
เวลาที่เราเดินเข้าไปในร้านหนังสือ
หนังสือหมวดหนึ่งที่ขายดีสุดๆคือหนังสือหมวด self-help
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง self-help ในด้านจิตวิทยา
.
คำถามสำคัญก็คือ
หนังสือที่ขายดีเหล่านี้มีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน?
.
ผลการศึกษาที่มีอยู่…ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่เลยครับ
.
นักวิจัยพบว่า เทคนิคหรือวิธีการส่วนใหญ่
ที่หนังสือเหล่านี้แนะนำกับผู้อ่าน (ราวๆ 52%)
เป็นเทคนิคหรือวิธีการไม่มีหลักฐานหรืองานวิจัยรองรับ
.
นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบอีกด้วยว่า
ทางออกที่หนังสือส่วนใหญ่นำเสนอ (ราวๆ 66%)
เป็นทางออกที่ช่วยให้ผู้อ่านรู้สึกดีเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ
แต่พอมองกันในระยะยาวแล้ว
ทางออกเหล่านี้มันไม่ได้ “ตอบโจทย์” ขนาดนั้น
.
และหากเรามองดูการเปลี่ยนแปลง
ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราจริงๆ
สิ่งที่เราจะพบก็คือ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น
มักจะไม่ได้เกิดจากการที่เราอ่านหนังสือ self-help
ตั้งใจที่จะเอาแนวทางที่อยู่ใน self-help นั้นไปปฏิบัติ
และลงมือปฏิบัติจนชีวิตเราเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
.
ความเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรานั้น
มักจะเกิดขึ้นแบบ “ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย” เสียมากกว่า
.
กล่าวคือ เรากำลังใช้ชีวิตของเราตามปกติ
และอยู่ดีๆ มันก็มีอะไรบางอย่างมาสะกิดใจเราอย่างแรง
จนทำให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
วันนี้ เราเข้าไปในทำงานใน office ตามปกติ
และหลังจากที่ทำงานเสร็จแล้ว
เราก็เดินทางไปร่วมงานศพของคุณพ่อเจ้านาย
.
และในระหว่างที่เรากำลังนั่งอยู่ในงานศพนั้น
อยู่ดีๆ ในใจของเราก็ปิ๊งขึ้นมาว่า
“เฮ้ย! ชีวิตคนเรามันสั้นนะ!”
.
ส่งผลให้เราตัดสินใจโทรไปหาเพื่อนสนิท
(หลังจากที่กลับจากงานศพ)
และบอกกับเพื่อนคนนั้นว่า
“ฉันแอบชอบเธอมาหลายปีแล้วนะ
แต่ที่ผ่านมา ฉันไม่เคยกล้าบอกเธอเลย”
.
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์
ระหว่างเรากับเพื่อนสนิท (ในฐานะแฟน)
จนในที่สุด เราก็แต่งงานกับเพื่อนสนิทคนนั้น
และมีลูกด้วยกัน 2 คนในเวลาต่อมา
.
เป็นต้น
.
ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้
มันเหมือนผมกำลังพยายามจะบอกว่า
เราควรจะเลิกอ่านหนังสือ self-help เหล่านี้เลยนะครับ
.
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เจตนาของผมครับ
.
จริงอยู่ครับว่า เทคนิคหรือวิธีการที่ถูกนำเสนอ
ในหนังสือ self-help จำนวนมาก
อาจจะเป็นวิธีการที่ “ไม่ได้ผล”
หรือ “เน้นความรู้สึกดีๆระยะสั้นเพียงอย่างเดียว”
.
แต่หลายคนก็พบว่า
ในระหว่างที่พวกเขาอ่านหนังสือ self-help เหล่านี้
พวกเขาก็ไปเจอกับบางประโยคในหนังสือ
ที่สะกิดใจพวกเขาอย่างแรง
ส่งผลให้พวกเขาเริ่มต้นสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิต
แบบ “พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ” ในเวลาต่อมา
.
หรือสำหรับหลายๆคน
แม้พวกเขาจะไม่เคยเจอกับ “ประโยคสะกิดใจ”
ในการอ่านหนังสือ self-help
แต่สิ่งที่พวกเขาได้อ่านมันก็ได้ตกผลึกอยู่ในใจพวกเขา
(โดยที่พวกเขาเองก็อาจจะไม่รู้ตัว)
จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาก็ไปเจอกับเหตุการณ์บางอย่าง
ที่สะกิดใจพวกเขาอย่างแรงขึ้นมา
ทำให้พวกเขานึกถึงสิ่งที่เคยอ่านในหนังสือ self-help
และนำมาสู่การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิต
แบบ “พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ” ในเวลาต่อมา
.
ดังนั้น หนังสือ self-help จึงมีประโยชน์อยู่เหมือนกันครับ
เพียงแต่ว่า มันอาจจะไม่ได้มีประโยชน์
ในลักษณะที่หลายๆคนคิดเท่านั้นเองครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/buy/2008-14602-009
https://doi.org/10.1111/nyas.12360
Camus, A. (2000). The myth of Sisyphus (J. O’Brien, Trans.). Penguin Classics.
#จิตวิทยา #siamstr

การตื่นขึ้นมากลางดึก (เช่น แถวๆตีสองตีสาม)
อาจจะไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่
หากเราสามารถตื่นขึ้นมา
และกลับไปนอนได้ตามปกติอย่างง่ายดาย
.
แต่สำหรับหลายๆคน พอพวกเขาตื่นขึ้นมาแล้ว
การจะกลับไปนอนต่อมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ
.
มันเกิดอะไรขึ้น?
ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นได้?
.
บทความวันนี้มีคำตอบครับ
.
# 1 อายุ
.
ตอนที่เรายังอายุน้อย เรามีแนวโน้มที่จะนอนหลับเยอะ
ตอนที่เราอายุเยอะ เรามีแนวโน้มที่จะนอนหลับน้อยลง
ส่งผลให้เรามีโอกาสที่จะเจอกับเหตุการณ์ “ตื่นกลางดึก” มากขึ้นได้
.
# 2 การใช้โทรศัพท์
.
หากเราใช้โทรศัพท์ tablet หรือคอมพิวเตอร์ก่อนเข้านอน
อุปกรณ์เหล่านี้มักจะทำให้ร่างกายเรา “ตื่นตัว”
ซึ่งสามารถส่งผลให้เราเจอเหตุการณ์ “ตื่นกลางดึก” มากขึ้นได้
.
# 3 โรคเบาหวาน
.
หลายคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
มักจะมีระดับน้ำตาลในเลือดที่ไม่สมดุล
ซึ่งสามารถส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ “ตื่นกลางดึก” มากขึ้นได้
.
# 4 แอลกอฮอล์
.
การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอน
อาจช่วยให้เรานอนหลับง่ายขึ้นก็จริง
แต่มันมักจะเป็นการนอนหลับที่ “ไม่มีคุณภาพ”
ส่งผลให้เรามีแนวโน้มที่จะเจอเหตุการณ์ “ตื่นกลางดึก” มากขึ้นได้
.
(นอกจากนี้ การดื่มกาแฟช่วงมื้อเย็น
ก็สามารถส่งผลกับการนอนหลับของเราไม่ต่างกันครับ)
.
# 5 “ทำไมฉันยังนอนไม่หลับซะที!?”
.
หากเราพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมากลางดึก
และเราเพียงแค่รับรู้ว่าตัวเองตื่นขึ้นมากลางดึก
(เช่น “อ้อ ตอนนี้ตีสามเหรอ ฉันยังนอนต่อได้อีกหลายชั่วโมงเลยนี่นา”)
และกลับไปนอนต่อ เรามีแนวโน้มที่จะนอนต่อได้อย่างง่ายดาย
.
ในทางกลับกัน หากเราพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมากลางดึก
และเรารู้สึกกังวลใจหรือตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแรง
(เช่น “ไม่นะ! ฉันควรจะต้องรีบกลับไปนอนนะ!
ไม่อย่างนั้น ฉันจะพักผ่อนไม่พอ
และวันพรุ่งนี้ฉันก็จะไม่มีแรงทำงาน
และทุกอย่างมันก็จะพังลงไปหมดนะ!”)
ร่างกายของเราก็จะเข้าสู่สภาวะ “ตื่นตัว”
ส่งผลให้เรากลับไปนอนต่อได้ยากมากขึ้น
#จิตวิทยา #siamstr

คู่รักจำนวนมากพบว่า พอพวกเขามีลูก
พวกเขาก็เริ่มมีเวลาให้กันและกันน้อยลงเรื่อยๆ
.
สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนมากที่สุด
คือบทสนทนาที่พวกเขามีด้วยกัน
.
มันจะเป็นบทสนทนาที่เต็มไปด้วย “เรื่องจำเป็น”
(เช่น เรื่องงานบ้าน เรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องการไปรับลูก)
.
ซึ่งถ้าจะมองในมุมหนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้
ถือเป็นเรื่องปกติมากๆเลยครับ
.
มันช่วยให้พวกเขารับมือกับสถานการณ์ในชีวิต
ที่เปลี่ยนไป (นับตั้งแต่มีลูก) ได้มากขึ้น
.
แต่หลายคู่พบว่าความสัมพันธ์ของพวกเขา
ดูเหมือนจะมีความห่างเหินกันมากขึ้นเช่นกัน
.
คำถามสำคัญก็คือ
พวกเขาจะ “กระชับความสัมพันธ์” ได้อย่างไร?
.
ผมคิดว่าตัวละคร “เจ้าชายน้อย” (The Little Prince)
มีคำตอบให้กับคำถามข้อนี้ครับ
.
“It is the time you have wasted for your rose that makes your rose so important.”
“เวลาที่เธอเสียไปให้ดอกกุหลาบของเธอ ทำให้ดอกกุหลาบนั้นมีค่าถึงเพียงนี้”
.
สิ่งหนึ่งที่จะช่วย “กระชับความสัมพันธ์”
ระหว่างคู่รักได้มากขึ้นคือ
การ “เสียเวลา” ในชีวิตให้แก่กันและกัน
.
มันคือการใช้เวลาอยู่ด้วยกันแบบ “ไร้สาระ”
ทำกิจกรรมที่ “ไร้สาระ” ไปด้วยกัน
(เช่น เล่นบอร์ดเกมด้วยกัน)
พูดคุยในเรื่องที่ “ไร้สาระ” ไปด้วยกัน
(เช่น เม้าท์มอยพฤติกรรมติดสัดของแมวที่เลี้ยงไว้)
.
แน่นอนครับว่าช่วงเวลาสำหรับ “สาระ” ก็ยังคงต้องมีอยู่
.
อย่างไรก็ตาม หากคู่รักจัดสรรตารางชีวิตตัวเอง
ให้มีเวลา “ไร้สาระ” ไปด้วยกันได้อย่างสม่ำเสมอ
ปัญหาเรื่องความห่างเหินภายในความสัมพันธ์
ก็น่าจะลดลง (หรือแม้แต่หายไป) ได้แน่นอนครับ
#จิตวิทยา #siamstr

เคยสงสัยไหมครับว่า
คนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงๆ
คนที่คิดไอเดียใหม่ๆเจ๋งๆออกมาได้เรื่อยๆนั้น
เขาทำได้ยังไง?
.
คนเหล่านี้เขามี “พรสวรรค์” ในด้านนี้
หรือจริงๆแล้ว พวกเขามีการกระทำ
ที่แตกต่างจากคนอื่นด้วย?
.
มันปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่า
คนเหล่านี้เขามี “พรสวรรค์” ในด้านนี้
(เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ) จริงๆ
.
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
พวกเขาจะพึ่งเพียงแค่ “พรสวรรค์”
ที่โดดเด่นของตัวเองเท่านั้น
.
ผมสังเกตว่า
เวลาที่พวกเขาคิดถึงเรื่องอะไรก็ตาม
พวกเขาดูจะใช้เวลาอยู่กับเรื่องนั้นนานกว่า
เมื่อเทียบกับคนอื่นๆอย่างชัดเจน
.
พวกเขาจะหยิบเรื่องนั้นมาทบทวนซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ
(จนอาจถูกคนอื่นแซวว่ามีความ “ย้ำคิดย้ำทำ”)
.
พวกเขาจะมีความอดทนต่อสภาวะที่ “ยังคิดไม่ออก”
(ซึ่งเป็นสภาวะที่สร้างความอึดอัดใจ) นานกว่าคนอื่นๆ
.
และเมื่อพวกเขา “คิดออก” หรือ “ได้คำตอบ” แล้ว
พวกเขาจะไม่หยุดเพียงแค่นั้น
แต่พวกเขาจะคิดต่อไปอีกว่า
นอกเหนือจาก “คำตอบ” ที่พวกเขา “คิดออก” ก่อนหน้านี้แล้ว
มันยังมี “คำตอบ” อื่น (ที่อาจจะดีกว่า “คำตอบ” เก่า) อีกไหม
.
มันเหมือนกับที่ Albert Einstein
(นักฟิสิกส์ชื่อดัง) เคยกล่าวไว้เลยครับว่า
.
“It's not that I'm so smart, it's just that I stay with problems longer.”
“ผมไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น ผมเพียงแค่ใช้เวลาขบคิดประเด็นต่างๆเป็นระยะเวลานานกว่าเท่านั้นเอง”
#จิตวิทยา #siamstr

ตอนที่เรายังเป็นเด็กทารก
สมองของเรายังโตไม่เต็มที่
.
แต่พอเราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ
สมองของเราก็จะโตมากขึ้นเรื่อยๆ
.
จนกระทั่งอายุของเราเข้าสู่เลข 3
สมองของเราก็จะเริ่มเข้าสู่สภาวะถดถอยเรื่อยๆ
.
นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้พอเราเข้าสู่วัยชรา
เราก็จะเริ่มมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสมองของเรา
(เช่น อัลไซเมอร์)
.
ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมกล่าวถึงในข้างต้น
คงเป็นสิ่งท่านผู้อ่านหลายท่าน
“ผ่านหูผ่านตา” กันมาพอสมควร
.
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่าน
ก็อาจจะรู้จักกับผู้สูงอายุหลายคน
ที่มีความเฉียบคมทางความคิดอย่างแรง
แม้พวกเขาเหล่านี้จะมีอายุ
เลยวัยเกษียณไปไกลมากๆแล้วก็ตาม
.
อะไรคือ “ความพิเศษ” ของผู้สูงอายุกลุ่มนี้?
บทความในวันนี้มีคำตอบครับ
.
# 1
.
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้โชคดีตรงที่พวกเขามียีน (gene) ที่ดี
ส่งผลให้สมองของพวกเขาเข้าสู่สภาวะถดถอยช้ากว่าคนส่วนใหญ่
.
# 2
.
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เพราะการออกกำลังกายถือเป็นปัจจัยหนึ่ง
ที่ช่วยชะลอการถดถอยของสมองได้
.
# 3
.
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะทำกิจกรรมที่ใช้ “พลังสมอง” อย่างสม่ำเสมอ
(เช่น อ่านหนังสือ เล่นหมากรุก เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ)
เพราะสมองก็เหมือนกับกล้ามเนื้อในแง่ที่ว่า “ยิ่งใช้ยิ่งแข็งแรง” ครับ
.
# 4
.
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นระยะๆ
เพราะในช่วงที่เราใช้เวลาพูดคุยกับคนอื่น
เราต้องมีสมาธิจดจ่ออยู่กับคนที่เรากำลังพูดคุยอยู่ด้วย
เราต้องมีการพูดคุยโต้ตอบในลักษณะ “ด้นสด” อยู่ตลอดเวลา
ส่งผลให้สมองของเราต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง
.
การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นจึงส่งผลกับสมองเรา
ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ # 3 เลยครับ
.
# 5
.
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะไม่ดื่มเหล้าและไม่สูบบุหรี่
(หรือถ้าทำ ก็จะทำในปริมาณที่น้อย)
เพราะเหล้าและบุหรี่สามารถส่งผลทางลบต่อสมองของเราได้
.
# 6
.
ผู้สูงอายุกลุ่มนี้มีการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
เพราะช่วงที่เรากำลังนอนหลับจะเป็นช่วงเวลาที่
“ของเสีย” ที่ตกค้างอยู่ในสมองระหว่างที่เราตื่นอยู่จะถูก “ล้างออก”
.
ฉะนั้น หากเรานอนหลับไม่เพียงพออย่างสม่ำเสมอ
“ของเสีย” ก็จะตกค้างอยู่ในสมองเป็นจำนวนมาก
ซึ่งสามารถส่งผลร้ายต่อสุขภาพสมองของเราได้นั่นเอง
.
อ้างอิง
https://medicine.washu.edu/news/smoking-causes-brain-shrinkage/
https://doi.org/10.1038/s41467-022-28735-5
https://www.health.harvard.edu/blog/can-physical-or-cognitive-activity-prevent-dementia-202109162595
https://jamanetwork.com/journals/jamanetworkopen/fullarticle/2782979
https://www.urmc.rochester.edu/news/story/to-sleep-perchance-to-clean
https://doi.org/10.1212/wnl.0000000000012388
#จิตวิทยา #siamstr

โลกนี้เต็มไปด้วยผู้คน
ที่กำลังยากลำบาก
.
อันที่จริง
ไม่ใช่แค่ผู้คนเท่านั้นนะครับ
.
ถ้าจะให้ถูกก็คือ
โลกนี้เต็มไปด้วย
สิ่งมีชีวิตที่กำลังยากลำบาก
.
ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่เพิ่งจะถูก lay off
ไม่ว่าจะเป็นหมาแมวข้างถนนที่ไม่มีเจ้าของดูแล
ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารกที่เกิดมาพร้อมกับความพิการ
ฯลฯ
.
หลายคนที่ตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้
จะเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ
เวลาที่พวกเขากำลังมีความสุข
เวลาที่พวกเขากำลังดีใจ
เวลาที่พวกเขากำลังยิ้ม
.
พวกเขามองว่าการกระทำของพวกเขานั้น “ไม่เหมาะสม”
.
มันเป็นเหมือนกับการ “ไม่ให้เกียรติ”
หรือแม้กระทั่ง “เย้ยหยัน” คนอื่นๆ (หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ)
ในโลกที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานอยู่
.
อย่างไรก็ตาม ผมมีความมุมมองที่ต่างออกไปจากในข้างต้น
.
ผมมองว่า ยิ่งเรารู้ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วย “ความมืด”
เรายิ่งไม่ควรที่จะ “ดับแสงสว่าง” ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา
ด้วยการไปตัดสินว่า “แสงสว่าง” ของเรานั้น “ไม่เหมาะสม”
.
เพราะหากเราทำเช่นนั้น
โลกที่เต็มไปด้วย “ความมืด” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ยิ่งจะทวีความมืดมิดเข้าไปใหญ่
.
นอกจากนี้
หากเรา “ดับแสงสว่าง” ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา
แล้วเราจะเอาพลังจากไหนมาช่วย “เพิ่มแสงสว่าง”
ให้คนและสิ่งมีชีวิตที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรา?
.
ดังนั้น
หากว่าตอนนี้ เรากำลังมีความสุข
หากว่าตอนนี้ เรากำลังดีใจ
หากว่าตอนนี้ เรากำลังยิ้ม
.
ผมขอเชิญชวนให้เรา
มีความสุข ดีใจ และยิ้มอย่างเต็มที่
โดยไม่ต้องรู้สึกผิดดีกว่าครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2017.08.017
https://doi.org/10.1016/B978-0-12-407236-7.00001-2
https://doi.org/10.1177/19485506211043379
Neff, K. (2011). Self-Compassion: The Proven Power of Being Kind to Yourself. William Morrow Paperbacks
#จิตวิทยา #siamstr

พ่อแม่หลายคนบอกว่า
ลูกคือความหมายหนึ่งเดียวในชีวิตของพวกเขา
.
พ่อแม่หลายคนบอกว่า
ทุกวันนี้ พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อลูกเท่านั้น
.
คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึง
ความรักอันสวยงาม
ที่พ่อแม่มีให้กับลูกของพวกเขา
.
อย่างไรก็ตาม
การ “ใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าหนึ่งใบ” เช่นนี้
(แม้จะเป็นการกระทำที่เต็มไปด้วยความรัก)
ก็มีข้อควรระวังอยู่อย่างน้อย 3 ประการด้วยกันครับ
.
.
.
ประการแรก
.
เมื่อนกน้อยเติบโตขึ้น
ในที่สุดแล้ว นกตัวนั้นก็จะ “ปีกกล้าขาแข็ง”
และ “บินออกจากรัง” ของพ่อแม่เพื่อไป “สร้างรังของตัวเอง”
.
เช่นกันครับ วันหนึ่ง เมื่อลูกเติบโตขึ้น
ลูกก็จะออกจากบ้านและเริ่มต้นสร้างชีวิตของลูกเอง
(รวมถึงอาจจะมีลูกเป็นของตัวเอง)
.
หากพ่อแม่มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อลูกอย่างเดียว
พ่อแม่มีโอกาสที่จะ “เสียศูนย์” ในวันที่
“ความหมายเพียงหนึ่งเดียว” เดินทางออกจากบ้านได้
.
ประการต่อมา
.
ลูกหลายคนจะรับรู้ได้ว่า
พ่อแม่มีพวกเขาเป็น “ความหมายเพียงหนึ่งเดียว” ของชีวิต
ซึ่งมันสามารถสร้างความกดดันให้กับลูก
ทำให้ลูกไม่กล้าตัดสินใจในหลายๆเรื่องที่ลูกต้องการ
(แต่อาจทำให้พ่อแม่เสียใจได้)
.
ยกตัวอย่างเช่น
ลูกไม่กล้าคว้าโอกาสที่จะได้ทำงานในฝันของลูก
เพราะหากลูกตัดสินใจแบบนั้นลงไป
ลูกจะต้องไปทำงานที่ต่างประเทศ
และลูกรู้ว่ามันจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของพ่อแม่
เป็นต้น
.
ประการสุดท้าย
.
หนึ่งในบทเรียนที่ลูกจะได้เรียนรู้จากพ่อแม่
ไม่ได้มาจากคำสั่งสอนของพ่อแม่
แต่มาจากการกระทำของพ่อแม่
.
ฉะนั้น หากลูกมองเห็นพ่อแม่ใช้ชีวิตโดยที่
“ใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว” เช่นนี้
ลูกก็อาจจะเกิดการเรียนรู้ว่า…
.
ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีครอบครัว
ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีลูก
ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เสียสละทุกอย่างเพื่อลูก
ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เสียสละตัวเองเพื่อคนอื่น
.
…ซึ่งบทเรียนเหล่านี้มีโอกาสที่จะสร้างปัญหาตามมาได้พอสมควรเลยครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
จะเกิดอะไรขึ้นหากลูกไม่สามารถสร้างครอบครัวหรือมีลูกได้?
(ไม่ว่าจะเป็นเพราะข้อจำกัดทางร่างกาย เศรษฐกิจ หรือข้อจำกัดด้านอื่นๆก็ตาม)
ในกรณีแบบนี้ แสดงว่าลูกจะไม่มีวันมีชีวิตที่ดีอย่างนั้นหรือ?
.
บทเรียนเหล่านี้กำลังสอนว่า
ลูกควรจะเป็น people pleaser ที่ตามใจคนอื่น
แม้ว่าตัวเองจะไม่ไหวหรือเปล่า?
.
เป็นต้น
.
.
.
ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า
พ่อแม่ไม่ควรรักลูกหรือพ่อแม่ไม่ควรเสียสละเพื่อลูกนะครับ
.
การที่พ่อแม่รักลูกหรือเสียสละเพื่อลูกนั้นเป็นสิ่งที่สวยงามมากครับ
.
อย่างไรก็ตาม
มันปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่า
การที่พ่อแม่ทุ่มเทเพื่อลูกในลักษณะ
“ใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว” นั้น
ถือเป็นการตัดสินใจที่มีข้อควรระวังอย่างชัดเจนเช่นกันครับ
.
อ้างอิง
https://www.scientificamerican.com/article/the-myth-of-joyful-parenthood/
Grumet, J. (2025). The Purpose Code: How to Unlock Meaning, Maximize Happiness, and Leave a Lasting Legacy
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนมองว่าการเลิกกับแฟนคือจุดจบ
.
ถ้าเปรียบชีวิตของเราเป็นเหมือนกับหนังสือ
การเลิกกับแฟนมันคือการจบบทโดยสมบูรณ์
.
แน่นอนครับว่าจุดจบมักจะมาพร้อมกับความเจ็บปวด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราไม่ได้เป็นฝ่ายที่บอกเลิก
.
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดจบ
.
นี่ยังถือเป็นโอกาสอีกด้วย
.
โอกาสที่จะได้เริ่มต้น “เขียนบทใหม่” ของชีวิต
โดยไม่มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแฟน
เข้ามาเป็นข้อจำกัดในการ “เขียนบทใหม่” นี้
.
นี่คือโอกาสที่เราจะได้วาดภาพชีวิตของเราในอนาคตต่อไปได้อย่างมีอิสระเต็มที่
.
ก่อนหน้านี้ ตอนที่เรายังอยู่กับแฟน
เราอาจจะต้องเจียดเวลาและพลังงานในชีวิตไปให้แฟนอยู่บ้าง
ส่งผลให้เราไม่สามารถที่จะโฟกัสที่ตัวเราได้เต็ม 100%
.
ตอนนี้ เราสามารถโฟกัสที่ตัวเราได้เต็ม 100% แล้ว
.
ความเป็นตัวเราที่อาจไม่เคยได้รับการเติมเต็มโดยสมบูรณ์ในอดีต
(เช่น ความสนใจของเรา ความฝันของเรา)
นับจากนี้ไป เราสามารถหันมาเริ่มต้นเติมเต็มความเป็นตัวเราได้แล้ว
.
จริงอยู่ครับว่า
สิ่งที่ผมกำลังนำเสนออยู่นี้
มันเป็นอะไรที่ “พูดง่ายทำยาก”
.
เพราะพอถึงเวลาจริงๆ ความเจ็บปวดจากการเลิกรา
มันสามารถถาโถมเข้ามาจนท่วมท้นใจเราได้
ทำให้เราไม่มีกะจิตกะใจที่อยากจะ “เขียนบทใหม่” แล้ว
.
อันที่จริง ความเจ็บปวดที่หลายคนเผชิญ
มันเข้มข้นท่วมท้นมากจนทำให้พวกเขา
คิดที่จะ “ปิดหนังสือ” ชีวิตพวกเขาเลยด้วยซ้ำ
.
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่า
ไม่ว่าความเจ็บปวดที่เราเผชิญอยู่
มันจะเข้มข้นท่วมท้นเพียงใด
พวกเราทุกคนล้วนมีศักยภาพ
ที่จะยืดหยัดต่อความเจ็บปวดนั้นได้
.
ผมเชื่อมั่นว่า พวกเราทุกคนล้วนมีศักยภาพ
ที่จะสัมผัสกับความเจ็บปวดนั้น
พร้อมๆกับเดินหน้า “เขียนบทใหม่” ต่อไปได้
.
ผมมีความเชื่อมั่นว่า
หากเรายังคงเดินหน้า “เขียนบทใหม่” ต่อไปเรื่อยๆ
แม้แต่ความเจ็บปวดที่ครั้งหนึ่งมันเคยรู้สึก
เข้มข้นแสนสาหัสก็จะผ่อนคลายลงในท้ายที่สุด
.
ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุกๆคน
ที่กำลังเจอกับความเจ็บปวดจากการเลิกราในตอนนี้นะครับ
#จิตวิทยา #siamstr

สิ่งหนึ่งที่มาคู่กับการพัฒนาตัวเองคือการตั้งเป้าหมาย
.
หลายคนเชื่อในการตั้งเป้าหมายที่สูง
เพราะพวกเขามองว่า
ต่อให้พวกเขาจะล้มเหลวในการไปถึงเป้าหมายดังกล่าว
แต่อย่างน้อย มันก็น่าจะช่วยให้พวกเขาพัฒนาไปได้ไกลมากๆแล้ว
.
…เหมือนดังคำพูดที่ว่า
“ต่อให้ไปไม่ถึงดวงจันทร์ ก็ยังได้อยู่ท่ามกลางหมู่ดาว”
.
แนวทางการตั้งเป้าหมายข้างต้น
อาจจะได้ผลสำหรับหลายๆคน
.
แต่สำหรับหลายๆคน
นอกจากแนวทางการตั้งเป้าหมายข้างต้น
จะไม่ได้ผลสำหรับพวกเขาแล้ว
มันกลับทำให้พวกเขา
พัฒนาไปได้ช้ากว่าเดิมเสียอีก!
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หลายคนตั้งเป้าหมายไว้ว่า
พวกเขาอยากจะกลับมาวิ่งให้ได้วันละ 5 กิโลเมตร
(เหมือนสมัยที่ตัวเองยังเป็นนักเรียนนักศึกษา)
.
โดยที่พวกเขาจะตั้งเป้าหมายย่อยไว้ว่า
พวกเขาจะเริ่มต้นด้วยการวิ่ง 1 กิโลเมตรในวันพรุ่งนี้
ตามด้วยการวิ่ง 2 กิโลเมตรในวันมะรืน
ตามด้วยการวิ่ง 3 กิโลเมตรในวันถัดไป…
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่พวกเขาลืมไปก็คือ
ร่างกายของพวกเขา ณ ตอนนี้ไม่เหมือนกับ
ร่างกายของพวกเขาในวัยเรียนอีกแล้ว
.
ตอนที่พวกเขายังเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา
พวกเขาอาจจะมีวิถีชีวิตที่ active สุดๆ
พวกเขาอาจจะเล่นกีฬาแทบทุกวัน
.
ฉะนั้น การเริ่มต้นฝึกวิ่งด้วยแผนการในข้างต้น
จึง “เหมาะสม” กับสภาพร่างกายของพวกเขาในตอนนั้น
.
แต่ทุกวันนี้ พวกเขาใช้เวลานั่งอยู่บนเก้าอี้
ไม่ต่ำกว่าวันละ 10 ชั่วโมง และครั้งสุดท้าย
ที่พวกเขาออกกำลังกายคือ
การตีแบดมินตันกับเพื่อนเมื่อ 6 เดือนก่อน
.
(ซึ่งหลังจากที่ตีไปได้ 10 นาที
พวกเขาก็พาตัวเองไปนั่งดู
เพื่อนเล่นมากกว่าที่จะเล่นเองแล้ว)
.
การเริ่มต้นฝึกวิ่งด้วยแผนการในข้างต้นจึง
“ไม่เหมาะสม” กับสภาพร่างกายของพวกเขาทุกวันนี้แล้ว
.
หากพวกเขายังคงฝืนที่จะฝึกวิ่งด้วยแผนการในข้างต้นต่อไป
พวกเขามีโอกาสสูงที่จะเกิดอาการบาดเจ็บ
ส่งผลให้เป้าหมายของพวกเขา
(กลับมาวิ่งให้ได้วันละ 5 กิโลเมตร)
ยิ่งห่างไกลจากความเป็นจริงเข้าไปใหญ่
.
ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า
การตั้งเป้าหมายที่สูงในระดับ “ดวงจันทร์” เป็นสิ่งที่ไม่ดีนะครับ
.
ผมมีเจตนาที่จะสื่อว่า
ไม่ว่าเป้าหมายของเราจะสูงระดับ “ดวงจันทร์” หรือไม่ก็ตาม
แผนการที่เราวางไว้ให้ตัวเองเพื่อที่จะช่วยพาให้เราไปถึงเป้าหมายนั้น
ควรเป็นแผนการที่อิงกับตัวเรา ณ ตอนนี้
(ไม่ใช่ตัวเราในอดีตหรือตัวเราเวอร์ชั่น “อุดมคติ” ที่หวังให้เกิดขึ้นในอนาคต)
.
…ไม่อย่างนั้น มันมีโอกาสสูงมากเลยครับ
ที่เราจะเจอกับความล้มเหลวครับผม!
#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในพฤติกรรมที่สร้าง
ความไม่พอใจให้กับแฟนมากที่สุด
คือการที่เราส่งสายตามองดู
ผู้ชายหรือผู้หญิงคนอื่นที่ “ดูดี”
.
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงแค่
การส่งสายตาไปมองดูก็จริง
แต่ความไม่พอใจของแฟน
มักจะเข้มข้นราวกับว่า
เราได้ลงมือทำอะไรไปมากกว่านั้น
.
มันเกิดอะไรขึ้น?
ความไม่พอใจของแฟนนี้มัน “ไร้เหตุผล” หรือไม่?
.
นักจิตวิทยาพบว่าความไม่พอใจดังกล่าว
อาจจะไม่ได้ “ไร้เหตุผล” ขนาดนั้นครับ
.
จริงอยู่ครับว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นนั้น
เป็นเพียงแค่การ “ดูแต่ตา มืออย่าต้อง”
.
แต่ในหลายๆกรณี
แม้เจ้าตัวอาจจะไม่ได้คิดอะไรในตอนแรก
แต่พอเจ้าตัวได้มีโอกาสมองเห็นคนที่ “ดูดี” บ่อยๆเข้า
มันก็อดไม่ได้จริงๆครับที่เจ้าตัวอาจจะเริ่ม
เปรียบเทียบแฟนคนปัจจุบันกับ “ตัวเลือกอื่นที่ดูดี”
.
แม้เจ้าตัวจะไม่ได้มีเจตนาที่จะเลิกกับแฟนคนปัจจุบัน
แต่การเปรียบเทียบที่เกิดขึ้นในใจก็สามารถสร้าง
ความรู้สึก “ลังเลใจ” หรือ “ไม่เต็มที่” กับความสัมพันธ์ปัจจุบันได้
.
หรือหากเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุด
จุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงแค่การมองดู
ก็อาจนำมาสู่การเริ่มคิด
ซึ่งก็อาจนำมาสู่การเริ่มวางแผน
ซึ่งก็อาจะนำมาสู่การลงมือทำในท้ายที่สุดได้
.
ทั้งหมดนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นักจิตวิทยาพบว่า
ความไม่พอใจของแฟนที่เกิดขึ้นนั้น
อาจจะไม่ได้ “ไร้เหตุผล” หรือ “ไม่มีมูล” ขนาดนั้นครับ
.
แน่นอนครับว่า ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า
เวลาที่แฟนส่องสายตามองดูผู้ชายหรือผู้หญิงที่ “ดูดี” นั้น
เราจะสามารถระเบิดอารมณ์
ความไม่พอใจของเรากับแฟนได้ตามใจชอบ
.
แม้ความไม่พอใจของเราจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้
แต่การสื่อสารความไม่พอใจในลักษณะ
ที่เหมาะสมก็ยังมีความสำคัญอยู่เช่นกัน
.
ไม่อย่างนั้น ท่าทีการแสดงออกของเรา
จะสามารถกลายเป็นสิ่งที่ “ผลักดัน” ให้แฟน
ตีตัวออกห่างไปหาคนอื่นได้ง่ายๆเลยครับ!
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/emo0001055
https://journals.sagepub.com/doi/abs/10.1177/0265407520968633
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เรารู้สึกวิตกกังวลกับอะไรบางอย่าง
บ่อยครั้ง เราจะคิดกังวลเรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เวลาที่เรากังวลว่าเราจะนำเสนองานกับลูกค้าได้ไม่ดี
เราก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความคิดซ้ำไปซ้ำมาในใจว่า
“เดี๋ยวฉันต้องนำเสนองานกับลูกค้าได้แย่แน่ๆเลย”
.
เป็นต้น
.
และไม่ว่าเราจะทำอย่างไร
เราก็ไม่สามารถหยุดคิดกังวลเรื่องเหล่านี้ได้เสียที
.
ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น?
.
สาเหตุข้อหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า
เวลาที่เราคิดกังวลซ้ำไปซ้ำมานั้น
เรามักจะโฟกัสที่ “ปัญหา”
(เช่น โฟกัสว่าตัวเองจะนำเสนองานได้แย่)
.
…เรามักจะไม่ได้โฟกัสที่ “ทางออก” หรือ “แนวปฏิบัติ”
ที่จะช่วยให้เรารับมือกับ “ปัญหา” นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
อย่างไรก็ตาม
หากเราวาดภาพ “ปัญหา” นั้นให้ชัดเจนเวลาที่เราคิดกังวล
และเราโฟกัสพลังงานในการหา “ทางออก” หรือ “แนวปฏิบัติ”
ที่จะช่วยให้เรารับมือกับ “ปัญหา” ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราวาดภาพว่า เวลาที่เรานำเสนองานกับลูกค้า
“ปัญหา” ที่จะเกิดขึ้นก็คือ ลูกค้าจะถามคำถาม
เจาะลึกเชิงเทคนิคเกี่ยวกับสินค้าที่เราขาย
ซึ่งเราก็จะให้คำตอบอย่างละเอียดไม่ได้
ส่งผลให้เกิด dead air ที่น่าอึดอัดในห้องประชุมขึ้น
.
จากนั้น เราก็จะใช้พลังงานในการโฟกัสที่
การหา “ทางออก” หรือ “แนวปฏิบัติ” ที่จะช่วยให้เรา
รับมือกับ “ปัญหา” ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ซึ่งหนึ่งใน “ทางออก” หรือ “แนวปฏิบัติ” ที่เราคิดไว้
คือการพาลูกทีมของเราที่มีความรู้เชิงเทคนิค
เกี่ยวกับสินค้าไปนั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย
.
ฉะนั้น หากลูกค้าถามคำถามเจาะลึก
เราจะให้คำตอบกับลูกค้าในเบื้องต้น
และหากลูกค้ายังคงต้องการรายละเอียดเพิ่ม
เราก็จะเปิดช่องให้ลูกทีมช่วยตอบคำถามของลูกค้าในตอนนั้น
.
เป็นต้น
.
หากเราทำแบบนี้ มันมีความเป็นไปได้ไม่น้อยเลยครับ
ที่ความกังวลใจดังกล่าวจะโผล่เข้ามากวนใจเราในระดับที่เข้มข้นลดลงครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/joop.12290
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เรามี “งานสำคัญ” รอเราอยู่ในวันพรุ่งนี้
(เช่น เราจะต้องไปนำเสนองานกับหัวหน้าแผนก)
เรามีแนวโน้มที่จะรู้สึกกังวลใจหรือตื่นเต้น
.
…ส่งผลให้คืนนี้ เรายากที่จะข่มตาให้หลับได้
.
เรารู้แหละครับว่า เราควรจะต้องนอนให้หลับ
เพราะถ้าเรานอนไม่หลับ ร่างกายเรา
จะไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่
.
…และเมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องทำ “งานสำคัญ”
เราก็จะทำมันได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
.
แต่ถึงเราจะรู้หรือเข้าใจในจุดนี้
ความรู้หรือความเข้าใจดังกล่าว
ก็ดูจะไม่ช่วยให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้นเลย
.
อันที่จริง การที่เรารู้หรือเข้าใจในจุดนี้เป็นอย่างดี
อาจจะทำให้เรารู้สึกกังวลใจเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
(ว่าจะทำ “งานสำคัญ” ได้ไม่เต็มที่เพราะนอนไม่เต็มอิ่ม)
.
…ซึ่งก็ยิ่งทำให้เราข่มตานอนหลับได้ยากเข้าไปใหญ่!
.
ในกรณีแบบนี้ ผมขอนำเสนอว่า
เราอย่าไปยึดติดการนอนให้หลับเลยครับ
.
ผมขอนำเสนอให้เรามองสถานการณ์
ที่เกิดขึ้นด้วยสายตาที่เข้าใจและอ่อนโยนกับตัวเองว่า
ในเมื่องานที่กำลังรอเราอยู่คือ “งานสำคัญ”
มันจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะกังวลจนข่มตาไม่หลับแบบนี้
.
จากนั้น ผมขอเสนอให้เราเปลี่ยนเป้าหมายของคืนนี้ครับ
.
เดิมทีเราอาจจะพุ่งเป้าไปที่การนอนให้หลับ
แต่ผมอยากจะชวนให้เราเปลี่ยนมาโฟกัส
ที่การผ่อนคลายร่างกายของเราแทน
.
เราจะจุดเทียนหอมในห้องเราก็ได้
เราจะหลับตาและใส่หูฟังที่มีเสียงคลื่นทะเลก็ได้
เราจะยืดเส้นยืดสายคลายกล้ามเนื้อของเราก็ได้
ฯลฯ
.
เรียกได้ว่า…ทำอะไรก็ได้ครับที่ช่วยให้ร่างกายของเราผ่อนคลาย
.
สิ่งที่มักจะเกิดก็คือ สำหรับหลายๆคนนั้น
พอพวกเขาขยับโฟกัสจาก “การนอนหลับ”
มาเป็น “การผ่อนคลาย” แบบนี้แล้ว
.
แม้พวกเขาจะยังกังวลกับ “งานสำคัญ” ในวันพรุ่งนี้อยู่
แต่ความกังวลในเรื่อง “ทำงานไม่เต็มที่เพราะนอนไม่หลับ”
ก็ดูจะลดความเข้มข้นลง
.
…ส่งผลให้พวกเขานอนหลับง่ายขึ้นซะอย่างงั้น!
.
แน่นอนครับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่นอนหลับได้
แต่อย่างน้อยที่สุด คนที่ไม่ได้นอนหลับ
ก็ยังได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อ “พักฟื้น”
ร่างกายของตัวเองให้ผ่อนคลายมากขึ้น
(แทนที่จะนอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมาทั้งคืน)
.
…ส่งผลให้คนที่ไม่ได้นอนหลับเหล่านี้มีแรง
ที่จะลุยกับ “งานสำคัญ” ในวันถัดไปได้มากขึ้นครับ
(แม้จะไม่ได้ fresh เท่ากับกรณีที่นอนหลับก็ตาม)
#จิตวิทยา #siamstr

แม้หลายคนจะเลิกกับแฟนเก่าไปแล้ว…
.
แต่อยู่มาวันหนึ่ง แฟนเก่าก็ติดต่อมาหาพวกเขา
และต้องการที่จะกลับมาคบกับพวกเขาอีกครั้ง
(หากรู้ว่าพวกเขายังมีสถานะที่ “โสด” อยู่)
.
พวกเขาจึงจำเป็นต้องตัดสินใจว่า
พวกเขาจะ “ตอบตกลง” หรือ “ปฏิเสธ” ดี
.
…ซึ่งสำหรับหลายๆคน นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย
.
โดยส่วนตัวแล้ว
ผมมองว่าสิ่งที่อาจจะช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น
คือการทบทวนพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ครับ
.
# 1
.
อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราเลิกกับแฟนเก่าตั้งแต่แรก?
(เช่น แฟนเก่าติดพนัน เราย้ายไปอยู่คนละประเทศกับแฟนเก่า)
และสาเหตุดังกล่าวยังคงมีอยู่ในทุกวันนี้หรือไม่?
.
หากสาเหตุนั้นยังคงมีอยู่ในทุกวันนี้ล่ะก็
(เช่น แฟนเก่ายังคงติดพนันเหมือนเดิม
เรากับแฟนเก่ายังคงอยู่กันคนละประเทศเหมือนเดิม)
ต่อให้เราจะกลับไปคบกับแฟนเก่าอีก
ไม่ช้าก็เร็ว เรากับแฟนเก่าก็คงจะเลิกกันในอนาคตอยู่ดีครับ
.
# 2
.
อะไรคือหลักฐานที่ “จับต้องได้” (ไม่ใช่แค่คำพูดของแฟนเก่า)
ที่บ่งบอกว่าแฟนเก่าเขาเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนแล้วจริงๆ?
.
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าแฟนเก่าบอกว่า “ทุกวันนี้ฉันไม่ติดพนันแล้วนะ”
นี่ยังไม่ถือว่าเป็นหลักฐานที่ “จับต้องได้”
แต่ถ้าทุกวันนี้ แฟนเก่ามีเงินเก็บก้อนหนึ่งแล้ว
(จากเมื่อก่อนตอนติดพนันที่มีแต่หนี้สิน ไม่เคยมีเงินเก็บ)
นี่ถือเป็นหลักฐานที่ “จับต้องได้” ชิ้นหนึ่ง
เป็นต้น
.
# 3
.
นับตั้งแต่วันที่เราเลิกกับแฟนเก่ามาจนถึงวันนี้
ตัวเราเองมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง?
.
สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นจะช่วยให้ความสัมพันธ์
ระหว่างเรากับแฟนเก่าดีขึ้นหรือแย่ลง?
.
# 4
.
ทุกวันนี้
ทักษะการสื่อสารระหว่างเรากับแฟนเก่า
ดีขึ้นจากเมื่อก่อนที่เคยคบกันหรือไม่?
.
ถ้าการสื่อสารระหว่างเรากับแฟนเก่าไม่ได้ดีขึ้น
(หรือแม้กระทั่งแย่ลงกว่าเดิม) มันยากมากเลยครับ
ที่เรากับแฟนเก่าจะไปด้วยกันรอดได้
.
เพราะการสื่อสารถือเป็น “ก้าวแรก” ในการแก้ปัญหาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์ ถ้า “ก้าวแรก” ของเรากับแฟนเก่า
“ง่อนแง่น” เหมือนเดิมหรือ “ง่อนแง่น” ยิ่งกว่าเดิม
การแก้ปัญหาภายในความสัมพันธ์ก็คง “ง่อนแง่น” ตามไปด้วย
ซึ่งในที่สุดแล้ว มันก็จะนำมาสู่การเลิกกันในเวลาต่อมาอยู่ดี
.
# 5
.
ถ้าคนที่เรารักและห่วงใยมากๆกำลังเผชิญหน้า
กับสถานการณ์ที่เรากำลังเจออยู่นี้ (แฟนเก่ามาขอคืนดี)
เราจะให้คำแนะนำกับคนๆนั้นอย่างไรบ้าง?
.
หลายครั้ง การหาคำตอบให้กับตัวเองมันเป็นเรื่องยาก
แต่พอเรา “เปลี่ยนมุม” มามองสถานการณ์
ผ่านสายตาของ “คนนอก” คำตอบก็อาจจะปรากฏ
ขึ้นมาในใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1177/0265407520962849
https://doi.org/10.1111/j.1741-3737.2012.01029.x
https://psycnet.apa.org/doi/10.1111/j.1475-6811.2009.01208.x
https://doi.org/10.1007/s10964-019-00985-5
#จิตวิทยา #siamstr

คู่รักที่เพิ่งคบกันใหม่ๆ
มักจะยังรู้จักแฟนของตัวเองไม่มากนัก
(ถ้าไม่นับกรณีที่พวกเขาเป็นเพื่อน
หรือรู้จักกันมาก่อนหน้าที่จะคบกันนะครับ)
.
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงใช้เวลา
ในการทำความรู้จักแฟนของตัวเองอยู่ไม่น้อย
.
แต่หลายคนก็จะพบว่า
มันไม่ง่ายเลยครับ
ที่พวกเขาจะรู้จักแฟนของตัวเองจริงๆ
.
เพราะช่วงแรกๆของความรัก
มักจะเป็นช่วงเวลาโปรโมชั่น
.
แฟนที่พวกเขาได้สัมผัสในช่วงนี้
จึงมักจะเป็นแฟนเวอร์ชั่นโปรโมชั่น
.
…ไม่ใช่แฟนเวอร์ชั่น “ปกติ”
.
อย่างไรก็ตาม
ต่อให้ความรักจะยังอยู่ในช่วงโปรโมชั่น
แต่เรายังพอจะมีหนทางในการทำความรู้จัก
แฟนในเวอร์ชั่น “ปกติ” ได้อยู่บ้าง
.
หนทางนั้นคือเพื่อนสนิทของแฟนครับ
.
เปล่าครับ
ผมไม่ได้จะเสนอให้เราพูดคุยกับ
เพื่อนสนิทแฟนเพื่อหวังว่า
เพื่อนสนิทจะ “แฉ” แฟนให้เราฟังนะครับ
.
สิ่งที่ผมอยากจะเสนอก็คือ
การทำความรู้จักกับเพื่อนสนิทของแฟน
เพื่อที่จะได้รู้ว่าเพื่อนสนิทของแฟนเป็นคนยังไง
.
(ซึ่งการรู้จักตัวตนของเพื่อนสนิทจริงๆ
น่าจะทำได้ง่ายกว่าแฟนเพราะเพื่อนสนิท
ไม่จำเป็นต้องมีโปรโมชั่นกับเราเหมือนกับแฟน)
.
เพื่อนสนิทของแฟนเป็นคนนิสัยยังไง
มีค่านิยมแบบไหน มีความสนใจในเรื่องอะไร ฯลฯ
แฟนก็มีแนวโน้มที่จะเป็นแบบนั้น
.
นอกเหนือจากนี้ หากเราได้มีโอกาส
ทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า อะไรคือสาเหตุ
ที่ทำให้แฟนคบกับคนๆนี้เป็นเพื่อนสนิทด้วยล่ะก็
นั่นยิ่งจะช่วยให้เรารู้จักตัวตนของแฟน
ในเวอร์ชั่น “ปกติ” เพิ่มขึ้นพอสมควรเลยครับ
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนที่มีแฟนมีความเชื่อว่า
หากพวกเขา “พยายามให้มากพอ”
พวกเขาก็จะเปลี่ยนแฟนของตัวเองได้
.
แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ
ต่อให้การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจริงๆ
มันก็ไม่ได้มีปริมาณที่เยอะเท่าไหร่นัก
แถมความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับแฟน
ก็มีแนวโน้มที่จะ suffer อีกด้วย
.
เพราะเมื่อพวกเขาพยายามเปลี่ยนแฟน
แฟนก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า…
.
“เธอไม่ยอมรับฉันอย่างที่ฉันเป็น”
“เธอไม่ได้ชอบที่ฉันเป็นฉัน”
“ตัวฉันที่เป็นอยู่ในตอนนี้ยังดีไม่พอสำหรับเธอ”
.
ยิ่งไปกว่านั้น การพยายามเปลี่ยนแฟนของพวกเขา
มันยังเป็นการละเมิด need for autonomy
(ความต้องการที่จะกำหนดทิศทางชีวิตตัวเอง) ของแฟนอีกด้วย
.
ไม่แปลกใจเลยครับที่แฟนของพวกเขา
จะรู้สึกกดดัน เสียใจ น้อยเนื้อต่ำใจ โกรธ ฯลฯ
จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับแฟน suffer
.
จริงอยู่ครับว่า คนเราเปลี่ยนแปลงกันได้
.
ตัวผมเองที่ทำงานเป็นนักจิตวิทยา
ก็ได้มีโอกาสมองเห็นความเปลี่ยนแปลง
ที่เกิดขึ้นในตัวผู้รับบริการของผม
มาเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน
.
แต่สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างกรณีของผม
กับกรณีของคนที่พยายามเปลี่ยนแฟนตัวเองก็คือ…
.
ในกรณีของผมนั้น
ผู้รับบริการที่มาเจอผมเขาต้องการ
ที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเขาเอง
.
แต่ในกรณีของคนที่พยายามเปลี่ยนแฟนนั้น
หลายครั้ง ตัวแฟนเขาไม่ได้อยากเปลี่ยน
.
แน่นอนครับว่า ผมไม่ได้ต้องการที่จะสื่อว่า
ทุกคนที่มีแฟนจะต้องพอใจกับทุกอย่างในความสัมพันธ์
.
หรือต่อให้มีอะไรบางอย่างที่ไม่พอใจ
ก็ต้องรูดซิปปากเก็บเงียบไปหมดทุกเรื่อง
.
แต่มันปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่า
เวลาที่เราสื่อสารพูดคุยกับแฟน
ด้วยใจที่ไม่มีความเข้าอกเข้าใจและ
ไม่เคารพ need for autonomy ของแฟน
มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับเวลาที่เรา
สื่อสารพูดคุยกับแฟนด้วยใจที่มีความเข้าอกเข้าใจ
และเคารพ need for autonomy ของแฟนมากเลยครับ
.
…ต่อให้เราจะใช้คำพูดในการสื่อสารพูดคุยกับแฟนที่เหมือนกันเป๊ะๆเลยก็ตาม
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เรารู้สึกไม่พอใจแฟน
(ไม่ว่าจะเป็นความไม่พอใจในเรื่อง “เล็ก” หรือเรื่อง “ใหญ่” ก็ตาม)
หลายคนจะเลือกเก็บความไม่พอใจนั้นไว้ในใจ
.
การที่พวกเขาตัดสินใจแบบนี้
ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่อยากแก้ปัญหา
.
แต่เพราะพวกเขามองว่า
หากพวกเขาหยิบความไม่พอใจนั้นสื่อสารออกไป
มันจะนำมาสู่การทะเลาะกัน
.
ต่อให้การทะเลาะกันนั้น
จะนำมาสู่การแก้ปัญหาได้ในที่สุด
แต่มันก็จะเป็นอะไรที่ “กินพลังงาน” มหาศาล
แถมยังอาจจะสร้าง “รอยร้าว” ในความสัมพันธ์ได้อีกด้วย
.
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคน
ตัดสินใจที่จะ “ช่างมัน” และเก็บความไม่พอใจนั้นไว้ในใจ
(แทนที่จะหยิบความไม่พอใจสื่อสารออกไปกับแฟน)
.
ซึ่งการตัดสินใจแบบนี้มันจะไม่สร้างปัญหา
ให้กับความสัมพันธ์เท่าไหร่นะครับ
หากเรื่องที่เรา “ช่างมัน” มีจำนวนเพียงเล็กน้อย
.
อย่างไรก็ตาม หากเรื่องที่เรา “ช่างมัน” มีจำนวนมากๆเข้า
(หรือเรื่องที่เรา “ช่างมัน” เป็นเรื่องที่ “ใหญ่” และ “สำคัญ” จริงๆ)
ในที่สุดแล้ว เราก็จะ “ช่างมัน” ไม่ไหวและ “ระเบิด” ตู้มออกมา
ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟนเกิด “รอยร้าว” ได้อยู่ดี
.
ด้วยเหตุนี้
หนทางที่เราจะสามารถหยิบความไม่พอใจ
มาพูดคุยกับแฟน (โดยไม่ทะเลาะกัน) จึงเป็น
สิ่งที่มีความสำคัญในความสัมพันธ์มาก
.
และหนทางหนึ่งที่ “ได้ผล” กับคู่รักจำนวนมากก็คือ
เรากับแฟนตกลงกันล่วงหน้าเลยครับว่า…
.
ทุกๆสัปดาห์ (หรือทุกๆสองสัปดาห์ หรือทุกๆเดือน)
เรากับแฟนจะมานั่งจับเข่าคุยกันว่า
ในช่วง 1 สัปดาห์ (หรือ 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน) ที่ผ่านมานั้น
มีสิ่งไหนที่เราอยากจะขอให้อีกฝ่ายปรับบ้าง
(เป็นการพูดคุยที่เน้น “ทางออก” มากกว่า “ปัญหา”)
.
การตกลงพูดคุยกับแฟนแบบนี้
สามารถช่วยให้เราสื่อสาร
ความไม่พอใจของเรากับแฟน
(โดยไม่ทะเลาะกัน) ได้ง่ายขึ้นเพราะว่า
.
ประการแรก
.
ถ้าเรารู้สึกไม่พอใจกับแฟน
และเราตัดสินใจสื่อสารกับแฟนในตอนนั้นเลย
ความไม่พอใจที่กำลังระอุ
อยู่ในใจอาจจะทำให้เราทะเลาะ
แทนที่จะสื่อสารพูดคุยกันดีๆได้
.
อย่างไรก็ตาม
การที่เรา “นัดวัน” กับแฟนไว้แบบข้างต้น
มันจะช่วยให้เรามีเวลา cool down ความไม่พอใจของเรา
ส่งผลให้เรามีแนวโน้มที่จะสื่อสารพูดคุยกันดีๆ
มากกว่าทะเลาะกันครับ
.
อีกประการหนึ่ง
.
การ “นัดวัน” ที่จะพูดคุยกับแฟน
อย่างสม่ำเสมอแบบข้างต้น
สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เราสะสม
ความไม่พอใจไว้ในใจเป็นจำนวนมาก
(เพราะเราได้มีโอกาส “ปล่อยของ” กับแฟนเป็นระยะๆ)
.
ฉะนั้น เวลาที่เราสื่อสารพูดคุยกับแฟน
เราจึงมีแนวโน้มที่จะสื่อสารพูดคุย
กับแฟนอย่างใจเย็นได้มากขึ้น
เมื่อเทียบกับกรณีที่เราสื่อสารพูดคุยกับแฟน
โดยที่ในใจเราเปี่ยมล้นไปด้วยความไม่พอใจ
ที่เราสะสมไว้นานเป็นเดือนๆ (หรือปีๆ)
.
ผมหวังว่าแนวทางที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่อยากจะพัฒนา
แนวทางการรับมือกับความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์นะครับ
.
อ้างอิง
http://www.jstor.org/stable/24734746
#จิตวิทยา #siamstr

“อย่าเชื่อทุกสิ่งที่เราเห็นในโลกออนไลน์”
ข้อความข้างต้นคือสิ่งที่หลายคนยึดถือ
.
…แต่ถ้าสิ่งที่เราเห็นในโลกออนไลน์
คือสิ่งที่เพื่อนเราแชร์ไว้ใน social media ของเขาล่ะ?
.
เราจะเชื่อว่าเพื่อนแชร์สิ่งที่
“ถูกต้อง” โดยอัตโนมัติหรือไม่?
.
หรือเราจะยังคงถือคติในข้างต้นอยู่
แม้ content ดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่
เพื่อนของเราเป็นคนแชร์ก็ตาม?
.
หลายคนเลือกที่จะทิ้งคติในข้างต้น
และเชื่อในสิ่งที่เพื่อนแชร์โดยอัตโนมัติ
.
อย่างไรก็ตาม
นี่อาจจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีนัก
.
เพราะผลการสำรวจพบว่า
สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว
พวกเขามักจะอ่านเพียงแค่ “พาดหัวข่าว”
ก่อนที่จะแชร์ใน social media ของตัวเอง
.
พวกเขามักจะไม่ค่อยได้อ่าน “ไส้ใน”
ก่อนที่จะแชร์ใน social media ของตัวเอง
.
นี่จึงทำให้หลายอย่างที่พวกเขาแชร์
เข้าข่าย misinformation (ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง)
.
ฉะนั้น
หากเราเชื่อสิ่งที่เพื่อนแชร์แบบอัตโนมัติ
และเราตัดสินใจที่จะแชร์ content ดังกล่าว
ลงใน social media ของเราต่อ…
.
เพื่อนของเราก็อาจจะเข้ามาเห็นและเชื่อเราโดยอัตโนมัติ
และแชร์ content ดังกล่าวลงใน social media ของเขาต่อ…
.
มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ
การแพร่กระจาย misinformation
โดยที่ไม่ได้ตั้งใจได้
.
ด้วยเหตุนี้
การยึดคติ “อย่าเชื่อทุกสิ่งที่เราเห็นในโลกออนไลน์”
จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ไม่ว่าสิ่งที่เราเห็น
จะอยู่ใน social media ของเพื่อนเรา
หรือของคนที่เราไม่รู้จักก็ตามครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1038/s41562-024-02067-4
#จิตวิทยา #siamstr

พวกเราหลายคนเป็น people pleaser
.
กล่าวคือ เรามักจะ “ตามใจ” คนอื่น
(แม้การ “ตามใจ” นั้นจะเป็นอะไรที่ “ขัดใจ” เราก็ตาม)
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เวลาที่มีคนมาขอให้เราช่วยทำงานบางอย่างให้กับเขา
เราก็ตัดสินใจที่จะตอบตกลงช่วยเหลือเขาไปทันที
ทั้งๆที่ใจเราก็ไม่ได้อยากจะช่วยเขาเลย
(เพราะงานของเราเองก็กองเป็นภูเขาอยู่แล้ว)
.
เป็นต้น
.
หลายคนที่เป็น people pleaser รู้ดีครับว่า
ความเป็น people pleaser ของพวกเขากำลัง
ทำให้พวกเขาต้องแบกภาระเยอะ “เกินจำเป็น”
.
หลายคนที่เป็น people pleaser รู้ดีครับว่า
ความเป็น people pleaser ของพวกเขากำลัง
เปิดช่องให้คนอื่น “เอาเปรียบ” พวกเขา
.
แต่ถึงกระนั้น
มันก็ยังไม่ง่ายสำหรับ people pleaser
ที่จะหยุด “ตามใจ” คนอื่นอยู่ดี!
.
วันนี้ ผมมีเทคนิคง่ายๆมานำเสนอครับ
.
มันเป็นเทคนิคที่คงจะไม่ได้เปลี่ยน
คนที่เป็น people pleaser ให้หยุด “ตามใจ” คนอื่น
ได้แบบ “พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ” ก็จริง
.
แต่ผมมองว่ามันเป็น “ก้าวแรก” ของความเปลี่ยนแปลง
ที่น่าจะเหมาะกับ people pleaser หลายๆคนเลยครับ
.
เทคนิคที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้ก็คือ
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนมาขอความช่วยเหลือจากเรา
เราห้ามตอบตกลงในตอนนั้นโดยเด็ดขาด!
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนมาขอความช่วยเหลือจากเรา
สิ่งที่เราจะทำก็คือ เราจะตอบคนๆนั้นไปว่า
.
“ฉันขอเวลาคิดดูก่อน และเดี๋ยวฉันจะให้คำตอบกับเธอทีหลังนะ”
.
ถ้าหากเราได้ใช้เวลาคิดทบทวนดูแล้ว
และเรายังอยากจะตกลงช่วยเหลือคนๆนั้นอยู่
เราก็ช่วยไปครับ
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคือ
สำหรับหลายๆกรณี พอเราได้มีเวลาคิดทบทวนดูแล้ว
เราก็จะตัดสินใจไม่ช่วยครับ
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
ด้วยเทคนิคนี้ เราอาจจะยังคงตกลงช่วยเหลือหลายๆคนอยู่ก็จริง
แต่เทคนิคนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เรา “เผลอ” ตอบตกลง
ไปแบบอัตโนมัติ ณ วินาทีที่มีคนมาขอความช่วยเหลือจากเราได้
(ซึ่งเป็นสิ่งที่ people pleaser หลายคนทำจน “เคยชิน” ไปเสียแล้ว)
.
ผมหวังว่าเทคนิคที่ผมนำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์ในเบื้องต้นกับทุกๆคน
ที่กำลังพยายามเปลี่ยนความเป็น people pleaser ของตัวเองนะครับ!
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เรารู้สึกวิตกกังวลใจมากๆ
ความวิตกกังวลนั้นจะกลายเป็นเหมือนกับ “พายุ”
ที่โหมกระหน่ำเข้ามาในใจและทำให้เรา “ตั้งตัวไม่ติด”
.
ในสถานการณ์แบบนี้ หลายคนจะพยายาม
ทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ “พายุ” ความกังวลหายไป
(หรืออย่างน้อยก็ลดระดับความเข้มข้นลง)
.
ไม่ว่าจะเป็นการสั่งใจตัวเองให้ “หยุดกังวล”
การเบี่ยงเบนความสนใจไปที่อย่างอื่น (ที่ไม่ใช่ความกังวลนั้น)
ฯลฯ
.
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร
ดูเหมือนว่า “พายุ” ความกังวล
ก็ไม่มีท่าทีว่าจะหายไปได้เลย
.
วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆมานำเสนอครับ
.
มันเป็นเทคนิคที่อาจจะไม่สามารถกำจัด
ให้ “พายุ” ความกังวลหายไปจากใจเราได้ก็จริง
แต่มันเป็นเทคนิคที่สามารถช่วยลดระดับ
ความเข้มข้นของ “พายุ” ความกังวลนี้ลงได้อยู่บ้าง
.
เทคนิคนี้คือการ “ตั้งชื่อ” ให้กับ “พายุ” ความกังวล
ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ในใจเราครับ
.
สมมติว่าเรากำลังจะนำเสนองาน
ต่อหน้าคนเป็นจำนวนมากในวันพรุ่งนี้
และเรารู้สึกกังวลว่าเราจะนำเสนอได้ไม่ดี
ส่งผลให้คนที่นั่งฟังอยู่ตัดสินเราว่า
“เธอพูดอะไรของเธอน่ะ ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย!”
.
เราอาจจะลองใช้เวลานั่ง “ฟัง”
เสียงของ “พายุ” ความกังวล
ที่ดังก้องอยู่ในใจเราสักระยะหนึ่ง
.
“ฟัง” จนเรารู้ว่าเสียงๆนี้มี “น้ำเสียง” อย่างไร
“ฟัง” จนเรารู้ว่าเสียงๆนี้มี “เนื้อหา” อะไร
.
จากนั้น เราก็ค่อยๆทบทวนดูว่า
หากเราจะตั้งชื่อให้กับเสียงๆนี้
อะไรคือชื่อที่น่าจะเหมาะสมกับเสียงๆนี้ที่สุด
.
บางคนอาจจะใช้ชื่อของตัวละครในการ์ตูน
บางคนอาจจะใช้ชื่อของนักการเมืองชื่อดัง
บางคนอาจจะใช้ชื่อของเพื่อนสมัยประถมฯ
.
เราจะตั้งชื่อยังไงก็ได้ครับ ขอเพียงแค่มัน
เป็นชื่อที่สะท้อน character ของ “พายุ”
ความกังวลนั้นได้ชัดเจนก็พอครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าเป็นกรณีข้างบน เราก็อาจจะตั้งชื่อ
ให้กับเสียงของความกังวลในใจว่า
“กระต่ายตื่นตูม”
เป็นต้น
.
หลังจากที่เราตั้งชื่อเสร็จแล้ว
หากในอนาคต ในใจเรามีเสียงของ
“พายุ” ความกังวลดังกล่าวดังขึ้นมาอีก
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้
คือการพูดกับตัวเองในใจว่า
.
“เอาละ ตอนนี้ กระต่ายตื่นตูม
กำลังส่งเสียงดังขึ้นมาในใจฉันอีกแล้ว”
.
และเราก็จะพบว่า “พายุ” ความกังวล
ที่เคยโหมกระหน่ำเข้ามาอย่างเข้มข้นในอดีตนั้น
ตอนนี้ มันลดระดับความเข้มข้นลง
อย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียวครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1017/s0033291722003841
#จิตวิทยา #siamstr
ด้วยความยินดีเลยครับ
ดีใจที่สิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันเป็นประโยชน์ครับผม :)