Avatar
Journaling Our Journey
b6f9d31f224732a108e22eee19207431e343d514483e0f86aa7d4f7c8ab0904f
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ

ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก หนึ่งในดาราฝรั่งที่ผมรู้จัก (ซึ่งผมรู้จักอยู่เพียงแค่ไม่กี่คน) คือ Robin Williams

.

ผมรู้จัก Williams ผ่านภาพยนตร์ “สำหรับเด็ก” (เช่น Jumanji และ Aladdin)

.

พอผมโตขึ้น ผมก็เริ่มรู้จักผลงานการแสดงของ Williams ผ่านภาพยนตร์ที่ “ซีเรียส” มากขึ้น (เช่น Good Will Hunting, Mrs. Doubtfire, Bicentennial Man และ Good Morning, Vietnam)

.

นอกจากนี้ ผมยังได้รู้จักกับความตลกที่มีเสน่ห์ของ Williams เวลาที่เขาปรากฏตัวตามรายการ talk show ต่างๆอีกด้วย

.

แต่แล้ว…

.

ในปี 2014 ผมก็ได้ข่าวว่า Williams เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย

.

ผมจำได้ว่าตอนนั้น ข่าวการเสียชีวิตของ Williams ถูกสื่อนำมารายงานเยอะมาก (มีการลงรายละเอียดถึงวิธีฆ่าตัวตาย รวมทั้งยังมีวิธีการนำเสนอในลักษณะที่ “ขยี้ความรู้สึก” อย่างเข้มข้น)

.

ผมเชื่อว่าสิ่งที่สื่อทำในตอนนั้นไม่ได้มีเจตนาร้าย

.

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่า หลังจากที่มีการนำเสนอข่าวการเสียชีวิตของ Williams จำนวนคนที่ฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (โดยเฉพาะการฆ่าตัวตายด้วยวิธีเดียวกับที่ Williams ใช้)

.

จริงอยู่ครับว่า จำนวนการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นนั้น มันค่อยๆลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ต่อมา

.

แต่มันปฏิเสธไม่ได้ว่า การนำเสนอข่าวการเสียชีวิตของ Williams มันส่งผลต่อจำนวนการฆ่าตัวตายในช่วงเวลานั้นจริงๆ

.

แล้วเราควรจะทำอย่างไร หากว่าในอนาคต เราเจอกับกรณีที่มีดาราดังทำร้ายตัวเองได้สำเร็จแบบ Williams อีก? เราควรจะปิดข่าวการเสียชีวิตอย่างนั้นหรือ?

.

แน่นอนครับว่าเราคงจะไม่ปิดข่าว

.

อย่างไรก็ตาม หากเราไม่ต้องการให้ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” อีก ลักษณะการนำเสนอข่าวจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมครับ

.

จากเดิมที่มีการลงรายละเอียดว่าผู้เสียชีวิตทำร้ายตัวเองด้วยวิธีอะไร จากเดิมที่มีการรายงานในลักษณะ “ขยี้ความรู้สึก” หรือทำให้การทำร้ายตัวเองดูเป็นเรื่องที่ romantic => เราควรหยุดการรายงานลักษณะนี้ (แม้ว่ามันอาจทำให้ rating ดีก็ตาม)

.

สื่อควรจะใช้โอกาสนี้ (หลังจากที่ได้นำเสนอรายละเอียดการเสียชีวิตอย่างคร่าวๆแล้ว) ในการแจ้งให้ผู้ชมทราบถึงแหล่งบริการสุขภาพจิต (โดยเฉพาะแหล่งบริการที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและเข้าถึงได้ง่าย เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323) รวมถึงนำเสนอแง่มุมที่สะท้อนถึงความหวัง ความเข้มแข็ง และการฟื้นตัวจากปัญหาสุขภาพจิตมากกว่า

.

หากสื่อมีการรายงานข่าวในลักษณะนี้ นอกจากมันจะไม่ส่งผลให้อัตราการทำร้ายตัวเองเพิ่มขึ้นแล้ว มันยังสามารถช่วยให้อัตราการทำร้ายตัวเองลดลงอีกด้วยครับ

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1126/sciadv.adq4074

#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในสิ่งที่สามารถสร้างความทุกข์ใจให้กับเราได้มากที่สุดคือนิสัย “เดาใจคนอื่น” (หรือที่นักจิตวิทยาสาย Cognitive Behavioral Therapy เรียกว่า Mind Reading)

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เรากำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่ในสวนสาธารณะ และเราเห็นว่ามีคุณป้าคนเดิม (ที่ขายของอยู่ในร้านค้าภายในสวน) กำลังจ้องมองเราอยู่

.

ตอนนั้นเองที่นิสัย “เดาใจคนอื่น” ของเราทำงานขึ้นมา และทำให้เราเกิดความคิดขึ้นมาว่า “ป้าเขาต้องส่ายหัวอยู่ในใจแน่ๆเลยว่า ฉันมาวิ่งออกกำลังกายที่สวนนี้ตั้งนานแล้ว แต่ฉันก็ยังอ้วนอยู่ ฉันมันไม่ได้เรื่องเอาซะเลย” ส่งผลให้เรารู้สึกผิดหวัง เสียใจ หดหู่

.

เป็นต้น

.

ข้อสังเกตข้อหนึ่งของนิสัย “เดาใจคนอื่น” ก็คือ เรามีแนวโน้มที่จะ “เดาใจคนอื่น” ในลักษณะที่ติดลบ (มากกว่าบวก)

.

นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นิสัย “เดาใจคนอื่น” สร้างความทุกข์ใจให้กับเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

.

สิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อที่จะเริ่มต้นแก้นิสัย “เดาใจคนอื่น” นี้ ไม่ใช่เพียงแค่การตระหนักรู้ถึงนิสัย “เดาใจคนอื่น” ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฝึกสร้างความคิด “เดาใจคนอื่น” ในลักษณะที่เป็นบวกเพิ่มเติมด้วย

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

นอกจากเราจะตระหนักว่าตัวเองกำลัง “เดาใจคนอื่น” ในช่วงที่เกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า “ป้าเขาต้องส่ายหัวอยู่ในใจแน่ๆเลยว่า ฉันมาวิ่งออกกำลังกายที่สวนนี้ตั้งนานแล้ว แต่ฉันก็ยังอ้วนอยู่ ฉันมันไม่ได้เรื่องเอาซะเลย” แล้ว

.

เราอาจจะต้องฝึกสร้างความคิด “เดาใจคนอื่น” ในลักษณะที่เป็นบวกเพิ่มเติมด้วย (เช่น “ป้าเขาคงชื่นชมฉันอยู่ในใจนะ เพราะฉันสามารถมีความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายติดต่อกันได้แบบนี้”)

.

เป็นต้น

.

จริงอยู่ครับว่า ความคิด “เดาใจคนอื่น” ในลักษณะที่เป็นบวกดังกล่าว (ซึ่งเราได้สร้างขึ้นมา) มันอาจจะไม่ได้ตรงกับความเป็นจริงหรอกครับ (เช่น จริงๆแล้ว ตอนที่ป้ามองมาที่เรา ในใจป้าอาจจะมีความคิดอยู่ในใจว่า “ฉันอยากให้ตัวเองกลับไปเป็นสาวเหมือนคนที่กำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่ในสวนคนนี้จัง”)

.

แต่มันไม่สำคัญเลยครับว่า ความคิด “เดาใจคนอื่น” ที่เราสร้างขึ้นมานั้น มันจะตรงกับความเป็นจริงหรือเปล่า

.

สิ่งที่สำคัญก็คือ พอเราได้ลองสร้างความคิด “เดาใจคนอื่น” ของเราขึ้นมาแล้ว มันจะช่วยให้เราเห็นชัดเจนมากขึ้นว่า การ “เดาใจคนอื่น” ให้ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นเรื่องที่ยากขนาดไหน

.

จุดนี้แหละครับที่จะค่อยๆลดทอนพลังอำนาจของนิสัย “เดาใจคนอื่น” (ในลักษณะที่ติดลบ) ได้

.

ยิ่งเราได้มีโอกาสฝึกทำ “แบบฝึกหัด” ในลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อยๆ นิสัย “เดาใจคนอื่น” (ในลักษณะที่ติดลบ) ก็จะค่อยๆจางลงเรื่อยๆ

.

…จนกระทั่งเราสามารถแก้ไขนิสัยนี้ของเราได้ในที่สุดครับ

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนตัดสินใจมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา และพวกเขาพบว่าการพูดคุยนี้มันไม่ตอบโจทย์พวกเขาอย่างแรง

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เขากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่คิดไม่ตกว่า เขาจะเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่นี้ดี หรือจะคบกับแฟนที่กำลงคบอยู่นี้ต่อดี

.

เขาอยากได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากการมาคุยกับนักจิตวิทยาว่าเขาจะ “คบต่อ” หรือ “เลิก”

.

แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับนักจิตวิทยามาระยะหนึ่ง เขาก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนซะที

.

มันเลยทำให้เขารู้สึกผิดหวังและไม่พอใจ รวมถึงทำให้เขาฟันธงในใจว่า “การคุยกันแบบนี้มันไม่เห็นจะตอบโจทย์ฉันเลย!”

.

เป็นต้น

.

ในสถานการณ์เช่นนี้ หลายคนเลือกที่จะเก็บความผิดหวังและความไม่พอใจนี้ไว้ในใจ นั่งคุยกับนักจิตวิทยาต่อจนครบชั่วโมง และไม่นัดหมายเพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยาต่อ

.

เวลาที่ผมได้ยินเรื่องราวลักษณะนี้ ผมจะรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ

.

เสียดายที่พวกเขาเหล่านี้พลาดโอกาสที่จะได้รับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้ดีกว่านี้

.

ในกรณีเช่นนี้ แทนที่จะฝืนคุยกับนักจิตวิทยาต่อจนจบ (ทั้งๆที่การพูดคุยไม่ตอบโจทย์) ผมอยากจะเชิญชวนให้เราแชร์กับนักจิตวิทยาที่เรากำลังคุยอยู่ด้วยตรงๆเลยครับว่า เรากำลังพบว่าการพูดคุยที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้มันยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเรา

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

“พี่นักจิตฯคะ หนูอยากรู้ว่าหนูควรจะเลิกกับแฟนหนูดีไหม หนูหวังว่าพี่จะช่วยให้คำตอบกับหนูได้ แต่จากที่เราคุยกันมาจนถึงตอนนี้ หนูก็ยังคงสับสนและตัดสินใจไม่ถูกในเรื่องนี้อยู่เลยค่ะ”

.

เป็นต้น

.

หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลใจกับสิ่งที่ผมเชิญชวนให้ทำนี้ เพราะมันดูเหมือนเป็นสิ่งที่จะจุดชนวนความขัดแย้งกับนักจิตวิทยา

.

แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักจิตวิทยาที่ดีทุกคนจะชอบและต้อนรับอะไรแบบนี้มากๆครับ

.

เพราะในที่สุดแล้ว สิ่งที่นักจิตวิทยาต้องการคือการที่ผู้รับบริการได้รับประโยชน์จากการมาพูดคุยกัน

.

การที่ผู้รับบริการสื่อสารตรงๆกับนักจิตวิทยาแบบนี้ มันจะเป็น feedback ที่ช่วยให้นักจิตวิทยารู้ว่า ตัวเองจะต้องปรับการทำงานตรงไหนยังไง เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้รับบริการได้มากขึ้นนั่นเองครับ

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนตัดสินใจมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา และพวกเขาพบว่าการพูดคุยนี้มันไม่ตอบโจทย์พวกเขาอย่างแรง

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เขากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่คิดไม่ตกว่า เขาจะเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่นี้ดี หรือจะคบกับแฟนที่กำลงคบอยู่นี้ต่อดี

.

เขาอยากได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากการมาคุยกับนักจิตวิทยาว่าเขาจะ “คบต่อ” หรือ “เลิก”

.

แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับนักจิตวิทยามาระยะหนึ่ง เขาก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนซะที

.

มันเลยทำให้เขารู้สึกผิดหวังและไม่พอใจ รวมถึงทำให้เขาฟันธงในใจว่า “การคุยกันแบบนี้มันไม่เห็นจะตอบโจทย์ฉันเลย!”

.

เป็นต้น

.

ในสถานการณ์เช่นนี้ หลายคนเลือกที่จะเก็บความผิดหวังและความไม่พอใจนี้ไว้ในใจ นั่งคุยกับนักจิตวิทยาต่อจนครบชั่วโมง และไม่นัดหมายเพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยาต่อ

.

เวลาที่ผมได้ยินเรื่องราวลักษณะนี้ ผมจะรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ

.

เสียดายที่พวกเขาเหล่านี้พลาดโอกาสที่จะได้รับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้ดีกว่านี้

.

ในกรณีเช่นนี้ แทนที่จะฝืนคุยกับนักจิตวิทยาต่อจนจบ (ทั้งๆที่การพูดคุยไม่ตอบโจทย์) ผมอยากจะเชิญชวนให้เราแชร์กับนักจิตวิทยาที่เรากำลังคุยอยู่ด้วยตรงๆเลยครับว่า เรากำลังพบว่าการพูดคุยที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้มันยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเรา

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

“พี่นักจิตฯคะ หนูอยากรู้ว่าหนูควรจะเลิกกับแฟนหนูดีไหม หนูหวังว่าพี่จะช่วยให้คำตอบกับหนูได้ แต่จากที่เราคุยกันมาจนถึงตอนนี้ หนูก็ยังคงสับสนและตัดสินใจไม่ถูกในเรื่องนี้อยู่เลยค่ะ”

.

เป็นต้น

.

หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลใจกับสิ่งที่ผมเชิญชวนให้ทำนี้ เพราะมันดูเหมือนเป็นสิ่งที่จะจุดชนวนความขัดแย้งกับนักจิตวิทยา

.

แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักจิตวิทยาที่ดีทุกคนจะชอบและต้อนรับอะไรแบบนี้มากๆครับ

.

เพราะในที่สุดแล้ว สิ่งที่นักจิตวิทยาต้องการคือการที่ผู้รับบริการได้รับประโยชน์จากการมาพูดคุยกัน

.

การที่ผู้รับบริการสื่อสารตรงๆกับนักจิตวิทยาแบบนี้ มันจะเป็น feedback ที่ช่วยให้นักจิตวิทยารู้ว่า ตัวเองจะต้องปรับการทำงานตรงไหนยังไง เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้รับบริการได้มากขึ้นนั่นเองครับ

#จิตวิทยา #siamatr

เวลาที่เรามีอาการซึมเศร้า (หรือป่วยเป็นโรคซึมเศร้า) หลายคนจะพบว่าตัวเอง “แบตเตอรี่ต่ำ” ส่งผลให้พวกเขาไม่มีกะจิตกะใจอยากจะทำอะไร

.

แต่ยิ่งพวกเขาไม่ค่อยได้ทำอะไร มันก็ยิ่งตอกย้ำกับพวกเขาว่า ชีวิตพวกเขาไม่ค่อยจะมีอะไร

.

และเมื่อพวกเขามองว่าชีวิตตัวเองไม่ค่อยจะมีอะไร พวกเขาก็อาจมีความคิดขึ้นมาในใจว่า “ชีวิตของฉันไม่มีค่า” ส่งผลให้อาการซึมเศร้าเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม (และทำให้พวกเขายิ่ง “แบตเตอรี่ต่ำ” กว่าเดิมและยิ่งไม่อยากทำอะไรเข้าไปอีก)

.

ทุกวันนี้ หลายคนเยียวยาอาการซึมเศร้า (หรือโรคซึมเศร้า) ด้วยการทานยาเป็นหลัก

.

อย่างไรก็ตาม คนที่ไม่สะดวกจะทานยา (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่ายหรือเหตุผลเรื่องผลข้างเคียงของยาหรือเหตุผลอื่นๆก็ตาม) ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางอื่นในการเยียวยาอาการซึมเศร้า (หรือโรคซึมเศร้า) ของตัวเองซะทีเดียว

.

ผลการศึกษาในปี 2019 ค้นพบหนทางหนึ่งที่สามารถช่วยเยียวยาอาการซึมเศร้าให้ดีขึ้นได้เกือบ 50% เลยทีเดียว!

.

ยิ่งไปกว่านั้น หนทางที่ว่านี้ยังเป็นหนทางที่เราไม่ต้องพึ่ง “ผู้เชี่ยวชาญ” (เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา) อีกด้วย! (เพราะมันไม่ต้องใช้ความรู้เชิงจิตวิทยาหรือความรู้ทางการแพทย์แม้แต่นิดเดียว)

.

หนทางที่ว่านี้ก็คือ การพาตัวเองออกนอกบ้านไปดูภาพยนตร์ หรือละครเวที หรือพิพิธภัณฑ์อย่างน้อยเดือนละครั้ง (หรือถ้าเราไม่ได้เป็นคนที่ “อิน” กับภาพยนตร์ ละครเวที หรือพิพิธภัณฑ์ เราก็อาจจะเลือกพาตัวเองไปทำอย่างอื่นแทนก็ได้ครับ)

.

การทำเช่นนี้สามารถช่วยให้ชีวิตที่แลดู “ไม่มีอะไร” มันดู “มีอะไร” ขึ้นมา (อย่างน้อยก็มีความน่าสนใจหรือความสนุกสนานเพิ่มขึ้นกว่าตอนที่เราไม่ได้ทำอะไรแบบนี้) ส่งผลให้ความคิด “ชีวิตฉันไม่มีค่า” มีน้ำหนักในใจน้อยลง

.

การทำเช่นนี้ช่วยให้เรามีอะไรบางอย่างให้ตั้งหน้าตั้งตารอคอยในทุกๆเดือน ส่งผลให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้นได้)

.

การทำเช่นนี้ช่วยให้เราได้ติดต่อมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้น (เพราะกิจกรรมเหล่านี้มักจะไม่ใช่กิจกรรมที่เราทำคนเดียว) ส่งผลให้เรา “เข้าถึง” support จากคนเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น (หากเราต้องการ)

.

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หนทางที่เรียบง่ายนี้ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เกือบครึ่งค่อนเลยทีเดียวครับ

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1192/bjp.2018.267

https://doi.org/10.1080/17439760903569154

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่หลายคนมีเรื่องขัดแย้งกับคนอื่น และพวกเขาตัดสินใจที่จะยอมรับผิด (แม้พวกเขาไม่ได้มองว่าตัวเองผิดก็ตาม)

.

พวกเขาตัดสินใจแบบนั้นเพราะต้องการให้ความขัดแย้งจบลงเร็วๆ

.

และความขัดแย้งก็จะจบลงเร็วจริงๆครับ

.

แต่หากจะมองกันในระยะยาว การตัดสินใจเช่นนี้จะทำให้คู่ขัดแย้งของพวกเขาเกิดการเรียนรู้ว่า “หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในอนาคตขึ้นมาอีก ขอเพียงแค่ฉันไม่ยอมซะอย่าง ในที่สุดแล้ว ฉันก็จะสมหวังแน่ๆ เพราะเธอจะทนความขัดแย้งนี้ไม่ไหวและยอมรับผิดเพื่อให้ความขัดแย้งจบลงเร็วๆ”

.

การยอมรับผิดในลักษณะนี้จึงเป็นการตัดสินใจที่ “ได้อย่างเสียอย่าง”

.

สิ่งที่พวกเขาได้คือการที่ความขัดแย้งจบลงอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ สิ่งที่พวกเขาเสียคือการที่พวกเขามีโอกาสที่จะตกเป็น “เป้าหมาย” การ bully ของคู่ขัดแย้งในอนาคต (ซึ่งก็จะนำมาสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติม…และอาจจะจบลงด้วยการที่พวกเขายอมรับผิดไปเรื่อยๆอีก)

.

ฉะนั้น ความสามารถในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง (ซึ่งแตกต่างจากการแสวงหาความขัดแย้ง) จึงถือเป็น “ทักษะ” ที่สำคัญ

.

เราสามารถพัฒนา “ทักษะ” นี้ได้ด้วยการฝึกที่จะไม่โอนอ่อนผ่อนตามในสถานการณ์ที่มี “ความเสี่ยงต่ำ” ก่อน (เช่น ฝึกที่จะกล่าวคำปฏิเสธกับคนที่เราวางใจได้ว่าเขาจะไม่มีปฏิกิริยาทางลบกับคำปฏิเสธของเรา)

.

พอเราคุ้นชินกับการไม่โอนอ่อนผ่อนตามในสถานการณ์ที่มี “ความเสี่ยงต่ำ” แล้ว เราจึงค่อยขยับมาลองฝึกในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงขึ้นทีละนิดๆๆ

.

จนกระทั่งเรามีความมั่นใจมากเพียงพอที่จะ “ยืนหยัด” ต่อคู่ขัดแย้งของเราในท้ายที่สุด

.

และเมื่อเราสามารถ “ยืนหยัด” ได้ มันก็จะเป็นการส่งสัญญาณให้คู่ขัดแย้งของเรารู้ว่า ณ ตอนนี้ เราไม่ใช่คนที่เขาจะ bully ได้ง่ายๆเหมือนเดิมอีกแล้ว

.

มันจะทำให้คู่ขัดแย้งมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติกับเราเปลี่ยนไป…จนอาจถึงขั้นที่คู่ขัดแย้งไม่เข้ามา “จุดชนวน” ความขัดแย้งกับเราอีกเลยก็เป็นได้!

.

กล่าวโดยสรุปก็คือ หากเราไม่มี “ทักษะ” ในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง เรามีแนวโน้มที่จะเจอกับความขัดแย้งเป็นระยะ แต่หากเรามี “ทักษะ” ในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง เรามีแนวโน้มที่จะเจอกับความขัดแย้งน้อยลง (จนอาจถึงขั้นไม่เจอเลย)

#จิตวิทยา #siamstr

สิ่งหนึ่งที่หลายคนรู้สึกหลังจากที่พวกเขาบรรลุเป้าหมายชีวิต (เช่น ซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นแชมป์ประเทศในกีฬาที่ตนเองแข่งขัน) คือความรู้สึกว่างเปล่าและเคว้งคว้าง

.

เพราะเป้าหมายดังกล่าวคือสิ่งที่ให้ความหมายกับชีวิตพวกเขามาโดยตลอด

.

ด้วยเหตุนี้ วินาทีที่พวกเขาบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้คือวินาทีที่พวกเขาสูญเสียสิ่งที่ให้ความหมายกับชีวิตของพวกเขาไปด้วย

.

จริงอยู่ครับว่า หลายคนพยายามที่จะสร้างเป้าหมายใหม่กับตัวเอง (เช่น ซื้อบ้านหลังที่ใหญ่กว่าเดิม เป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง เป็นแชมป์โลกในกีฬาที่ตนเองแข่งขัน) และหวังว่าเป้าหมายใหม่นั้นจะสามารถให้ความหมายกับชีวิตพวกเขาต่อไปได้

.

ซึ่งการทำแบบนี้มันก็ได้ผลกับหลายๆคนนะครับ

.

แต่สำหรับหลายๆคน พวกเขาพบว่าเป้าหมายใหม่ไม่รู้สึกมีความหมายกับพวกเขาอีกแล้ว

.

มันเหมือนกับพวกเขาได้ “กินอิ่ม” แล้ว ต่อให้พวกเขาตั้งเป้าหมายว่าจะ “กินเพิ่ม” มันก็ไม่ช่วยให้ใจพวกเขา “อิ่มเพิ่ม” อีกต่อไป

.

จากการสังเกตส่วนตัว ผมพบว่าเป้าหมายใหม่ที่จะทำให้พวกเขาเหล่านี้ (ที่ “กินอิ่ม” แล้ว) รู้สึกมีความหมายได้อีกครั้งมักจะมีความแตกต่างจากเป้าหมายเดิมอยู่เหมือนกันครับ

.

กล่าวคือ เป้าหมายใหม่มักจะเป็นการช่วยเหลือคนอื่นมากกว่าการแสวงหาความสำเร็จส่วนตัว

.

ยกตัวอย่างเช่น การช่วยโค้ชให้นักกีฬารุ่นน้องคว้าแชมป์ การให้เงินลงทุนและคำปรึกษากับคนที่กำลังทำธุรกิจ startup เป็นต้น

.

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เป้าหมายใหม่ที่เติมใจของพวกเขาได้นั้น ไม่ใช่การที่พวกเขาจะได้ “กินเพิ่ม” (เพราะพวกเขา “กินอิ่ม” แล้ว) แต่มันจะเป็นการช่วยให้คนอื่นได้ “กินอิ่ม” (เหมือนที่พวกเขาทำได้) มากกว่านั่นเอง

.

ฉะนั้น หากเราเป็นคนหนึ่งที่ชีวิตประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้ และเรารู้สึกว่างเปล่าเคว้งคว้างหลังจากนั้นล่ะก็

.

สิ่งที่จะช่วยเติมใจเราได้อาจไม่ใช่การที่เราไขว่คว้าความสำเร็จส่วนตัวเพิ่มเติม แต่เป็นการช่วยไกด์คนรุ่นต่อมาให้พวกเขาประสบความสำเร็จในเป้าหมายของพวกเขาแทนครับ

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนไม่ชอบ “คนสนิท” ของแฟน

.

ไม่ว่า “คนสนิท” คนนั้นจะเป็นเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง หัวหน้า หรือใครก็ตาม

.

บ่อยครั้ง ความไม่ชอบนี้นำมาสู่การยื่นคำขาดกับแฟนว่า “ถ้าเธอยังอยากมีฉันอยู่ในชีวิต เธอก็ต้องตัดขาดการติดต่อกับคนๆนั้น”

.

การยื่นคำขาดแบบนี้อาจจะทำให้แฟนยอมตัดขาดกับ “คนสนิท” คนนั้นก็จริง

.

แต่มันมีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า เนื่องจากคนๆนั้นคือ “คนสนิท” ของแฟน (และอาจจะอยู่ในชีวิตแฟนมานานกว่าเราหลายปี) แฟนก็อาจจะแอบติดต่อกับ “คนสนิท” นั้นอยู่ (แต่ไม่บอกให้เรารู้)

.

หรือในกรณีที่แฟนตัดขาดการติดต่อกับ “คนสนิท” นั้นไปจริงๆ มันมีโอกาสเหมือนกันครับที่แฟนจะรู้สึกขุ่นเคืองเราอยู่ในใจ

.

ไม่ว่าแฟนจะตัดสินใจแบบไหนก็ตาม (แอบติดต่อ vs ตัดขาดการติดต่อ) มันล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบทางลบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟนทั้งสิ้น

.

เพราะถ้าแฟนเลือกที่จะแอบติดต่อ ไม่ช้าก็เร็ว แฟนก็จะ “โป๊ะแตก” ส่งผลให้ความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์

.

หรือถ้าแฟนเลือกที่จะตัดขาดการติดต่อจริงๆ ในที่สุดแล้ว ความขุ่นเคืองในใจแฟนก็จะสะสมจนกระทั่งระเบิดตู้มออกมาอยู่ดี

.

ทั้งหมดที่ผมพิมพ์มานี้ ผมไม่มีเจตนาที่จะสื่อว่า เราจะต้องฝืนใจตัวเองให้ชื่นชอบ “คนสนิท” ของแฟนนะครับ (ผมเชื่อว่า หากเราสามารถฝืนใจให้ชอบได้ เราคงทำไปแล้ว)

.

ผมมองว่าเราจะยังคงไม่ชอบ “คนสนิท” ของแฟนอยู่ก็ได้แหละครับ

.

แต่แทนที่เราจะยื่นคำขาดให้แฟนต้องเลือกระหว่าง “คนสนิท” กับตัวเรา ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าคือการสื่อสารกับแฟนว่า

.

“ฉันรู้ว่าพี่ชายของเธอคือคนสำคัญในชีวิตเธอ แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า ฉันรู้สึกไม่สบายใจเวลาที่ต้องเจอพี่ชายเพราะ (เหตุผลข้อที่ 1) (เหตุผลข้อที่ 2) (เหตุผลข้อที่ 3) ฉันเลยอยากจะหยิบเรื่องมาคุยกับเธอเพื่อที่เราจะหาทางออกร่วมกันในเรื่องนี้”

.

ผมมองว่าแนวทางลักษณะนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า (หากเรายังต้องการจะรักษาความสัมพันธ์กับแฟนอยู่) เมื่อเทียบกับการยื่นคำขาดเลยครับ

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่ง พวกเขาจะได้เจอกับ “รักแท้”

.

แต่หนึ่งคำถามที่มีความสำคัญ (และมักจะไม่ได้ถูกนำมาตอบจริงๆจังๆ) ก็คือ “รักแท้” ที่ว่านี้มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร?

.

สำหรับ April Eldemire (นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องความรักความสัมพันธ์) “รักแท้” มีรูปร่างหน้าตาดังต่อไปนี้ครับ

.

.

.

“รักแท้” ไม่ใช่ดอกไม้ไฟที่สว่างเจิดจ้าเพียงไม่กี่วินาทีและหายไป แต่ “รักแท้” คือกองไฟที่ค่อยๆมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

.

“รักแท้” ไม่ใช่การตกหลุกรักใครสักคน แต่ “รักแท้” คือการเลือกที่จะรักใครสักคน

.

“รักแท้” ไม่ใช่การมีแฟนที่สมบูรณ์แบบ แต่ “รักแท้” คือการมองเห็นความไม่สมบูรณ์แบบของแฟนและเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ข้างๆเขาต่อไป

.

“รักแท้” ไม่ใช่เพียงแค่การที่เรากับแฟนมีความชอบเหมือนกัน แต่ “รักแท้” คือการที่เรากับแฟนมีมุมมองต่อโลก เป้าหมายชีวิต และค่านิยมเหมือนกัน

.

“รักแท้” ไม่ใช่การสื่อสาร (ระหว่างเกิดความขัดแย้ง) เพื่อที่เราจะได้เถียงชนะแฟน แต่ “รักแท้” คือการสื่อสาร (ระหว่างเกิดความขัดแย้ง) เพื่อที่เราจะได้เข้าใจแฟน

.

“รักแท้” ไม่ใช่การที่เราเทชีวิตของเราให้กับคนๆหนึ่ง แต่ “รักแท้” คือการที่คนๆนั้นเข้ามาเติมให้ชีวิตเราเต็มอิ่มยิ่งขึ้น (จากเดิมที่เราก็เต็มอิ่มอยู่แล้วตอนที่ยังไม่มีใคร)

.

“รักแท้” ไม่ใช่การที่แฟนต้องการ “ตัวติดกัน” กับเราตลอดเวลา แต่ “รักแท้” คือการที่แฟนเคารพความต้องการพื้นที่ส่วนตัวของเรา

.

“รักแท้” ไม่ใช่การคบกับคนๆหนึ่งเป็นแฟน แต่ “รักแท้” คือการที่คนๆนั้นเป็นทั้งแฟนและเพื่อนที่ดีของเรา

.

“รักแท้” ไม่ใช่การที่เราพยายามพิสูจน์ตัวเองให้แฟนเห็นค่า แต่ “รักแท้” คือการที่แฟนเห็นคุณค่าในตัวเราอย่างที่เราเป็น

.

“รักแท้” ไม่ใช่เพียงแค่เรารักแฟนของเรา แต่ “รักแท้” คือการที่เราทั้งรัก ทั้งชอบ ทั้งเคารพแฟนของเรา

.

“รักแท้” ไม่ใช่เพียงแค่การที่เรามีแฟนมาเติมเต็มความฝันของเรา แต่ “รักแท้” คือการที่ทั้งเราและแฟนมีความฝันร่วมกัน

.

“รักแท้” ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติแบบง่ายๆ แต่ “รักแท้” คือสิ่งที่ต้องอาศัยความพยายาม การประนีประนอม ความอดทน และความตั้งใจที่จะอยู่ข้างๆกัน (โดยเฉพาะในวันที่ความสัมพันธ์ “ขรุขระ”)

.

“รักแท้” ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราทุ่มเทแรงกายแรงใจและเกิดความคิดว่า “เหนื่อยจังเลย” แต่ “รักแท้” คือสิ่งที่ทำให้เราทุ่มเทแรงกายแรงใจและเกิดความคิดว่า “เหนื่อยอยู่นะ แต่มันก็คุ้มค่าที่จะเหนื่อย”

.

“รักแท้” ไม่ทำให้เรารู้สึกอิดออดเวลาต้องเสียสละเพื่อแฟน แต่ “รักแท้” จะทำให้เรายินดีเสียสละเพื่อแฟน เพราะเรารู้ว่าแฟนเราก็พร้อมที่จะเสียสละเพื่อเราเช่นกัน

.

“รักแท้” ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไร้ความขัดแย้ง แต่ “รักแท้” คือความสัมพันธ์ที่เรามั่นใจว่า ไม่ว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะใหญ่แค่ไหน มันก็จะไม่มีทางใหญ่ไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟนได้

.

.

.

ผมหวังว่าทุกๆคนจะได้มีโอกาสสัมผัสกับ “รักแท้” ที่ Eldemire พูดถึงนี้นะครับ

#จิตวิทยา #siamstr

พวกเราทุกคนล้วนเคยฝันร้าย

.

แต่โดยทั่วไปแล้ว ฝันร้ายที่พวกเรามีมักจะเกิดขึ้นเพียงครั้งคราวเท่านั้น

.

แต่สำหรับบางคน พวกเขาฝันร้ายติดต่อกันแทบทุกคืน

.

แถมยังเป็นฝันร้ายในเรื่องเดิมๆอีกด้วย!

.

ยกตัวอย่างเช่น ฝันว่ากำลังถูกใครบางคนไล่ตาม ฝันว่าตกลงจากที่สูง ฝันว่าทำงาน/ทำข้อสอบไม่ได้ เป็นต้น

.

การฝันร้ายลักษณะนี้สามารถทำให้การนอนของเราไม่มีคุณภาพ ซึ่งก็จะส่งผลให้เราใช้ชีวิตในวันถัดไปได้ไม่เต็มที่อีกทีหนึ่ง (เพราะเราไม่ได้รับการ “ชาร์จแบต” ที่เพียงพอ)

.

ทำยังไงเราจึงจะหยุดฝันร้ายติดกันทุกคืนแบบนี้ได้?

.

วันนี้ ผมขอนำเสนอแนวทางหนึ่งที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ฝันร้ายในเรื่องเดิมๆติดต่อกันทุกคืนครับ

.

.

.

ขั้นตอนที่ 1

.

หยิบกระดาษมา 1 แผ่นและเขียนรายละเอียดของฝันที่เกิดขึ้นลงบนกระดาษแผ่นนั้นให้ละเอียดที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ (เช่น เกิดอะไรขึ้นในฝันบ้าง มีใครอยู่ในฝันบ้าง ฝันนั้นทำให้เรารู้สึกอย่างไร)

.

ขั้นตอนที่ 2

.

หยิบกระดาษมาอีก 1 แผ่นและเขียนเกี่ยวกับฝันดังกล่าวอีกครั้ง

.

แต่คราวนี้ ขอให้เราเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วนของฝันนั้น เพื่อให้เรารู้สึกมีพลัง เข้มแข็ง ปลอดภัย

.

ยกตัวอย่างเช่น

แทนที่เราจะสู้กับคนที่คุกคามเราในฝันไม่ได้ เราเปลี่ยนให้ตัวเองต่อสู้กับคนๆนั้นได้

แทนที่เราจะอยู่ตัวคนเดียวในฝัน เราเปลี่ยนเป็นให้ใครบางคนที่เข้ามาช่วยเหลือเรา

แทนที่ “ผู้ร้าย” ในฝันจะดูน่ากลัว เราเปลี่ยนให้ “ผู้ร้าย” ดูน่าขำขัน

เป็นต้น

.

ขั้นตอนที่ 3

.

ใช้เวลา 5-10 นาที (ก่อนเข้านอน) ในการจินตนาการถึงภาพความฝันที่เราเขียนในขั้นตอนที่ 2 ทุกวันติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ (ยิ่งจินตนาการได้ละเอียดเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น)

.

.

.

เราจะเห็นได้ว่า แนวทางที่ผมหยิบมานำเสนอในข้างต้น มันเป็นแนวทางที่เราได้สำรวจดู (ในรายละเอียด) ว่าฝันร้ายของเรามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร จากนั้น เราก็จะ rewrite ความฝันของเราให้เป็นไปในรูปแบบที่เราต้องการมากขึ้น (แทนที่จะอยู่เฉยๆและภาวนาให้ฝันร้ายหายไปด้วยตัวมันเอง)

.

มันเป็นแนวทางที่เรียบง่ายก็จริง แต่ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า มันเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยเลยทีเดียว

.

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมาแบ่งปันในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ฝันร้ายในเรื่องเดิมๆติดต่อกันทุกคืนนะครับ

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1055/s-0043-1776796

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราทำงานบางอย่าง (เช่น การเขียนบทความนี้) มันปกติมากเลยครับที่เราจะอยากทำมันให้ออกมาดีๆ

.

แต่ถ้าเราอยากจะทำมันให้ออกมาดี เราก็ต้อง “ออกแรง” กับมันเยอะ (ไม่ว่าจะเป็นแรงกายหรือแรงความคิดก็ตาม)

.

แต่มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะทำมันให้ออกมาดีได้โดยที่ไม่ต้อง “ออกแรง” กับมันเยอะ?

.

เป็นไปได้ครับ

.

นักจิตวิทยา Alice Boyes (เจ้าของหนังสือ Stress-Free Productivity: A Personalized Toolkit to Become Your Most Efficient and Creative Self) บอกว่า…

.

สมองของเรามีการทำงานอยู่ 2 แบบด้วยกัน การทำงานแบบที่เรา “รู้ตัว” และการทำงานแบบที่เรา “ไม่รู้ตัว”

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

ในขณะที่ผมกำลังนั่งเขียนบทความนี้อยู่ สมองของผมกำลังทำงานแบบที่ผม “รู้ตัว”

.

อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผมพักจากการเขียนบทความนี้และไปเล่นกับแมว สมองของผมก็จะยังคงขบคิดเรื่องบทความนี้อยู่เช่นกัน (แต่เป็นการขบคิดโดยที่ผม “ไม่รู้ตัว”)

.

ฉะนั้น หลังจากที่ผมเล่นกับแมวเสร็จ และกลับมานั่งเขียนบทความนี้ต่อ ผมจะพบว่าผมสามารถเขียนบทความนี้ได้ไหลลื่นมากขึ้น

.

เป็นต้น

.

เวลาที่พวกเราหลายคนทำงาน เรามักจะใช้ประโยชน์จากการทำงานของสมองแบบ “รู้ตัว” แต่เรามักจะไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากการทำงานของสมองแบบ “ไม่รู้ตัว”

.

ตัวอย่างหนึ่งของการทำงานโดยไม่ค่อยใช้ประโยชน์จากการทำงานของสมองแบบ “ไม่รู้ตัว” คือการนั่งทำงานชิ้นหนึ่งไปยาวๆๆๆๆๆๆ (จนกระทั่งทำมันเสร็จ)

.

การทำแบบนี้อาจจะทำให้เรา “ได้งาน” ก็จริง แต่เราจะต้อง “ออกแรง” กับมันเยอะ

.

ยิ่งไปกว่านั้น หากเทียบกันแล้ว การทำงานแบบ “รู้ตัว” มักจะ “คิดภาพใหญ่” ได้ไม่ดีเท่ากับการทำงานแบบ “ไม่รู้ตัว”

.

ดังนั้น หากเราใช้ประโยชน์จากการทำงานของสมองแบบ “รู้ตัว” เพียงอย่างเดียว นอกจากเราจะต้อง “ออกแรง” เยอะขึ้นแล้ว คุณภาพของงานที่เราทำก็มีแนวโน้มที่จะลดลงอีกด้วย!

.

นี่จึงเหตุผลที่ทำให้หลายคนเสนอว่า เวลาที่เราทำงานบางอย่าง เราไม่ควร “ยิงยาว” รวดเดียว แต่เราควรจะจดจ่ออยู่กับงานชิ้นนั้นสักระยะ (เช่น 20-90 นาที) จากนั้น เราควรจะพักเบรกจากงานชิ้นนั้นสักหน่อย และค่อยกลับมาทำงานชิ้นนั้นต่ออีกที

.

เพราะการทำแบบนี้จะช่วยให้เราได้ใช้ประโยชน์จากทั้งการทำงานของสมองแบบ “รู้ตัว” (ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เรากำลังนั่งทำงานดังกล่าว) และ “ไม่รู้ตัว” (ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เรากำลังพักเบรก) นั่นเองครับ

#จิตวิทยา #siamstr

เรื่องนี้ไม่เคยง่ายเลยครับ โดยเฉพาะกับคนสำคัญในชีวิตเรา

ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้นะครับ

เวลาที่เราสูญเสียใครสักคนที่สำคัญกับเรามากๆ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียนั้นสามารถทำให้ชีวิตของเรา “ไม่เหมือนเดิม” อีกต่อไป

.

มันเหมือนกับการที่เราเกิดมาครบ 32 แต่วันหนึ่ง เราเจออุบัติเหตุที่ทำให้เราต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างของเราไป แผลที่เกิดจากการสูญเสียขาในอุบัติเหตุอาจจะสมานตัวได้ แต่ชีวิตของเราหลังจากนั้นก็จะ “ไม่เหมือนเดิม” อีกแล้ว

.

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนที่ผ่านการสูญเสียคนสำคัญ (เช่น นักเขียน Nora McInerny) พูดว่า “We don’t move on from grief. We move forward with it.”

.

แต่เราจะ move forward ได้อย่างไร? เราจะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดจากความสูญเสีย (โดยไม่ให้ความเจ็บปวดนั้นทำลายชีวิตเรา) ได้อย่างไร?

.

สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะช่วยให้การ move forward เกิดได้ง่ายขึ้นสำหรับหลายคนคือการอนุญาตให้คนที่เราสูญเสียไปได้ “มีชีวิต” ผ่านตัวเราครับ

.

ยกตัวอย่างเช่น หากเราสูญเสียแม่ของเรา และแม่เป็นคนที่ใจดีกับทุกๆคน เราสามารถอนุญาตให้ความใจดีของแม่ “มีชีวิต” ผ่านตัวเราเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่เราพบเจอในชีวิตประจำวันได้ เป็นต้น

.

การทำเช่นนี้สามารถช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้บ้างว่า แม้คนที่เราสูญเสียไปจะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่ “ความเป็นตัวเขา” ยังคงอยู่กับเรา

.

อย่างกรณีของตัวอย่างข้างต้นนั้น แม้ว่าแม่จะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่ “ความเป็นแม่” ยังคงอยู่กับเรา เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราพูดหรือทำอะไรบางอย่างที่เป็นการแสดงออกถึงความใจดีกับคนอื่น มันก็จะให้ความรู้สึกเหมือนว่าแม่กำลังอยู่ข้างๆเราทุกครั้งนั่นเองครับ

#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในสิ่งที่หลายคนต้องการมากที่สุดในชีวิตของพวกเขาคือการได้มีแฟนที่ดี

.

ดังนั้น คำถามที่สำคัญมากๆสำหรับพวกเขาก็คือ ทำยังไงพวกเขาถึงจะมีแฟนที่ดีได้?

.

ผมมองว่าสิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องทำ (แต่หลายคนอาจจะยังไม่ได้ทำ) คือการมีภาพในใจให้ชัดเจนก่อนว่า พวกเขาอยากจะมีชีวิตแบบไหน

.

ภาพดังกล่าวไม่ควรจะมีเพียงแค่ความชัดเจนเท่านั้น แต่มันควรจะต้องมีความละเอียดด้วย

.

…ละเอียดในระดับที่พวกเขาสามารถพูดให้ทุกคนเห็นภาพได้ชัดๆเลยว่า หากพวกเขามีชีวิตแบบที่พวกเขาต้องการได้แล้ว ในแต่ละวัน หลังจากที่พวกเขาตื่นนอน พวกเขาจะทำอะไรบ้าง และทำอะไรบ้าง และทำอะไรบ้าง (จนกระทั่งถึงเวลาที่พวกเขาเข้านอน)

.

หากพวกเขาชัดเจนกับตัวเองได้ว่า พวกเขาอยากจะมีชีวิตแบบไหน (ในรายละเอียด) พวกเขาก็จะเปรียบได้กับนักเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจนว่ากำลังเดินทางไปที่ไหน

.

เวลาที่พวกเขาเจอใครสักคน (ที่พวกเขาสนใจอยากจะสานสัมพันธ์ด้วย) พวกเขาก็จะสามารถพูดกับคนๆนั้นได้ว่า “ฉันกำลังพาชีวิตตัวเองเดินทางไปที่จุดหมายแห่งนี้อยู่นะ เธอสนใจอยากจะไปด้วยกันกับฉันไหม?”

.

ในทางกลับกัน หากพวกเขาพูดกับคนๆนั้นว่า “ฉันอยากเดินทางร่วมกับเธอนะ แต่ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังพาชีวิตตัวเองไปทางไหน” มันคงเป็นอะไรที่ดูไม่มีเสน่ห์เท่าไหร่นัก

.

นอกจากนี้ การที่พวกเขาชัดเจนกับตัวเองว่าพวกเขากำลังพาชีวิตเดินทางไปทางไหน มันยังช่วยให้พวกเขาคัดกรองคนที่ไม่น่าจะ “เข้ากันได้” กับพวกเขาในฐานะแฟนออกไปอีกด้วย (ยกตัวอย่างเช่น หากเรากำลังเดินทางไป “เชียงใหม่” แต่คนที่เราคุยอยู่ด้วยกำลังเดินทางไป “นราธิวาส” นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคนๆนี้ไม่น่าจะใช่แฟนที่ดีสำหรับเรา เป็นต้น)

.

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การมี “เป้าหมายชีวิต” ที่ชัดเจนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคนที่อยากมีความรักที่ดีครับ

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่ชีวิตเราเจอกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ามันจะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ดี (เช่น ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ได้แต่งงานกับคนที่รัก ได้เรียนในคณะสาขาที่อยากเรียน) หรือความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดี (เช่น ถูกให้ออกจากงาน กำลังจะเซ็นใบหย่า ซิ่วเพราะพบว่าคณะสาขาที่เรียนอยู่ “ไม่ตอบโจทย์”) นั่นคือโอกาสที่เราจะได้สำรวจชีวิตตัวเองและตั้งคำถามตัวเองจริงๆจังๆว่า “ฉันจะเอายังไงกับชีวิตของฉันต่อจากนี้ดี?”

.

อย่างไรก็ตาม การตอบคำถาม “ฉันจะเอายังไงกับชีวิตของฉันต่อจากนี้ดี?” ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายคนจะพยายามตอบคำถามนี้ด้วยการนึกว่า พวกเขา “ควร” จะใช้ชีวิตของพวกเขาต่อไปอย่างไร

.

คำว่า “ควร” นี้มีความสำคัญมากเลยครับ เพราะมันกำลังบ่งชี้ว่า คำถาม “ฉันจะเอายังไงกับชีวิตของฉันต่อจากนี้ดี?” มีคำตอบที่ “ถูกต้อง” อยู่

.

มันจะนำมาสู่อีกหนึ่งคำถามที่สำคัญมากๆ ซึ่งก็คือ…ใครเล่าที่เป็นคนกำหนดว่าชีวิตแบบไหนคือชีวิตที่ “ถูกต้อง”?

.

พ่อแม่? เพื่อน? แฟน? ครู? อินฟลูเอ็นเซอร์?

.

ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า เราควรจะ “ปิดหูปิดตา” กับพวกเขาเหล่านี้นะครับ

.

มันโอเคมากๆเลยครับที่เราจะหันไปมองดูคนอื่น (โดยเฉพาะคนที่เราชื่นชมเป็นการส่วนตัว) เป็น “แนวทาง” ระหว่างที่เรากำลังขบคิดอยู่ว่า เราจะเอายังไงกับชีวิตของเราต่อดี

.

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังข้อหนึ่งก็คือ ชีวิตที่ “ถูกต้อง” ของพวกเขาเหล่านี้ มันอาจจะเหมาะกับเจ้าตัวเขาก็จริง แต่มันอาจจะไม่ได้เหมาะกับเราเสมอไป

.

เพราะชีวิตของเราแต่ละคนก็เหมือนกับเสื้อที่เราสวมใส่

.

คนที่เราชื่นชมเป็นการส่วนตัวเขาอาจจะกำลังใส่เสื้อคอเต่าสีดำอยู่ เขาอาจจะบอกว่าเสื้อตัวนี้เป็นเสื้อที่ดี ใส่สบาย ใส่แล้วดูดี เหมาะกับวิถีชีวิตประจำวันของเขา

.

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็อาจจะจริงสำหรับเจ้าตัวเขานะครับ

.

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า หากเราหยิบเสื้อคอเต่าสีดำแบบเดียวกันมาใส่ มันจะใส่แล้วสบาย ใส่แล้วดูดี เหมาะสมกับวิถีชีวิตประจำวันของเรา…เหมือนกับคนที่เราชื่นชมคนนั้นเสมอไป

.

ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เรากำลังพยายามตอบคำถามที่ว่า “ฉันจะเอายังไงกับชีวิตของฉันต่อจากนี้ดี?” เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการค้นหาคำตอบที่ “ถูกต้อง” (ในมุมของคนที่เราชื่นชม) ก็จริง

.

แต่หลังจากนั้นแล้ว เราจะต้องเอาคำตอบที่ “ถูกต้อง” นั้นมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเราด้วยครับ

#จิตวิทยา #siamstr

เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัด

.

ยกตัวอย่างเช่น ตัวผมเองเป็นคนหนึ่งที่ทำอาหารได้แย่มาก อาหารที่ผมทำได้อร่อยคืออาหารสำเร็จรูป และผมเอามา “ทำต่อ” เท่านั้น เป็นต้น

.

และมันก็ปกติมากๆเลยครับที่เราจะหลีกเลี่ยงการทำสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัดนั้น (เหมือนตัวผมเองที่หลีกเลี่ยงการทำอาหาร)

.

เพราะเราไม่อยากเห็นผลลัพธ์ความ “ห่วย” ของตัวเอง (ซึ่งทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองอีกที)

.

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะเชิญชวนในวันนี้ก็คือ ผมอยากชวนให้เราลองพาตัวเองไปทำสิ่งที่เรารู้ตัวล่วงหน้าว่าจะทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัดเป็นระยะๆ

.

เพราะมันจะเป็นประโยชน์กับตัวเราอย่างน้อย 3 ประการด้วยกันครับ

.

ประการแรก มันจะช่วยให้เรากลัวความล้มเหลวน้อยลง

.

หลายคนกลัวความล้มเหลวมากจนทำให้พวกเขาไม่กล้าคว้าโอกาสสำคัญๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในเรื่องการทำงาน โอกาสในเรื่องความรัก หรือโอกาสในเรื่องอื่นๆ

.

การจงใจพาตัวเองไปลองทำสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราไม่เก่งหรือไม่ถนัด จะทำให้เราคุ้นชินกับการเผชิญหน้ากับความล้มเหลวมากขึ้น ส่งผลให้เรารู้สึกกลัวมันน้อยลง

.

ฉะนั้น หากโอกาสสำคัญๆผ่านเข้ามาในชีวิตเราอีก เราก็มีโอกาสที่จะถูกความกลัวครอบงำน้อยลง และกล้าที่จะโอกาสนั้นไว้ในมือได้มากขึ้น

.

ประการที่สอง มันช่วยให้เราเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นมากขึ้น

.

เพราะเมื่อคนอื่นมองเห็น “ข้อผิดพลาด” ของเรา คนอื่นจะรู้สึกว่าเรา “เข้าถึงง่าย” มากขึ้น (เมื่อเทียบกับกรณีที่คนอื่นมองมาที่เราและเห็นแต่ “ความสำเร็จ” หรือ “ความเก่งกาจ” ของเราเพียงอย่างเดียว)

.

ฉะนั้น เราอาจจะ “ล้มเหลว” ในสิ่งที่เราทำ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่ถนัด) แต่เรา “สำเร็จ” ในการ connect กับคนอื่นครับ

.

ประการที่สาม มันช่วยพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาของเรา

.

เวลาที่เราทำในสิ่งที่เรารู้ล่วงหน้าว่าเราจะทำมันได้ไม่ดี เรามีโอกาสที่จะทำสิ่งๆนั้นด้วยใจที่เบาสบายไร้ความกดดัน (ต่างจากเวลาที่เราทำสิ่งที่เรารู้ล่วงหน้าว่าเราสามารถทำมันให้ดีได้ เพราะในกรณีนี้ เรามีแนวโน้มที่จะทำสิ่งๆนั้นด้วยใจที่กดดันและหวังผลมากกว่า)

.

การที่เราได้มีประสบการณ์ที่ใจเรา “ปล่อยวางผลลัพธ์” (ไม่ใช่ “มุ่งเน้นผลลัพธ์”) สามารถกระตุ้นให้สมองของเรามีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้นอกจากเราจะแก้ไขปัญหาต่างๆในชีวิตเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว เรายังมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเครียดได้ยากขึ้นอีกด้วย

.

อ้างอิง

Neff, KD. (2011). Self-Compassion: The Proven Power of Being Kind to Yourself. HarperCollins.

https://psycnet.apa.org/doi/10.3758/BF03342263

https://psycnet.apa.org/record/2009-17682-000

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนรักแฟนของตัวเอง

.

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับแฟนของตัวเองมาระยะหนึ่ง หลายคนพบว่าเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องที่แฟนไม่สามารถ “ตอบโจทย์” ได้อีกต่อไป

.

พวกเขาพยายามสื่อสารปัญหานี้กับแฟน แต่การสื่อสารนั้นก็ไม่สามารถนำมาสู่ทางออกได้

.

ในที่สุด พวกเขาจึงตัดสินใจว่า พวกเขาจะ “นอกใจ” แฟน

.

การ “นอกใจ” นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาไม่รักแฟน หรือเพราะพวกเขาอยากได้ “คนใหม่” มาแทนที่แฟนตัวเอง

.

การ “นอกใจ” นี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาต้องการให้ “คนใหม่” มาเติมเต็มความต้องการของพวกเขาเรื่องเซ็กส์ล้วนๆ

.

และเพราะพวกเขาต้องการเฉพาะเซ็กส์อย่างเดียว พวกเขาจึงมีมาตรการต่างๆที่จะช่วยให้พวกเขามั่นใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับ “คนใหม่” จะไม่มีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้น (เช่น ไม่มีการจูบ ไม่มีการกอดหลังจากที่มีเซ็กส์ด้วยกันเสร็จ ไม่มีการติดต่อกันนอกช่วงวัน-เวลาที่กำหนด ไม่มีการใช้คำพูดหวานๆ)

.

นอกจากนี้ เนื่องจาก “คนใหม่” มีโอกาสที่จะไม่สามารถ “ตอบโจทย์” พวกเขาได้เรื่องเซ็กส์ได้โดยสมบูรณ์ (หรือต่อให้สมบูรณ์ แต่มันก็มีความเป็นไปได้ที่ความสัมพันธ์กับ “คนใหม่” นี้อาจมีเหตุให้ต้องจบลงได้ตลอดเวลา) พวกเขาจึงมักจะแสวงหา “คนใหม่” มาตุนเผื่อไว้มากกว่า 1 คน

.

ท่านผู้อ่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้อาจจะเกิดคำถามอยู่ในใจว่า ในเมื่อแฟนไม่สามารถ “ตอบโจทย์” ในเรื่องเซ็กส์ได้ แล้วทำไมพวกเขาเหล่านี้จึงไม่เลิกกับแฟนของตัวเอง

.

คำตอบสำหรับคำถามข้อนี้อยู่ในประโยคแรกของบทความนี้เลยครับ

.

คำตอบก็คือ…พวกเขารักแฟนของพวกเขาครับ

.

จริงอยู่ครับว่า ทางออกที่พวกเขาเลือก (การ “นอกใจ” แฟน) มันเป็นทางออกที่ดูไม่ดีในสายตาของคนในสังคม

.

แต่ในสายตาของพวกเขาแล้ว ทางออกที่พวกเขาเลือกนั้น…

.

มันไม่ต่างอะไรกับผู้ชายหลายคนที่ดูบอลกับคนอื่น (ไม่ใช่แฟน) เพราะดูบอลกับแฟนแล้วมันไม่สนุก

.

มันไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงหลายคนที่ไปช้อปปิ้งกับคนอื่น (ที่ไม่ใช่แฟน) เพราะช้อปปิ้งกับแฟนแล้วมันไม่สนุก

.

สำหรับกรณีของพวกเขา ในเมื่อพวกเขาไม่ได้รับการเติมเต็มจากแฟนในเรื่องเซ็กส์ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไปแสวงหาการเติมเต็มเรื่องเซ็กส์จากคนอื่นแทน

.

ปล. ผมนำเสนอเนื้อหาในบทความวันนี้ ไม่ได้เป็นเพราะผมต้องการจะสนับสนุนการ “นอกใจ” แต่ผมต้องการนำเสนออีกหนึ่งแง่มุมที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจที่จะ “นอกใจ” ของคนบางกลุ่มครับ

ปล.2 ผมเชื่อว่า หากคู่รักรู้ว่าการ “นอกใจ” สามารถเกิดขึ้นด้วยเหตุผลในเรื่องเซ็กส์เพียวๆได้ (ไม่มีความรักความเสน่หาในตัว “คนใหม่”) คู่รักอาจมีแนวโน้มที่จะเปิดอกพูดคุยกันในเรื่องเซ็กส์มากขึ้น (ซึ่งสามารถนำมาสู่การป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลยเถิดจนเกิดการ “นอกใจ” แบบที่นำเสนอในวันนี้ได้)

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1080/00224499.2022.2079111

https://doi.org/10.1007/s10508-017-0968-7

https://doi.org/10.1017/S0033291716002488

https://doi.org/10.1023/a:1015205020769

https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/0092623X.2011.569637

Walker, A. M. (2017). The Secret Life of the Cheating Wife: Power, Pragmatism, and Pleasure in Women’s Infidelity. Lexington Books.

#จิตวิทยา #siamstr

“รักเราไม่เท่ากัน”

.

นี่คือชื่อเพลงของวงดนตรี Mild ที่มียอดวิวในยูทูปไม่ต่ำกว่า 30 ล้าน

.

ความนิยมของเพลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า เราต่างรับรู้โดยทั่วกันว่า ไม่ว่าคู่รักจะรักกันขนาดไหน มันจะมีฝ่ายหนึ่งที่ “ต้องการ” อีกฝ่ายมากกว่าที่อีกฝ่าย “ต้องการ” ฝ่ายๆนั้นเสมอ

.

ความ “ไม่เท่ากัน” ที่มีอยู่ในความสัมพันธ์นี้…มันเป็นปัญหาสำหรับคู่รักหรือเปล่า?

.

ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า…นี่อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกันครับ

.

เพราะฝ่ายที่ “เหนือกว่า” ในความสัมพันธ์มีแนวโน้มที่จะมองว่าตัวเอง “คู่ควร” กับแฟนที่ดีกว่าปัจจุบัน

.

ส่งผลให้ฝ่ายที่ “เหนือกว่า” มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรม “นอกใจ” เกิดขึ้นในเวลาต่อมานั่นเอง

.

และเนื่องจากคู่รักส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในสถานการณ์ที่ “รักเราไม่เท่ากัน” นั่นหมายความว่าคู่รักส่วนใหญ่จะต้องจบด้วยการ “นอกใจ” หรือเปล่า?

.

ไม่เสมอไปครับ

.

เพราะต่อให้คู่รักจะอยู่ในสถานการณ์ที่ “รักเราไม่เท่ากัน” แต่หากฝ่ายที่ “เหนือกว่า” ลงทุนกับความสัมพันธ์นี้ในปริมาณมาก (ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในด้านเวลา เงินทอง หรือด้านอื่นก็ตาม) การลงทุนดังกล่าวจะทำให้ฝ่ายที่ “เหนือกว่า” รู้สึก commit กับความสัมพันธ์นี้มากขึ้น

.

ส่งผลให้ฝ่ายที่ “เหนือกว่า” มีโอกาสที่จะ “นอกใจ” ลดลงได้ครับ

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1007/s10508-024-02997-0

https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/0022-1031(80)90007-4

#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมชอบดูมากที่สุดคือ The Lord of the Rings (ทั้ง 3 ภาค)

.

ตัวละครในภาพยนตร์นี้เผชิญกับความทุกข์ทรมานเกือบตลอดเรื่อง

.

ช่วงเวลาที่ตัวละครมีความสุข…มีน้อยมากๆเลยครับ

.

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว

.

ทุกครั้งที่ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมจะรู้สึกเต็มไปด้วยความหวังเสมอ

.

เพราะแม้ว่าตัวละครในเรื่องจะเจอกับความทุกข์ทรมานเต็มไปหมด (เกือบทั้งเรื่อง) แต่ในที่สุดแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงแบบ happy ending

.

(แม้กระทั่งตัวละครที่ “ปิดฉาย” ด้วยความตายอย่าง Boromir ก็ยังสามารถกู้คืนเกียรติยศที่เสียไปของตัวเองกลับมาได้สำเร็จก่อนตาย)

.

ตอนจบของเรื่องที่ happy ending นั้น (ซึ่งกินระยะเวลาในภาพยนตร์เพียงนิดเดียว) มีพลังมากกว่าความทุกข์ทรมานตลอดทั้งเรื่องรวมกันอย่างเทียบไม่ติด

.

เวลาที่ชีวิตของผมเจอกับอุปสรรคหรือความทุกข์ยากลำบาก ผมมักจะนึกถึงภาพยนตร์ The Lord of the Rings เป็นระยะๆ

.

เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้จะย้ำเตือนผมว่า ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ นั่นเท่ากับว่าผมยังมีโอกาสที่จะ “เขียนตอนจบ” ของเรื่องราวชีวิตผมให้ happy ending ได้เสมอ

#จิตวิทยา #siamstr

อะไรคือ “การเลี้ยงลูกที่ดี”?

.

นี่เป็นคำถามที่ตอบยากจริงๆครับ

.

อย่างไรก็ตาม หากเราเปลี่ยนคำถามกลายเป็น…อะไรคือ “การเลี้ยงลูกที่ไม่ดี”?

.

คำถามนี้ตอบง่ายขึ้นเยอะครับ

.

ผลการศึกษาพบว่า สไตล์การเลี้ยงลูกต่อไปนี้ถือเป็น “การเลี้ยงลูกที่ไม่ดี” ครับ

.

# 1 ไร้ความอบอุ่น มีแต่การควบคุม

.

นี่คือสไตล์การเลี้ยงลูกที่เน้นให้ลูกเชื่อฟังและทำตามแบบเป๊ะๆ โดยไม่สนใจอารมณ์ ความรู้สึก หรือความต้องการของลูก

.

บทสนทนาระหว่างพ่อแม่สไตล์นี้กับลูกของพวกเขา…จะเต็มไปด้วยประโยคคำสั่งจากพ่อแม่

.

ส่วนลูกก็มักจะเพียงแค่พูดตอบรับว่า “ครับ/ค่ะ”

.

สไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้อาจจะทำให้ลูกดูเป็นเด็กที่มีวินัยสูง

.

แต่ “ผลข้างเคียง” ของสไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้ก็คือ ลูกจะเกิดการเรียนรู้ว่า มุมมองและความรู้สึกของเขาไม่สำคัญ ส่งผลให้ลูกอาจมีปัญหาในการ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” เวลาที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายจ้องจะ “เหยียบย่ำ” ลูกในอนาคตได้ (เช่น ไม่กล้าปฏิเสธเวลาที่เพื่อนร่วมงาน “โยนงาน” มาให้ทำอย่างไม่เป็นธรรม)

.

นอกจากนี้ การที่พ่อแม่เป๊ะกับลูกมาก อาจส่งผลให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นคนที่กลัวล้มเหลว ทำให้ลูกไม่กล้าเลือกเส้นทางชีวิตที่มีความเสี่ยง (แม้ว่ามันจะเป็นความเสี่ยงที่ “คุ้มค่า” สำหรับลูกก็ตาม)

.

หรือในบางกรณี การที่พ่อแม่เป๊ะกับลูกมากๆ อาจทำให้ลูก “ทนไม่ไหว” และเริ่มต้นจงใจทำพฤติกรรมที่ “สวนทาง” กับทุกอย่างที่พ่อแม่ต้องการ (ซึ่งอาจสร้างปัญหาต่างๆในอนาคตมากมาย เช่น ปัญหาการใช้สารเสพติด)

.

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ที่พ่อแม่ “โหด” กับลูกแบบนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกมี “ระยะห่าง” และอาจทำให้เป็นปัญหาเวลาที่ลูกเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด (เช่น ความสัมพันธ์กับแฟน) ในอนาคตอีกด้วย

.

# 2 อะไรก็ได้ไม่คาดหวัง

.

พ่อแม่ที่มีสไตล์การเลี้ยงลูกนี้จะมีความเป็น “เพื่อน” กับลูกสูง

.

สไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้จะให้อิสระกับลูกสูงมาก ลูกอยากจะทำอะไร ลูกก็จะทำได้เต็มที่ พ่อแม่ไม่ค่อยห้าม ไม่ค่อยมีกฎกติกา ไม่ค่อยมีกรอบ

.

หากมองดูเผินๆ สไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้ “ดูดี” ไม่น้อยเลยนะครับ

.

อย่างไรก็ตาม แม้ลูกจะชอบอิสรภาพที่ได้รับในสไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้ แต่การที่ลูกไม่มีกรอบหรือไม่ได้รับการชี้นำจากพ่อแม่เลย มันก็สามารถทำให้ลูกรู้สึกเคว้งได้เหมือนกัน

.

ฉะนั้น ลูกที่ถูกเลี้ยงด้วยสไตล์นี้จึงมักจะต้อง “ลองผิดลองถูก” กับหลายๆเรื่องด้วยตัวเอง ซึ่งการ “ลองผิดลองถูก” นี้ก็อาจทำให้ลูกต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่อันตรายโดยไม่จำเป็น

.

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากการ “ลองผิดลองถูก” มักจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ “ล้มเหลว” มากกว่า “สำเร็จ” มันมีความเป็นไปได้เหมือนกันครับที่เด็กอาจจะรู้สึกหมดกำลังใจและเริ่มตัดสินตัวเองว่า “ฉันไม่มีทางทำอะไรได้สำเร็จหรอก” (ซึ่งสามารถส่งผลเสียกับเด็กได้ในระยะยาวหากเด็ก “คุ้นชิน” กับการตัดสินตัวเองในลักษณะนี้บ่อยๆเข้า)

.

นอกจากนี้ การที่ลูก “คุ้นชิน” กับการได้รับอิสระจากพ่อแม่แบบเต็มสูบนี้ ยังสามารถส่งผลให้ลูกเติบโตขึ้นมามีนิสัย “เอาแต่ใจ” ได้ (โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น) ซึ่งนี่จะเป็นปัญหาในการปรับตัวของลูกชัดเจน เวลาที่ลูกค้นพบว่า คนอื่นๆในสังคมไม่ได้ “ตามใจ” ลูกเหมือนกับพ่อแม่

.

# 3 แค่มีชีวิตเท่านั้น

.

นี่คือสไตล์การเลี้ยงลูกที่พ่อแม่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของลูก (อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ฯลฯ) เพียงอย่างเดียว

.

ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น พ่อแม่ไม่ได้เข้ามาสนใจอะไรด้วย

.

นี่คือสไตล์การเลี้ยงลูกที่พบได้บ่อยๆในครอบครัวที่พ่อแม่ต้องทำงานหนัก พอลูกกลับมาจากโรงเรียน ลูกก็จะเจอกับบ้านที่ว่างเปล่า ทานข้าวมื้อเย็นด้วยอาหารแช่แข็งที่พ่อแม่ซื้อใส่ตู้เย็นไว้ให้ก่อนหน้านี้ และใช้เวลาที่เหลืออยู่กับหน้าจอทีวี (หรือโทรศัพท์มือถือหรือเกม console)

.

เวลาที่ลูกเจอกับอุปสรรคต่างๆในชีวิต (เช่น ติดขัดเรื่องการบ้าน ถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้ง) ลูกจะต้องหาทางดิ้นรนแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เพราะพ่อแม่อาจไม่ได้รับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ

.

สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับลูกที่ถูกเลี้ยงแบบนี้ก็คือ ลูกมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวเป็นอย่างมาก

.

นอกจากนี้ ลูกยังมีแนวโน้มที่จะมองว่าตัวเองถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ไม่เป็นที่ต้องการของพ่อแม่ และเป็น “ภาระ” ของพ่อแม่อีกด้วย

.

ทั้งหมดนี้สามารถนำมาสู่ปัญหาสุขภาพจิตของลูก (เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล) รวมถึงการทำพฤติกรรม “มีปัญหา” ต่างๆ (เช่น ใช้สารเสพติด มีเรื่องทะเลาะวิวาท) เพื่อหวังว่าพ่อแม่จะหันมาให้ความสนใจกับตัวเอง

.

อ้างอิง

https://connect.springerpub.com/content/sgrjcp/24/3/151

https://www.researchgate.net/publication/265025870_Effects_of_Parenting_Style_on_Children_Development

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2699.10.1.43

https://doi.org/10.1080/07448481.2015.1060597

https://doi.org/10.1007/s10826-018-1242-x

https://doi.org/10.7759/cureus.30574

#จิตวิทยา #siamstr