “ลงมือทำ” ให้ภาพ

อนาคตดังกล่าวเป็นจริงขึ้นแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้น เมื่อฝ่ายที่ถูกชักใยมีการ “ทวง”

(เช่น “ผ่านมานานแล้วนะ ทำไมเธอถึงยังคุยกับผู้ใหญ่เสียที”)

ฝ่ายที่วาดภาพหรูก็จะบ่ายเบี่ยงไปเรื่อยๆ

.

…ซึ่งสามารถนำมาสู่ความขัดแย้งในเวลาต่อมาได้

.

และที่ตลกร้ายก็คือ บ่อยครั้ง ฝ่ายที่วาดภาพหรู

จะแก้ไขความขัดแย้งครั้งใหม่นี้ด้วยการ

วาดภาพอนาคตที่สวยงามภาพใหม่ขึ้นมาอีก!

.

มันจึงกลายเป็น loop ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

.

ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม => ไม่ลงมือทำ => มีการทวง => ขัดแย้ง => ให้คำสัญญาที่สวยงาม (อีกแล้ว)

.

ฝ่ายที่ถูกชักใยจึงได้แต่รอ รอ และก็รอ

รอด้วยความหวัง…ซึ่งในที่สุดก็จบลงด้วยการ “รอเก้อ” อยู่เรื่อยไป

.

การรอคอยด้วยความหวัง

(ด้วยตัวมันเอง)

ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนะครับ

.

แต่ถ้ามันเป็นการรอคอย

แบบที่อีกฝ่ายมีแต่ “คำสัญญา”

(แต่ไม่มีการ “ลงมือทำ”)

ติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลานานล่ะก็

.

นี่อาจเป็นสัญญาณว่าคนๆนี้ไม่ “ควรค่า” แก่การรอคอยของเรา…ก็เป็นได้ครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.1037/a0021857

https://doi.org/10.1111/pere.70028

https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/jrr.2014.8

#จิตวิทยา #siamstr

ทุกวันนี้ หลายคนรู้สึกหมดไฟ

.

พวกเขาไม่ได้หมดไฟเพราะปัญหาในชีวิตตัวเอง

ถาโถมเข้ามาจนพวกเขารับไม่ไหวนะครับ

.

แต่พวกเขาหมดไฟเพราะพวกเขาเป็นห่วงคนรอบตัว

.

เวลาที่พวกเขาเห็นว่าคนรอบตัวเผชิญกับปัญหา

ใจของพวกเขาจะรีบกระโจนอยากเข้าไปช่วยเหลือ

.

เพราะพวกเขาไม่ต้องการเห็นคนรอบตัวทรมานกับปัญหาเหล่านั้น

.

ด้วยเหตุนี้ ความทุกข์ที่คนรอบตัวเผชิญ

จึงกลายเป็นความทุกข์ของพวกเขาไปด้วย

.

พวกเขาเข้าใจ (ในเชิงตรรกะ) ครับว่า

พวกเราสามารถช่วยเหลือกันและกันได้

แต่ไม่มีใครที่จะแบกรับความทุกข์แทนกันได้

.

แต่ถึงกระนั้น ใจพวกเขาก็ยังคงอยากที่จะ

“แบกรับความทุกข์แทน” คนรอบตัวในชีวิตพวกเขาอยู่ดี

.

คุณผู้อ่านรู้จักคนที่มีลักษณะเหมือน

กับที่ผมเขียนไว้ในข้างต้นไหมครับ?

.

(หรือในบางกรณี คนๆนั้นก็อาจจะเป็นตัวคุณผู้อ่านเอง…ก็เป็นได้)

.

ความท้าทายสำคัญสำหรับคนที่ผมเขียนถึงในข้างต้นก็คือ

.

เราจะบริหารจัดการใจตัวเองอย่างไร

ให้สามารถเป็นห่วงและช่วยเหลือคนรอบตัวได้

โดยไม่ถูกความทุกข์ใจถาโถมเข้ามาจนรับมือไม่ไหว?

.

สิ่งหนึ่งที่อาจจะช่วยเราได้ในเบื้องต้น

คือการ “ขีดเส้น” กับตัวเองให้ชัดเจนครับ

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เราจะอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกเป็นห่วงและ

ช่วยเหลือผู้คนในชีวิตของเราอย่างเต็มที่

.

แต่เราก็จะ “ขีดเส้น” ไว้ว่า

นับตั้งแต่ 19.00 น เป็นต้นไป (จนถึงเวลานอน)

เราจะหยุดคิดถึงคนอื่นและจะใช้เวลาดังกล่าว

ในการทำเฉพาะสิ่งที่ “เห็นแก่ตัวเอง” เท่านั้น

(เช่น อ่านนิยาย เล่นเกม เล่นดนตรี วาดรูป)

.

เป็นต้น

.

ตอนแรกๆที่เราเริ่มต้น “ขีดเส้น”

เราอาจจะพบว่า พอถึงเวลาจริงๆ

ใจเราก็ยังคงนึกเป็นห่วงคนอื่น

สมองเราก็ยังคงคิดหาหนทางที่จะช่วยคนอื่น

สองมือเราก็ยังลงมือทำนู่นนี่นั่นเพื่อคนอื่นอยู่ดี

.

หากเรา “ติดขัด” ในลักษณะนี้

ผมขอเสนอให้เราลองเริ่มต้น “ขีดเส้น”

เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆก่อนครับ

.

ยกตัวอย่างเช่น

เริ่มต้นด้วยการ block เวลานาน 30 นาที

ของแต่ละวันให้ “เวลาเห็นแก่ตัวเอง”

(แทนที่จะเริ่มต้น “ขีดเส้น” วันละเป็นชั่วโมงๆ)

เป็นต้น

.

พอเราเริ่มคุ้นชินกับช่วงระยะเวลาดังกล่าว

เราก็ค่อยๆขยายช่วงเวลานั้นให้นานขึ้นทีละนิดๆ

(เช่น จาก 30 นาทีเป็น 1 ชั่วโมง

จาก 1 ชั่วโมงเป็น 2 ชั่วโมง

จาก 2 ชั่วโมงเป็น 4 ชั่วโมง เป็นต้น)

.

ในที่สุดแล้ว เราอาจจะยังอดไม่ได้ที่

จะรู้สึกเป็นห่วงคนอื่นหรอกนะครับ

(และเอาเข้าจริงๆ ต่อให้เราจะสามารถ “ดีดนิ้ว”

และบังคับให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ไม่ห่วงใครเลย

(นอกจากตัวเอง) ได้จริงๆ หลายคนก็คง

ไม่อยากเห็นตัวเองกลายเป็นคนแบบนั้นอยู่ดี)

.

แต่ด้วยแนวทางที่ผมนำเสนอในวันนี้

มันอาจจะช่วยให้เรากลายเป็นคน

ที่แคร์คนอื่น (โดยที่ตัวเองไม่หมดไฟ) ได้ครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.1016/j.burn.2017.06.003

https://doi.org/10.1080/07317115.2022.2090879

#จิตวิทยา #siamstr

ชีวิตของเราแต่ละวัน

ก็ไม่ต่างอะไรกับ

สภาพอากาศในแต่ละวันเลยครับ

.

ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่แดดออก

สดใส ร่าเริง น่าตื่นเต้น

.

แต่ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่ฟ้ามืด

น่าเบื่อ เครียด หม่นหมอง

.

ในวันที่ชีวิตแดดออก

มันไม่แปลกที่เราจะ

อ้าแขนต้อนรับชีวิตอย่างเต็มที่

.

แต่ในวันที่ชีวิตฟ้ามืดล่ะ?

เราต้องทนอยู่กับความเบื่อ

ความเครียด ความหม่นหมอง

โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างนั้นหรือ?

.

มันอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆแหละครับ…หากเราฟันธงในใจว่า

.

“วันนี้คือวันที่ฟ้ามืด ฉะนั้น

ฉันก็จะต้องเจอกับความเบื่อ

ความเครียด และความหม่นหมอง

อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน”

.

เพราะถ้าเราฟันธงแบบนี้

มันเท่ากับว่าเราปิดโอกาสไม่ให้ตัวเอง

ได้เจอกับอย่างอื่นนอกจาก

ความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมองเท่านั้น

.

ในทางกลับกัน

หากเรามองวันที่ฟ้ามืด

ด้วยสายตาที่ใคร่รู้

(เช่น “ฉันอยากรู้จังว่าจะเจอกับอะไรบ้างในวันนี้?”)

เราอาจจะยังเจอกับความเบื่อ

ความเครียด และความหม่นหมองอยู่ก็จริง

.

แต่สายตาที่ใคร่รู้ก็จะเปิดโอกาสให้เรา

มองเห็น “แสงสว่าง” ภายในวันที่ฟ้ามืดได้ง่ายขึ้น

(แม้จะเป็น “แสงสว่าง” เล็กๆน้อยๆอย่างเช่น

การเจอคนแปลกหน้าเปิดประตูลิฟต์ค้างไว้ให้เราก็ตาม)

.

มันจะช่วยให้วันที่ฟ้ามืดของเราไม่ใช่วันที่ “มืดสนิท” ได้

.

ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจเล็กๆ

ให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับวันที่ฟ้ามืดอยู่นั้น

ได้พบกับ “แสงสว่าง” กันถ้วนหน้านะครับ

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1037//0003-066x.56.3.218

https://doi.org/10.1037//0022-3514.84.2.377

#จิตวิทยา #siamstr

ด้วยความยินดีครับผม :)

เวลาที่คู่รักทะเลาะกัน

หลายคู่จะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์” ก่อน

แล้วค่อยกลับมา connect กันอีกทีในภายหลัง

.

บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” ไม่กี่นาที

บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” หลายชั่วโมง

บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานเกือบสัปดาห์

.

จะเกิดอะไรขึ้นหากการทะเลาะกันครั้งนี้

ต้องใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานหลายวัน

(หรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์)?

.

นั่นก็เท่ากับว่าคู่รักเหล่านี้จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน

ในช่วงเวลาดังกล่าวเลยอย่างนั้นหรือ?

.

ในกรณีที่คู่รัก disconnect กันเป็นระยะเวลานานๆเช่นนี้

มันมีความเป็นไปได้ที่คู่รักจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจมากมาย

.

ยกตัวอย่างเช่น

“เขาไม่แคร์ฉันแล้วหรือเปล่า?”

“การทะเลาะกันครั้งนี้จะทำให้เราเลิกกันไหม?”

เป็นต้น

.

ซึ่งในความเป็นจริงนั้น

หลายคนก็อยากที่จะสื่อสารให้แฟนวางใจได้ว่า

พวกเขายังคงแคร์อยู่ พวกเขาไม่ได้คิดอยากจะเลิก

แต่พวกเขาเพียงแค่ยังไม่สามารถ “สงบสติอารมณ์” ได้มากพอ

ที่จะกลับมาพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆในเรื่องเหล่านี้

(รวมถึงเรื่องที่ทะเลาะกันก่อนหน้านั้น)

.

พวกเขาก็เลยตัดสินใจที่จะนิ่งเงียบไปก่อน

.

แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้ครับ

.

จริงอยู่ครับว่า ณ ตอนนี้

พวกเขาอาจยัง “สงบสติอารมณ์” ไม่ได้ 100%

.

แต่พวกเขาก็ยังสามารถสื่อสารให้แฟนรับรู้ได้ว่า

“ฉันยังแคร์เธอและฉันไม่ได้คิดที่จะเลิกกับเธอ”

(โดยไม่ต้องนั่งจับเข่าพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆ)

.

ยกตัวอย่างเช่น

การกางร่มให้แฟนตอนที่ฝนกำลังตก

การเอื้อมมือไปจับมือแฟนและบีบเบาๆ

การเขียนข้อความสั้นๆลงบนกระดาษให้แฟนว่า

“ฉันยังอยากคบกับเธอต่อนะ แต่ฉันต้องการเวลาสงบสติอารมณ์ก่อน”

เป็นต้น

.

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ

ต่อให้เราจะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์”

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า

เราจะต้อง disconnect กับแฟนโดยสมบูรณ์ในช่วงเวลานี้

.

ในเมื่อเรายังพอจะ connect กับแฟนในรูปแบบ “เล็กๆน้อยๆ” ได้

ผมก็อยากจะสนับสนุนให้เราไม่ปล่อยให้ช่วงเวลา

ที่กำลัง “สงบสติอารมณ์” ผ่านไปไร้ connection ครับ

.

อ้างอิง

Johnson, S. (2008). Hold Me Tight: Seven Conversations for a Lifetime of Love. New York: Little, Brown and Company.

Gottman, J. (2000). The seven principles for making marriage work. Orion.

#จิตวิทยา #siamstr

เคยได้ยินคำพูดทำนองนี้ไหมครับ?

.

“โฟกัสกับเรื่องดีๆกันดีกว่า”

“อย่างน้อย มันก็ไม่ได้แย่ไปกว่านี้”

“ฉันควรรู้สึกขอบคุณกับสิ่งดีๆในชีวิต”

.

มันเป็นคำพูดที่ฟังดูดีมีความหวังเหมือนกันนะครับ

.

แต่เชื่อไหมครับว่าคำพูดเหล่านี้ก็สามารถทำร้ายเราได้เหมือนกัน?

.

โดยเฉพาะเวลาที่เราใช้คำพูดเหล่านี้

เป็น “โล่กำบัง” จากความเจ็บปวดในใจเรา

.

มันทำให้เราฉีกยิ้ม ทั้งๆที่ในใจเรากำลังเดือดปุดๆ

มันทำให้เราพูดว่า “ฉันโอเค” ทั้งๆที่ในใจเรากำลังร้องไห้

มันทำให้เราพยายามหา “แง่ดีแง่งาม” ทั้งๆที่ใจเรากำลังรู้สึกมืดแปดด้าน

.

การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดของเราหายไป

(แม้ว่าเราอาจจะหวังให้มันเป็นอย่างนั้นก็ตาม)

.

การทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ความเจ็บปวดของเราต้อง “โดดเดี่ยวตัวคนเดียว”

ส่งผลให้ความเจ็บปวดดังกล่าวยิ่งเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก

.

มันเหมือนกับเวลาที่เรามีลูก

และเราเห็นว่าลูกกำลังร้องไห้

และเราก็เลือกที่จะไม่สนใจลูกเลยครับ

.

การ “ทอดทิ้ง” ลูกไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้

มันมีแต่จะทำให้ลูกร้องไห้หนักขึ้น

.

ทางเลือกที่ดีกว่า (ในสายตาของผม)

คือการเดินเข้าไปหาลูก โอบกอดลูกเอาไว้

ทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้ลูกร้องไห้

และลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อ “ตอบโจทย์” ลูกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

.

มันอาจจะไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้ในทันทีทันใดก็จริง

แต่อย่างน้อย ลูกก็จะไม่ร้องไห้เพิ่มเติมเพราะถูก “ทอดทิ้ง” แน่นอนครับ

#จิตวิทยา #siamstr

บางคนมีกฎส่วนตัวว่า

หากพวกเขาเลิกคบกับแฟนคนไหนไปแล้ว

พวกเขาจะไม่กลับไปคบกับแฟนคนนั้นอีก

แต่หลายคนไม่ได้มีกฎแบบนั้น

และหลายคนที่ตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่าก็ได้พบว่า

ความสัมพันธ์รอบนี้มัน “เข้มข้น” กว่ารอบก่อนอย่างชัดเจน

เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย

“ความหลัง” “ความรู้สึกที่ค้างคา” และ “ความหวัง”

(หวังว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไม่จบลงเหมือนในอดีต)

นอกจากนี้ การกลับไปคบกับแฟนเก่ายังมี “ความคุ้นเคย” อีกด้วย

เพราะแฟนเก่าไม่ใช่คนที่เรา “เริ่มต้นจาก 0”

เรารู้ว่าแฟนเก่าเป็นคนยังไง ชอบอะไร ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร

ฉะนั้น การกลับไปคบกับแฟนเก่ามันจึงให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ

การที่เรากลับไปอยู่ในบ้านหลังเก่าที่เราเคยพักอาศัยมาก่อนแล้ว

ซึ่งในหลายๆกรณี

การตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า

ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง”

เพราะนับจากช่วงเวลาที่เลิกกับแฟนเก่าคนนั้นไป

ต่างฝ่ายต่างก็อาจจะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน

ทำให้การกลับมาคบกับแฟนเก่าอีกครั้ง

เป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่ไม่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”

อย่างไรก็ตาม ถ้าเรากลับมาคบกับแฟนเก่าอีกรอบ

เพราะเราอยากจัดการกับ “ความรู้สึกที่ค้างคา” ในใจกับแฟนคนนี้

หรือเพราะเราอยากกลับไปเป็นตัวเราคนเดิม (เวลาที่อยู่กับแฟนคนนี้)

หรือเพราะเราแค่ไม่อยากใช้ชีวิตต่อด้วยตัวเองตามลำพัง

นี่อาจเป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ได้

ด้วยเหตุนี้

ก่อนที่เราจะตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า

คำถามหนึ่งที่เราควรถามตัวเองจริงๆจังๆก็คือ

“ทำไมฉันถึงอยากกลับไปคบกับแฟนเก่า?”

เพราะคำตอบที่เรามีให้กับคำถามนี้

จะช่วยให้เรามองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นครับว่า

การกลับไปหาแฟนเก่านั้นถือเป็นการตัดสินใจที่ดีหรือเปล่า

อ้างอิง

Kalish, N. (2005). Lost & Found Lovers: Facts and Fantasies of Rekindled Romances. William Morrow.

https://experts.illinois.edu/en/publications/coming-out-and-getting-back-in-relationship-cycling-and-distress-

https://doi.org/10.1037/a0013165

https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167209341580

https://psycnet.apa.org/record/1993-97179-000

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนรู้สึก “คัน” ในหัวใจทุกครั้งที่พวกเขาเห็นคนที่ขาด empathy ขาดวิจารณญาณ และ/หรือมี ego ใหญ่เท่ายักษ์ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง “ผู้นำ”

.

ไม่ว่าจะเป็น “ผู้นำ” ในครอบครัว ในองค์กร ในชุมชน หรือในบริบทอื่นๆก็ตาม

.

และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึก “คัน” เป็นพิเศษก็คือคนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะพวกเขาใช้กำลังหรือเส้นสายเสมอไป

.

หลายครั้ง คนเหล่านี้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะผู้คนเลือกให้พวกเขาเป็น “ผู้นำ”!

.

ทำไมพวกเราเลือกคนที่ไม่เหมาะกับตำแหน่ง “ผู้นำ” ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ”?

.

นี่คือคำถามที่จิตวิทยามีคำตอบให้ดังต่อไปนี้ครับ

.

.

.

# 1 พวกเรามักจะมองว่า “คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง = คนที่มีความสามารถสูง”

.

เวลาที่เราฟังคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงๆ เรามักจะได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความแน่นอนและการฟันธงอย่างไม่ลังเล

.

มันทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเป็นคนที่รู้จริงจังเลย”

.

แต่ในความเป็นจริงแล้ว โดยส่วนมาก คนที่ “รู้จริง” มักจะมองเห็นถึงความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ ส่งผลให้พวกเขาค่อนข้างระมัดระวังคำพูดของตัวเอง

.

พวกเขาจะไม่ค่อยใช้คำพูดที่แน่นอน ฟันธง ไร้ข้อกังขา

.

มันจึงทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย สงสัยเขาคงไม่ได้มีฝีมือขนาดนั้นแหงๆ”

.

# 2 พวกเรารู้สึกดึงดูดกับคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง”

.

อย่างไรก็ตาม คนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” กับคนที่ “มีอุปนิสัยเหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น มีวินัย มีความถ่อมตน มีความซื่อสัตย์) ใช่ว่าจะเป็นคนเดียวกันเสมอไป

.

อันที่จริง หลายคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” มักจะขาด “อุปนิสัยที่เหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น ความถ่อมตัว) เสียด้วย

.

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนที่พวกเราเลือกเป็น “ผู้นำ” อาจจะไม่ได้เหมาะกับการเป็น “ผู้นำ” ครับ

.

# 3 พวกเรามักจะเลือกคนที่มีบุคลิก “เข้มแข็ง” มาเป็น “ผู้นำ”

.

ยิ่งเวลาที่พวกเรากำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงๆ (เช่น เศรษฐกิจไม่ดี เกิดสงคราม) พวกเรายิ่งมองหาคนที่ “เข้มแข็ง” มากเป็นพิเศษ

.

เพราะ “ผู้นำ” ที่มีท่าทีที่ “เข้มแข็ง” มักจะช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย

.

อย่างไรก็ตาม “ผู้นำ” ที่มีท่าที “เข้มแข็ง” มีแนวโน้มที่จะ “ยึดตัวเองเป็นหลัก” และ “ไม่ฟังใคร” สูง…ซึ่งอาจทำให้การบริหารงานเกิดข้อผิดพลาดได้

.

# 4 พวกเราเพิกเฉยต่อสิ่งที่เป็น “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือกมาเป็น “ผู้นำ”

.

บ่อยครั้ง เวลาที่เราเลือกคนมาเป็น “ผู้นำ” เราจะมีบางสิ่งที่เราชื่นชอบในตัวคนที่เราเลือก (เช่น นักการเมืองคนนี้มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ)

.

ความชื่นชอบดังกล่าวสามารถกลายเป็น “ม่านหมอก” ที่บังตาเราจาก “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือก (เช่น แม้นักการเมืองคนนี้จะมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ แต่นักการเมืองคนนี้ก็มีพฤติกรรมที่เข้าข่าย “ทุจริต” เช่นกัน)

.

มันทำให้เราเดินหน้าสนับสนุนคนที่เราเลือก (มากกว่าที่จะ “เหยียบเบรก”) นั่นเองครับ

.

.

.

ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการ “ผู้นำ” ที่ดีจริงๆ การ “ตั้งคำถามกับตัวเอง” ด้วยประเด็นที่ผมนำเสนอในวันนี้ (เช่น “ฉันกำลังเลือกคุณ xxx เป็นผู้ใหญ่บ้านเพราะเขาเหมาะกับการเป็นผู้ใหญ่บ้าน…หรือเพียงเพราะเขาเป็นคนที่พูดจาดูมั่นใจอย่างเดียวกันแน่?”) ก็ถือเป็นสิ่งเล็กๆที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ “ไม่เล็ก” ได้เลยครับ

.

อ้างอิง

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0029395

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0021-9010.87.4.765

https://doi.org/10.1073/pnas.1617711114

https://psycnet.apa.org/record/1991-06436-001

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.49.6.493

https://doi.org/10.5465/amj.2010.0441

#จิตวิทยา #siamstr

พวกเราหลายคนโหยหาอิสรภาพ

.

เราอยากเป็นอิสระจากอดีต

เราอยากเป็นอิสระจากความกลัว (ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง)

เราอยากเป็นอิสระจากเสียงในใจเราที่คอยตอกย้ำว่าเรา “ดีไม่พอ”

.

ข่าวดีก็คือ เราสามารถเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้ครับ

.

แต่ข่าวร้ายก็คือ อิสรภาพที่เราจะได้มานั้น เราจะไม่ได้มันมาแบบฟรีๆ

.

เราต้องเอา “ความกล้าหาญ” ไปแลกมันมาครับ

.

เราต้องกล้าที่จะสัมผัสกับความรู้สึกในใจ (ที่เราอาจจะหลีกเลี่ยงมันมานานหลายปี)

เราต้องกล้าที่จะพูดความจริง (แม้จะมีบางคนที่ฟังและเดินออกไปจากชีวิตเราก็ตาม)

เราต้องกล้าที่จะก้าวออกไปข้างหน้า (แม้ความกลัวในใจจะคอยกระซิบว่า “ฉันไม่ไหวหรอก” เป็นระยะๆ)

.

“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องสูญเสียความสะดวกสบาย

“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน

“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้อง “ลอกคราบ” ตัวเองเวอร์ชั่นเก่าที่เราคุ้นเคย

.

มันอาจจะทำให้เราเกิดความลังเลในใจว่า

“ฉันตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหม? หรือว่าฉันจะกลับไปเป็นเหมือนดีกว่า?”

.

ความลังเลนี้เป็นเรื่องที่ปกติมากๆเลยครับ

.

อย่างไรก็ตาม ต่อให้เสียงของความลังเลจะดังขึ้นมาในใจของเราขนาดไหน แต่ตราบใดที่เรายังคงเลือกที่จะกล้าหาญต่อไปในทุกๆวัน สุดท้ายแล้ว อิสรภาพก็จะมาอยู่ในกำมือของเราแน่นอนครับ

.

อ้างอิง

https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000

https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.001

https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327965pli1501_01

May, R. (1981). The Courage to Create. Norton & Company.

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราทำงานบางอย่าง (เช่น เขียนหนังสือ นำเสนองานกับลูกค้า วาดรูป) พวกเราหลายคนจะตั้งใจกับมัน

.

อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของเราใช่ว่าจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดี” เสมอไป

.

เพราะอะไร?

.

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่า ความตั้งใจของเราแต่ละคนมี “รากฐาน” ที่แตกต่างกัน

.

ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนความกลัว

.

ยกตัวอย่างเช่น

“ถ้าฉันทำงานนี้ได้ไม่เป๊ะ แสดงว่าฉันล้มเหลว”

“ฉันต้องห้ามพลาดเด็ดขาด”

“ถ้าฉันไม่ชนะ ทุกอย่างที่ฉันทำมาก็จะไร้ค่าทันที”

เป็นต้น

.

ในขณะเดียวกัน ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนการเติบโต

.

ยกตัวอย่างเช่น

“การที่ฉันทำงานนี้ไม่เป๊ะ ไม่ได้แปลว่าฉันล้มเหลว – มันแปลว่าฉันยังพัฒนาได้อีก”

“ฉันสามารถผิดพลาด (และเรียนรู้) ระหว่างทำงานได้”

“ไม่ว่าฉันจะชนะหรือแพ้ ฉันก็มีคุณค่าเสมอ”

เป็นต้น

.

หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัว ความกลัวนั้นจะเข้ามาขัดขวางไม่ให้เราดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้งานได้เต็มที่

.

ส่งผลให้ “ผลลัพธ์” การทำงานออกมาแย่ลง (แทนที่จะดีขึ้น)

.

ในทางกลับกัน หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโต มันอาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่า “ผลลัพธ์” การทำงานจะออกมา 100% ก็จริง

.

แต่อย่างน้อยที่สุด การตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโตจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดีกว่า” เมื่อเทียบกับการตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัวแน่นอนครับ

.

อ้างอิง

https://www.jstor.org/stable/40064185

https://doi.org/10.1080/02640410601040093

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10458-000

https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327957pspr1004_2

#จิตวิทยา #siamstr

ความโกรธถือเป็นหนึ่งความรู้สึกที่ถูกคนมองเป็น “ผู้ร้าย” อยู่บ่อยๆ

.

ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกโกรธ หลายคนจะพยายามควบคุมความโกรธให้ “เงียบเสียงลง” หรือแม้กระทั่งกำจัดความโกรธให้หายออกไปจากใจ

.

และเมื่อเราไม่สามารถควบคุมหรือกำจัดความโกรธได้โดยสมบูรณ์ หลายคนก็จะรู้สึกผิด เพราะพวกเขามีความเชื่อว่า…

.

“ความโกรธเป็นสิ่งที่ไม่ดี”

“เราไม่ควรมีความโกรธ”

“คนดีคือคนที่ไม่โกรธใคร”

.

ดังนั้น ในสายตาของพวกเขา การที่พวกเขารู้สึกโกรธมันสะท้อนว่า…

.

“ฉันกำลังทำสิ่งที่ผิด”

“ฉันเป็นคนไม่ดี”

.

อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักจิตวิทยา ผมมองว่าความโกรธไม่ใช่ “ผู้ร้าย” เลยครับ

.

ผมมองว่าความโกรธคือ “ผู้ส่งสาร” มากกว่า

.

เวลาที่เรารู้สึกโกรธ ความโกรธกำลังบอกเราว่า…

.

มีบางสิ่งผิดปกติ

เรากำลังถูกล้ำเส้น

เราต้องปกป้องตัวเองหรือคนที่เราห่วงใย

.

ฉะนั้น หากเราเป็นคนที่ไม่มีความโกรธเลย เราก็จะไม่มี “ผู้ส่งสาร” ที่บอกให้เรารู้ว่า…

.

มีบางสิ่งผิดปกติ

เรากำลังถูกล้ำเส้น

เราต้องปกป้องตัวเองหรือคนที่เราห่วงใย

.

ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกโกรธ แทนที่เราจะพยายามกำจัดหรือควบคุมความโกรธ สิ่งที่ดีกว่าที่เราสามารถทำได้คือการฟังเสียงความโกรธและลงมือ take action อย่างเหมาะสมมากกว่าครับ

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1016/B978-0-12-558701-3.50007-7

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.3.271

https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราเจออะไรบางอย่างที่ใหม่และเราไม่แน่ใจว่าเราจะทำมันได้ดีหรือเปล่า (เช่น โอกาสที่จะทำงานที่ไม่เคยทำมาก่อน) หลายคนเลือกที่จะไม่ทำสิ่งๆนั้นเพราะพวกเขาไม่อยากเห็นตัวเองพยายามทำสิ่งๆนั้นและล้มเหลว

.

เพราะพวกเขามองว่า หากพวกเขาเห็นตัวเองล้มเหลว มันจะบั่นทอนความมั่นใจในตัวเองของพวกเขา ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้สิ่งอื่นๆที่พวกเขาทำในชีวิต (แม้กระทั่งสิ่งที่พวกเขาเคยทำได้ดีในอดีต) “เป๋” ตามไปด้วย

.

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุกครั้งที่พวกเขาปฏิเสธที่จะทำสิ่งใหม่ๆนั้น การตัดสินใจที่จะปฏิเสธของพวกเขามันคือการส่งข้อความไปที่สมองของพวกเขาว่า “ฉันทำสิ่งนี้ไม่ได้หรอก”

.

และเมื่อสมองของพวกเขาได้รับข้อความว่า “ฉันทำสิ่งนี้ไม่ได้” หลายๆรอบ แน่นอนครับว่าความรู้สึกมั่นใจในตัวเองก็จะถูกบั่นทอนลง

.

ฉะนั้น การปฏิเสธที่จะทำสิ่งใหม่ๆในชีวิตจึงไม่ใช่หนทางที่จะช่วย save ความรู้สึกมั่นใจในตัวเองได้อย่างที่หลายคนคิด

.

หนทางที่เราจะรักษาความรู้สึกมั่นใจในตัวเองได้คือการเลือกที่จะทำสิ่งใหม่ๆในชีวิตนั้น

.

และต่อให้เราจะเห็นว่าตัวเองทำสิ่งใหม่ๆนั้นได้แย่แค่ไหน เราก็จะยังพยายามกับมันต่อไป จนกระทั่งเราทำมันได้ดีในท้ายที่สุด

.

เพราะการตัดสินใจเช่นนี้จะส่งข้อความไปที่สมองของเราว่า “ฉันทำสิ่งนี้ได้ ต่อให้มันจะยากลำบาก แต่ในท้ายที่สุด ฉันก็จะทำมันได้”

.

แน่นอนครับว่า ช่วงเวลาที่เรายังทำสิ่งใหม่ๆนั้นได้ไม่เก่ง มันอาจจะทำให้ความมั่นใจในตัวเองของเราสั่นคลอนอยู่บ้าง

.

แต่ตราบใดที่เรายังไม่ล้มเลิกในการทำสิ่งใหม่ๆนั้น การสั่นคลอนที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น

.

ยิ่งไปกว่านั้น ในวันที่เราสามารถทำสิ่งใหม่ๆนั้นได้ดี นอกจากความมั่นใจในตัวเองของเราจะกลับมาหนักแน่นแล้ว มันยังมีโอกาสที่ความมั่นใจในตัวเองของเราจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าช่วงเวลาก่อนที่เราได้ลงมือทำสิ่งใหม่ๆดังกล่าวอีกด้วยครับ!

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง (หรือแม้กระทั่งร่ำรวย) แต่เมื่อพวกเขาสูญเสียงานที่พวกเขาทำ (เช่น ถูกองค์กรจ้างออก องค์กรที่ทำงานอยู่ปิดตัวลง เป็นต้น) พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึก “เสียศูนย์” อยู่ดี

.

มันเป็นเพราะอะไร?

.

เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว งานของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ “แหล่งรายได้” แต่มันยังเป็นสิ่งที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับชีวิตของพวกเขา รวมถึง “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” ที่ดีอีกด้วย

.

ดังนั้น ในวันที่พวกเขาสูญเสียงานที่พวกเขาทำ พวกเขาไม่เพียงแค่สูญเสีย “แหล่งรายได้” เท่านั้น พวกเขายังสูญเสีย “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” รวมถึง “คุณค่า/ความหมาย” ในชีวิตของพวกเขาไปอีกด้วย

.

แน่นอนครับว่าพวกเขายังคงสามารถรักษา “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เหล่านี้ไว้ได้ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงานดังกล่าวแล้วก็ตาม) แน่นอนครับว่าพวกเขายังคงสามารถมีสิ่งอื่นในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขาได้ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงานดังกล่าวแล้วก็ตาม)

.

แต่การรักษา “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เหล่านี้หลังจากที่พวกเขาไม่ได้ทำงานดังกล่าวอีกแล้วมันเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิมพอสมควร เช่นเดียวกับการหาสิ่งอื่นในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขา (มาทดแทนช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียงาน) ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน

.

และยิ่งสำหรับคนจำนวนไม่น้อย งานที่พวกเขาทำแทบจะเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขา อีกทั้งความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับคนในที่ทำงานก็แทบจะเป็น “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เดียวที่พวกเขามีอยู่ - มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่คนกลุ่มนี้จะรู้สึก “เสียศูนย์” มากเป็นพิเศษเมื่อพวกเขาสูญเสียงานดังกล่าวไป

.

ฉะนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เรา “เสียศูนย์” จากการสูญเสียงาน (ทั้งในรูปแบบ “สมัครใจ” และ “ไม่สมัครใจ”) การตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ชัดๆว่า “นอกเหนือจากรายได้แล้ว ฉันได้อะไรจากงานที่ฉันทำอยู่ในปัจจุบันบ้าง?” ถือเป็นเรื่องสำคัญเลยครับ

.

เพราะการที่เราได้รู้คำตอบสำหรับคำถามนี้ (เช่น “นอกเหนือจากรายได้ สิ่งที่ฉันได้จากงานที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือความรู้สึกว่าตัวฉันมีคุณค่า”) จะช่วยทำให้เราหา “ทางหนีทีไล่” ที่ช่วยให้การออกจากงานไม่ทำให้เรา “เสียศูนย์” มากเกินไปครับ (เช่น “นอกเหนือจากการทำงานที่นี่แล้ว ฉันยังเติมเต็มความรู้สึกว่าตัวฉันมีคุณค่าด้วยการเป็นครูสอนโยคะให้เพื่อนบ้านทุกสัปดาห์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย”)

#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในคำถามที่ผมถูกถามบ่อยที่สุดก็คือ “หลังจากที่เลิกกับแฟนแล้ว เราต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะทำใจได้แบบ 100%?”

.

มันเป็นคำถามที่ผู้ถามมักจะมีคำตอบในใจอยู่แล้ว (เช่น “6 เดือนก็น่าจะพอที่จะทำใจได้แล้วนะ” “ถ้า 1 ปีแล้วยังทำใจไม่ได้ก็ถือว่านานเกินไปมากๆแล้ว” เป็นต้น)

.

คำตอบที่พวกเขามีอยู่ในใจนั้น อาจจะอ้างอิงจากประสบการณ์ของคนที่พวกเขารู้จัก

.

แต่ถ้าเราจะอ้างอิงจากการศึกษาหรืองานวิจัยล่ะ?

.

ผลการศึกษาล่าสุด (ซึ่งเก็บข้อมูลจากคนจำนวน 328 คน โดยที่พวกเขาคบกับแฟนเก่าเป็นระยะเวลาเฉลี่ย 4.6 ปี) ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 2025 พบว่า หลังจากที่เราเลิกกับแฟนเก่าไปได้ 4.18 ปี (นี่คือตัวเลขเฉลี่ย) ความรู้สึกที่เรามีกับแฟนเก่าจะ “คงค้าง” เหลืออยู่ราวๆครึ่งหนึ่ง

.

นั่นหมายความว่า หากเราไม่ต้องการให้มีความรู้สึก “คงค้าง” เหลืออยู่เลย เราอาจจะต้องให้เวลานานถึง 8 ปี (โดยเฉลี่ย) เลยทีเดียว!

.

หรือถ้าจะมองในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ เราคบกับแฟนเก่าเรามานานเท่าไหร่ (เช่น 4 ปี) เราก็อาจจะต้องใช้เวลานานราวๆ 2 เท่า (เช่น 8 ปี) จึงจะไม่เหลือความรู้สึกค้างคาอยู่ในใจนั่นเอง!

.

อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากให้ท่านผู้อ่านจริงจังกับตัวเลขที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้มากเกินไปนัก เพราะมันเป็นเพียงแค่ค่าเฉลี่ยเท่านั้น

.

ยิ่งไปกว่านั้น หากเราหยิบเอาข้อมูลของ 328 คนในการศึกษานี้มามองดูในรายละเอียด เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า ระยะเวลาในการทำใจของแต่ละคนมีความแตกต่างกันสูงมากๆเลยครับ

.

ใช่ครับ “ค่ากลาง” หรือ “ค่าเฉลี่ย” อาจจะอยู่ที่ 8 ปี แต่หากเราไล่ดูไปทีละคนๆๆ เราจะพบว่าหลายคนใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน (หรือไม่กี่สัปดาห์) ก็สามารถเคลียร์ใจจนไม่เหลือความรู้สึกค้างคาได้แล้ว

.

ในทางกลับกัน สำหรับหลายๆคน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี (หรืออาจจะถึงขั้นเป็นสิบปี) ความรู้สึกในใจพวกเขาก็ไม่ได้จางลงเลยแม้แต่น้อย

.

แต่ก็แน่นอนครับ ต่อให้ผมจะพิมพ์แบบนี้ หลายคนก็จะยังคงยืนกรานที่จะอยากรู้ตัวเลขระยะเวลาเป๊ะๆเพื่อเอามาใช้เป็น “บรรทัดฐาน” อยู่ดี

.

ซึ่งในกรณีเช่นนี้ สิ่งที่น่าจะใกล้เคียงกับ “บรรทัดฐาน” มากที่สุดก็คงจะช่วงระยะเวลา 4-8 ปีครับผม

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1177/19485506251323624

#จิตวิทยา #siamstr