
หากเราย้อนเวลากลับไปสัก 30-40 ปีก่อน เรื่องเซ็กส์ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกหยิบมาพูดถึงน้อยมาก
.
ยิ่งถ้าพูดถึงการมีเซ็กส์กับคนที่เราไม่ได้คบเป็นแฟนด้วยล่ะก็ ยิ่งเป็นสิ่งที่หายากเข้าไปใหญ่
.
อย่างไรก็ตาม โลกยุคปัจจุบันไม่เหมือนกับโลกในอดีต
.
ทุกวันนี้ เรามีสิ่งที่เรียกว่า Hookup Culture (หรือวัฒนธรรมของการมีเซ็กส์กับคนที่เราไม่ได้คบจริงๆจังๆด้วย…อย่างเช่น การมีเพศสัมพันธ์แบบ one-night stand) ที่แพร่หลายมากขึ้นในโลกตะวันตก (รวมถึงในประเทศไทยเรา)
.
…สังเกตเห็นได้จากช่องทางการติดต่อเพื่อ Hookup (เช่น dating app, openchat) ที่แพร่หลายมากขึ้น
.
นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจในต่างประเทศที่พบว่า มากกว่า 70% ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเคยมีประสบการณ์ Hookup มาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้งอีกด้วย (ส่วนการสำรวจในประเทศไทยนั้น ผมยังไม่มีข้อมูลเหมือนกันครับ แต่ผมเดาว่าตัวเลขก็คงไม่ได้น้อยไปกว่านี้สักเท่าไหร่นัก)
.
แน่นอนครับ ถ้ามองในแง่หนึ่ง ตราบใดที่การมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นภายใต้การยินยอมของทุกฝ่าย (ที่บรรลุนิติภาวะ) ต่อให้ผลสำรวจในข้างต้นจะมีตัวเลขกี่ % มันก็ไม่เป็นปัญหาทั้งสิ้น
.
แต่หากมองในอีกแง่หนึ่ง Hookup Culture ก็สามารถสร้างปัญหาได้เช่นกัน เพราะผลการศึกษาในอดีตพบว่า การมีเซ็กส์กับคนที่เราไม่ได้คบจริงๆจังๆด้วย มักจะทำให้เรารู้สึกแย่ในภายหลังอย่างชัดเจน (เช่น “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่เลือกที่จะมีเซ็กส์กับคนๆนี้” “ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่เซ็กส์ทอยของคู่นอนฉันเท่านั้น”)
.
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า การเข้ามามีส่วนร่วมใน Hookup Culture เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่เต็มใจอีกด้วย
.
หลายคนที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ (โดยเฉพาะคนที่มีลูกสาวและ/หรือหลานสาว) อาจจะรู้สึกกังวลใจและอยากจะปกป้องสมาชิกในครอบครัวจากผลกระทบทางลบของ Hookup Culture นี้
.
และหนึ่งในหนทางที่ผู้ใหญ่หลายคนใช้ในการปกป้องสมาชิกครอบครัวคือการ “คุมเข้ม” ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวของลูกหลาน (เช่น ห้ามลูกหรือหลานมีแฟนโดยเด็ดขาด) ตั้งแต่ก่อนที่ลูกหลานจะเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
.
แต่ข่าวร้ายก็คือ การแก้ปัญหาด้วยการ “คุมเข้ม” นั้น นอกจากมันจะ “ไม่ได้ผล” แล้ว มันยังมีแนวโน้มที่จะให้ “ผลร้าย” อีกด้วย!
.
เพราะผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ถูกทางบ้านเลี้ยงดูสไตล์ “คุมเข้ม” มีแนวโน้มที่จะพาตัวเองเข้ามา Hookup มากกว่า เมื่อเทียบกับนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ไม่ได้ถูกทางบ้านเลี้ยงดูแบบ “คุมเข้ม”
.
ทำไมผลการศึกษาถึงออกมาเช่นนี้? เพราะนักศึกษาที่ถูก “คุมเข้ม” มาโดยตลอด มักจะมีประสบการณ์ในเรื่องความรักความสัมพันธ์น้อย (หรือไม่มีเลย) ส่งผลให้พวกเขาไม่ค่อยได้มีโอกาส “ฝึกฝน” หรือ “เรียนรู้” ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องความรักความสัมพันธ์มากนัก
.
ด้วยเหตุนี้ พอนักศึกษากลุ่มนี้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรักความสัมพันธ์ในรั้วมหาวิทยาลัย (ซึ่งสายตาของผู้ใหญ่ในครอบครัวไม่สามารถสอดส่องมาดูได้แบบทุกซอกทุกมุม) การตัดสินใจในเรื่องความรักความสัมพันธ์ของพวกเขาจึง “ด้อยประสิทธิภาพ” กว่า (เมื่อเทียบกับนักศึกษาที่ไม่ได้ถูก “คุมเข้ม” มาโดยตลอด) นั่นเองครับ
.
สิ่งที่ผมพิมพ์มานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะนำเสนอว่า ผู้ใหญ่ควรจะ “ปล่อยฟรี” ลูกหลานในเรื่องความรักความสัมพันธ์นะครับ (แม้ว่าผมจะนำเสนอว่า การ “คุมเข้ม” จะไม่ใช่ทางออกที่ดีก็ตาม)
.
เพราะผมเชื่อว่ามันมีทางออกที่อยู่ “ตรงกลาง” ระหว่างการ “ปล่อยฟรี” ลูกหลานในเรื่องความรักความสัมพันธ์กับการ “คุมเข้ม” ลูกหลานในเรื่องความรักความสัมพันธ์
.
มันไม่ใช่การห้ามไม่ให้ลูกหลานมีแฟนหรือคนคุยหรือความสัมพันธ์เชิงชู้สาวเลยแม้แต่นิดเดียว แต่มันคือการเปิดโอกาสให้ลูกหลานได้ลองสัมผัสกับประสบการณ์ความสัมพันธ์ โดยที่ผู้ใหญ่คอยจับตามองดู (รวมถึงคอยไกด์) เยอะหน่อยในช่วงแรกๆ และหากลูกหลานดูจะรับมือกับเรื่องนี้ได้ดีขึ้น ผู้ใหญ่ก็จะค่อยๆ “ปล่อยบังเหียน” ให้ลูกหลานเดินหน้าต่อด้วยตัวเองทีละนิดๆๆ
.
ผมมองว่าทางออกในลักษณะนี้จะส่งผลดีกับตัวลูกหลานในรั้วมหาวิทยาลัยได้มากกว่า เมื่อเทียบกรณีที่ผู้ใหญ่พยายาม “คุมเข้ม” ลูกหลานในทุกๆฝีก้าวอย่างชัดเจนมากๆเลยครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/s12119-020-09786-6
https://www.apa.org/monitor/2013/02/ce-corner
https://doi.org/10.1080/00224499.2014.910745
https://doi.org/10.1080/00224499.2019.1667946
https://doi.org/10.1080/00224499.2013.848255
https://doi.org/10.1080/00224499.2016.1255874
https://doi.org/10.1177/21676968251322205
#จิตวิทยา #siamstr

คู่รักหลายคู่ไม่ได้เลิกกันเพราะพวกเขามีความขัดแย้งที่ชัดเจน ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถไปกันต่อได้
.
สำหรับคู่รักจำนวนไม่น้อย ความสัมพันธ์ของพวกเขาดำเนินมาเรื่อยๆอย่างราบเรียบ จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาก็ตื่นขึ้นมาและพบว่าพวกเขาไม่ได้รักกันแล้ว
.
ในกรณีของคู่รักกลุ่มหลังนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
.
สิ่งหนึ่งที่พบได้บ่อยๆในกรณีของคู่รักกลุ่มหลังนี้คือการที่คู่รักใส่ใจกันและกันน้อยลง
.
…สังเกตได้จากบทสนทนาระหว่างพวกเขาที่เต็มไปด้วยเรื่อง “ภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ” ในชีวิต (เช่น วันนี้จะต้องไปรับลูกกี่โมง จ่ายค่าน้ำค่าไฟแล้วหรือยัง) หรือกิจกรรมที่พวกเขาทำร่วมกัน (เช่น การไปเที่ยว การกอด หรือแม้กระทั่งการมีเซ็กส์) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็น “งาน routine”
.
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ “ระยะห่าง” ในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักกว้างขึ้นเรื่อยๆๆ…จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาก็อยู่ในจุดที่ห่างกันมากเกินกว่าที่จะ “ต่อกันติด” ได้อีก
.
วันนั้นเองครับ…คือวันที่พวกเขาเลิกกัน
.
มันเหมือนกับที่ Rollo May (นักจิตวิทยาชื่อดัง) เคยกล่าวไว้เลยครับว่า “Hate is not the opposite of love; apathy is.” (สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความรักไม่ใช่ความเกลียดชัด แต่มันคือความเฉยชาไม่ยินดียินร้ายอะไร)
.
นี่ไม่ใช่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับคู่รักที่เพิ่งเริ่มต้นคบกัน เพราะในช่วงแรกๆของความรักความสัมพันธ์ คู่รักยังรู้จักกันไม่มาก พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะใส่ใจกันและกันมาก (เพื่อที่จะทำความรู้จักกัน)
.
แต่สำหรับคู่รักที่คบกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว พวกเขามีแนวโน้มที่จะฟันธงว่า “ฉันรู้จักแฟนของฉันดีแล้ว” ส่งผลให้ความต้องการที่อยากจะทำความรู้จักแฟนตัวเองลดน้อยลง (และทำให้ความใส่ใจในกันและกันลดน้อยลงมาเช่นกัน)
.
ยิ่งไปกว่านั้น พอคู่รักคบกันไปได้สักระยะและเริ่มต้น commit กันมากขึ้น (เช่น แต่งงานมีลูกด้วยกัน) ชีวิตของพวกเขาจะมี “ภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ” งอกขึ้นมาอีกเป็นกระบุง (เช่น ต้องดูแลลูก ต้องบริหารเงินของครอบครัว) ส่งผลให้เรื่อง “ภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ” เหล่านี้เข้ามาแทรกจนคู่รักไม่มีเวลามาใส่ใจกันและกันได้มากเท่ากับเมื่อก่อน
.
นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Jordan Peterson (นักจิตวิทยาชื่อดัง) มักจะให้คำแนะนำกับคู่รักว่า การมี date night (หรือการล็อกเวลาให้คู่รักได้ใช้ “เวลาคุณภาพ” ร่วมกันในฐานะคู่รักอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องสนใจถึงเรื่องอื่นๆในชีวิต) อย่างสม่ำเสมอคือสิ่งที่ “ขาดไม่ได้” หากคู่รักไม่ต้องการให้ความรักความสัมพันธ์ของพวกเขาเหี่ยวเฉาครับ
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนพบว่า ไม่ว่าพวกเขาจะมีแฟนกี่คน พวกเขาล้วนแต่จะเจอแฟนที่ปฏิบัติกับพวกเขาแย่ๆทั้งนั้น
.
ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดดูถูกต่อว่าเหยียดหยาม การวางท่าทีเมินเฉยราวกับว่าพวกเขาเป็น “อากาศธาตุ” เวลาที่พวกเขาอยากพูดคุยด้วย การนอกใจ การทำร้ายร่างกาย ฯลฯ
.
พวกเขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยอยู่ในใจว่า “ทำไม?”
.
ทำไมพวกเขาถึงได้เจอแต่ “แฟนห่วยๆ” มาโดยตลอดแบบนี้?
.
สาเหตุหนึ่งที่สามารถตอบข้อสงสัยนี้ได้ (สำหรับกรณีของหลายๆคน) คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเราเรียกว่า repetition compulsion ครับ
.
มันคือการที่เราเคยเจอกับความสัมพันธ์ที่แย่มาในอดีต ส่งผลให้เราพาตัวเองเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ที่แย่ๆแบบนั้นในอนาคต (โดยที่เราเองก็อาจจะไม่ทันรู้ตัว)
.
ยกตัวอย่างเช่น เราเกิดมาในครอบครัวที่ผู้ใหญ่ในบ้านจะถือคติ “ทำดี = เสมอตัว, ทำชั่ว = โดนด่า” พอเราโตขึ้นและเรามีแฟน แฟนของเราแต่ละคนก็มักจะนิ่งเฉยกับสิ่งดีๆที่เราทำให้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพูดหรือทำอะไรที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม หรือไม่ถูกใจแฟนขึ้นมา แฟนก็จะพร้อมที่จะต่อว่าเราด้วยคำพูดรุนแรงเสมอ เป็นต้น
.
ท่านผู้อ่านบางส่วนอาจจะสงสัยนะครับว่า ทำไมคนเราถึงมีเจ้า repetition compulsion นี้ด้วย? ในเมื่อความสัมพันธ์แบบนี้มันแย่ เราควรที่จะหลีกเลี่ยงมันไม่ใช่หรือ? ทำไมกลไกการทำงานของจิตใจมนุษย์จึงผลักดันให้เราพาตัวเองไปหาสิ่งที่เรารู้ว่ามันแย่ตั้งแต่แรกอีกเล่า?
.
นั่นเป็นเพราะว่า การรักษาความสัมพันธ์กับคนอื่นคือกุญแจสำคัญที่ทำให้มนุษย์เราเอาตัวรอดได้ (โดยเฉพาะในสมัยโบราณที่หากเราถูก “เนรเทศ” ออกจากเผ่า มันการันตีได้เลยครับว่าเราจะต้องตายแน่ๆ เพราะโลกในยุคนั้นเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน)
.
ดังนั้น การที่เรามี repetition compulsion และพาตัวเอง (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) เข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ที่เลวร้ายเหมือนที่เคยเจออีกครั้งหนึ่งนั้น เป็นเพราะเรามีความหวังลึกๆว่า ครั้งนี้ เราจะได้นำบทเรียนที่เรามีกับความสัมพันธ์ในอดีต (เช่น ความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ในบ้าน) มาใช้พัฒนาความสัมพันธ์ในปัจจุบัน (เช่น ความสัมพันธ์กับแฟน) นั่นเอง
.
อย่างไรก็ตาม หากเราวางท่าทีในความสัมพันธ์ครั้งใหม่ในลักษณะที่ไม่ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ในอดีต มันมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันครับว่า ต่อให้ความสัมพันธ์ครั้งใหม่จบลง เราก็จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ลักษณะนี้ในอนาคตอีก (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม)
.
ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เราถูกผู้ใหญ่ในบ้านเลี้ยงดูด้วยคติ “ทำดี = เสมอตัว, ทำชั่ว = โดนด่า” เราเลือกที่จะเงียบเพราะเรากลัวที่จะสื่อสารกับผู้ใหญ่ว่า เราเสียใจและไม่พอใจที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น (เพราะเรากลัวว่าผู้ใหญ่จะไม่พอใจและทอดทิ้งเรา) พอเราโตขึ้นมา เราเจอแฟนที่นิ่งเฉยเวลาที่เราทำสิ่งดีๆแต่ต่อว่าด้วยคำพูดรุนแรงทุกครั้งที่เราทำหรือพูดในสิ่งที่แฟนไม่ถูกใจ และเราก็เลือกที่จะเงียบเพราะเรากลัวที่จะพูดกับแฟนว่าเราเสียใจและไม่พอใจที่ได้รับการปฏิบัติแบบนี้ (เพราะเรากลัวว่าแฟนจะไม่พอใจและทอดทิ้งเราเช่นกัน) ในกรณีลักษณะนี้ ต่อให้เราจะเลิกกับแฟนคนนี้และคบกับแฟนคนใหม่ มันมีโอกาสอยู่เหมือนกันครับที่เราจะเลือกคบกับแฟนคนใหม่ที่ “เข้าอีหรอบเดิม” เป็นต้น
.
หากเราต้องการจะเป็นอิสระจาก repetition compulsion สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยเราได้คือการเรียนรู้จากความสัมพันธ์ในอดีตและไม่ทำให้ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” กับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ (เช่น เราเคยนิ่งเงียบเพราะกลัวถูกผู้ใหญ่ทอดทิ้ง แต่ในความสัมพันธ์กับแฟน เราตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยให้ความกลัวถูกแฟนทอดทิ้งมา “ปิดปาก” เราอีก)
.
ในมุมหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นมันคล้ายๆกับเวลาที่เรียนหนังสือเลยครับ – หากเรายัง “สอบไม่ผ่าน” เราก็จะต้อง “ซ้ำชั้น” ไปเรื่อยๆๆๆ จนกว่าเราจะ “สอบผ่าน” ในท้ายที่สุดครับ
.
อ้างอิง
Engel, Beverly. (2025). Put Your Past in the Past: Why You May Be Reenacting Your Trauma and How to Stop. Minneapolis, MN: Broadleaf Books.
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราพูดถึงภาวะ burnout หลายคนจะนึกถึงภาพของคนที่ทำงานเยอะๆๆๆๆ
.
อย่างไรก็ตาม หลายคนที่ประสบกับภาวะ burnout ไม่ได้มีภาระงานที่เยอะท่วมหัว
.
หลายคนที่ burnout คือคนที่แทบจะไม่มีอะไรทำในแต่ละวันมากกว่า!
.
เพราะพอพวกเขาไม่มีอะไรทำ พวกเขาจะรู้สึกเบื่อ และเจ้าความเบื่อนี้ก็จะกัดกินใจพวกเขาจนทำให้พวกเขาหมดแรง burnout นั่นเอง!
.
ใช่ครับ ความเบื่อมันมีพลังได้ถึงขั้นนี้เลยครับ!
.
เพราะความต้องการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆนั้น มันคือสิ่งที่เป็นความต้องการพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์
.
ลองสังเกตดูเด็กเล็กๆก็ได้ครับ พวกเขาจะมีความอยากรู้อยากเห็นเต็มไปหมด พวกเขาจะชอบตั้งคำถามเป็นประจำ (ซึ่งหลายครั้ง มันก็เป็นคำถามที่ผู้ใหญ่ “ไปไม่เป็น” อยู่ไม่น้อย)
.
นี่คือพลังของความต้องการที่ผลักดันให้มนุษย์เราเกิดการพัฒนาจนมีความแตกต่างจากลิงชิมแปนซี นี่คือพลังของความต้องการที่ผลักดันให้ Christopher Columbus ออกเรือไปสำรวจดินแดนใหม่ๆ นี่คือพลังของความต้องการที่ผลักดันให้ทุกวันนี้เรามี internet ใช้จนเป็นเรื่องปกติ
.
หากชีวิตของเราไม่สามารถตอบสนองกับความต้องการนี้ของเราได้ เราจะรู้สึกไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาเพราะไม่ได้รับการรดน้ำติดต่อกันเป็นเวลานาน
.
แต่ความท้าทายอย่างหนึ่งก็คือ พอเรารู้สึก “เฉา” มันจะทำให้เราไม่ค่อยมีแรงอยากจะทำอะไร ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องทำให้ชีวิตของเรายิ่งทวีความ “จำเจ” เข้าไปอีก (และทำให้เราก็ยิ่งรู้สึก “เฉา” เข้าไปอีก!)
.
ฉะนั้น หากเราต้องการจะดึงตัวเองออกจากภาวะ “ไม่มีอะไรทำ => เฉา => ไม่อยากทำอะไร => ยิ่งเฉา => ยิ่งไม่อยากทำอะไร” นี้ ในช่วงแรกๆ เราอาจจะต้องฝืนสักหน่อยครับ
.
ฝืนที่จะขุดตัวเองไปหาสิ่งใหม่ๆที่น่าสนใจสำหรับเรา (พร้อมกับลงมือทำสิ่งเหล่านั้น)
.
สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ แม้ว่าช่วงแรกๆ เราอาจจะรู้สึกฝืนๆฝืดๆสักหน่อย แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะ ความ “เฉา” จะค่อยๆบรรเทาลง และส่งผลให้ความรู้สึกฝืนๆฝืดๆทยอยลดระดับความเข้มข้นลงในที่สุดครับ
#จิตวิทยา #siamstr

คนส่วนใหญ่ไม่ชอบเวลาที่มีคนอื่นซุบซิบนินทาถึงตัวเอง – โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก “เนื้อหา” ของสิ่งที่ซุบซิบนินทานั้นเป็นเรื่องที่ “ติดลบ” (เช่น เรื่องความผิดพลาดของเรา)
.
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนกลุ่มหนึ่ง ต่อให้พวกเขาจะถูกคนอื่นซุบซิบนินทาในทาง “ติดลบ” พวกเขาก็ยังคงชอบอยู่ดี!
.
คนกลุ่มนี้คือใคร?
.
พวกเขาคือกลุ่มคนที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ครับ
.
(1) พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ เป็นคนเก่ง เป็นคนมีความสามารถขั้นเทพ
(2) พวกเขาเป็นคนที่ไม่มีการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”
(3) พวกเขาคาดหวังว่าตนเองจะได้รับปฏิบัติหรือได้รับความสนใจหรือได้รับการดูแลอย่าง “เป็นพิเศษ” อยู่ตลอดเวลา
(4) พวกเขามีแนวโน้มที่จะ “ฉวยประโยชน์” จากคนอื่นเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง (โดยที่ไม่สนใจว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร) เป็นระยะๆ
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขาคือกลุ่มคนที่มีบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (narcissism) นั่นเอง
.
ทำไมกลุ่มคนเหล่านี้ถึงอ้าแขนต้อนรับประสบการณ์ที่ถูกคนอื่นซุบซิบนินทา?
.
เพราะพวกเขามองว่า การที่พวกเขาเป็น “เป้าหมาย” ของการซุบซิบนินทานั้น มันสะท้อนว่าพวกเขามีความสำคัญในสายตาของคนอื่น
.
ยิ่งคนอื่นซุบซิบนินทาเกี่ยวกับพวกเขามากเท่าไหร่ แสดงว่าพวกเขาก็ยิ่งมีความสำคัญในสายตาของคนอื่นมากเท่านั้น (ส่วนเรื่องที่ถูกคนอื่นซุบซิบนินทาในเชิง “บวก” หรือ “ลบ” นั้น…มันถือเป็น “เรื่องรอง” สำหรับคนกลุ่มนี้)
.
ฉะนั้น หากเราต้องการจะ “ลงโทษ” คนที่มีมีบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (narcissism) ด้วยการนินทาว่าร้ายเขาลับหลังกับคนอื่น นั่นจะไม่ใช่ “บทลงโทษ” สำหรับพวกเขา
.
สิ่งที่จะเป็น “บทลงโทษ” สำหรับคนกลุ่มนี้จริงๆคือการที่ไม่มีใครพูดถึงเขาเลยมากกว่าครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/15298868.2025.2467737
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคน “คิดมาก” จนไม่สามารถนอนหลับตอนกลางคืนได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราอาจจะนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนกลางวันที่เรานำเสนองานต่อหน้าเจ้านาย และเราก็คิดวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองในใจว่า “ฉันไม่นำเสนอเรื่อง X แบบนั้นเลย ฉันน่าจะพูดถึงเรื่อง Y มากกว่านี้”
.
ความคิดวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองดังกล่าวส่งผลให้เรารู้สึกหงุดหงิดกับตัวเอง ผิดหวังกับตัวเอง
.
มันทำให้เราไม่สามารถผ่อนคลายมากพอที่จะนอนหลับได้ เราก็เลยนอนตาค้างอยู่แบบนั้นทั้งคืนจนถึงเช้าวันถัดมา
.
เป็นต้น
.
ในสถานการณ์ทำนองนี้ หลายคนจะพยายามพูดกับตัวเอง (ในระหว่างที่กำลังนอนตาค้างอยู่) ว่า “ฉันรู้ว่าฉันอยากนำเสนองานให้ดีกว่านี้ แต่เหตุการณ์นั้นมันผ่านไปแล้วนะ ตอนนี้มันถึงเวลานอนแล้ว ฉันควรจะนอนก่อน ส่วนเรื่องที่จะถอดบทเรียนจากการนำเสนอในวันนี้…เดี๋ยวค่อยว่ากันทีหลังนะ”
.
หลายคนพยายามพูดกับตัวเองแบบนี้เพราะพวกเขาหวังว่ามันจะช่วยให้ใจพวกเขาผ่อนคลายลงและทำให้พวกเขานอนหลับได้ง่ายขึ้น
.
แนวทางนี้มันได้ผลกับหลายๆคนนะครับ แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย พวกเขาพบว่า ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามพูดกับตัวเองขนาดไหน มันก็ไม่สามารถกล่อมใจให้พวกเขาหยุด “คิดมาก” ได้สักที
.
วันนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนออีกหนึ่งแนวทางที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับคนกลุ่มหลังครับ
.
แนวทางที่ว่านี้ก็คือ แทนที่พวกเขาจะนอนตาค้างอยู่บนเตียงและพยายามพูดกล่อมใจตัวเองให้ผ่อนคลาย ผมขอเสนอให้พวกเขาลุกออกจากเตียงและทำอะไรบางอย่างเล็กๆน้อยๆที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายให้เกิดขึ้นกับร่างกายของพวกเขาแทน (เช่น ยืดเหยียดคลายกล้ามเนื้อ)
.
การทำเช่นนี้สามารถดึงความสนใจจาก “ความคิด” ให้มาอยู่ที่ “ความรู้สึกทางกาย” ซึ่งอาจจะส่งผลให้ภาวะ “คิดมาก” ของพวกเขาลดระดับความเข้มข้นลงได้
.
นอกจากนี้ มันยังสามารถสร้างความผ่อนคลายให้เกิดขึ้นกับร่างกายของพวกเขา ซึ่งสามารถส่งผลต่อเนื่องให้ใจของพวกเขาผ่อนคลายตามมา (และช่วยให้พวกเขานอนหลับได้ง่ายขึ้นอีกด้วย!)
#จิตวิทยา #siamstr

เคยรู้สึกหงุดหงิดใจกับพฤติกรรมบางอย่างของคนอื่นไหมครับ?
.
ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะตอบอย่างรวดเร็วว่า “เคย!”
.
ผมเองก็เคยครับ – แถมยังบ่อยเสียด้วย!
.
สิ่งหนึ่งที่สร้างความหงุดหงิดใจให้กับผมบ่อยๆคือการที่ผมเห็นพฤติกรรมประเภท “ฉันไม่พอใจเธอนะ แต่ฉันเลือกที่จะเงียบแทนที่จะหยิบความไม่พอใจดังกล่าวมาคุยกับเธอตรงๆ”
.
ถ้าย้อนเวลากลับไปสมัยที่ผมยังเด็กๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเจอกับพฤติกรรมประเภทนี้ ในใจผมจะเกิดความคิดว่า “จะเงียบไปทำไมกันเล่า!? กลัวอะไรอยู่ล่ะ!? กล้าๆหน่อยสิ! จะขี้ขลาดตาขาวไปถึงไหน!?”
.
อย่างไรก็ตาม พอผมได้เข้ามาเรียนจิตวิทยาและได้มีโอกาสเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมและเพื่อนๆร่วมรุ่นของผมทุกคนจะต้องเจอ) ผมก็ได้ค้นพบว่า จริงๆแล้ว ผมไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดกลุ่มคนเหล่านั้นที่แสดงพฤติกรรมดังกล่าว
.
ผมได้ค้นพบว่า จริงๆแล้ว ผมรู้สึกหงุดหงิดตัวเอง
.
เพราะตัวผมเองก็มีพฤติกรรมที่ “ขี้ขลาดตาขาว” นี้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว! (โดยเฉพาะกับแฟนเก่าของผมแต่ละคนที่ผมเลือกที่จะเงียบแทนที่จะพูดกับแฟนเก่าว่า “สิ่งที่เธอพูด/ทำเมื่อกี้…ฉันรู้สึกไม่โอเคนะ” เพราะผมกลัวที่จะจุดประเด็นความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์)
.
หลังจากที่ผมได้ค้นพบว่า “เป้าหมาย” ของความหงุดหงิดนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวคนอื่น (แต่อยู่ที่ตัวผมเอง) สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ความรู้สึกหงุดหงิดดังกล่าวนั้น มันอาจจะไม่ได้หายไปจากใจผมหรอกนะครับ
.
แต่ระดับความเข้มข้นของความหงุดหงิดนั้น มันได้ลดลงอย่างชัดเจนเลยทีเดียว
.
นอกจากนี้ ผมยังพบว่าตัวเองก็เริ่มเรียนรู้ที่จะกล้าทำในสิ่งที่ผมกลัว (ซึ่งก็คือการสื่อสารความไม่พอใจของตัวเองกับคนใกล้ตัว) มากขึ้นอีกด้วย
.
กรณีที่ผมหยิบมาเล่าให้ฟังนี้ มันอาจจะไม่ใช่ “คำอธิบาย” สำหรับทุกความหงุดหงิดที่เรามีต่อคนอื่นนะครับ
.
แต่ในกรณีที่มันใช่ (เหมือนกรณีที่ผมยกตัวอย่างของผมเองในข้างต้น) การมองเห็น “เบื้องหลัง” ความหงุดหงิดของเราอย่างชัดเจน (ว่ามันคือเรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคนอื่น) ถือเป็นอะไรที่ทรงพลังไม่น้อยเลยครับ
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนมีความเป็น perfectionist ระดับสูง
.
กล่าวคือ เวลาที่พวกเขาทำอะไรสักอย่าง (ไม่ว่าจะเป็นการทำข้อสอบ การนำเสนองานในที่ประชุม การออกกำลังกาย ฯลฯ) พวกเขาจะคาดหวังอยากให้ตัวเองทำสิ่งนั้นให้ได้ในระดับ “ไร้ที่ติ”
.
ในใจของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความคิดที่คอยส่งเสียงเป็นระยะๆว่า “ฉันยังดีไม่พอ” “ฉันควรต้องทำให้ได้ดีกว่านี้” “แค่นี้ยังใช้ไม่ได้” ฯลฯ
.
เสียงเหล่านี้คอยสร้างความกดดันให้กับพวกเขา ส่งผลให้พวกเขาถีบตัวเองให้ได้ในระดับ “ไร้ที่ติ” อย่างต่อเนื่อง
.
แต่เนื่องจากในที่สุดแล้ว พวกเขายังคงเป็นมนุษย์ ต่อให้พวกเขาจะสามารถ “ไร้ที่ติ” ได้ระยะหนึ่ง แต่พวกเขาก็จะไม่สามารถ “ไร้ที่ติ” ได้ตลอดไป
.
วันที่พวกเขาพบว่าตัวเองไม่สามารถ “ไร้ที่ติ” ได้ เสียงของความคิดในใจพวกเขาก็จะเริ่ม “ถ่มถุย” พวกเขาด้วยคำต่อว่าและคำตัดสินต่างๆนานา
.
มันเหมือนกับว่า ในใจของพวกเขามีคุณครูโหดๆแบบสมัยโบราณที่ยืนถือไม้เรียวอยู่ และพร้อมที่จะใช้ไม้เรียวกระหน่ำฟาดใส่พวกเขาทุกครั้งที่ไม่สามารถ “ไร้ที่ติ” ได้
.
หลายคนไม่อยากที่จะให้คุณครูในใจมีอิทธิพลมากขนาดนี้อีกแล้ว แต่พวกเขาก็จนใจเพราะไม่รู้ว่าจะจัดการกับคุณครูในใจนี้อย่างไร
.
ผมขอนำเสนอแนวทางในเบื้องต้นที่อาจจะช่วยให้ทุกคนรับมือกับคุณครูในใจได้ง่ายขึ้นดังต่อไปนี้ครับ
.
.
.
# 1 อะไรคือ “คำพูดติดปาก” ของคุณครูในใจบ้าง? (เขียนมันลงบนกระดาษให้หมดเลยครับ)
.
ถ้าเราอยากจะรับมือกับสิ่งใดให้มีประสิทธิภาพ ขั้นแรก เราควรที่จะมองเห็นให้ชัดเจนก่อนว่า สิ่งที่เรากำลังรับมืออยู่นั้น มันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรบ้าง
.
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเชิญชวนให้เราฟังเสียงของคุณครูในใจเราให้ชัดๆ และเขียน “คำพูดติดปาก” ของคุณครูลงในกระดาษทุกๆประโยคครับ
.
# 2 ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “คำพูดติดปาก” เหล่านี้ของคุณครู มันเป็นประโยชน์ (และโทษ) ในการช่วยให้เรามีชีวิตที่เราต้องการมากน้อยแค่ไหน? (เขียนทั้งประโยชน์และโทษลงบนกระดาษให้หมดเช่นกันครับ)
.
ยกตัวอย่างเช่น การที่คุณครูส่งเสียงในใจเราว่า “มีปัญญาทำได้แค่นี้หรือ!? นี่มันห่วยแตกสิ้นดี!” มันอาจจะเป็นประโยชน์ในแง่ที่กระตุ้นให้เราไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อเช่นกัน เป็นต้น
.
# 3 ถ้าเราจะเปลี่ยน “คำพูดติดปาก” ของคุณครูเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์กับการใช้ชีวิตของเรามากกว่าเดิม เราจะเปลี่ยนเป็นอะไร? (ใช้ปากกาหรือดินสอขีดฆ่า “คำพูดติดปาก” เหล่านั้น และเขียนคำพูดเวอร์ชั่นใหม่ต่อท้ายเลยครับ)
.
ยกตัวอย่างเช่น แทนที่คุณครูจะส่งเสียงในใจว่า “มีปัญญาทำได้แค่นี้หรือ!? นี่มันห่วยแตกสิ้นดี!” คำพูดที่ดีกว่าก็คือ “ในการทำงานครั้งล่าสุด เรายังมีข้อผิดพลาดในจุด X จุด Y และจุด Z มันน่าเสียดายนะที่เราพลาดในจุดเหล่านี้ แต่เราสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเหล่านี้เพื่อที่จะทำงานนี้ได้ดีกว่าเดิมในครั้งต่อไปได้” เป็นต้น
.
# 4 หยิบกระดาษที่เราใช้ในการทำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3 ในข้างต้น มาอ่านทุกๆวัน เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ใจเราค่อยๆคลายอิทธิพลจาก “คำพูดติดปาก” ของคุณครูเวอร์ชั่นเก่าได้มากขึ้น
.
.
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทางที่ผมนำเสนอในวันนี้จะเป็นประโยชน์ (ในเบื้องต้น) กับทุกๆคนที่อยากจะ “ปลดแอก” ตัวเองจากอิทธิพลของคุณครูในใจนะครับ
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราเจอใครสักคนเป็นครั้งแรก และเราอยากที่จะให้คนๆนั้นรู้สึกประทับใจในตัวเรา ช่วงเวลา 1 นาทีแรกถือเป็น “นาทีทอง” ที่มีความสำคัญมากๆ
.
หลายคนพยายามสร้างความประทับใจด้วยการใช้ “นาทีทอง” ในการนำเสนอว่าตัวเองมีดีอย่างไรบ้าง – คล้ายๆกับเวลาที่พนักงาน sale ร่ายยาวถึงสรรพคุณต่างๆนานาของสินค้าที่นำมาขาย
.
อย่างไรก็ตาม ในหลายๆครั้ง ความประทับใจไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่อีกฝ่ายเขารู้ว่าเรามีดีอะไรบ้าง (อันที่จริง มันมีความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะมองว่าเรา “ขี้โม้” หากว่าเรานำเสนอตัวเองเหมือนกับพนักงาน sale ในช่วง “นาทีทอง” นั้น)
.
ในหลายๆครั้ง ความประทับใจเกิดขึ้นจากการที่เราทำให้อีกฝ่ายเขารู้สึกว่า เราให้คุณค่า ให้ความสำคัญ ให้ความสนใจกับอีกฝ่ายจริงๆ
.
เราอาจจะลองนึกย้อนกลับมาที่ประสบการณ์ส่วนตัวของเราดูก็ได้ครับว่า คนที่เราเพิ่งจะรู้จักและรู้สึกประทับใจในตัวเขานั้น เขามี “สไตล์” แบบไหน
.
“สไตล์” ของเขาคือการพูดถึงความสำเร็จของตัวเอง ความสามารถของตัวเอง รางวัลที่ตัวเองได้รับ หรือว่า “สไตล์” ของเขาคือการตั้งใจฟังในสิ่งที่เราพูดและมีการตั้งคำถามเพิ่มเติม (ด้วยความอยากรู้) เกี่ยวกับสิ่งที่เราได้พูดไป?
.
สำหรับผมแล้ว ผมพบว่าผมรู้สึกประทับใจกับ “สไตล์” แบบหลังมากกว่าเยอะเลยครับ
.
ปล. ทั้งหมดนี้ทำให้ผมนึกถึงคำพูดคำนึงที่ฝรั่งเขาชอบพูดกันเลยครับ – “People don’t care how much you know (or how much you’ve done) unless they know how much you care”
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/apl0000921
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/pspp0000363
https://doi.org/10.1177/19485506221086138
#จิตวิทยา #siamstr

หากเราย้อนเวลากลับไปในช่วงก่อนที่จะมี internet หรือ social media การที่เราจะถ่ายรูปและเอารูปมาใส่กรอบวางไว้ในห้องนั่งเล่นของบ้านเรานั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย
.
มันต้องเป็น “โอกาสพิเศษ” เท่านั้น
.
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราไปเยี่ยมใครสักคนที่บ้าน และเราเห็นรูปที่เขาถ่ายใส่กรอบไว้ในห้องนั่งเล่นของบ้านเขานั้น เราจะรู้ว่ารูปเหล่านั้นมันคือ collection ของ “โอกาสพิเศษ” ในชีวิตเขา
.
เราจะรู้ว่าภาพเหล่านี้มันไม่ได้สะท้อน “ชีวิตปกติประจำวัน” ของเขา
.
อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบันที่มี internet ความเร็วสูงและ social media การถ่ายรูปไม่ใช่เรื่องที่ “พิเศษ” อีกต่อไป ตรงกันข้าม มันกลับกลายเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาไปแล้ว
.
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เรามองเห็นโพสต์ต่างๆที่ปรากฏอยู่ตาม social media ของเพื่อนๆเรา เราก็มีแนวโน้มที่จะมองว่านี่คือ “ชีวิตปกติประจำวัน” ของเพื่อนมากขึ้น
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต่อให้การถ่ายรูปจะเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามากขึ้น โพสต์ที่ปรากฏอยู่ตาม social media ของพวกเราแต่ละคนก็ยังคงสะท้อน “โอกาสพิเศษ” ในชีวิตพวกเรามากกว่า “ชีวิตปกติประจำวัน” ของพวกเราอยู่ดี
.
การที่เรามองว่า “โอกาสพิเศษ” ที่ถูกแชร์ลงใน social media มันคือ “ชีวิตปกติประจำวัน” ของพวกเขานั้น สามารถสร้างความกดดันให้กับเราอย่างมหาศาล เพราะเราก็จะคาดหวังให้ชีวิตของเรามีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับสิ่งที่เรามองเห็นใน social media ในทุกๆวัน
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า ด้วยความคาดหวังเช่นนี้ มันย่อมมีโอกาสสูงที่จะจบลงด้วยความผิดหวัง (เพราะต่อให้เจ้าของโพสต์เองก็คงยากที่จะมีชีวิตในทุกๆวันเหมือนกับโพสต์ของเขาได้)
.
นี่จึงเป็นสาเหตุข้อหนึ่งที่ทำให้หลายๆคนมักจะแนะนำให้เราจำกัดการใช้ social media ในแต่ละวัน
.
เพราะต่อให้เราจะรู้หรือเข้าใจในสิ่งที่ผมพิมพ์ไว้ในข้างต้น แต่พอเราได้มองเห็นโพสต์เหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็อดไม่ได้เหมือนกันครับที่ใจเราจะคิดเปรียบเทียบและคาดหวังกับตัวเองในลักษณะที่ผมกล่าวไปแบบ “อัตโนมัติ” อยู่ดีครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/ppm0000047
https://doi.org/10.3390/ejihpe13020027
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนแก้ปัญหา “งานท่วมหัว” ด้วยการพยายามทำหลายสิ่งในเวลาเดียวกัน
.
การแก้ปัญหาวิธีนี้อาจจะ “ได้ผล” ในกรณีที่งานหนึ่งเป็นงานที่ “ใช้ความคิด” ส่วนอีกงานหนึ่ง “ไม่ใช้ความคิด” (เช่น คุยโทรศัพท์กับลูกค้าขณะที่กำลังเดินถือเอกสารไปวางไว้ที่โต๊ะของหัวหน้า)
.
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาวิธีนี้ยากที่จะ “ได้ผล” ในกรณีที่แต่ละงานที่เราพยายามทำล้วนเป็นงานที่ “ใช้ความคิด” ทั้งหมด (เช่น เขียนอีเมลพร้อมๆกับฟังการนำเสนองาน)
.
เพราะสมองเราสามารถ “ประมวลผล” ได้ทีละอย่างเท่านั้น
.
หากเราพยายามฝืนทำงานที่ “ใช้ความคิด” ภายในเวลาเดียวกัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ สมองเราจะ “โฟกัส” งานชิ้นที่หนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ (เช่น คิดว่าจะเขียนอีเมลประโยคต่อไปอย่างไรดี) จากนั้น สมองเราก็จะเปลี่ยนมา “โฟกัส” กับงานชิ้นที่สองเป็นระยะเวลาสั้นๆ (เช่น ฟังสิ่งที่คนนำเสนองานกำลังพูดอยู่สัก 2-3 ประโยค) และหลังจากนั้น สมองเราก็จะขยับกลับมา “โฟกัส” กับงานชิ้นแรกเป็นระยะเวลาสั้นๆอีก (เช่น คิดว่าจะเขียนอีเมลประโยคต่อไปอย่างไรดี)
.
สลับไปมาแบบนี้ไปเรื่อยๆ
.
ผลลัพธ์ของการสลับกันไปมาอย่างรวดเร็วนี้ก็คือ งานแต่ละอย่างที่เราทำจะออกมา “คุณภาพต่ำ” กันถ้วนหน้า (เช่น อีเมลที่เราส่งไปเต็มไปด้วยการสะกดคำที่ผิด แถมยังฟังไม่เข้าใจเนื้อหาการนำเสนอไปครึ่งนึงอีกด้วย)
.
พอเป็นแบบนี้ เราก็อาจจะต้องเสียเวลากลับไปแก้ไขงานที่เราทำอีกรอบ (เช่น กลับไปเขียนอีเมลใหม่ กลับไปฟังเนื้อหาการนำเสนอใหม่) ทำให้ปัญหา “งานท่วมหัว” ไม่ได้คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด
.
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เราจะมีปัญหา “งานท่วมหัว” หนักขนาดไหน การแก้ปัญหาด้วยการพยายามทำหลายสิ่งในเวลาเดียวกันอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะนอกจากมันดูจะไม่ได้ช่วยให้ปัญหาเบาขึ้นแล้ว มันยังสามารถสร้างปัญหาเพิ่มเติมได้อีกด้วย
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1073/pnas.1611612115
https://doi.org/10.1073/pnas.1611612115
https://doi.org/10.1111/1467-8721.ep11509734
https://doi.org/10.1177/0956797612471540
https://doi.org/10.1371/journal.pone.0106698
#จิตวิทยา #siamstr

พ่อแม่หลายคนไม่ได้ตั้งเป้าอยากให้ลูกเป็นเด็กเรียนเก่ง
.
อย่างไรก็ตาม ถ้าลูกของพวกเขาเรียนเก่งเพราะมีความสนใจ (หรือความถนัด) ในสิ่งที่เรียนด้วยตัวเอง พ่อแม่ก็ไม่ได้คัดค้านนะครับ
.
เพียงแต่ว่า…นั่นไม่ใช่ “โฟกัสหลัก” ของพ่อแม่กลุ่มนี้
.
“โฟกัสหลัก” ของพ่อแม่กลุ่มนี้คือการเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดทางอารมณ์
.
ยิ่งวันเวลาผ่านไป ผมพบว่าพ่อแม่กลุ่มนี้ดูจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆๆ
.
คำถามสำคัญสำหรับพ่อแม่กลุ่มนี้ก็คือ พวกเขาจะเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดทางอารมณ์ได้อย่างไร
.
บทความในวันนี้มีคำตอบ (บางส่วน) ให้กับคำถามนี้ครับ
.
# 1
.
เวลาที่ลูกกำลังเกิดความรู้สึกบางอย่างที่เข้มข้น แทนที่จะ “ปัดตก” ความรู้สึกที่เข้มข้นนั้น (เช่น “ช่างมันเถอะ ลูก”) พ่อแม่สามารถพูด “สะท้อน” ความรู้สึกที่ลูกกำลังเจออยู่ ณ ขณะนั้นได้ (เช่น “แม่รู้ว่าลูกเสียใจที่ทำคะแนนได้ต่ำกว่าที่ลูกหวังไว้”)
.
เพราะการพูดชื่ออารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้นอยู่ในใจลูกนั้นสามารถกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่ “ควบคุมกำกับอารมณ์” ของลูก ส่งผลให้ความรู้สึกที่เข้มข้นของลูกลดระดับความเข้มข้นลงได้นั่นเองครับ (นักจิตวิทยามีชื่อเรียกสิ่งนี้ว่า Name it to tame it)
.
# 2
.
เวลาที่ลูกเจอกับปัญหาบางอย่าง แทนที่พ่อแม่จะรีบกระโจนเข้าไปให้คำแนะนำหรือเสนอวิธีแก้ปัญหากับลูกอย่างรวดเร็ว พ่อแม่อาจจะใช้เวลาชวนลูกคิดดูก่อนว่าลูกจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยตัวเองอย่างไร
.
ยกตัวอย่างเช่น หากพ่อแม่เห็นว่าลูกกำลังสับสนกับการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ แทนที่พ่อแม่จะรีบให้คำแนะนำกับลูกว่า “ลูกเดินไปถามคุณครูดูซิ” พ่อแม่อาจจะพูดในเชิงชวนลูกคิดดูว่า “ลูกไม่เข้าใจแบบฝึกหัดข้อนี้ และลูกอยากจะเข้าใจมันมากขึ้น – ลูกคิดว่ามีอะไรที่ลูกสามารถทำได้ไหมที่จะช่วยให้ลูกเข้าใจมันได้มากขึ้น?” เป็นต้น
.
การทำแบบนี้มันอาจจะดู “เสียเวลา” สักหน่อย (เพราะการให้ลูกหาทางออกด้วยตัวเองมันกินเวลามากกว่ากรณีที่พ่อแม่ให้ทางออกกับลูกไปเลย) แต่ประสบการณ์ที่ลูกได้ดิ้นรนและหาทางออกด้วยตัวเองนี้จะช่วยให้ลูกเป็นเด็กที่มีความมั่นใจและคุ้นชินกับการเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆในชีวิตด้วยตัวเองในระยะยาวครับ
.
# 3
.
เวลาที่พ่อแม่เกิดความรู้สึกที่เข้มข้นต่อหน้าลูก (เช่น ไม่พอใจกับการใช้คำพูดที่ “ไม่เคารพ” ของลูก) วิธีที่พ่อแม่รับมือกับความรู้สึกดังกล่าวสามารถกลายเป็น “ต้นแบบ” ให้ลูกได้
.
ด้วยเหตุนี้ หากพ่อแม่ต้องการเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดทางอารมณ์ เมื่อไหร่ก็ตามที่พ่อแม่เกิดความรู้สึกที่เข้มข้นต่อหน้าลูก สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่อาจจะตั้งคำถามกับตัวเองก็คือ “ถ้าลูกเป็นฉันในตอนนี้ ฉันจะอยากให้ลูกรับมือกับสถานการณ์ ณ วินาทีนี้อย่างไร?”
.
หากพ่อแม่รู้สึกไม่พอใจกับการใช้คำพูดที่ “ไม่เคารพ” ของลูก และพ่อแม่ต้องการให้ลูก “กด” ความรู้สึกไม่พอใจดังกล่าว พ่อแม่ก็จะ “กด” ความรู้สึกนั้น
.
หากพ่อแม่รู้สึกไม่พอใจกับการใช้คำพูดที่ “ไม่เคารพ” ของลูก และพ่อแม่ต้องการให้ลูกตวาดใส่คนที่สร้างความไม่พอใจให้กับลูก พ่อแม่ก็จะตวาดลูกด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว
.
หากพ่อแม่รู้สึกไม่พอใจกับการใช้คำพูดที่ “ไม่เคารพ” ของลูก และพ่อแม่อยากให้ลูกใช้เวลาสงบสติอารมณ์สักพัก ก่อนที่จะสื่อสารความไม่พอใจนั้นออกไปอย่างมีวุฒิภาวะ พ่อแม่ก็จะสูดหายใจเข้าลึกๆ เดินออกจากห้องไปสัก 2-3 นาที และกลับมาคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า “คำพูดที่ลูกใช้เมื่อสักครู่ พ่อรู้สึกไม่พอใจนะ”
.
เพราะในที่สุดแล้ว คำสอนที่ดีที่สุดของพ่อแม่คือการทำให้ลูกดูนั่นเองครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1177/1754073917742706
https://doi.org/10.1371/journal.pone.0279303
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2023.1096846
https://doi.org/10.1007/s10826-018-01326-z
#จิตวิทยา #siamstr

พวกเราทุกคนเป็นมนุษย์
.
และเนื่องจากพวกเราเป็นมนุษย์ พวกเราจึงมาพร้อมกับความไม่สมบูรณ์แบบ
.
แต่ถึงพวกเราจะไม่สมบูรณ์แบบ พวกเราก็ยังมีคุณค่าอยู่ดี
.
สิ่งที่ผมพิมพ์มาในข้างต้นนี้ หลายคนไม่เห็นด้วยอย่างแรง
.
เพราะหลายคนเชื่อว่า “ความไม่สมบูรณ์แบบ” และ “คุณค่า” คือ 2 สิ่งที่ไม่มีวันอยู่คู่กันได้
.
หลายคนเชื่อว่า เราจะมีคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อเราสมบูรณ์แบบเท่านั้น
.
อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผมนึกถึงแต่ละสิ่งที่ผมให้คุณค่า ผมพบว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบอย่างชัดเจน
.
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคือภาพยนตร์ที่ผมชอบครับ
.
The Matrix (ภาคแรก), The Lord of the Rings (ทั้งสามภาค), โหมโรง, Fullmetal Alchemist: Brotherhood (ถึงจะเป็นอนิเมะ แต่ผมขอนับเป็น “ภาพยนตร์” แล้วกันนะครับ) => ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของภาพยนตร์ที่ผมชอบมากๆ
.
ผมชอบถึงขนาดที่ผมเคยรู้สึกอิจฉาตัวเองในอดีตที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์การดูภาพยนตร์เหล่านี้เป็นครั้งแรกด้วยซ้ำ!
.
ใช่ครับ ผมชอบถึงเพียงนั้นเลย
.
อย่างไรก็ตาม ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเช่นกันว่า ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผมยกตัวอย่างมาในข้างต้นนั้น ล้วนมี “ข้อตำหนิ” หรือ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” กันทั้งสิ้น
.
แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังคงให้คุณค่ากับภาพยนตร์เหล่านี้มากๆอยู่ดี
.
ตัวพวกเราเองก็เช่นกันครับ เราอาจจะเป็นคนที่มี “ข้อตำหนิ” หรือ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า “ข้อตำหนิ” หรือ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” เหล่านี้จะทำให้เราเป็นคนที่ “ไร้ค่า” ได้ครับ
#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในคำพูดที่เราได้ยินกันบ่อยๆ (เวลาที่คู่รักเลิกกัน) ก็คือ “เธอไม่ใช่คนที่ฉันตกลงเป็นแฟนด้วยคนนั้นอีกแล้ว”
.
มันเป็นคำพูดที่สะท้อนว่า ความรักครั้งนี้ “ไปต่อไม่ได้” เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความสัมพันธ์เกิดการเปลี่ยนแปลง
.
มันเป็นคำพูดที่หลายคนอาจจะเอาไปตีความต่อยอดได้ว่า หากความรักครั้งนี้จะ “ไปต่อได้” ทุกฝ่ายในความสัมพันธ์จะต้องไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
.
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครที่สามารถหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงได้
.
ดังนั้น หากเงื่อนไขที่จะทำให้ความรัก “ไปต่อได้” คือการที่ทุกฝ่ายในความสัมพันธ์ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นก็เท่ากับว่า ทุกๆความรักคงจะไม่สามารถ “ไปต่อได้” กันทั้งนั้น
.
ถ้าเช่นนั้นแล้ว อะไรกันนะคือสิ่งที่จะทำให้ความรัก “ไปต่อได้”?
.
ผมมองว่าสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ความรัก “ไปต่อได้” คือการที่คู่รักเลือกที่จะอ้าแขนต้อนรับกันและกัน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมใดก็ตาม – ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางมุมมองความคิด
.
(แต่แน่นอนครับว่า หากแฟนเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ abusive กับเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องอ้าแขนต้อนรับสิ่งนี้)
.
ซึ่งการที่คู่รักจะอ้าแขนต้อนรับกันและกันในทุกๆความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้นั้น คู่รักก็จำเป็นต้องสลัดความเชื่อ “ฉันรู้ดีว่าเธอเป็นอย่างไร” ออกไปเสียก่อน
.
เพราะตราบใดที่เรายังคงมีความเชื่อ “ฉันรู้ดีว่าเธอเป็นอย่างไร” เราก็จะไม่เปิดใจทำความรู้จักกับแฟนของเราในแต่ละวัน ส่งผลให้เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแฟนได้ยาก
.
และเราจะอ้าแขนต้อนรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแฟนของเราได้อย่างไร หากเรายังมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ?
.
มีคนๆหนึ่งเคยบอกผมว่า ชีวิตของเราแต่ละคนก็เปรียบเหมือนกับหนังสือแต่ละเล่ม แต่ละวันที่เรามีชีวิตคือหน้ากระดาษแต่ละแผ่นที่เราเขียนเพิ่มลงในหนังสือเล่มนี้
.
หลายคนอาจจะใช้เวลาอ่าน “หนังสือ” ของแฟนจนจบในช่วง 1-2 ปีแรกที่คบกัน แต่นับจากนั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ไม่ค่อยได้ใช้เวลาในการอ่าน “หนังสือ” ของแฟนเพิ่มอีก เพราะพวกเขาคิดว่าตัวเองอ่านทุกอย่างที่อยู่ใน “หนังสือ” เล่มนี้แล้ว
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง มันได้เกิดหตุการณ์บางอย่างที่ “บีบบังคับ” ให้พวกเขากลับมาอ่าน “หนังสือ” ของแฟนอีกครั้ง และตอนนั้นเองที่พวกเขาก็ได้เห็นว่า สิ่งที่พวกเขาเคยเข้าใจเกี่ยวกับ “หนังสือ” เล่มนี้มัน “ล้าสมัย” ไปเยอะเลยทีเดียว
.
ซึ่งพอถึงตอนนั้น มันก็อาจจะ “สายเกินไป” สำหรับความรักระหว่างพวกเขากับแฟนที่จะ “ไปต่อได้” แล้ว
.
เพราะฉะนั้น เราอย่าลืมหมั่นอ่าน “หนังสือ” ของกันและกันเป็นระยะๆนะครับ
#จิตวิทยา #siamstr

ทุกความรักความสัมพันธ์ล้วนมีความขัดแย้ง
.
บางคนพยายามรักษาความสัมพันธ์ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด (หรือไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว)
.
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไร้ความขัดแย้ง เพราะหลายครั้ง สภาวะที่ “ไร้ความขัดแย้ง” เกิดขึ้นได้เพราะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (หรือทั้งสองฝ่าย) พยายามปฏิเสธหรือปัดตกความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง
.
(ซึ่งหากความรู้สึกและความต้องการดังกล่าวมันสำคัญกับเจ้าตัวจริงๆ ในที่สุดแล้ว เจ้าตัวก็จะไม่สามารถปฏิเสธหรือปัดตกมันได้อยู่ดี)
.
ความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่มีความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งนั้นได้ถูกนำมาสื่อสารกันด้วยความเข้าอกเข้าใจ ความซื่อสัตย์ และความเคารพซึ่งกันและกัน
.
ทำอย่างไรคู่รักจึงจะสามารถสื่อสารกันได้อย่าง “มีคุณภาพ” แบบข้างต้นได้?
.
สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยให้การสื่อสารอย่าง “มีคุณภาพ” เกิดได้ง่ายขึ้นคือการ “รู้ล่วงหน้า” ว่าอะไรคือประเด็นที่สามารถสร้างขัดแย้งภายในความสัมพันธ์ได้
.
ต่อไปนี้คือ 3 ประเด็นที่มักจะถูกพบว่าเป็นตัว “จุดชนวน” ความขัดแย้งระหว่างคู่รักหลายๆคู่ครับ
.
# 1 พฤติกรรมใช้เงิน
.
ตัวอย่างความขัดแย้งเรื่องพฤติกรรมใช้เงินที่พบเห็นได้บ่อยๆก็คือ ฝ่ายหนึ่งจะเป็นคนที่ใช้เงินค่อนข้างประหยัด (เพราะให้ความสำคัญกับการวางแผนเพื่ออนาคตมากกว่าความสุขในปัจจุบัน) ส่วนอีกฝ่ายจะเป็นคนที่ใช้เงินค่อนข้างเต็มเหนี่ยว (เพราะให้ความสำคัญกับความสุขในปัจจุบันมากกว่าการวางแผนเพื่ออนาคต)
.
# 2 การทำงานบ้าน
.
ความสัมพันธ์จำนวนมากเป็นความสัมพันธ์ที่มีฝ่ายหนึ่ง (มักจะเป็นผู้หญิง) แบกรับภาระงานบ้านเยอะ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งแบกรับภาระงานบ้านน้อย (หรือไม่แบกรับเลย)
.
ความแตกต่างของภาระงานบ้านในความสัมพันธ์นี้สามารถนำมาสู่ความขัดแย้งได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความไม่ยุติธรรม (โดยเฉพาะในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายทำงานนอกบ้านทั้งคู่ แต่ก็ยังมีฝ่ายหนึ่งที่แบกรับภาระงานบ้านเยอะจน “น่าเกลียด” อยู่ดี)
.
นอกเหนือจากนี้ หากฝ่ายที่แบกรับภาระงานบ้านเยอะๆได้รับการปฏิบัติจากแฟนตัวเองด้วยท่าทีที่ “ไม่เห็นคุณค่า” ของสิ่งที่เขาทำภายในบ้าน นี่ก็อาจเป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถนำมาสู่ความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์อีกด้วย
.
# 3 เป้าหมายชีวิต
.
ถ้าชีวิตคือการเดินทาง เป้าหมายชีวิตก็คือจุดหมายปลายทางที่เราอยากจะพาตัวเองไปให้ถึง
.
ฉะนั้น หากคู่รักมีจุดหมายปลายทางที่ “คนละทิศคนละทาง” (เช่น คนหนึ่งอยากมีลูกอีกคนหนึ่งไม่อยากมีลูก คนหนึ่งอยากทำงานในเมืองหลวงอีกคนหนึ่งอยากใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดใกล้พ่อแม่) ความสัมพันธ์ก็จะให้ความรู้สึกเหมือนต่างฝ่ายต่าง “ชักเย่อ” กันอยู่ตลอดเวลาได้
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1177/02654075231187897
https://doi.org/10.1177/0192513X21993856
https://doi.org/10.1111/1467-6427.12225
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนเคยมีแฟนเก่าที่ perfect ที่สุดเท่าที่จะ perfect ได้
.
แต่แล้ววันหนึ่ง แฟนเก่าที่ perfect คนนั้นก็หายไปจากชีวิต ด้วยเหตุผลบางอย่าง (เช่น เราไปนอกใจเขา เขาย้ายไปอยู่ต่างประเทศเพราะต้องการเติบโตในหน้าที่การงาน)
.
แต่แม้ว่าแฟนเก่าที่ perfect คนนั้นจะหายไปแล้ว แต่หลายคนก็ยังคงนึกถึงแฟนเก่าคนนั้นอยู่เป็นระยะๆในทุกวันนี้
.
มันเป็นการนึกถึงที่เจือปนพร้อมกับความรู้สึกเสียดาย
.
เพราะพวกเขา “ฟันธง” ในใจว่า แฟนเก่าที่ perfect คนนั้นคือแฟนที่ดีที่สุดที่พวกเขาจะได้มีโอกาสคบด้วยในชีวิตนี้แล้ว
.
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา John Kim (เจ้าของ The Angry Therapist Podcast) ไม่เห็นด้วยกับมุมมองลักษณะนี้ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการด้วยกัน
.
ประการแรก มุมมองลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นการ “วาดภาพ” แฟนเก่านั้นให้ perfect เกินกว่าความเป็นจริง
.
Kim ไม่ได้กำลังบอกว่า แฟนเก่าคนนั้นคือแฟนเก่าที่แย่นะครับ อันที่จริง แฟนเก่าคนนั้นอาจจะเป็นแฟนเก่าที่ดีมากๆเลยด้วยซ้ำ
.
อย่างไรก็ตาม มันมีความแตกต่างมหาศาลระหว่าง “แฟนเก่าที่ดี (มากๆ)” กับ “แฟนเก่าที่ perfect”
.
เพราะถ้าแฟนเก่าเขา perfect สำหรับเราขนาดนั้นจริงๆ มันมีความเป็นไปได้ที่เรากับแฟนเก่าคงไม่ได้เลิกกันตั้งแต่แรกแล้ว (เช่น เราคงไม่ได้นอกใจแฟนเก่าเราตั้งแต่แรก เขาคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีกับเรามากกว่าโอกาสในการเติบโตในหน้าที่การงาน)
.
ประการที่สอง มุมมองลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้เราปิดกั้นตัวเองจากความรักครั้งใหม่ (ที่อาจจะดีกว่าความรักครั้งเก่าด้วยซ้ำ) เพราะเราดัน “ฟันธง” ในใจไปแล้วว่า เราจะไม่มีวันเจอความรักที่ดีกว่านี้อีก
.
ประการที่สาม ในกรณีที่เราเจอกับความรักครั้งใหม่ มุมมองลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ความรักครั้งใหม่ของเรา “ขรุขระ” มากกว่าที่ควร
.
เพราะมุมมองลักษณะนี้สามารถทำให้เราเปรียบเทียบแฟนใหม่กับแฟนเก่า และพบว่าแฟนใหม่สู้แฟนเก่าไม่ได้สักกะอย่าง (เพราะแฟนเก่าในใจเราเขาคือคนที่ perfect เกินจริงชนิดที่ต้องเป็นเทวดาเท่านั้นถึงจะสู้ได้)
.
มันจะทำให้เราปฏิบัติกับแฟนใหม่ราวกับว่าแฟนใหม่เป็นเพียง “รางวัลปลอบใจ” ของชีวิต ซึ่งแน่นอนว่า แฟนใหม่ย่อมรู้สึกไม่พอใจที่ได้รับการปฏิบัติจากเราแบบนี้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราดูหนังฝรั่ง และมีฉากแต่งงานโบสถ์ คู่บ่าวสาวมักจะให้คำสัญญาต่อหน้าพระเจ้าและทุกคนในงานว่า พวกเขาจะอยู่เคียงข้างกัน ไม่ว่าจะในยามสุขหรือยามทุกข์ ยามมั่งมีหรือยามยากจน ยามเจ็บป่วยหรือยามสุขภาพดี
.
มันเป็นอะไรที่ฟังดูน่ารักมากๆเลยครับ
.
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยหลายคนก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า คำสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงแค่ “ลมปาก” หรือเป็นสิ่งที่คู่บ่าวสาวหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆกันแน่
.
ผลการสำรวจที่มีอยู่พบว่า คู่สามีภรรยาส่วนใหญ่หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆครับ!
.
เพราะแม้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีปัญหาสุขภาพที่ “จริงจัง” (ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตก็ตาม) คู่สามีภรรยาส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่เคียงข้างกันอยู่
.
อย่างไรก็ตาม พอนักวิจัยมองดูข้อมูล (ในรายละเอียด) ของคู่สามีภรรยาที่แยกทางเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีปัญหาสุขภาพ สิ่งที่นักวิจัยพบก็คือ
.
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกรณีที่ “สามีป่วย-ภรรยาไม่ป่วย” กับกรณีที่ “สามีไม่ป่วย-ภรรยาป่วย” แล้ว การแยกทางมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ “สามีไม่ป่วย-ภรรยาป่วย” มากกว่า
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หากสามีป่วย ภรรยามีแนวโน้มที่จะ “คบต่อ” แต่หากภรรยาป่วย สามีมีแนวโน้มที่จะ “เลิก” นั่นเอง!
.
ทำไมผลการสำรวจถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้ได้?
.
นักวิจัยให้เหตุผลที่เป็นไปได้ไว้อยู่อย่างน้อย 2 ข้อด้วยกันครับ
.
ข้อแรก มันเป็นไปได้ว่า ภรรยา (ที่ถูกเก็บข้อมูลในการศึกษานี้) มีการพึ่งพาสามีในเรื่องการเงินอยู่พอสมควร ดังนั้น ต่อให้พวกเธอจะอยาก “เลิก” แต่ปัจจัยเรื่องเงินก็อาจจะ “ผูกมัด” ให้พวกเธอยังคงอยู่ในความสัมพันธ์ต่อไป
.
ข้อต่อมา สังคมเราอาจจะคุ้นชินกับภาพจำที่ว่า “ผู้ชาย = หารายได้, ผู้หญิง = ผู้ดูแล” ฉะนั้น เมื่อสามีเจ็บป่วยและภรรยาต้องรับบท “ผู้ดูแล” นี่อาจจะเป็นเรื่อง “ปกติ” แต่ในทางกลับกัน เมื่อภรรยาเจ็บป่วยและสามีต้องรับบท “ผู้ดูแล” การต้องรับบทบาทใหม่ที่ตัวเองไม่คุ้นชินอาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น (จากเดิมที่ตึงเครียดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว) ส่งผลให้ความสัมพันธ์จบลงด้วยการเลิกราในเวลาต่อมาได้
.
ท่านผู้อ่านคิดเห็นอย่างไรบ้างครับกับผลการสำรวจนี้? ท่านสามารถร่วมแบ่งปันความคิดเห็นกันได้ในช่อง comment ด้านล่างนี้เลยนะครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/jomf.13077
https://doi.org/10.1002/cncr.24577
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เรากำลังจะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ (เช่น จะมีลูกกี่คน จะย้ายไปทำงานต่างประเทศหรือไม่) หลายครั้ง เราจะพบว่าตัวเอง “ตัดสินใจไม่ได้”
.
เพราะในหลายๆกรณี การตัดสินใจที่กำลังรอเราอยู่ตรงหน้า มันเป็นการตัดสินใจที่ไม่มี “ถูกผิด” อย่างชัดเจน
.
ในมุมหนึ่ง การที่มันไม่มี “ถูกผิด” ชัดเจนแบบนี้ มันก็อาจจะทำให้บางคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับ (เพราะไม่ว่าจะเลือกอะไร มันก็ไม่มีทาง “ผิด” ได้)
.
แต่ในอีกมุมหนึ่ง การที่มันไม่มี “ถูกผิด” ชัดเจนแบบนี้ มันก็ทำให้หลายคนตัดสินใจได้ยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (เพราะมันไม่มีทางเลือกที่ “ถูก” อย่างชัดเจนให้เลือก)
.
สำหรับกลุ่มคนที่ตัดสินใจได้ยากนั้น วันนี้ ผมมี “ตัวช่วย” ที่อาจจะช่วยให้การตัดสินใจมีความง่ายเพิ่มขึ้นดังนี้ครับ
.
# 1 เราอยากเห็นตัวเองเป็นคนแบบไหน?
# 2 ทางเลือกไหนคือทางเลือกที่ “เปิดโอกาส” ให้ชีวิตเรามากกว่า?
# 3 ทางเลือกไหนคือทางเลือกที่ให้ผลประโยชน์กับเราในระยะยาวมากกว่า?
# 4 ถ้าคนที่ฉันรักและหวังดีกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับฉันในตอนนี้ ฉันจะให้คำแนะนำคนๆนั้นว่าอย่างไร?
# 5 ทางเลือกไหนคือทางเลือกที่สะท้อนถึง “ความกลัว” ในใจเรา? ทางเลือกทางไหนคือทางเลือกที่สะท้อนถึง “ความกล้าหาญ” ในใจเรา?
.
เราจะสังเกตเห็นได้ว่า…
.
คำถาม # 1 คือคำถามที่ช่วยให้เราเลือกเส้นทางที่จะพาเราไปสู่ “ตัวเองเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” (best version of myself)
คำถาม # 2 คือคำถามที่ช่วยให้เราไม่เจอกับ “ทางตัน” ข้างหน้า
คำถาม # 3 คือคำถามที่ช่วยให้เราให้น้ำหนักกับ “ระยะยาว” มากกว่า “ระยะสั้น”
คำถาม # 4 คือคำถามที่ช่วยให้เรามองการตัดสินใจนี้ในฐานะ “คนนอก” (ซึ่งอาจช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกว่ากรณีที่เรามองด้วยสายตาของ “คนใน”)
คำถาม # 5 คือคำถามที่ช่วยให้เรามองแต่ละทางเลือกด้วยความซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น (เพราะบางครั้ง เรามักจะยกเหตุผลที่ “ดูดี” จำนวนมากมาใช้อำพราง “ความกลัว” ในใจเรา)
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คำถาม 5 ข้อนี้จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากภาวะ “ตัดสินใจไม่ได้” ได้ง่ายขึ้นนะครับ
#จิตวิทยา #siamstr

พวกเราหลายคน “ใจร้ายกับตัวเอง”
.
กล่าวคือ เวลาที่เราทำอะไรบางอย่างผิดพลาด คำพูดที่เราพูดกับตัวเองจะเป็นคำพูดที่รุนแรงสุดๆ
.
ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราเขียนรายงานและเราสะกดคำผิด เราก็จะพูดกับตัวเองว่า “ฉันเป็นบ้าอะไรกัน! กะอีแค่สะกดคำให้ถูกง่ายๆแค่นี้ก็ยังทำไม่ได้!” เป็นต้น
.
เรารู้ว่าการ “ใจร้ายกับตัวเอง” มันสร้างความทุกข์ใจให้กับเรา
.
แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้น “ใจดีกับตัวเอง” ล่ะก็ พวกเราหลายคนก็ไม่อยากทำแบบนั้น เพราะพวกเราหลายคนมองว่าการ “ใจดีกับตัวเอง” มันคือการ “สปอยตัวเอง”
.
สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือ เราสามารถ “ใจดีกับตัวเอง” โดยที่ไม่เข้าข่าย “สปอยตัวเอง” ได้ครับ
.
เราเพียงแค่ต้องปฏิบัติต่อตัวเองในลักษณะเดียวกับที่เราปฏิบัติต่อคนอื่นเท่านั้น
.
เพราะสำหรับพวกเราหลายคน เวลาที่คนอื่นทำอะไรบางอย่างผิดพลาด (เช่น เขียนรายงานและสะกดคำผิด) คำพูดที่เราพูดกับคนอื่นมักจะแตกต่างจากคำพูดที่เราพูดกับตัวเองอย่างชัดเจน
.
ยกตัวอย่างเช่น “เธอมีสะกดคำผิดในรายงานหน้าที่ 5 - เดี๋ยวเธอไปแก้ไขตรงนั้นและส่งรายงานมาใหม่อีกทีภายในบ่ายนี้นะ” (คำพูดที่เราใช้กับคนอื่น) กับ “ฉันเป็นบ้าอะไรกัน! กะอีแค่สะกดคำให้ถูกง่ายๆแค่นี้ก็ยังทำไม่ได้!” (คำพูดที่เราใช้กับตัวเอง) เป็นต้น
.
ตัวอย่างข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า เวลาที่คนอื่นทำผิดพลาด เราก็ไม่ได้ “สปอยคนอื่น” ด้วยการปล่อยให้เขา “ลอยนวล” แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ได้ใช้คำพูดที่รุนแรงจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกถูก “เหยียบย่ำจนจมดิน” เช่นกัน
.
หากเราปฏิบัติต่อตัวเองด้วย “มาตรฐาน” เดียวกันกับที่เราปฏิบัติต่อคนอื่นล่ะก็ ปัญหาการ “ใจร้ายกับตัวเอง” ที่หลายคนประสบพบเจอก็จะถูกแก้ไขได้ทันทีเลยครับ
#จิตวิทยา #siamstr