
สำหรับหลายๆคน
การยอมรับว่าตัวเอง “ไม่รู้”
คือหนึ่งในเรื่องที่พวกเขาทำได้ยากที่สุด
.
แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย
คำว่า “ไม่รู้” คือเครื่องมือที่ทรงพลัง
ในการ “ชักใย” ความสัมพันธ์
ให้เป็นไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เวลาที่เราทำงานอยู่ในทีม
และหัวหน้ามีงานเพิ่มเติมเข้ามา
คำว่า “ฉันไม่รู้ ฉันทำไม่เป็น”
สามารถกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ
ที่ช่วยให้เราไม่ต้องแบกรับ
ความรับผิดชอบในงานที่เพิ่มเข้ามาได้
.
หรือเวลาที่เราอยู่กับแฟน และเราบอกแฟนว่า
“ฉันไม่รู้ ฉันรีดเสื้อตัวนี้ให้เนี๊ยบไม่เป็น”
มันก็สามารถช่วยให้เรา “เอาตัวรอด”
ในเรื่องการทำงานบ้านได้สบายๆ
.
เป็นต้น
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า หากเราใช้ชีวิตอยู่กับ
คนที่ “ไม่รู้” ในลักษณะนี้ไปได้สักระยะ
เราก็จะเริ่มรู้สึกหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะอีกฝ่ายก็จะใช้คำว่า “ไม่รู้”
ในการโยนภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ
มาให้เราแบกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
ตอนแรกๆ เราอาจจะไม่มีปัญหา
กับการเป็น “เดอะแบก” นี้ก็จริง
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก
และสิ่งที่ต้องแบกเริ่มมีมากขึ้น
ในที่สุดแล้ว เราก็จะถึงขีดจำกัด
ที่ทำให้เราไม่สามารถเป็น
“เดอะแบก” ไปมากกว่านี้ได้อีก
.
ซึ่งพอถึงจุดนั้น เราก็มีโอกาสที่จะ
ระเบิดอารมณ์รุนแรงกับอีกฝ่ายได้
(หากเราเลือกที่จะเป็น “เดอะแบก” เงียบๆมาโดยตลอด)
.
ภาพของการระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรงนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลายคนอยากให้เกิดขึ้น
.
แต่เราจะป้องกันไม่ให้สถานการณ์
“บานปลาย” ไปในลักษณะนั้นได้อย่างไร
หากอีกฝ่ายยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้คำว่า “ไม่รู้”
เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอย่างไม่ลดละ?
.
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมมองว่าการยืนหยัดให้
อีกฝ่ายแบกรับความรับผิดชอบคือกุญแจสำคัญครับ
.
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามบอกว่าตัวเอง “ไม่รู้” แค่ไหน
เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับความรับผิดชอบให้ได้
.
ซึ่งถ้าอีกฝ่ายเขา “ไม่รู้” จริงๆ (ไม่ใช่ “ไม่รู้” แค่ลมปาก)
เราไม่ต้องให้เขาแบกรับความผิดชอบเต็ม 100% ก็ได้นะครับ
(เพราะเขาอาจจะแบกรับมันไม่ไหว)
เราอาจจะเริ่มจากการให้เขาแบกรับสัก 5% หรือ 10% ก่อน
.
หรือถ้าการแบกรับในระดับ 5%
มันยังเยอะเกินไปสำหรับเขา
(เพราะเขา “ไม่รู้” แบบสุดขั้วจริงๆ)
อย่างน้อย เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับสัก 1% ก็ยังดี
.
แนวทางที่ผมกำลังนำเสนออยู่นี้
อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ทำให้คนที่เป็น “เดอะแบก”
สบายขึ้นมาได้แบบทันทีทันใดก็จริง
.
แต่มันเป็นการ “สื่อสาร” (ผ่านการกระทำของเรา)
ให้ฝ่ายที่ “ไม่รู้” เริ่มต้นเห็นว่า นับจากนี้ไป
สมการ “ไม่รู้ = ไม่ต้องทำ” จะไม่สามารถใช้งานได้อีกแล้ว
.
ยิ่งไปกว่านั้น การที่เราค่อยๆยืนหยัด
ให้อีกฝ่ายเขาเริ่มแบกรับทีละเล็กทีละน้อยนี้
ยังจะเป็น “ดักคอ” ไม่ให้อีกฝ่ายใช้คำว่า
“ไม่รู้” หรือ “ทำไม่เป็น” มาเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงอีกด้วย
.
เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็จะค่อยๆยืนหยัด
ให้อีกฝ่ายเขาแบกรับความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ
(เช่น ทีละ 1%) จนกระทั่งเราสามารถปลดแอก
ตัวเองจากการเป็น “เดอะแบก” ได้ในที่สุดครับ!
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/cpsp.12216
https://psycnet.apa.org/record/2015-05780-000
#จิตวิทยา #siamstr