Avatar
Journaling Our Journey
b6f9d31f224732a108e22eee19207431e343d514483e0f86aa7d4f7c8ab0904f
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่จำนวนมากก็คือ เมื่อลูกของพวกเขาเติบโตขึ้น ลูกก็ได้ค้นพบว่า หลายสิ่งที่พ่อแม่เคยทำหรือพูดกับลูกในอดีตนั้นเป็นสิ่งที่ “ไม่ถูกต้อง”

.

ยกตัวอย่างเช่น การใช้ความรุนแรงกับลูก การลำเอียงกับลูกคนหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด การโกหกลูก เป็นต้น

.

แน่นอนครับว่าปฏิกิริยาของลูกแต่ละคน…ไม่เหมือนกัน

.

ลูกบางคนสามารถมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสายตาที่เข้าใจ (ว่าพ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สามารถผิดพลาดได้)

.

แต่สำหรับลูกจำนวนไม่น้อย พวกเขามองสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวด โกรธ ผิดหวัง ฯลฯ

.

นอกจากนี้ พวกเขายังหยิบสิ่งที่เกิดขึ้นไปพูดคุยกับพ่อแม่ในลักษณะที่เป็นการ “เผชิญหน้า” ด้วยอารมณ์ที่เข้มข้นอีกด้วย!

.

ในสถานการณ์เช่นนี้ พ่อแม่หลายคนจะพยายามแก้ต่างหรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น…เพื่อหวังว่าจะช่วงให้สภาวะอารมณ์ของลูกผ่อนลง

.

อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนั้นมักจะให้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่างอะไรกับการ “ราดน้ำมันบนกองไฟ”

.

วิธีที่ดีกว่า (ในสายตาผม) คือการรับฟังลูก ทำความเข้าใจความรู้สึกที่อยู่ในใจลูก ณ ขณะนั้น และสื่อสารในลักษณะที่ “เปิดช่อง” ให้ลูกช่วยให้พ่อแม่เข้าใจลูกมากยิ่งขึ้น

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

“แม่ไม่เคยแคร์ผมเลย! แม่สนใจแต่พี่สาวคนเดียวตลอด!” => “แม่เสียใจที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าลูกไม่เคยอยู่ในสายตาแม่เลย อะไรคือสิ่งที่แม่ยังทำทุกวันนี้ที่ทำให้ลูกยังรู้สึกแบบนี้หรือ?”

.

“ถ้าพ่อ support หนูมากกว่านี้ ชีวิตหนูก็คงไม่ตกอับถึงขนาดนี้หรอก!” => “พ่อเข้าใจว่าชีวิตลูกในตอนนี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกหวังเอาไว้ มีอะไรที่พ่อสามารถทำได้เพื่อที่จะช่วย support ให้ลูกมีชีวิตที่ลูกต้องการมากขึ้นไหม?”

.

เป็นต้น

.

หากพ่อแม่รับมือกับลูกแบบตัวอย่างในข้างต้น ลูกมีโอกาสที่จะใจเย็นลง (เมื่อเทียบกับกรณีที่พ่อแม่พยายามแก้ต่างหรืออธิบาย) นอกจากนี้ การรับมือแบบข้างต้นยังจะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจลูกมากขึ้น (ซึ่งจะนำมาสู่การที่พ่อแม่ “เกาถูกจุด” กับลูกได้มากขึ้นในอนาคต) อีกด้วย

.

ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของลูกนั้น เป็นความผิดของพ่อแม่แบบ 100% นะครับ

.

ใช่ครับ พ่อแม่มีส่วนที่พ่อแม่อาจต้องรับผิดชอบ แต่ตัวลูกเองก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

.

แนวทางการรับมือที่ผมนำเสนอในวันนี้สามารถช่วยให้พ่อแม่เริ่มต้น “ก้าวแรก” ในการรับผิดชอบในส่วนของพ่อแม่ได้

.

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า พ่อแม่จะต้อง “ไปต่อ” เรื่อยๆๆๆๆๆจนกระทั่งพ่อแม่กลายเป็นฝ่ายที่รับผิดชอบชีวิตลูกแบบ 100% นะครับ

#จิตวิทยา #siamstr

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ จำนวนคนที่แสวงหา “ความหมายในชีวิต” ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

.

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ “ประสบความสำเร็จ” ในการแสวงหานั้น

.

ส่วนคนที่ “ประสบความสำเร็จ” ในการแสวงหาดังกล่าวนั้น ผมพบว่าพวกเขามักจะค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของพวกเขาผ่านช่องทางดังต่อไปนี้ครับ

.

# 1 การนึกถึงความตาย

.

พวกเราทุกคนรู้ว่า สักวันหนึ่ง พวกเราจะต้องตาย

.

แต่พวกเราหลายคนมักจะมองความตายเป็นเรื่องที่ไกลตัว เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้า

.

มุมมองนี้ทำให้เราไม่สามารถสัมผัสถึง “ความจำกัด” ของชีวิตได้เต็มที่นัก ซึ่งมันก็ทำให้เรามองเห็นได้ยากว่า อะไร (หรือใคร) คือสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเราจริงๆ

.

อย่างไรก็ตาม หากเราไม่ได้มีมุมมองแบบนี้ หากเราเริ่มต้นตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าฉันมีชีวิตอยู่อีกเพียงแค่ 1 ปี ฉันจะใช้ 1 ปีที่เหลืออยู่นี้อย่างไร?” เราจะเริ่มสัมผัสถึง “ความจำกัด” ของชีวิตได้เต็มที่ และมันก็จะช่วยให้เรามองเห็นได้ง่ายขึ้นว่า อะไร (หรือใคร) คือสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ

.

มันจะช่วยให้เราค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของเราได้ง่ายขึ้น

.

# 2 การนึกย้อนกลับไปในวัยเด็ก

.

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นตอนเป็นเด็ก? อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเราตอนเป็นเด็กและทำให้เรา “ลืมเวลา” ได้? อะไรคือสิ่งที่ทำให้ตัวเราในวัยเด็กรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ทุกครั้ง?

.

คำถามเหล่านี้สามารถช่วยให้เราค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของเราได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับการตั้งคำถามว่า…อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นในตอนนี้? อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเราและทำให้เรา “ลืมเวลา” ได้ในตอนนี้? อะไรคือสิ่งที่ทำให้ตัวเราในตอนนี้รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ทุกครั้ง?

.

เพราะเวลาที่เราพยายามตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเราในตอนนี้ เรามีแนวโน้มที่จะ censor คำตอบเหล่านั้นในรูปแบบต่างๆนานา (เช่น “สิ่งนี้ทำเงินได้ไหม?” “สิ่งนี้มันเป็นไปได้หรือ?” “สิ่งนี้มันดูน่าตลกในสายตาคนอื่นไหม?”)

.

การ censor ตัวเองลักษณะนี้จึงอาจทำให้เรา disconnect กับใจของเราเอง

.

และเมื่อเรา disconnect กับใจตัวเอง มันก็ยากที่เราจะ connect กับสิ่งที่สร้าง “ความหมายในชีวิต” ให้กับเราได้

.

นี่จึงเหตุผลที่ทำให้หลายคนพบว่า พอพวกเขาย้อนกลับไปในอดีตตอนที่พวกเขายังเป็นเด็ก และตั้งคำถามในข้างต้นกับตัวเอง มันช่วยให้พวกเขาค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของพวกเขาได้ง่ายขึ้นอย่างชัดเจนเลยครับ

.

# 3 ตัดสิ่งที่ “ไม่ใช่” ออกจากชีวิต

.

หลายคนค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของพวกเขาโดยบังเอิญ

.

กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้โฟกัสที่การค้นพบ “ความหมายในชีวิต” พวกเขาเพียงแค่โฟกัสการกำจัดสิ่งที่ “ไม่ตอบโจทย์” ชีวิตพวกเขาออกไปทีละอย่างๆๆๆเท่านั้น

.

ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกที่ “ไม่ตอบโจทย์” ความสัมพันธ์ที่ “ไม่ตอบโจทย์” กิจวัตรประจำวันที่ “ไม่ตอบโจทย์” สิ่งของที่ “ไม่ตอบโจทย์” ความเชื่อที่ “ไม่ตอบโจทย์” ฯลฯ

.

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พวกเขากำจัดสิ่งที่ “ไม่ตอบโจทย์” ชีวิตพวกเขาออกไประดับหนึ่งแล้ว พวกเขาก็ได้พบว่าชีวิตของพวกเขามันรู้สึก “เบาขึ้น” และ “ว่างขึ้น”

.

ตอนนั้นที่พวกเขาได้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่า อะไร (หรือใคร) คือสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของพวกเขาจริงๆ

.

และนั่นก็คือช่วงเวลาที่พวกเขาได้ค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของพวกเขาโดยบังเอิญนั่นเองครับ

#จิตวิทยา #siamstr

พ่อแม่ทุกวันนี้มีสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่สมัยก่อนไม่มี

.

สิ่งนั้นคือ smartphone

.

แน่นอนครับว่า smartphone ถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ชีวิตของคนที่เป็นพ่อแม่ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

.

เพราะถ้าพ่อแม่ “ติดขัด” เรื่องการเลี้ยงลูกในจุดไหน (เช่น “ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ลูกมีท่าทีว่าจะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่หรือเปล่า”) พ่อแม่ก็สามารถหยิบ smartphone มาหาข้อมูลได้ทันที

.

หรือถ้าพ่อแม่กำลังทุกข์ใจกับการเลี้ยงลูก (เช่น “ลูกโดนเพื่อนที่โรงเรียนแกล้ง แต่ลูกเลือกที่จะไม่บอก ลูกเก็บตัวแต่ในห้องอย่างเดียว กลุ้มใจจัง”) พ่อแม่คนอื่นก็พร้อมที่จะ support ใจในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

.

อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่พบว่า การใช้ smartphone ของพ่อแม่สามารถส่งผลกระทบทางลบต่อลูกได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบในด้านพัฒนาการทางภาษาของลูกในวัยก่อนเข้าโรงเรียน)

.

เพราะเวลาที่พ่อแม่หลายคนใช้ smartphone พวกเขาจะจดจ่ออยู่กับ smartphone มากจนรับรู้และตอบสนองต่อลูกน้อยลง ส่งผลให้พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อยลง และนำมาสู่การที่ลูกมีพัฒนาการทางภาษาช้าลงตามลำดับ

.

อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่ใช้ smartphone ร่วมกับลูก (เช่น ดูการ์ตูนใน smartphone พร้อมกันกับลูก) การรับรู้ การตอบสนอง และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกจะไม่ลดน้อยลงเหมือนกรณีที่พ่อแม่ใช้ smartphone ในลักษณะที่ไม่ได้ดึงให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วม (เช่น พ่อแม่กำลังให้นมลูก และอ่านข่าวใน smartphone ไปพร้อมๆกัน)

.

ฉะนั้น การใช้ smartphone ของพ่อแม่จึงสามารถที่จะไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อลูกได้ หากมันเป็นการใช้ smartphone ร่วมกันครับ

.

อ้างอิง

https://www.researchgate.net/publication/325120583_Nod_nod_ignore_An_exploratory_observational_study_on_the_relation_between_parental_mobile_media_use_and_parental_responsiveness_towards_young_children

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0027366

https://doi.org/10.1002/imhj.21908

https://doi.org/10.3390/children7120284

https://doi.org/10.1016/j.infbeh.2021.101611

https://doi.org/10.1016/j.chb.2021.107051

https://doi.org/10.1080/17482798.2020.1815228

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/dev0001268

https://dl.acm.org/doi/10.1145/2702123.2702199

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0747563217303722?via%3Dihub

https://doi.org/10.3389/fpsyg.2021.616656

https://doi.org/10.1002/hbe2.267

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/ppm0000065

https://doi.org/10.1145/3341162.3344840

https://doi.org/10.1016/j.acap.2020.07.012

https://doi.org/10.1016/j.acap.2014.10.001

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/dev0000292

https://scholarworks.calstate.edu/concern/theses/6m311q037

https://doi.org/10.1207/s15566935eed1102_2

https://doi.org/10.2307/1130423

https://doi.org/10.1089/cyber.2019.0472

https://doi.org/10.1002/hbe2.252

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนเคยตกเป็นเป้าของการเล่นมุกที่ “คนอื่นฮาแต่เรา hurt”

.

ยกตัวอย่างเช่น การที่แฟนเล่นมุกล้อเลียนรูปร่างหน้าตาของเราต่อหน้าคนอื่น เป็นต้น

.

และเมื่อเราพยายามแสดงออกกับ “เจ้าของมุก” ว่าเราไม่โอเค คำพูดยอดฮิตที่ “เจ้าของมุก” หลายคนมักจะหยิบมาใช้ก็คือ “เล่นมุกขำๆเอง เธออย่าคิดมากไปหน่อยเลยน่า”

.

คำพูดทำนองนี้ถือเป็นการ “โยนความผิด” ให้ตกมาอยู่ที่เรา (โทษฐาน “คิดมากเกินไป” หรือ “โอเว่อร์เกินเหตุ”) ส่งผลให้ “เจ้าของมุก” ไม่ต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเองแต่อย่างใด

.

แน่นอนครับว่า หลายคนไม่ชอบพฤติกรรมการ “โยนความผิด” แบบข้างต้น แต่พวกเขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรไปมากกว่านี้ เพราะพวกเขากลัวว่าการพูดมากกว่านี้จะเป็นการยอมรับกลายๆว่าพวกเขา “คิดมากเกินไป” หรือ “โอเว่อร์เกินเหตุ” อย่างที่อีกฝ่ายพูดจริงๆ

.

“เจ้าของมุก” จึงสามารถลอยนวลจากเหตุการณ์นี้ไปได้

.

“เจ้าของมุก” จึงมีโอกาสที่จะเกิดการเรียนรู้ว่า ครั้งหน้า เขาสามารถเล่นมุกประเภท “คนอื่นฮาแต่เรา hurt” ได้อีก

.

เพราะต่อให้เราจะเริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจ แต่ขอเพียง “เจ้าของมุก” พูดว่า “เล่นมุกขำๆเอง เธออย่าคิดมากไปหน่อยเลยน่า” ทุกอย่างก็จะจบลงแล้ว

.

นี่คงจะไม่เป็นปัญหากับเราเท่าไหร่นัก หากเราไม่ได้ต้องพบเจอกับ “เจ้าของมุก” บ่อยๆ

.

แต่ถ้าเราต้องพบเจอกับ “เจ้าของมุก” บ่อยๆ (เช่น “เจ้าของมุก” คือแฟนของเราเอง) ในระยะยาว มันคงจะมีอยู่วันหนึ่งที่เราทนไม่ไหวอีกต่อไปและระเบิดตู้มออกมาอย่างแน่นอน (ซึ่งก็จะตอกย้ำความ “คิดมากเกินไป” หรือ “โอเว่อร์เกินเหตุ” ในมุมมองของอีกฝ่ายอยู่ดี)

.

ฉะนั้น ในกรณีแบบนี้ การเลือกที่จะเงียบอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในระยะยาวเท่าไหร่นัก

.

ทางเลือกที่อาจจะดีกว่าในระยะยาวคือการหยิบเรื่องนี้มาสื่อสารกับ “เจ้าของมุก” ตรงๆเลยว่า “เธออาจจะขำกับมุกนี้ แต่ฉันขำไม่ออกจริงๆ ถ้าเธออยากจะเล่นมุก ฉันอยากขอให้เธอเล่นมุกอื่นแทนดีกว่านะ”

.

การยืนหยัดแบบนี้ทำให้ “เจ้าของมุก” ไม่สามารถลอยนวลจากเหตุการณ์นี้ได้ และทำให้ “เจ้าของมุก” รู้สึกลังเลมากขึ้น หากเขาจะเล่นมุกประเภท “คนอื่นฮาแต่เรา hurt” กับเราในอนาคตครับ

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราสูญเสียอะไรสักอย่างหรือใครสักคนไป การรับมือกับความสูญเสียนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

.

ยิ่งสิ่งที่เราสูญเสียหรือคนที่เราสูญเสียมีความสำคัญกับเรามากเท่าไหร่ ความสูญเสียดังกล่าวก็ยิ่งส่งผลกับเรามากเท่านั้น - มากจนอาจทำให้ชีวิตของเรา “เสียศูนย์” ได้เลยทีเดียว (ในบางกรณี)

.

เราจะรับมือกับความสูญเสียที่สำคัญๆในชีวิตอย่างไรไม่ให้ตัวเอง “เสียศูนย์” มากเกินไปนัก?

.

นักจิตวิทยา Rick Hanson (เจ้าของหนังสือ Hardwiring Happiness) มีคำตอบครับ

.

คำตอบของ Hanson ก็คือ Let Be, Let Go และ Let In ครับ

.

.

.

# 1 Let Be

.

Let Be คือการที่เราอนุญาตตัวเองให้นั่งอยู่กับความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราเจอกับความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเสียใจ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกโกรธ ความรู้สึกคิดถึง หรือความรู้สึกอะไรก็ตาม

.

และที่สำคัญก็คือ มันเป็นการที่เราอนุญาตให้ตัวเองได้อยู่กับความรู้สึกเหล่านั้น โดยไม่ตัดสินความรู้สึกเหล่านั้นด้วยคำว่า “ควร/ไม่ควร” “ผิด/ถูก” “เหมาะสม/ไม่เหมาะสม”

.

ต่อไปนี้คือตัวอย่างของการตัดสินความรู้สึกของตัวเองที่ผมพูดถึงในย่อหน้าข้างต้นครับ

.

“ฉันควรจะ move on ได้แล้ว ฉันควรจะหยุดคิดถึงแฟนเก่าได้แล้ว ฉันจะจมอยู่กับแฟนเก่าทำไมกัน ในเมื่อแฟนเก่าเขา move on ไปได้แล้ว”

“ฉันไม่ควรโกรธคุณยายฉันเลย มันไม่ใช่ความผิดคุณยายเลยนะที่ป่วยและเสียไปแบบนั้น”

“ฉันควรหยุดโกรธและควรให้อภัยคนที่ขับรถชนฉันและทำให้ฉันต้องสูญเสียขาข้างนึงได้แล้ว เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”

.

แทนที่เราจะตัดสินความรู้สึกของตัวเอง Hanson เสนอให้เราอ้าแขนต้อนรับความรู้สึกเหล่านี้ เราไม่จำเป็นต้อง “ชอบ” ความรู้สึกเหล่านี้ที่อยู่ในใจเรานะครับ แต่ Hanson เสนอให้เราอนุญาตให้ความรู้สึกเหล่านี้ได้ “มีพื้นที่” อยู่ในใจเรา (คล้ายๆกับการที่เราอาจจะไม่ได้ “ชอบ” เพื่อนร่วมห้องของเรา แต่เราก็เปิดทางให้เพื่อนร่วมห้องของเรา “มีพื้นที่” อยู่ในห้องเดียวกันกับเราครับ)

.

ต่อไปนี้คือตัวอย่างของการอ้าแขนต้อนรับความรู้สึกของตัวเองที่ผมพูดถึงในย่อหน้าก่อนหน้านี้ครับ

.

“ฉันไม่ชอบเลยที่ตัวเองยังคงคิดถึงแฟนเก่า ทั้งๆที่แฟนเก่า move on ไปไกลแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าฉันยังคงคิดถึงเขามากๆอยู่”

“ฉันรู้ว่าคุณยายไม่ได้ตั้งใจที่จะป่วยและทิ้งฉันไว้แบบนี้ แต่เสี้ยวนึงในใจฉันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธคุณยายที่ทิ้งฉันไปอยู่ดี”

“ต่อให้คู่กรณีจะไม่ได้ตั้งใจขับรถชนฉัน แต่ถ้าจะให้ฉันให้อภัยเขาในตอนนี้ ฉันยอมรับว่าฉันกำลังรู้สึกโกรธเขามากเกินกว่าที่จะให้อภัยได้จริงๆ”

.

# 2 Let Go

.

สำหรับหลายๆคน เพียงแค่พวกเขาเริ่มต้น Let Be พวกเขาก็สัมผัสได้ว่า ความรู้สึกทั้งหลายที่เข้มข้นในใจ (หลังจากที่เกิดการสูญเสีย) มันก็ค่อยๆลดความเข้มข้นลงเรียบร้อยแล้ว

.

แต่สำหรับคนที่อยาก “ไปต่อ” Hanson เสนอว่าขั้นตอนต่อไป (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ควรทำหลังจากที่ได้ใช้เวลาอยู่กับการ Let Be นานระดับหนึ่งแล้ว) คือ Let Go ครับ

.

Let Go คือการที่เราหยิบเอาความคิดความรู้สึกที่เรามีอยู่ในใจ (หลังเกิดเหตุการณ์สูญเสีย) มาพิจารณาดูและเริ่มต้นปล่อยมันออกไปทีละนิดๆๆ

.

ยกตัวอย่างเช่น ในแต่ละวัน เราจะล็อกเวลาไว้ให้ตัวเองวันละ 10 นาที ซึ่งในช่วง 10 นาทีนี้ ทุกครั้งที่เราหายใจเข้า เราจะหายใจเข้าพร้อมกับพูดกับตัวเองในใจว่า “ฉันรู้ว่าในใจฉันมีความรู้สึกโกรธที่เจ้านายเก่าไล่ฉันออกด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นธรรม” จากนั้น ทุกครั้งที่เราหายใจออก เราก็จะหายใจออกพร้อมกับพูดกับตัวเองในใจว่า “ฉันอยากจะเริ่มต้น ‘ปล่อยมือ’ จากความรู้สึกโกรธนี้ ฉันอยากให้พลังงานความโกรธนี้ค่อยๆออกไปจากใจฉันพร้อมกับลมหายใจออกนี้” เป็นต้น

.

ในช่วงแรกๆ เราอาจจะพบว่าเรายังไม่สามารถปล่อยความคิดความรู้สึกดังกล่าวได้

.

นี่ถือเป็นเรื่องปกติมากๆครับ และมันไม่เป็นไรเลยครับที่เราจะยัง “ปล่อยไม่หลุด” ในช่วงนี้

.

อย่างไรก็ตาม หากเรายังคงตั้งใจที่จะ Let Go อย่างสม่ำเสมอ ในที่สุดแล้ว ความคิดความรู้สึกเหล่านั้นที่คั่งค้างอยู่ในใจเราก็จะค่อยๆลดระดับความเข้มข้นลงจนได้ครับ

.

# 3 Let In

.

หลังจากที่เรา Let Go ความคิดความรู้สึกทางลบที่คั่งค้างอยู่ในใจไปได้แล้ว มันอาจจะช่วยลดความปั่นป่วนทรมานในใจลงไปได้ก็จริง แต่หลายคนก็พบว่าใจของพวกเขารู้สึก “ว่างเปล่า” จนน่าใจหายเช่นกัน

.

ด้วยเหตุนี้ Hanson จึงเสนอว่า นอกจากเราจะ Let Be และ Let Go แล้ว เราอาจจะลองเพิ่มในส่วนของ Let In (เมื่อเราพร้อม) ด้วย

.

กล่าวคือ เราควรจะเปิดใจต้อนรับสิ่งดีๆ อนุญาตให้สิ่งดีๆ หรือแม้กระทั่งแสวงหาสิ่งดีๆให้เข้ามาในชีวิตเรา (ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ดีๆ ผู้คนดีๆ กิจกรรมดีๆ ความทรงจำดีๆ หรือความคิดความรู้สึกดีๆก็ตาม)

.

ยกตัวอย่างเช่น…

.

เราอาจจะคอยสังเกตสิ่งดีๆเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราแต่ละวัน (เช่น ซื้อผลไม้ในตลาดและแม่ค้าแถมผลไม้เพิ่มให้ 2 ผล) และจดบันทึกมันไว้

เราอาจจะพาตัวเองไปเจอเพื่อนสมัยมัธยมฯ หลังจากที่เรา “หายหน้าหายตา” ไปนานตอนที่เราเริ่มต้นคบกับแฟนคนเก่า (ที่เพิ่งเลิกกับเราไปเมื่อไม่นานมานี้)

เราอาจจะทำงานเป็นอาสาสมัครที่เข้ามาให้การดูแลกับผู้ป่วยไร้ญาติ (ที่ป่วยเป็นโรคด้วยกันกับที่พรากชีวิตของคุณยายเราไป)

.

.

.

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทาง Let Be, Let Go, Let In ของ Hanson นี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังรับมือกับความสูญเสียในชีวิตได้บ้าง…ไม่มากก็น้อยนะครับ

#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในความรู้สึกที่สามารถกัดกินใจเราได้มากที่สุดคือความรู้สึกผิด

.

หลายคนเปรียบเปรยความรู้สึกผิดว่าเป็นเหมือนกับ “เชื้อโรค” พวกเขามองว่า หากพวกเขาไม่รีบกำจัด “เชื้อโรค” นี้และปล่อยให้มันกระจายไปทั่วร่างกาย มันจะทำให้ร่างกายของพวกเขา shut down เอาได้ง่ายๆ

.

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนพยายาม “ปัด” ความรู้สึกผิดทิ้ง ทุกครั้งที่ความรู้สึกดังกล่าวโผล่เข้ามาในใจ

.

แต่ข้อสังเกตข้อหนึ่งก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะพยายาม “ปัด” ความรู้สึกผิดทิ้งกี่รอบ ความรู้สึกดังกล่าวก็ยังคงโผล่ขึ้นมาในใจเป็นระยะๆอยู่ดี

.

ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น?

.

สาเหตุที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ ความรู้สึกผิดของพวกเขามี “ข้อความ” บางอย่างที่ต้องการจะบอกพวกเขาครับ

.

พวกเขาจำเป็นต้องให้เวลากับตัวเอง นั่งอยู่กับความรู้สึกผิดของตัวเองสักพัก และเปิดใจ “ฟัง” ว่าความรู้สึกผิดของพวกเขาต้องการให้พวกเขารับรู้อะไรบ้าง

.

ยกตัวอย่างเช่น ความรู้สึกผิดของเขาอาจต้องการให้เขารับรู้ว่า ตอนที่เขานอกใจแฟนเก่านั้น สิ่งที่เขาทำลงไปมันสร้างความเจ็บปวดให้กับแฟนเก่าเป็นอย่างมาก เป็นต้น

.

หลังจากที่พวกเขาเปิดใจ “ฟังข้อความ” ที่มาจากความรู้สึกผิดของพวกเขาแล้ว ขั้นตอนต่อไปของพวกเขาคือการ “ลงมือทำ”

.

ยกตัวอย่างเช่น แม้จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็สามารถขอโทษแฟนเก่าได้ (แม้แฟนเก่าจะไม่ให้อภัยก็ตาม) และหากเขามีแฟนใหม่ในอนาคต และความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแฟนใหม่มีปัญหา เขาก็จะหยิบปัญหานั้นมาหาทางออกร่วมกันกับแฟนใหม่ ซึ่งถ้าเขาไม่สามารถหาทางออกที่น่าพึงพอใจได้ เขาก็จะเลิกกับแฟนใหม่ (จะไม่มีการนอกใจระหว่างที่ยังคบกันอยู่อีก) เป็นต้น

.

ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ทำให้เสียงของความรู้สึกผิดเงียบหายไปจากใจได้โดยสมบูรณ์สำหรับทุกๆคนก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด หลายคนจะพบว่า เสียงของความรู้สึกผิดมันมีระดับ volume ที่เบาลงอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยครับ

.

อ้างอิง

Haaga, D. A. F. (2000). The psychology of guilt and shame: New perspectives. In P. R. Shaver & M. S. Mikulincer (Eds.), Human emotions: A handbook of research (pp. 354-376). Guilford Press.

Tangney, J. P. (1995). Shame and guilt in interpersonal relationships. In J. P. Tangney and K. W. Fischer (Eds.), Self-Conscious Emotions: The Psychology of Shame, Guilt, Embarrassment, and Pride (pp. 114-390). New York: Guilford

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราพูดถึง introvert หลายคนจะนึกถึงภาพของคนที่ชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเองคนเดียวเยอะๆ

.

แต่ในความเป็นจริงแล้ว introvert แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป

.

introvert บางคน enjoy การใช้เวลาอยู่กับตัวเองคนเดียว ในขณะที่ introvert บางคนไม่ชอบ (หรือแม้กระทั่งรู้สึกทรมาน) เวลาที่ตัวเองอยู่ตัวคนเดียวด้วยซ้ำ!

.

นักจิตวิทยาพบว่าพวกเขาสามารถแบ่ง introvert ทั้งหมดออกเป็นอย่างน้อย 4 กลุ่มด้วยกันดังต่อไปนี้ (โดยที่แต่ละกลุ่มก็จะชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากน้อยต่างกันออกไป)

.

# 1 Thinking Introvert

.

นี่คือชาว introvert ที่ชอบครุ่นคิดทบทวนเรื่องต่างๆกับตัวเองอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังมีพลังจินตนาการที่เข้มข้น

.

ชาว introvert กลุ่มนี้มักจะแสวงหาช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้อยู่ตัวคนเดียวอยู่บ่อยๆ เพราะพวกเขาต้องการ “ตัดสิ่งรบกวน” ออกจากชีวิตชั่วคราว เวลาที่พวกเขาต้องการสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง หรือตกผลึกทางความคิดกับเรื่องบางเรื่อง

.

# 2 Anxious Introvert

.

นี่คือชาว introvert ที่มีนิสัยขี้อายและ “ชอบคิดมาก”

.

ชาว introvert กลุ่มนี้ก็ถือเป็นอีกกลุ่มที่แสวงหาช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้อยู่ตัวคนเดียวอยู่เนืองๆ

.

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ทำให้ชาว introvert กลุ่มนี้อยากอยู่คนเดียวนั้น ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาต้องการ “ตัดสิ่งรบกวน” เวลาที่พวกเขาทำงานเหมือนกับชาว thinking introvert แต่เป็นเพราะพวกเขาต้องการหลีกหนีจากผู้คนมากกว่า

.

และที่พวกเขาต้องการหลีกหนีผู้คนนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะว่านิสัยขี้อายและ “ชอบคิดมาก” ของพวกเขาทำให้พวกเขามองว่าตัวเอง “ไม่เข้าพวก” หรือ “แปลกแยก” เมื่ออยู่กับคนอื่น (โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคย) นั่นเอง

.

# 3 Social Introvert

.

นี่คือชาว introvert ที่ชอบใช้เวลาอยู่กับคนอื่น (ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มคนเล็กๆไม่กี่คนมากกว่าที่จะเป็นกลุ่มใหญ่ๆหลายสิบคน) มากพอๆกับอยู่คนเดียว

.

อันที่จริง ชาว introvert กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่แสวงหาช่วงเวลาที่จะได้อยู่คนเดียวมากที่สุด เมื่อเทียบกับชาว introvert กลุ่มอื่นๆ

.

ซึ่งในบางครั้ง ชาว introvert กลุ่มนี้ก็อยากอยู่คนเดียวเพราะต้องการ “ตัดสิ่งรบกวน” เวลาที่พวกเขาทำงานเหมือนกับชาว thinking introvert

.

แต่ในบางครั้ง ชาว introvert กลุ่มนี้ก็อยากอยู่คนเดียวเพราะต้องการหลีกหนีผู้คนที่พวกเขารู้สึก “ไม่สบายใจ” เหมือนกับชาว anxious introvert

.

# 4 Restrained Introvert

.

นี่คือชาว introvert ที่มีบุคลิกนิสัยนิ่งๆ ขึงขัง จริงจัง ระมัดระวังในการทำทุกอย่าง (รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนด้วย)

.

ชาว introvert กลุ่มนี้ค่อนข้างจะรู้สึก “เฉยๆ” กับการใช้เวลาอยู่ตัวคนเดียว และก็ค่อนข้างจะ “เฉยๆ” กับการใช้เวลากับผู้อื่น

.

เพียงแต่ว่า ในสายตาของหลายๆคน แม้ชาว introvert กลุ่มนี้จะ “เฉยๆ” กับการใช้เวลาอยู่กับผู้อื่น แต่การที่คนอื่นจะ “เข้าถึง” หรือ “สนิทสนม” กับชาว introvert กลุ่มนี้ได้นั้น มันจะต้องใช้เวลาเยอะพอสมควรเลยครับ (เพราะนิสัยของชาว introvert กลุ่มนี้ที่มีความระมัดระวังสูงนั่นเอง)

.

อ้างอิง

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/ppm0000287

https://doi.org/10.1111/jopy.12970

http://dx.doi.org/10.13140/2.1.2173.5685

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนใช้ชีวิตในลักษณะ “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…”

.

ยกตัวอย่างเช่น “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้เจอความรักดีๆ” “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อมีอิสรภาพทางการเงิน” “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อลดน้ำหนักได้ครบ 10 กิโลกรัม” เป็นต้น

.

การใช้ชีวิตแบบนี้มีข้อดีในแง่ที่มันช่วยให้ชีวิตเรามีทิศทางที่ชัดเจน (มันก็ดีกว่าการใช้ชีวิตแบบเคว้งคว้างโดยไม่รู้ว่าชีวิตกำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางไหนเยอะเลยทีเดียว)

.

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการใช้ชีวิตแบบนี้คือการที่เรายกความสุขให้เป็นเรื่องของอนาคต

.

นอกจากนี้ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ พอเราสามารถทำในสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ได้ (เช่น ได้เจอความรักดีๆแล้ว มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว ลดน้ำหนักได้ครบ 10 กิโลกรัมแล้ว) เราอาจจะรู้สึกมีความสุขอยู่ระยะหนึ่งนะครับ

.

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ใจเราก็มีแนวโน้มที่จะเข้ามาสู่ลูป “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…” ต่อไป!

.

ยกตัวอย่างเช่น “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อฉันได้แต่งงานกับแฟนคนปัจจุบัน” “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อฉันช่วยให้คนรอบข้างมีอิสรภาพทางการเงินเหมือนกับฉันได้” “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อฉันมีไขมันต่ำจนเห็นกล้ามท้องชัดเจน” เป็นต้น

.

การใช้ชีวิตในลักษณะ “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…” จึงเป็นการใช้ชีวิตที่แทบจะไม่มีโอกาสได้มีความสุขเลย (ยกเว้นช่วงเวลาสั้นๆที่เราบรรลุเป้าหมายเท่านั้น)

.

ทำอย่างไรเราจึงจะพาตัวเองออกมาจากการใช้ชีวิตลักษณะนี้ได้?

.

ต่อไปนี้คือแนวทางในเบื้องต้นที่สามารถช่วยให้เราเริ่มต้นมีความสุขตั้งแต่วันนี้ได้ครับ

.

# 1 คอยสังเกตใจตัวเอง

.

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นว่าตัวเองกำลังอยู่ในลูป “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…” ให้เราพูดย้ำเตือนกับตัวเองในใจว่า “นี่ไง! ฉันกำลังอยู่ในลูปนี้อีกแล้ว!”

.

การทำแบบนี้สามารถช่วยลดพลังอำนาจของลูป “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…” ในใจเราลงได้ครับ

.

# 2 ปรับเป้าหมายให้มีขนาดเล็กจนสามารถทำได้ภายในวันนี้

.

ยกตัวอย่างเช่น เดิมที ใจเราอาจล็อกเป้าไว้ว่า “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้เจอแฟนที่พร้อมรับฟังฉันด้วยความเข้าใจ” ซึ่งหากเราตั้งเป้าหมายกับตัวเองไว้ว่า วันนี้ เราจะพยายามรับฟังคนอื่น (เช่น เพื่อนร่วมงาน) ด้วยความเข้าอกเข้าใจโดยสมบูรณ์อย่างน้อย 5 นาที นี่คือเป้าหมายที่เราสามารถทำได้สำเร็จภายในวันนี้ และมันก็จะช่วยให้เราได้ “ลิ้มรส” ความสุขตั้งแต่วันนี้เช่นกัน เป็นต้น

.

# 3 มองหาสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

.

เวลาที่เราใช้ชีวิตในลักษณะ “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…” เรามีแนวโน้มที่จะโฟกัสเฉพาะสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ในใจเพียงอย่างเดียว (เช่น การได้เจอความรักที่ดี การมีอิสรภาพทางการเงิน การลดน้ำหนักได้ครบ 10 กิโลกรัม)

.

การโฟกัสเช่นนี้อาจทำให้เรา “มองไม่เห็น” สิ่งดีๆที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข ดีใจ สมหวัง ขอบคุณในแต่ละวันได้ง่ายๆ

.

ด้วยเหตุนี้ หากเราตั้งใจมองหาสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน (ต่อให้มันจะเป็นเรื่องเล็กๆ เช่น มีคนช่วยเก็บของที่เราทำหล่น ทั้งๆที่เราไม่ได้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือแม้แต่แอะเดียว) และบันทึกสิ่งดีๆเหล่านั้นลงบนกระดาษหรือในโทรศัพท์ มันน่าจะช่วยเพิ่มความสุขในชีวิตประจำวันเราได้ไม่น้อยเลยครับ

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1007/s00199-022-01445-1

https://doi.org/10.1038/s41562-019-0666-7

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เรานึกถึงงานอดิเรก เราอาจจะมองว่างานอดิเรกคือสิ่งที่เราทำเพื่อ “ฆ่าเวลา” เฉยๆ

.

แต่ในความเป็นจริงแล้ว งานอดิเรกเป็นมากกว่าเพียงแค่ “กิจกรรมฆ่าเวลา”

.

งานอดิเรกคือสิ่งที่ช่วยให้เรารู้จักตัวเองในแง่มุมที่เราอาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน งานอดิเรกคือสิ่งที่ช่วยให้เรารู้จักกับผู้คนใหม่ๆ งานอดิเรกคือสิ่งที่ช่วยให้เราเรียนรู้ความรู้และทักษะใหม่ๆ งานอดิเรกคือสิ่งที่ช่วยพัฒนาสุขภาพของเรา (ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ)

.

ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ผมเชื่อว่าทุกๆคนที่มีงานอดิเรกคงจะทราบกันดีอยู่แล้ว

.

สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอเพิ่มเติมในวันนี้ก็คือ หากเราต้องการจะได้รับประโยชน์จากงานอดิเรกอย่างเต็มอิ่ม เราไม่ควรมีงานอดิเรกเพียงอย่างเดียวครับ

.

หากเราต้องการได้รับประโยชน์จากงานอดิเรกอย่างเต็มอิ่ม เราควรมีงานอดิเรกอย่างน้อย 3 ประเภทดังต่อไปนี้ครับ

.

# 1 งานอดิเรกที่เน้นการขยับร่างกายของเรา

.

ไม่ว่าจะเป็นการเต้นซุมบ้า การว่ายน้ำ การเตะฟุตบอล การตีแบดมินตัน การเล่นโยคะ การต่อยมวย ฯลฯ

.

เราไม่จำเป็นต้อง “จัดหนักจัดเต็ม” กับการขยับร่างกาย (หากเราไม่ชอบ) แต่อย่างน้อยที่สุด ร่างกายของเราไม่ควรที่จะนั่งอยู่กับที่เฉยๆติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆในแต่ละวัน

.

อย่างน้อยที่สุด เราควรจะพาตัวเองไปเดินเล่น…วันละนิดๆหน่อยๆก็ยังดี

.

นอกจากงานอดิเรกประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงมากขึ้นแล้ว มันยังช่วยลดความเครียดและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต (เช่น โรคซึมเศร้า) ได้อีกด้วย

.

# 2 งานอดิเรกที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเรา

.

หลายคนอาจจะมองว่าตัวเองเป็นคนที่ “ไม่มีหัว” ในด้านความคิดสร้างสรรค์

.

ตอนเรียนวิชาศิลปะก็ได้คะแนนน้อย ตอนไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อนก็โดนแซวว่า “(เสียง)เพี้ยน” ตอนเขียนนิยายลงบนเว็บไซต์ก็ไม่มีใครเข้ามาอ่าน ตอนทำอาหารในบ้านก็ไม่มีใครกล้ากิน ฯลฯ

.

อย่างไรก็ตาม เวลาที่เราทำงานอดิเรกนั้น หัวใจสำคัญไม่ใช่การ “ทำได้ดี”

.

หัวใจสำคัญคือการที่เราอนุญาตให้ตัวเองได้ “แสดงตัวตน” ออกมาผ่านการสร้างสรรค์ผลงานสักชิ้นหนึ่ง (โดยไม่ตัดสินผลงานดังกล่าวว่า “ดี” หรือ “แย่”) มากกว่า

.

ผลการศึกษาพบว่า เวลาที่เราทำงานอดิเรกประเภทนี้ (ไม่ว่าเราจะทำมันได้ออกกมา “ดี” หรือ “ไม่ดี” ก็ตาม) สิ่งที่เราจะได้แน่ๆคือความสุข ความพึงพอใจในชีวิต รวมถึงความรู้สึกว่า “ชีวิตนี้มีค่า” อีกด้วย

.

# 3 งานอดิเรกที่ลับคมสติปัญญาของเรา

.

ยกตัวอย่างเช่น การอ่านหนังสือ การเรียนภาษาต่างประเทศ การเล่นเกมแนวปริศนาหรือแนวกลยุทธ์วางแผน (เช่น crosswords ซูโดกุ หมากรุก) เป็นต้น

.

สำหรับช่วงแรกๆ งานอดิเรกประเภทนี้อาจจะดู “ทรมาน” หรือ “ไม่สนุก” สำหรับหลายคนอยู่บ้าง เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เรากำลัง “เรียนรู้” งานอดิเรกนั้นๆอยู่ เราจึงอาจจะยัง “ตะกุกตะกัก” อยู่ไม่น้อย

.

อย่างไรก็ตาม หากเราผ่านช่วงแรกๆไปได้ และเราเริ่ม “เป็น” ขึ้นมาได้แล้ว เราก็จะพบกับความสนุกอีกรูปแบบหนึ่ง

.

มันเป็นความสนุกจากการที่เรามองเห็นตัวเอง “ก้าวหน้า” ในเรื่องนั้นๆ มันเป็นความสนุกจากการที่เรามองเห็นตัวเองก้าวข้ามผ่านความท้าทายหรืออุปสรรคที่เคยทำให้เรา “ติดขัด” ในช่วงแรกๆมาได้

.

และสำหรับหลายๆคน งานอดิเรกประเภทนี้ทำให้พวกเขาได้ค้นพบว่า แท้ที่จริงแล้ว พวกเขาเองก็มี “พรสวรรค์” กับอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน! (จากเดิมที่พวกเขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเหมือน “เป็ด” ที่ไม่เก่งโดดเด่นในเรื่องอะไรเลย)

.

ยกตัวอย่างเช่น บางคนไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมี “พรสวรรค์” ในด้านการเรียนรู้ภาษาสเปน จนกระทั่งเขาได้เริ่มเรียนรู้ภาษานี้เป็นงานอดิเรก เป็นต้น

.

ฉะนั้น งานอดิเรกประเภทนี้จึงสามารถเพิ่มความรู้สึกมั่นใจในตัวเองและภาคภูมิใจในตัวเองได้ นอกจากนี้ มันยังช่วยลดความเสี่ยงของ “ภาวะสมองเสื่อมถอย” เมื่อเราอายุมากขึ้นอีกด้วย

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.9734/BJESBS/2015/21865

https://doi.org/10.3389/fpubh.2024.1417997

https://doi.org/10.3389/fpubh.2023.1117822

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราปลูกต้นไม้สักต้น เราจะหมั่นสังเกตดู “สัญญาณอันตราย” ที่อาจทำให้ต้นไม้ตายได้ในท้ายที่สุด

.

เพราะถ้าเรามองเห็น “สัญญาณอันตราย” เหล่านั้นตั้งแต่เนิ่นๆ เราก็จะสามารถลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยต้นไม้ที่เราปลูกไว้ได้ทันท่วงที

.

ความรักความสัมพันธ์ก็เช่นกัน

.

หากเราต้องการให้ความรักความสัมพันธ์ของเรา “มีชีวิตอยู่ต่อไป” การหมั่นสังเกตดู “สัญญาณอันตราย” ในความรักความสัมพันธ์คือสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยครับ

.

คำถามสำคัญก็คือ “สัญญาณอันตราย” ที่อาจนำมาสู่ “ความตาย” ของความรักความสัมพันธ์นั้น มันมีอะไรบ้าง?

.

วันนี้ ผมอยากจะหยิบมานำเสนอ 3 ข้อด้วยกันครับ

.

# 1 บทสนทนาของเรากับแฟนเต็มไปด้วยเรื่อง “ผิวเผิน” มากกว่าเรื่อง “ลึกซึ้ง”

.

ยกตัวอย่างเช่น เราคุยกับแฟนในเรื่องประเภท “เย็นนี้กินข้าวที่ไหนดี” และ “เดือนนี้จ่ายค่าไฟแล้วใช่ไหม” มากกว่าเรื่องประเภท “ความฝันของเรา” และ “สิ่งที่แฟนกลัวมากที่สุด” เป็นต้น

.

มันสะท้อนให้เห็นว่าใจของเรากับแฟนมี “ระยะห่าง” กันมากขึ้น

.

# 2 เรากับแฟนสัมผัสกันน้อยลง

.

ยกตัวอย่างเช่น เรากับแฟนไม่จับมือถือแขนระหว่างเดินอยู่ในห้างเหมือนเก่า เรากับแฟนไม่นั่งกอดกันระหว่างดูทีวีเหมือนเก่า เรากับแฟนไม่จุ๊บแก้มกันทุนคืนก่อนนอนเหมือนเก่า เป็นต้น

.

หรือถ้ามีการสัมผัสกัน มันก็จะเป็นการสัมผัสที่ติดๆขัดๆฝืนๆอย่างเห็นได้ชัด

.

เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่ “สังเกตเห็นได้ยาก” สำหรับคู่รักที่ไม่ค่อยสัมผัสกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่สำหรับคู่รักที่สัมผัสกันบ่อยในช่วงแรกๆที่คบกัน เรื่องนี้สามารถเป็นเรื่องที่ “สังเกตเห็นได้ง่าย” สุดๆเลยครับ

.

# 3 เราไม่รู้สึกว่าเป็น “ทีมเดียวกัน” กับแฟนอีกต่อไป

.

คู่รักที่ความสัมพันธ์เหนียวแน่นคือคู่รักที่พร้อมจะจับมือเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆที่เข้ามาในชีวิตไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าอุปสรรคดังกล่าวจะเป็น “อุปสรรคของเรา” หรือ “อุปสรรคของเขา” ก็ตาม

.

อย่างน้อยที่สุด ต่อให้เราจะไม่สามารถจัดการแก้ไข “อุปสรรคของเขา” ได้โดยตรง เราก็พร้อมที่จะนั่งมือแฟนอยู่ข้างๆเพื่อให้แฟนอุ่นใจว่า ไม่ว่า “อุปสรรคของเขา” จะหนักหนาสาหัสแค่ไหน แฟนจะไม่โดดเดี่ยวอย่างแน่นอน

.

อย่างไรก็ตาม หากแฟนเผชิญหน้ากับ “อุปสรรคของเขา” และเราไม่แคร์ (รวมถึงหากเราเผชิญหน้ากับ “อุปสรรคของเรา” และแฟนไม่แคร์) นั่นอาจหมายความว่าเรากับแฟนเริ่มไม่ได้ “ลงเรือลำเดียวกัน” แล้ว…ก็เป็นได้ครับ

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนทุ่มเทให้กับความรักเป็นอย่างมาก

.

พวกเขาหวังว่า แฟนจะมองเห็นความทุ่มเทของพวกเขา และอยากขยับความสัมพันธ์ไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว (เช่น ขยับสถานะจาก “แฟน” เป็น “คู่หมั้น”)

.

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆคนก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะทุ่มเทให้กับแฟนขนาดไหน แฟนก็ยังคง “นิ่งเฉย” และไม่มีท่าทีว่าอยากจะขยับความสัมพันธ์ไปข้างหน้าเลยแม้แต่น้อย

.

สถานการณ์ความสัมพันธ์ดำเนินไปเช่นนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขาเลิกกันในท้ายที่สุด

.

แต่หลังจากที่พวกเขาเลิกกับแฟนไปได้ไม่นาน แฟนของพวกเขาก็เริ่มต้นกับคนใหม่

.

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่แฟนของพวกเขาเริ่มต้นกับคนใหม่ไปได้ไม่นาน ความสัมพันธ์ครั้งใหม่นี้ก็มีการขยับไปข้างหน้า (เช่น เปลี่ยนสถานะจาก “แฟน” เป็น “คู่หมั้น”) เป็นที่เรียบร้อย!

.

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะตัดสินตัวเองว่า “ฉันต้องดีไม่พอแน่ๆเลย เมื่อเทียบกับแฟนคนใหม่นั้น”

.

อย่างไรก็ตาม การตัดสินตัวเองในลักษณะนี้อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียวครับ

.

เพราะความเป็นจริงก็คือ เวลาที่คู่รักเพิ่งจะคบกันในช่วงแรกๆ สิ่งที่คู่รักทุ่มเทให้กันและกันมันเป็นอะไรที่ “พิเศษ” ในความรู้สึกของแฟน ต่อให้สิ่งที่ทุ่มเทให้กันจะเป็นเรื่อง “เล็กๆน้อยๆ” ก็ตาม (เช่น การต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้แฟนกิน)

.

แต่พอคู่รักคบกันไปนานๆสักระยะ สิ่งที่คู่รักทุ่มเทให้กันและกัน มันเริ่มไม่รู้สึก “พิเศษ” อีกต่อไป ต่อให้สิ่งที่ทุ่มเทให้กันจะมีขนาด “ใหญ่โต” ก็ตาม (เช่น การทำอาหารระดับ “ภัตตาคาร” ให้แฟนกิน)

.

อันที่จริง สำหรับคู่รักที่คบกันไปนานๆหลายคู่ นอกจากมันจะไม่ได้รู้สึก “พิเศษ” แล้ว มันยังเริ่มรู้สึก “ชินชา” อีกด้วย!

.

นี่จึงเป็นสาเหตุข้อหนึ่งที่อาจจะอธิบายสถานการณ์ “ทุ่มเทแทบตาย แต่ก็ไร้การตอบสนองใดใด” ได้

.

มันไม่ได้หมายความว่าเรา “ดีไม่พอ” เสมอไป

.

เพราะมันก็มีความเป็นไปได้ว่า หลังจากที่ระยะเวลาผ่านไปสักพัก ความ “ชินชา” หรือ “เฉยเมย” ที่เราเคยได้รับจากแฟนเก่าของเรา ก็อาจเป็นสิ่งที่คนใหม่จะต้องเจอเช่นกันครับ (เว้นแต่แฟนเก่าจะมีการทบทวนตัวเองและตั้งใจแก้ไขจุดนี้อย่างจริงจัง…ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเพราะเรา “ดีไม่พอ” อยู่ดีครับ)

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1016/0022-1031(80)90007-4

#จิตวิทยา #siamstr

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยคงจะคุ้นหูคุ้นตากับคำว่า gaslight กันอยู่บ้าง

.

เวลาที่เรา gaslight ใครสักคน เรากำลัง “ชักใย” ให้คนๆนั้นเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในสิ่งที่เขารับรู้

.

ยกตัวอย่างเช่น ภรรยาเห็นว่าสามีส่งข้อความพูดคุยกับผู้หญิงคนอื่นในลักษณะ “ชู้สาว” แต่สามีก็ใช้คำพูดต่างๆนานาในการ gaslight ให้ภรรยาคิดว่าตัวเอง “เข้าใจผิด” จนได้ เป็นต้น

.

และหนึ่งใน “ประโยคยอดฮิต” ของคนที่ชอบ gaslight คนอื่นบ่อยๆก็คือ “เธออ่อนไหวมากเกินไป”

.

ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนสนิทของเราเล่นมุกตลกล้อเลียนรูปร่างของเราต่อหน้าคนอื่น ส่งผลให้เรารู้สึกอับอาย เจ็บปวด และไม่พอใจเป็นอย่างมาก และเมื่อเราหยิบเรื่องนี้มาคุยกับเพื่อนสนิท เพื่อนสนิทก็พูดตอบกลับมาว่า “มันแค่ขำๆนิดหน่อยเองนะ! เธออ่อนไหวโอเว่อร์เกินไปแล้ว!” เป็นต้น

.

เราจะเห็นได้ (จากตัวอย่างในย่อหน้าข้างบน) ว่า นอกจากประโยค “เธออ่อนไหวโอเว่อร์เกินไปแล้ว!” จะถือเป็นการ “ดูเบา” ความรู้สึกของเราแล้ว มันยังเป็นการ “ปัดความรับผิดชอบพ้นตัว” ด้วยการโยนความผิดมาอยู่ที่เรา (ที่อ่อนไหวมากเกินไป) แทนที่ความผิดนั้นจะอยู่ที่ตัวเพื่อนสนิทอีกด้วย

.

หากเราเจอเหตุการณ์ทำนองนี้เป็นครั้งแรก เราอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากคำพูดของอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก

.

แต่หากเราเจอเหตุการณ์ทำนองนี้บ่อยๆเข้า มันมีความเป็นไปได้เหมือนกันครับที่ประโยคประเภท “เธออ่อนไหวโอเว่อร์เกินไปแล้ว!” จะค่อยๆบั่นทอนจิตใจเราไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเรา “คล้อยตาม” อีกฝ่ายในท้ายที่สุด

.

ซึ่งหากสถานการณ์ดำเนินไปจนถึงจุดนั้นจริงๆ นั่นแสดงว่าอีกฝ่ายเขา gaslight เราได้สำเร็จแล้ว

.

ทำยังไงเราจึงจะป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกอีกฝ่าย gaslight ได้สำเร็จ?

.

ในเบื้องต้น หากเรา “ได้กลิ่น” ว่าเรากำลังถูกใครบางคนพยายามที่จะ gaslight เรา สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการพาตัวเองออกห่างจากคนๆนั้น

.

แต่หากเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่เราจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนๆนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกหนึ่งสิ่งที่เราสามารถทำเพื่อสกัดกั้นความพยายามในการ gaslight ของเขาคือการ “ยืนหยัด” ในสิ่งที่เรารู้สึก

.

ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะพูดกับเพื่อนสนิทของเราว่า “เธออาจไม่รู้สึกอะไรกับการถูกล้อเลียนแบบนี้ แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันรู้สึกนะ” เป็นต้น

.

การ “ยืนหยัด” ในลักษณะนี้มีประโยชน์อย่างน้อย 2 ประการด้วยกัน ประการแรก มันเป็นการ “หักล้าง” ความพยายามของอีกฝ่ายที่จะทำให้ความรู้สึกอับอาย เจ็บปวด ไม่พอใจของเราดู “เล็กน้อย” ประการที่สอง มันเป็นการ “หักล้าง” ความพยายามของอีกฝ่ายที่จะโยนความผิดมาที่เรา (โทษฐานที่อ่อนไหวมาเกินไป)

.

การ “ยืนหยัด” ลักษณะนี้จะช่วยให้เราตกเป็นเหยื่อของการถูก gaslight ได้ยากขึ้นครับ

#จิตวิทยา #siamstr

คู่รักจำนวนมากมองว่า 1+1 = 2 ไม่ใช่ 1+1 = 1

.

กล่าวคือ แม้พวกเขาจะเป็นแฟนกัน แต่พวกเขาไม่ต้องการให้ชีวิตของตัวเองและแฟน “หลอมรวมกันเป็นหนึ่ง”

.

พวกเขายังอยากที่จะมีชีวิตของตัวเองที่แยกต่างหากออกจากแฟน และพวกเขาก็อยากให้แฟนมีชีวิตของแฟนเองที่แยกต่างหากออกจากพวกเขา

.

เพียงแต่ว่า แม้ต่างคนจะต่างมีชีวิตของตัวเอง แต่พวกเขาก็จะมีช่วงเวลาที่มาอยู่ด้วยกัน มามีปฏิสัมพันธ์กัน มาทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันด้วย

.

มุมมองลักษณะนี้คือสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงปัญหา “พึ่งพากันมากเกินไป” ที่เกิดขึ้นกับคู่รักจำนวนไม่น้อย

.

ปัญหา “พึ่งพากันมากเกินไป” เกิดขึ้นเวลาที่คู่รักไม่เพียงแค่คาดหวังให้แฟนเป็นเพียงแค่แฟนเท่านั้น แต่ยังคาดหวังให้แฟนเป็นเพื่อนสนิท เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เป็นนักจิตวิทยา เป็นไกด์นำเที่ยว เป็นช่างประปา เป็นคนขับรถ และอื่นๆอีกด้วย

.

แน่นอนครับว่า แฟนแต่ละคนอาจจะ “รับบท” ได้หลายบทบาทก็จริง (เช่น เป็นทั้งแฟน เพื่อนสนิท และช่างประปา) แต่หากความคาดหวังมันอยู่ในระดับที่ “มากเกินไป” มันก็ยากจริงๆครับที่คนๆหนึ่งจะ “รับบท” ได้เยอะขนาดนั้น

.

มุมมอง 1+1 = 2 จึงเข้ามาช่วยป้องกันหรือลดทอนปัญหา “พึ่งพากันมากเกินไป” นี้ได้ เพราะถ้าทั้งเราและแฟนต่างก็มีชีวิต (และสังคม) เป็นของตัวเอง โอกาสที่เราและแฟนจะคาดหวังให้อีกฝ่าย “รับบท” เยอะๆก็จะน้อยลง

.

อย่างไรก็ตาม หากเรา “สุดโต่ง” กับมุมมอง 1+1 = 2 มากเกินไป มุมมองนี้ก็สามารถสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาในความสัมพันธ์ได้เหมือนกัน

.

ปัญหาใหม่นี้คือปัญหา “disconnect”

.

มันคือการที่ทั้งเราหรือแฟน (หรืออาจจะทั้งคู่) ต่างทุ่มเทเวลาให้กับชีวิต (และสังคม) ของตัวเองมากจนไม่มีเวลาเหลือ (หรือแทบจะไม่มีเวลาเหลือ) ให้กับกันและกันอีกต่อไป

.

มันสามารถทำให้ทั้งเราหรือแฟน (หรืออาจจะทั้งคู่) เกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า “มีแฟนก็เหมือนไม่มี” ซึ่งอาจนำมาสู่การเลิกรากันในท้ายที่สุดได้

.

ด้วยเหตุนี้ แม้มุมมองต่อความรักแบบ 1+1 = 2 จะเป็นมุมมองที่ดีและสามารถแก้ไข (หรือลดทอน) ปัญหา “พึ่งพากันมากเกินไป” ได้ แต่หากคู่รักยึดมุมมองนี้แบบสุดโต่ง มันก็สามารถทำให้ความรัก “ถึงทางตัน” ได้เช่นกันครับ

#จิตวิทยา #siamstr

พ่อแม่หลายคนชอบที่จะบันทึก moment ต่างๆในชีวิตของลูก

.

ไม่ว่าจะเป็น moment ที่ลูกไปโรงเรียนครั้งแรก

moment ที่ลูกกำลังดื้องอแง

moment ที่ลูกกำลังวิ่งเล่นกับครอบครัว

ฯลฯ

.

พ่อแม่หลายคนบันทึก moment เหล่านี้ไว้ในรูปแบบของภาพถ่าย

หลายคนบันทึกไว้ในรูปแบบของคลิปวิดีโอ

หลายคนบันทึกไว้ในรูปแบบของไดอารี่

.

และนอกจากจะบันทึก moment เหล่านี้แล้ว

พ่อแม่หลายคนก็มีการแชร์ moment เหล่านี้กับคนอื่น

(ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะครอบครัวหรือเพื่อนที่สนิทใกล้ชิด) อีกด้วย

.

การแชร์ที่เกิดขึ้นนี้ พ่อแม่หลายคนไม่ได้มีเจตนาที่เลวร้ายเลยครับ

หลายคนเพียงแค่มองว่า moment เหล่านี้มันน่ารักดีก็เลยแชร์

หลายคนอยากแบ่งปัน “บทเรียน” ที่ตัวเองได้เรียนรู้กับเพื่อนๆพ่อแม่ด้วยกัน

.

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสิ่งที่พ่อแม่แชร์

มันคือ moment ต่างๆของลูก (ไม่ใช่ของพ่อแม่)

มันจึงมีความ “สุ่มเสี่ยง” อยู่เหมือนกันครับ

.

เพราะพอลูกเติบโตขึ้น

moment ต่างๆของเขาที่ถูกแชร์ไป

(โดยเฉพาะการแชร์ในโลกออนไลน์ที่ลบทิ้งไม่ได้)

อาจเป็น moment ที่สร้างความอับอาย

หรือความไม่สบายใจให้กับลูกได้

.

จริงอยู่ครับว่า ก่อนที่พ่อแม่จะแชร์อะไรกับคนอื่น

พ่อแม่สามารถที่จะ “ขออนุญาต” จากลูกได้

.

แต่ในทางปฏิบัตินั้น

มันยากเหมือนกันครับที่เด็ก (โดยเฉพาะเด็กเล็ก)

จะปฏิเสธพ่อแม่ของตัวเอง

เพราะถึงอย่างไร

เด็กก็ยังต้องพึ่งพาพ่อแม่ในการมีชีวิตรอดสูงมาก

.

ด้วยเหตุนี้ หากเราจะยึดหลัก “ปลอดภัยไว้ก่อน”

การไม่แชร์ moment “ส่วนตัว” ของลูกในโลกออนไลน์

(โดยเฉพาะการแชร์ในรูปแบบที่ “เปิดสาธารณะ” ให้ทุกคนเข้ามาดูได้)

อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ

.

อ้างอิง

Franke, S. (2025). The house of my mother: A daughter's quest for freedom. Gallery Books.

https://doi.org/10.3390/healthcare11101359

https://doi.org/10.3389/fpsyg.2023.1171611

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนชอบที่จะตามใจคนอื่น

ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง พ่อแม่ เพื่อน แฟน หัวหน้า ครู หรือใครก็ตาม

.

เพราะพวกเขามองว่านี่คือหนทาง

ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์

.

เพราะพวกเขามองว่านี่คือหนทาง

ที่จะช่วยให้คนอื่นยอมรับพวกเขา

.

แต่แน่นอนครับว่าการตามใจคนอื่นมันมีราคาที่ต้องจ่าย

.

หากเราตามใจคนอื่น นั่นก็เท่ากับว่า

เราจะไม่มีพื้นที่ให้ความรู้สึกและความต้องการของเราเอง

.

หากเราตามใจคนอื่น นั่นก็เท่ากับว่า

เรากำลังแบกรับความเสี่ยงที่คนอื่นอาจจะ “ปู้ยี่ปู้ยำ” เราได้

.

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่หลายคนนึกถึงเวลาที่พูดถึงการตามใจคนอื่น

.

อย่างไรก็ตาม

จุดนึงที่ไม่ได้ถูกพูดถึงเท่าไหร่นัก

คือความไว้วางใจภายในความสัมพันธ์

.

เวลาที่เราตามใจคนอื่น

คนอื่นเขาก็มักจะรู้แหละครับว่า

เรากำลังตามใจเขา

.

ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงมักจะเกิดความสงสัยในใจว่า

การที่เรา “คล้อยตาม” พวกเขานั้น

มันเป็นเพราะเราเห็นตรงกับพวกเขาจริงๆ

หรือมันเป็นเพราะเราแค่อยากตามใจพวกเขาเท่านั้น

.

พวกเขาไม่รู้ว่าความคิดความรู้สึกของเราจริงๆคืออะไร

พวกเขาไม่รู้ว่าในใจเรา “เห็นด้วย” หรือ “เห็นต่าง”

.

การที่พวกเขา “ไม่รู้” ทำให้พวกเขายากที่จะไว้วางใจเราได้เต็มร้อย

.

และเนื่องจากความไว้วางใจถือเป็น

“เสาเข็ม” สำคัญของทุกๆความสัมพันธ์

มันจึงอาจกล่าวได้ว่า

หากเราเลือกที่จะตามใจใครสักคน

ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขา

จะเป็นความสัมพันธ์ที่ “ง่อนแง่น” อยู่พอสมควร

.

นี่คงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นัก

หากเราไม่ได้มีเจตนาที่จะพัฒนา

ความสัมพันธ์กับคนๆนั้นให้ไปไกลกว่านี้

.

แต่หากเราต้องการพัฒนาความสัมพันธ์

กับคนๆนั้นให้มีความสนิทสนมใกล้ชิดกันมากขึ้น

การเลือกที่จะตามใจเขาเยอะๆ

สามารถกลายเป็นอุปสรรค

ที่ทำให้ความสัมพันธ์ “ไปไม่ถึงไหน” ได้เลยครับ

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนพบว่า

หลังจากที่พวกเขาไม่ได้เจอแฟนสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง

(เช่น หลังจากที่พวกเขากลับมาจากการทำงานที่ต่างจังหวัด)

.

ทันทีที่พวกเขาได้เจอแฟน

แฟนก็จะมีพฤติกรรม “หาเรื่อง” พวกเขาอยู่เนืองๆ

.

ยกตัวอย่างเช่น

พวกเขาอาจจะดื่มน้ำและวางแก้วน้ำไว้ “ผิดที่”

ส่งผลให้แฟนบ่นและต่อว่าพวกเขาในเรื่องนี้ยกใหญ่

เป็นต้น

.

พฤติกรรม “หาเรื่อง” แบบนี้

ทำให้พวกเขารู้สึกหงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย

เพราะพวกเขาคาดหวังว่า

หลังจากที่ไม่ได้เจอหน้าแฟนมานาน

พวกเขาก็อยากจะใช้เวลาด้วยกันกับแฟนดีๆ

.

แต่พอพวกเขาเจอกับพฤติกรรม “หาเรื่อง” เช่นนี้

มันทำให้บรรยากาศภายในความสัมพันธ์เสียหมด

.

อย่างไรก็ตาม

สำหรับแฟนของพวกเขาหลายคน

พฤติกรรม “หาเรื่อง” นี้

แท้ที่จริงแล้ว

มันไม่ใช่การ “หาเรื่อง” ซะทีเดียว

.

แท้ที่จริงแล้ว

แฟนของพวกเขาทั้งคิดถึง (ที่ไม่ได้เจอกันนาน)

ปนไม่พอใจ (ที่โดน “ทิ้ง” ให้อยู่คนเดียวมานาน)

.

Combo “คิดถึงปนไม่พอใจ” จึงนำมาสู่พฤติกรรมที่ดูเหมือนการ “หาเรื่อง” นั่นเอง

.

สิ่งที่ผมสังเกตก็คือ

เวลาที่พวกเขามองเห็นพฤติกรรม “หาเรื่อง” ของแฟน

ด้วยสายตาที่ “เข้าใจ” ว่า

อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม “หาเรื่อง” นี้

ความหงุดหงิดในใจพวกเขาก็ดูจะผ่อนลงอย่างชัดเจนเลยครับ

(แม้ว่าแฟนยังคง “หาเรื่อง” อยู่เหมือนเดิมก็ตาม)

#จิตวิทยา #siamstr

ทุกวันนี้ ผู้ชายกับผู้หญิง (โดยภาพรวม)

ดูเหมือนจะมีความแตกต่างในเรื่อง

มุมมองทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ

.

กล่าวคือ ผู้ชายดูจะ “เอียงขวา” มากขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่ผู้หญิงดูจะ “เอียงซ้าย” มากขึ้นเรื่อยๆ

.

มุมมองทางการเมืองที่แตกต่างกันนี้

จะทำให้ผู้ชายผู้หญิง “อี๋” กันจนส่งผลให้

ความรักความสัมพันธ์ของพวกเขา “ไปไม่รอด” หรือไม่?

.

สำหรับคู่รักหลายคู่ พวกเขามองว่าเรื่องการเมือง

ถือเป็น “จุดตาย” ของความรักความสัมพันธ์อย่างชัดเจน

.

แต่สำหรับหลายๆคน

แม้พวกเขาจะคบกับแฟนที่ “เห็นต่าง”

แต่พวกเขาก็ยังสามารถจับมือเดินไปด้วยกัน

ในฐานะคู่รักได้อย่างมั่นคง

.

นั่นเป็นเพราะเหตุผลอย่างน้อย 3 ข้อดังต่อไปนี้ครับ

.

ประการแรก

.

มุมมองทางการเมืองของคนส่วนใหญ่

เกิดจาก “อารมณ์ความรู้สึก” มากกว่า “นโยบาย”

.

กล่าวคือ

หลายคนที่ “เอียงซ้าย” เขา “เอียงซ้าย”

เพราะเขาไม่ชอบคนที่อยู่ “ฝั่งขวา”

ส่วนหลายคนที่ “เอียงขวา” เขา “เอียงขวา”

เพราะเขาไม่ชอบคนที่อยู่ “ฝั่งซ้าย”

.

แต่พอพูดถึงตัวนโยบายแล้ว

นโยบายหลายอย่างของทั้ง 2 ฝั่งการเมืองมีความคล้ายคลึงกัน

(เช่น ทั้งพรรค democrat และ republican ของอเมริกา

ล้วนต้องการสนับสนุนนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า)

.

ด้วยเหตุนี้ แม้หลายคนจะคบกับแฟนที่ “เห็นต่าง” ทางการเมือง

แต่พวกเขากับแฟนก็อาจจะไม่ได้มีความแตกต่างมากขนาดนั้น

.

ประการที่สอง

.

มุมมองทางการเมืองของคนเรา

สามารถเปลี่ยนแปลงได้

.

ยกตัวอย่างเช่น

ผลการศึกษาในปี 2014 พบว่า

พอหลายคนอายุมากขึ้น

มุมมองทางการเมืองของพวกเขา

ก็เปลี่ยนไป “เอียงขวา” มากขึ้น

เป็นต้น

.

ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า

คู่รักหลายคู่อาจจะ “เห็นต่าง” กันอย่างเข้มข้นในช่วงแรกที่คบกัน

แต่พอพวกเขาอายุมากขึ้น

พวกเขาก็อาจจะมีมุมมองทางการเมืองที่เปลี่ยนไป

ส่งผลให้ความแตกต่างของพวกเขาลดลงด้วยเช่นกัน

.

ประการสุดท้าย

.

แม้คู่รักจะมีมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างกัน

แต่หากพวกเขาปฏิบัติต่อกันด้วยท่าที

ที่เปิดใจรับฟังและเคารพซึ่งกันและกัน

ความแตกต่างในเรื่องการเมือง

ก็อาจไม่ได้กลายเป็น “ประเด็นแตกหัก” ในความสัมพันธ์ครับ

.

อ้างอิง

https://www.ggd.world/p/the-great-splintering-how-digital

https://doi.org/10.1093/poq/nfs038

https://doi.org/10.1016/j.electstud.2013.06.007

https://reasonandmeaning.com/2017/03/31/summary-of-the-harvard-grant-study-triumphs-of-experience/

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราทำอะไรบางอย่างผิดไป

มันเป็นเรื่องปกติมากๆเลยครับที่เราจะกล่าวคำขอโทษ

.

แต่สำหรับหลายคนนั้น

แม้พวกเขาจะไม่ได้ทำอะไรผิด

แต่พวกเขาก็ยังกล่าวคำขอโทษอยู่ดี

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เรานัดเจอเพื่อนที่ร้านอาหารเวลาบ่ายโมง

แต่พอเราเดินเข้าร้านอาหารตอน 12.55 น.

เราพบว่าเพื่อนได้มานั่งรออยู่ในร้านตั้งแต่ 12.30 น. แล้ว

.

ตอนนั้นเองที่เราพูดกับเพื่อนว่า

“ขอโทษนะที่ทำให้เธอต้องมารอนานตั้งครึ่งชั่วโมงแหน่ะ”

.

เป็นต้น

.

หลายคนมองว่าคำขอโทษ

ในสถานการณ์แบบตัวอย่างข้างต้น

เป็นเรื่องของ “มารยาท” หรือ “ความสุภาพ”

.

อย่างไรก็ตาม หากเรากล่าวคำขอโทษ

(แม้เราจะไม่ได้ทำอะไรผิด) บ่อยๆเข้า

สิ่งที่อาจเกิดขึ้นก็คือ ความมั่นใจในตัวเอง

รวมถึงความน่าเชื่อถือของเราในสายตาคนอื่น

อาจถูกบั่นทอนลงได้

.

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า

หากเราต้องการแสดง “ความสุภาพ” หรือ “มารยาท”

ในสถานการณ์แบบตัวอย่างข้างต้น

แทนที่เราจะใช้คำขอโทษ

เราลองเปลี่ยนมาใช้คำขอบคุณดีกว่าครับ

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

แทนที่เราจะพูดกับเพื่อนในร้านอาหารว่า

“ขอโทษนะที่ทำให้เธอต้องมารอนานตั้งครึ่งชั่วโมงแหน่ะ”

เราอาจจะพูดกับเพื่อนว่า

“ขอบคุณนะที่มานั่งรอก่อนเวลานัดตั้งครึ่งชั่วโมงแหน่ะ”

.

เป็นต้น

.

หากเราใช้คำขอบคุณแทนคำขอโทษในสถานการณ์แบบนี้

นอกจากเราจะได้ในเรื่องของ “มารยาท” หรือ “ความสุภาพ” แล้ว

มันยังไม่บั่นทอนความมั่นใจในตัวเองหรือความน่าเชื่อถือของเราอีกด้วยครับ

#จิตวิทยา #siamstr

ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ใช้ social media

.

อย่างน้อยที่สุด ท่านผู้อ่านก็น่าจะใช้ social media

อย่าง Facebook หรือ X หรือ TikTok อยู่แน่ๆ

.

Social media ถือเป็น “เครื่องมือ” ที่มีประโยชน์กับชีวิตของเรามากครับ

.

มันช่วยให้เรา connect กับผู้คนได้ง่าย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่มีบางอย่างเหมือนกับเรา

(เช่น เคยเรียนโรงเรียนเดียวกัน มีงานอดิเรกเหมือนกัน เป็นแฟนคลับดาราคนเดียวกัน)

.

นอกจากนี้

หลายคนยังได้รับ support จำนวนมาก

จากคนอื่นผ่าน social media อีกด้วย

.

อย่างไรก็ตาม เหรียญมีอยู่ 2 ด้าน

.

แม้ social media จะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นในหลายๆด้าน

แต่ social media ก็สามารถส่งผลร้ายกับสุขภาพจิตเราได้เช่นกัน

.

ผลการศึกษาในปี 2025 พบว่า

การใช้ social media อาจส่งผลให้เรา

“หัวร้อน” หรือ “หงุดหงิดรำคาญใจ” มากขึ้นได้

.

แน่นอนครับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ใช้ social media

จะรู้สึก “หัวร้อน” หรือ หงุดหงิดรำคาญใจ”

.

อย่างไรก็ตาม หากเราเป็นคนที่…

(1) ใช้ social media บ่อยๆ (เช่น ใช้ตลอดวัน)

(2) โพสต์ลง social media ของตัวเองบ่อยๆ

(3) มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นบน social media บ่อยๆ (เช่น พิมพ์ comment ในโพสต์ของคนอื่น) - โดยเฉพาะในเรื่องการเมือง

.

หากเราใช้ social media ในลักษณะที่ตรงกัน 3 ข้อข้างต้น

เรามีโอกาสสูงที่จะรู้สึก “หัวร้อน” หรือ “หงุดหงิดรำคาญใจ”

จากการใช้ social media มากเป็นพิเศษ

เมื่อเทียบกับคนอื่นๆที่ใช้ social media ครับ

.

ใช่แล้วครับ

ต่อให้เราจะเป็นคนที่ดู content ที่มีเนื้อหา

“ชวนหัวร้อนง่าย” อย่าง content การเมือง

แต่ถ้าเราเป็นคนที่ “ดูอย่างเดียวแต่ไม่ comment”

เราก็ยังมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รู้สึก “หัวร้อน” หรือ “หงุดหงิดรำคาญใจ”

มากเท่ากับคนที่ใช้ social media แบบข้างต้นครับ!

.

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมหยิบมาเล่าในวันนี้

จะเป็นประโยชน์ในเบื้องต้นกับทุกๆท่าน

ที่ต้องการใช้ social media โดยไม่ “หัวร้อน” เกินไปนักนะครับ

.

อ้างอิง

Perlis RH, Uslu A, Schulman J, et al. Irritability and Social Media Use in US Adults. JAMA Netw Open. 2025;8(1):e2452807. doi:10.1001/jamanetworkopen.2024.52807

#จิตวิทยา #siamstr

คู่รักหลายคู่เริ่มต้นคบกันในช่วงฤดูหนาว

.

และเนื่องจากช่วงที่พวกเขาเริ่มต้นคบกัน

มันเป็นช่วงที่อากาศหนาว

พวกเขาจึงใช้เวลา indoor ด้วยกันอยู่บ่อยๆ

.

พวกเขานั่งดูซีรี่ส์ด้วยกัน

พวกเขาทำอาหารกินกันภายในห้อง

พวกเขานอนซุกผ้าห่มกอดกัน

ฯลฯ

.

ฟังดู romantic ดีใช่ไหมครับ?

.

อย่างไรก็ตาม

แม้พวกเขาจะสนิทสนมและใกล้ชิดกันมากๆ

แต่พอฤดูหนาวผ่านพ้นไป

(เหมือนอย่างตอนนี้ที่อากาศเริ่มร้อน)

หลายคู่กลับเลิกรากันซะอย่างนั้น

.

มันเกิดอะไรขึ้น?

.

ต่อไปนี้คือเหตุผลที่อาจอยู่เบื้องหลัง

การเลิกกันของคู่รักเหล่านี้ครับ

.

# 1

.

มีการศึกษาพบว่า

เวลาที่เรามองเห็นใครสักคนในช่วงอากาศเย็นๆ

เรามีแนวโน้มที่จะประเมินว่าคนๆนั้น “ดูดี” มากกว่า

เมื่อเทียบกับกรณีที่เราเจอคนๆนั้นในช่วงอากาศร้อนๆ

.

มันจึงเป็นไปได้ครับว่า

ตอนที่คู่รักคบกันช่วงฤดูหนาว

พวกเขาอาจจะรู้สึกพึงพอใจกับรูปร่างหน้าตาแฟนตัวเอง

แต่พอช่วงฤดูหนาวผ่านพ้นไป

พวกเขาอาจจะไม่ได้รู้สึกพึงพอใจเท่าไหร่แล้ว

.

# 2

.

พอช่วงฤดูหนาวผ่านพ้นไป

วิถีชีวิตประจำวันของคนเราก็อาจจะเปลี่ยนไป

.

จากเดิมที่เรามักจะใช้เวลา indoor เยอะในช่วงหน้าหนาว

เราก็อาจจะเปลี่ยนมาทำกิจกรรม outdoor มากขึ้น

และเข้าสังคมมากขึ้นในช่วงที่อากาศอบอุ่นมากขึ้น

.

ตอนนั้นเองที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความสัมพันธ์อาจรู้สึกว่า

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตประจำวันนี้

มันเริ่ม “ไม่เป็นตัวของตัวเอง” อีกต่อไป

ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังถือเป็นเรื่อง “ปกติ” สำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง

.

ความ “เข้ากันไม่ได้” นี้จึงอาจเป็นชนวนที่นำมาสู่การเลิกรากันได้

.

# 3

.

ช่วงฤดูหนาวคือช่วงเวลาที่กระตุ้นความรู้สึกเหงา

และโดดเดี่ยวมากเป็นพิเศษในกลุ่มคนโสด

หลายคนจึงตัดสินใจพาตัวเองเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์

เพราะพวกเขามองความสัมพันธ์นั้นเป็น “หลุมหลบภัย”

จากความเหงาและความโดดเดี่ยว

.

เหตุผลของการเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์ข้อนี้

จึงอาจไม่ได้มี “น้ำหนัก” มากพอให้พวกเขา

พร้อมที่จะ “ทำงาน” กับความสัมพันธ์นี้อย่างจริงจัง

ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของพวกเขามีแนวโน้ม

ที่จะจบลงด้วยการเลิกราง่ายขึ้น

เมื่อเทียบกับคนที่เข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์

ด้วยเหตุผลอื่นที่มี “น้ำหนัก” มากกว่านี้

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1068/p5715

https://penntoday.upenn.edu/news/how-psychology-explains-itch-spring-cleaning

https://doi.org/10.5173/ceju.2016.793

https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0034628

#จิตวิทยา #siamstr