
หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า people pleaser เป็นอย่างดี
.
คำๆนี้หมายถึงคนที่ให้ความสำคัญ
กับความรู้สึกและความต้องการของคนอื่น
มากจนถึงขั้นที่ละเลยความรู้สึกและความต้องการของตนเอง
.
ท่านผู้อ่านอ่านย่อหน้าในข้างต้นแล้วรู้สึกคุ้นๆไหมครับ?
.
ท่านผู้อ่านอาจจะพบว่า สิ่งที่ผมเขียนไว้ในย่อหน้าข้างต้น
มันเป็นคำอธิบายที่ตรงกับหลายๆคนที่ท่านรู้จักในชีวิตของท่านได้
.
มันอาจจะเป็นเพื่อนสนิทของท่าน แฟนของท่าน พี่น้องของท่าน
.
…หรือแม้กระทั่งตัวท่านเอง
.
สำหรับกรณีที่ท่านผู้อ่านพบว่า
คนใกล้ตัวของท่านดูจะเข้าข่าย people pleaser นั้น
ท่านอาจจะสงสัยอยู่เหมือนกันนะครับว่า
อะไรคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาแคร์คนอื่นมากถึงขนาดนี้?
.
เหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้ people pleaser หลายคน
แคร์คนอื่นมากจนถึงขั้นละเลยตัวเองนั้น
เป็นเพราะ people pleaser จำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า
หากพวกเขาใส่ใจและตามใจความรู้สึกและความต้องการของคนอื่นได้มากพอ พวกเขาจะได้รับความรัก การยอมรับ และความเคารพจากคนอื่นกลับมา
.
มันคล้ายๆกับการ “ยื่นหมูยื่นแมว” เลยครับ
.
เราแคร์ความรู้สึกและความต้องการของคนอื่น (ยื่นหมู)
คนอื่นก็จะรัก ยอมรับ เคารพ สนใจ แคร์เรากลับ (ยื่นแมว)
.
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ people pleaser จำนวนไม่น้อยค้นพบก็คือ…
.
ประการแรก
พวกเขาค้นพบว่า แม้พวกเขาจะแคร์คนอื่นมากๆๆๆๆๆๆ
แต่หลายครั้ง มันก็ยังดูจะ “ไม่เพียงพอ” ที่จะเหนี่ยวนำให้
คนอื่นหันมารัก ยอมรับ เคารพ สนใจ แคร์พวกเขาอยู่ดี
.
ประการต่อมา
พวกเขาค้นพบว่า
ต่อให้คนอื่นจะหันมารัก ยอมรับ เคารพ สนใจพวกเขา
พวกเขาก็จะเกิดคำถามในใจอยู่ดีว่า
.
“ตกลงแล้ว คนอื่นรัก ยอมรับ เคารพ สนใจ แคร์ฉันจริงๆไหมนะ?
หรือคนอื่นเพียงแค่รัก ยอมรับ เคารพ สนใจ แคร์ฉัน
เพราะฉันคือคนที่คอย “ยื่นหมู” ไปให้พวกเขาเท่านั้น?”
.
และเมื่อ people pleaser เจอปัญหาเหล่านี้
ทางออกของพวกเขามักจะเป็นการทุ่มเท
เวลาและพลังงานไปกับการ “ยื่นหมู” ให้มากขึ้นไปอีก
.
แต่แม้ people pleaser จะทุ่มเทมากขึ้น
ผลลัพธ์ที่ตามมาก็มักจะเป็นแบบเดิม
.
กล่าวคือ พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าคนอื่นยังคงไม่ได้
รัก ยอมรับ เคารพ สนใจ แคร์พวกเขาอยู่ดี
.
นั่นเป็นเพราะว่า…
.
การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ
ที่เราจะรู้สึก “เต็มอิ่ม” เวลาได้รับนั้น
มันไม่ใช่การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ
ที่สามารถ “ซื้อ” หรือ “แลกเปลี่ยน” ด้วยการ “ยื่นหมู” ได้
.
การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ
ที่เราจะรู้สึก “เต็มอิ่ม” เวลาได้รับนั้น
มันคือการยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ
ที่อีกฝ่ายมอบให้อย่างไม่มีเงื่อนไข
.
แน่นอนครับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมอบ
การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ
ให้กับเราอย่างไม่มีเงื่อนไข
.
สำหรับหลายๆคน
คนที่มอบการยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ
ให้กับพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขคือคนในครอบครัว
.
แต่สำหรับ people pleaser จำนวนไม่น้อย
พวกเขาแทบจะไม่เจอกับคนที่พร้อมจะมอบ
การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ
ให้พวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขเลย
(ต่อให้จะเป็นคนในครอบครัวก็ตาม)
.
นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขา
เริ่มต้นกลายเป็น people pleaser
.
เพราะประสบการณ์ชีวิตของพวกเขามันสอนพวกเขาว่า
มันไม่มีหรอกที่จะมีใครสักคนที่มามอบการยอมรับ
ความเคารพ ความรัก ความสนใจให้พวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข
.
จริงอยู่ครับว่า
การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ
ที่ people pleaser ได้รับจากการที่พวกเขา “ยื่นหมู” ไปก่อนนั้น
มันอาจจะไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึก “เต็มอิ่ม” นัก
.
แต่ในสายตาของ people pleaser หลายๆคน
อย่างน้อย การ “กำขี้”
(ได้รับการยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจแบบมีเงื่อนไข)
ก็ยังดีกว่าการ “กำตด”
(ไม่ได้รับการยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจใดใด)
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ people pleaser หลายคนหมดหวัง
กับการที่ตัวเองจะได้รับการยอมรับ ความเคารพ ความรัก
ความสนใจอย่างไม่มีเงื่อนไขจากคนอื่นเป็นที่เรียบร้อย
.
พวกเขาหวังเพียงแค่การยอมรับ ความเคารพ ความรัก
ความสนใจอย่างมีเงื่อนไขจากคนอื่นเท่านั้น
.
แม้การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจอย่างมีเงื่อนไขนั้น
มันจะไม่ได้รู้สึก “เต็มอิ่ม” สำหรับพวกเขาเลยก็ตาม
.
ผมหวังว่าทั้งหมดที่ผมนำเสนอในวันนี้
จะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจคนที่เป็น people pleaser ได้มากขึ้นนะครับ
(แม้เพียงนิดเดียวก็ยังดี)
#จิตวิทยา #siamstr

ในช่วงหลายสิบปีมานี้
ผู้หญิงกับผู้ชายมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่งผลให้ความแตกต่างที่พวกเขาเคยมีในอดีต
(เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง) ค่อยๆหายไปเรื่อยๆ
.
แต่ถึงกระนั้น
ผู้หญิงกับผู้ชายก็ยังคงมี
ความแตกต่างในหลายๆด้านอยู่ดี
.
และในหลายๆกรณี ความแตกต่างที่มีอยู่นี้
ก็อดไม่ได้ที่จะสร้างความรู้สึกอิจฉาระหว่างกัน
.
อะไรคือสิ่งที่ผู้หญิงอิจฉาในตัวผู้ชาย?
อะไรคือสิ่งที่ผู้ชายอิจฉาในตัวผู้หญิง?
.
บทความในวันนี้มีคำตอบครับ
.
ผมขอเริ่มด้วยการพูดถึงสิ่งที่ผู้ชายอิจฉาในตัวผู้หญิงก่อนนะครับ
.
.
.
# 1
.
ผู้ชายรู้สึกอิจฉาที่ผู้หญิงสามารถใช้ความสวยของตัวเอง
เป็น “เครื่องทุ่นแรง” ในการได้มาซึ่งผลประโยชน์ต่างๆ
ในขณะที่ผู้ชายไม่สามารถใช้ความหล่อของตัวเอง
เป็น “เครื่องทุ่นแรง” ได้มากเท่ากับกรณีของผู้หญิง
.
# 2
.
ผู้ชายรู้สึกอิจฉาที่ผู้หญิงสามารถร้องไห้
และแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้เต็มที่
(เพราะสังคมให้การยอมรับในเรื่องนี้กับผู้หญิงมากกว่า)
.
# 3
.
ผู้ชายรู้สึกอิจฉาที่ผู้หญิงมีบทบาท
ในการให้กำเนิดชีวิตได้อย่างใกล้ชิดมากกว่า
(ผู้หญิงเป็นฝ่ายอุ้มท้อง ผู้หญิงเป็นฝ่ายให้นมลูก ฯลฯ)
.
# 4
.
ผู้ชายรู้สึกอิจฉาที่ผู้หญิงสามารถแบกรับ
ความรับผิดชอบในหลายๆด้านพร้อมกันได้
(เช่น ความรับผิดชอบในฐานะแม่
ในฐานะภรรยา ในฐานะผู้บริหารองค์กร)
.
.
.
ในทางกลับกัน ผู้หญิงเองก็มีหลายสิ่ง
ที่รู้สึกอิจฉาในตัวผู้ชาย (ดังต่อไปนี้)
.
.
.
# 1
.
ผู้หญิงรู้สึกอิจฉาที่หลายคนในสังคมมีอคติ
และให้ “แต้มต่อ” กับผู้ชายในการทำงาน
(เช่น ผู้ชายถูกมองว่ามีความเป็นผู้นำมากกว่าผู้หญิง)
.
# 2
.
ผู้หญิงรู้สึกอิจฉาที่ผู้ชายไม่ถูกสังคม
กดดันให้ต้อง “ดูดี” มากเท่ากับผู้หญิง
(เช่น ผู้หญิงไม่แต่งหน้าคือเรื่องแปลก
แต่ผู้ชายไม่แต่งหน้าคือปกติ)
.
# 3
.
ผู้หญิงรู้สึกอิจฉาที่ผู้ชายไม่ต้องแบกรับ
ความรับผิดชอบในการทำงานบ้าน การดูแลลูก
การ support ใจคนในชีวิต ฯลฯ เท่ากับผู้หญิง
.
# 4
.
ผู้หญิงรู้สึกอิจฉาที่ผู้ชายมีร่างกาย
ที่ไม่ต้องตั้งท้อง ไม่ต้องปวดประจำเดือน ฯลฯ
.
.
.
สิ่งที่น่าสังเกตในผลสำรวจนี้ก็คือ…
.
สิ่งที่ผู้ชายรู้สึกอิจฉาในตัวผู้หญิง
ดูจะเป็นสิ่งที่ผู้หญิงไม่ชอบ
ในทางกลับกัน
สิ่งที่ผู้หญิงอิจฉาในตัวผู้ชาย
ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ผู้ชายไม่ชอบเช่นกัน!
.
ฉะนั้น
ต่อให้ผู้ชายและผู้หญิงจะสามารถ “สลับร่าง” กันได้
พวกเขาก็คงจะไม่ได้รู้สึก happy มากขึ้นอยู่ดีครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fpsyg.2024.1455199
#จิตวิทยา #siamstr

ในโลกแห่งการทำงาน
องค์กรหลายแห่งจะมีสิ่งที่เรียกว่า monthly check-in
(แต่ละองค์กรอาจจะใช้ชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป)
.
มันคือช่วงเวลาที่หัวหน้าจะเรียกลูกน้อง
มาจับเข่าคุยกันแบบ 1-1 ว่า
ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ประสบการณ์การทำงานของลูกน้องเป็นอย่างไรบ้าง
.
บรรยากาศการทำงานเป็นอย่างไร
เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้มากน้อยแค่ไหน
อะไรคือสิ่งที่ดีอยู่แล้ว
อะไรคือสิ่งที่อยากให้ปรับเพิ่ม/ลด
ฯลฯ
.
ผมมองว่า ความรักความสัมพันธ์ก็ควรมี monthly check-in เช่นกัน
.
ยิ่งถ้าเป็นคู่รักที่มี lifestyle ที่ยุ่งทั้งคู่
(เช่น ยุ่งกับงาน ยุ่งกับการเลี้ยงลูกอ่อน)
monthly check-in ยิ่งมีความสำคัญ
.
เพราะเวลาที่ชีวิตของเราเต็มไปด้วยภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ
สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ เราจะเริ่มมีเวลาให้กันและกันน้อยลงๆๆ
ส่งผลให้ “ช่องว่าง” ระหว่างกันมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆๆ
.
หากสถานการณ์ความรักความสัมพันธ์ยังคง
ดำเนินต่อไปเช่นนี้โดยที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
มันเป็นไปได้มากๆเลยครับที่อยู่มาวันหนึ่ง
เราจะตื่นขึ้นมาและเราก็จะพบว่า
“ช่องว่าง” ดังกล่าวมันมีขนาดใหญ่จนทำให้
เรากับแฟนไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตร่วมกันได้อีกแล้ว
.
นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมนำเสนอว่า
monthly check-in ไม่ควรจะเกิดขึ้นเพียงแค่ภายในที่ทำงานเท่านั้น
แต่มันยังควรจะเกิดขึ้นภายในความรักความสัมพันธ์อีกด้วย
.
แต่ทีนี้ หลายคนก็อาจจะสงสัยว่า
หากเราจะมี monthly check-in กับแฟนของเรา
เราจะใช้เวลาช่วงนั้นพูดคุยในเรื่องอะไรกันบ้าง
.
ผมขอนำเสนอ guideline คร่าวๆดังต่อไปนี้ครับ
.
.
.
# 1
.
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
อะไรคือคำพูดหรือการกระทำของแฟน
ที่ทำให้เรารู้สึกขอบคุณและมีความสุขบ้าง
.
(ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ “ใหญ่โต” นะครับ
เพียงแค่เรื่อง “เล็กๆน้อยๆ” อย่างเช่น
การที่แฟนทำอาหารให้เราทานหรือการที่แฟนขับรถไปส่งเรา
ก็สามารถหยิบมาพูดคุยในช่วง monthly check-in ได้แล้วครับ)
.
# 2
.
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
อะไรคือปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น
ในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟนบ้าง
.
(เวลาที่พูดคุยกับแฟนในเรื่องนี้
พยายามพูดคุยด้วยท่าที “ฉัน+เธอ vs ปัญหา”
ไม่ใช่ท่าที “ฉัน vs เธอ” นะครับ)
.
# 3
.
ต่อไปในอนาคต
อะไรคือสิ่งที่เราอยากจะขอให้แฟนลด/เพิ่ม/ปรับบ้าง
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ฉันอยากขอให้เธอพูดคุยกับฉันระหว่างที่เรากำลังกินข้าวโดยที่ไม่แตะโทรศัพท์มือถือเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที”
“เวลาที่เราทะเลาะกัน ฉันอยากขอให้เราหยุดพูดและเดินไปพักสงบสติอารมณ์สักครึ่งชั่วโมงและค่อยกลับมาคุยกันต่อ”
เป็นต้น
.
.
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้
จะสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ monthly check-in
(รวมถึงการนำ monthly check-in ไปปฏิบัติในเบื้องต้น) นะครับ
.
https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2023.101687
https://doi.org/10.1177%2F19485506221137958
https://doi.org/10.5114%2Fcipp.2021.111981
http://dx.doi.org/10.1177/02654075221122943
https://doi.org/10.1016/j.paid.2015.10.013
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนพบว่าตัวเองมี “ปัญหา” เวลาที่ได้ยินคนอื่นพูดชื่นชม
.
กล่าวคือ
เวลาที่คนอื่นพูดชื่นชมพวกเขา
พวกเขาจะมีปฏิกิริยาในลักษณะที่
“ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา” คำชื่นชมนั้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เวลาที่คนอื่นชื่นชมว่า
“เธอนำเสนองานลูกค้าได้ยอดเยี่ยมมาก”
พวกเขาก็จะตอบกลับไปว่า
“โอ้ ฉันคงไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้นหรอกมั้ง”
.
เวลาที่คนอื่นชื่นชมว่า
“ยินดีด้วยนะ หนังสือเธอขายดีสุดๆเลย”
พวกเขาก็จะตอบกลับไปว่า
“ฉันแค่โชคดีที่คนอ่านเอ็นดูฉันเฉยๆน่ะ”
.
เป็นต้น
.
หลายคนพยายามที่จะแก้ไข “ปัญหา” นี้
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามขนาดไหน
พวกเขาก็ดูจะไม่สามารถแก้ไข “ปัญหา” นี้ได้เสียที
.
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่า การที่คนอื่นกล่าวคำชม
มันคือการที่คนอื่นกำลังฉาย spotlight มาที่พวกเขา
.
…และมันทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัด
.
วันนี้ ผมมีเทคนิคง่ายๆอันนึงมานำเสนอครับ
.
เทคนิคนี้อาจไม่สามารถการันตี
ว่าจะ “ได้ผล” กับทุกๆคนนะครับ
แต่ที่ผ่านมา มันเป็นเทคนิคหนึ่ง
ที่ “ได้ผล” กับคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
.
เทคนิคที่ว่านี้ก็คือ แทนที่เราจะมองว่า
การที่คนอื่นพูดชื่นชมเราคือการฉาย spotlight มาที่เรา
.
เราลองเปลี่ยนมามองว่า
การที่คนอื่นพูดชื่นชมเราคือการที่เขากำลัง
“มอบของขวัญ” ให้กับเราในรูปแบบของคำชมแทน
.
หากเราเปลี่ยนมามองในมุมนี้
เราจะเห็นว่า ท่าทีของเรา
ในการ “รับของขวัญ” ถือว่ามีความสำคัญ
.
เพราะถ้าเรามีท่าทีที่ “ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา”
มันคือการที่เรากำลัง “ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา”
“ของขวัญ” ที่อีกฝ่ายกำลังมอบให้เราอยู่
.
…อีกฝ่ายเขาคงรู้สึกไม่ดีแน่ๆ หากเรามีท่าทีเช่นนั้น
.
หากเราเปลี่ยนมามองในมุมนี้
เราก็มีแนวโน้มที่จะอยากเซฟความรู้สึกของอีกฝ่าย
ด้วยการ “รับของขวัญ” ด้วยท่าทีที่ “เห็นค่า” เขา
(ไม่ใช่ “ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา”)
.
ส่งผลให้เรามีปฏิกิริยาต่อคำชื่นชม
ของพวกเขาที่แตกต่างไปจากเดิมได้ในที่สุดครับ
.
(เช่น จากเดิมที่เราเคยพูดว่า
“โอ้ ฉันคงไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้นหรอกมั้ง”
เราก็จะเปลี่ยนมาพูดว่า
“ขอบคุณเธอมากๆเลยน้า”)
#จิตวิทยา #siamstr

พวกเราทุกคนล้วนมีเพื่อนที่เราเคยรู้จักในอดีต
(หรืออาจจะถึงขั้นเคยเป็นเพื่อนสนิทกันมากๆ)
.
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป
เราก็ติดต่อกับเพื่อนคนนั้นน้อยลงเรื่อยๆๆ
.
จนกระทั่งในปัจจุบัน เราไม่ได้ติดต่อเพื่อนคนนั้นอีกแล้ว
.
หลายคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ทำนองนี้
มีความต้องการที่จะติดต่อกับเพื่อนคนนั้นอีกครั้ง
.
อันที่จริง พวกเขามีความมั่นใจด้วยว่า
หากพวกเขาติดต่อกับเพื่อนคนนั้นในตอนนี้
เพื่อนก็น่าจะรู้สึกยินดีที่พวกเขาติดต่อไปหา
.
แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังคงเลือกที่จะไม่ติดต่อไปหาเพื่อนอยู่ดี
.
เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนี้?
.
บางคนเลือกที่จะไม่ติดต่อไปหาเพื่อน
เพราะพวกเขาไม่อยากเสี่ยงที่จะ “หน้าแตก”
(ติดต่อไปหาเพื่อนและถูกเพื่อนปฏิเสธ)
.
บางคนเลือกที่จะไม่ติดต่อไปหาเพื่อน
เพราะพวกเขารู้สึกผิดที่ตัวเองหยุดติดต่อเพื่อนไปเสียนาน
.
บางคนเลือกที่จะไม่ติดต่อไปหาเพื่อน
เพราะพวกเขาเดาว่า ถ้าพวกเขาติดต่อไปหาเพื่อน
มันคงเป็นบรรยากาศที่อึดอัดและกระอักกระอ่วนใจเป็นแน่
.
บางคนเลือกที่จะไม่ติดต่อไปเพื่อน
เพราะพวกเขารู้สึกว่า แม้ครั้งหนึ่ง
พวกเขากับเพื่อนอาจจะสนิทสนมกัน
แต่ในตอนนี้ พวกเขากับเพื่อนได้กลาย
เป็นคนแปลกหน้าต่อกันไปเรียบร้อยแล้ว
.
เหตุผลเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ทรงพลังมากเลยครับ
เพราะพวกมันสามารถทำให้หลายคนล้มเลิก
ความตั้งใจที่จะติดต่อกับเพื่อนเก่าได้สำเร็จ
.
อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าเหตุผลเหล่านี้จะทรงพลัง
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า เหตุผลเหล่านี้
จะทำให้เรา “ศิโรราบ” และยอมล้มเลิก
ความตั้งใจที่จะติดต่อเพื่อนเก่าเสมอไป
.
จริงอยู่ครับ แม้ว่าการติดต่อเพื่อนเก่าจะเป็นเรื่องยาก
(เพราะเหตุผลในข้างต้น) แต่ผลการศึกษาพบว่า
หากเราค่อยๆเริ่มติดต่อไปหาเพื่อน
ที่ยังคงอยู่ในวงโคจรชีวิตของเราในตอนนี้อยู่
(เช่น เป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเพื่อนไปกินข้าว
แม้ว่าปกติแล้ว คนที่ชวนจะเป็นเพื่อนมาโดยตลอด)
มันจะช่วยทำให้เรา “คุ้นชิน” กับการเป็นฝ่ายเริ่มต้นติดต่อหาคนอื่นมากขึ้น
.
และพอเราเริ่ม “คุ้นชิน” กับการเป็นฝ่าย
เริ่มต้นติดต่อหาคนอื่นมากๆเข้า
การที่เราจะเริ่มติดต่อไปหาเพื่อนเก่าที่ไม่ได้คุยกันมานาน
ก็จะเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
.
และพอถึงตอนนั้น
ต่อให้ในใจเราจะยังคงมีเหตุผล 3-4 ข้อในข้างต้นอยู่
เหตุผลเหล่านี้ก็จะไม่ทำให้เรา “ศิโรราบ”
และยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะติดต่อเพื่อนเก่าได้อีกแล้วครับ
.
แหล่งอ้างอิง
https://doi.org/10.1038/s44271-024-00075-8
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนคงจะคุ้นเคยกันดีกับคำว่า
“ผู้ชายกลัวเมีย”
.
มันอาจจะเป็นคำที่พูดกันขำๆเล่นๆ
แต่สำหรับผู้ชายจำนวนไม่น้อย
พวกเขามีความ “กลัวเมีย” จริงๆครับ
.
ไม่ว่าจะเป็นความกลัวว่าแฟนจะเข้ามาบงการชีวิต
หรือความกลัวว่าตัวเองจะ “ดีไม่พอ” ในสายตาแฟน
หรือความกลัวว่าแฟนจะยึด “อิสรภาพ” ในการใช้ชีวิตไป
ฯลฯ
.
ทำไมมันจึงเป็นเช่นนี้ได้?
.
ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็คือ
ตอนที่ผู้ชายเหล่านี้ยังเป็นเด็กน้อย
คนที่เลี้ยงดูพวกเขามักจะเป็นผู้หญิง (เช่น แม่ ย่า ยาย)
.
และเนื่องจากตอนที่พวกเขายังเป็นเด็กน้อยนั้น
พวกเขาอยู่ในสภาพที่ “ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้” โดยสมบูรณ์
การที่พวกเขาจะมีชีวิตรอดหรือไม่นั้น
จึงขึ้นอยู่กับผู้หญิงที่เลี้ยงดูพวกเขาเหล่านี้เป็นหลัก
.
ฉะนั้น เด็กน้อยเหล่านี้จึงจำเป็นต้องเรียนรู้
ที่จะปฏิบัติตัวให้ “ถูกใจ” ผู้หญิงที่เลี้ยงดูพวกเขา
.
หรืออย่างน้อยที่สุด
หากพวกเขาไม่สามารถทำให้
ผู้หญิงที่เลี้ยงดูพวกเขา “ถูกใจ” ได้
พวกเขาก็ต้องพยายามระวัง
ไม่ให้ตัวเองทำให้ผู้หญิงที่เลี้ยงดูพวกเขา “ไม่พอใจ”
.
ส่งผลให้เด็กน้อยเหล่านี้เรียนรู้
ที่จะคอยสังเกตดู “สัญญาณ” (เช่น น้ำเสียง สีหน้า)
ของผู้หญิงที่เลี้ยงดูพวกเขาอยู่เป็นระยะๆ
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่ “สัญญาณ” ส่อแววไม่ค่อยดี
เด็กน้อยก็ต้องรีบปรับพฤติกรรมของตัวเอง
ให้ “ถูกใจ” ผู้หญิงที่เลี้ยงดูพวกเขาให้เร็วที่สุด
.
ประสบการณ์ที่เด็กผู้ชายเหล่านี้มีกับผู้หญิงที่เลี้ยงดูพวกเขา
(ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่พวกเขา “ไร้อำนาจ”
ในขณะที่ผู้หญิงที่เลี้ยงดูพวกเขา “มีอำนาจ”)
จึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมให้เด็กผู้ชายเหล่านี้
เติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความกลัว เกรงใจ อยากตามใจ
กับผู้หญิงที่พวกเขาเจอในชีวิตนั่นเองครับ
.
แหล่งอ้างอิง
https://doi.org/10.1111/jomf.12133
https://doi.org/10.1016/S0002-7138(09)62273-1
O'Neill,J. (2014) Men's Gender Role Conflict. American Psychological Association.
Weiss, A.G. (2021). Hidden in Plain Sight: How Men's Fears of Women Shape Their Intimate Relationships. Lasting Impact Press.
Zinczenko, D., & Spiker, T. (2007). Men, Love & Sex. Rodale
#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในคำถามที่ผมถูกถาม
ในฐานะนักจิตวิทยามากที่สุดก็คือ
.
ในแต่ละวันที่ผมทำงาน
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้คนมากมาย
.
โดยที่แต่ละคนก็มักจะมาพบผม
พร้อมกับความทุกข์ใจในเรื่องต่างๆ
.
บางคนทุกข์ใจในเรื่องครอบครัว
บางคนทุกข์ใจในเรื่องการทำงาน
บางคนทุกข์ใจในเรื่องความรัก
ฯลฯ
.
หลายคนสงสัยว่า
ผมไม่ “จิตตก” บ้างหรือ?
.
ผมเชื่อว่าผมไม่ใช่นักจิตวิทยา
คนเดียวที่เจอกับคำถามทำนองนี้
.
ผมเชื่อว่านักจิตวิทยาคนอื่น
ก็คงเคยเจอกับคำถามทำนองนี้
จากคนใกล้ตัวกันมาบ้างอย่างแน่นอน
.
ผมไม่แน่ใจว่าประสบการณ์การทำงาน
ของนักจิตวิทยาคนอื่นเป็นอย่างไรนะครับ
.
แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมนั้น
แม้หลายคนที่มาพูดคุยกับผมจะเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ
แต่ผมไม่ได้มองเห็นแค่ความทุกข์ใจของพวกเขาเท่านั้น
.
ผมยังมองเห็นความเข้มแข็งของพวกเขาด้วย
.
เพราะพวกเขาหลายคนกำลังเผชิญ
กับความทุกข์ใจที่เข้มข้นแสนสาหัส
.
แต่ถึงกระนั้น…
.
ทั้งๆที่พวกเขาสามารถเลือกที่จะ “ยอมแพ้” ได้
แต่พวกเขากลับเลือกที่จะ “ต่อสู้”
พวกเขากลับเลือกที่จะมีความหวัง
พวกเขากลับเลือกที่จะเชื่อว่าวันพรุ่งนี้
จะสามารถดีกว่าวันนี้และเมื่อวานได้
.
ผมรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาไม่ได้เลือกที่จะ “ยอมแพ้”?
.
การที่พวกเขากำลังนั่งพูดคุยอยู่กับผมนี่แหละครับ
คือ “หลักฐาน” ที่บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดว่า
พวกเขากำลังเลือกที่จะ “ต่อสู้” อยู่
.
นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้ผมไม่ได้ “จิตตก”
แม้ผมจะได้มีโอกาสพบปะกับหลายคน
ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ใจในแต่ละวันก็ตามครับ
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เรามีความสัมพันธ์กับใครสักคน
.
.
.
ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นเพื่อน พี่น้อง แฟน พ่อแม่ ลูก หรือใครก็ตาม
.
.
.
การ “ขีดเส้น” ความสัมพันธ์ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ
.
.
.
ยิ่งคนๆนั้น toxic กับเรามากเท่าไหร่ การ “ขีดเส้น” ความสัมพันธ์ยิ่งสำคัญมากเท่านั้น
.
.
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
.
.
เราอาจจะมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง
.
.
.
เวลาเราเจอเพื่อนคนนี้ทีไหร่ เพื่อนคนนี้มักจะชอบพูดคุยในลักษณะ “ยกตนข่มท่าน” เสมอๆ
.
.
.
เราจึงตัดสินใจที่จะ “ขีดเส้น” ความสัมพันธ์กับเพื่อนคนนี้ด้วยการไม่ติดต่อกับเพื่อนคนนี้หากไม่จำเป็น
.
.
.
และในกรณีที่เราจำเป็นต้องติดต่อ เราก็จะ “ขีดเส้น” ไว้ว่า…
.
.
.
เราจะพูดคุยเฉพาะธุระที่จำเป็นเท่านั้น
เราจะไม่มีการพูดคุยสัพเพเหระกับเพื่อนคนนี้เด็ดขาด
.
.
.
เป็นต้น
.
.
.
อย่างไรก็ตาม พวกเรามักจะมีคนๆหนึ่งที่เราอาจจะหลงลืมที่จะ “ขีดเส้น” ความสัมพันธ์กับเขา
.
.
.
แม้ว่าคนๆนี้จะ toxic กับเรามากๆเลยก็ตาม
.
.
.
คนๆนั้นคือตัวเราเอง
.
.
.
เพราะสำหรับหลายๆคน ในใจของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความคิดที่คอยส่งเสียงบั่นทอนจิตใจของพวกเขาอยู่เป็นระยะๆ
.
.
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ฉันมันไม่มีค่า”
“ไม่มีใครในโลกนี้ที่รักฉันจริงสักคน”
“ชีวิตของฉันไม่มีทางดีกว่านี้ได้อีกแล้ว”
เป็นต้น
.
.
.
หลายคนปล่อยให้ความคิดเหล่านี้ส่งเสียงบั่นทอนอยู่ในใจพวกเขาตลอดเวลา ตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาตื่นนอนจนกระทั่งวินาทีที่พวกเขาเข้านอน
.
.
.
ผมจึงอยากจะเสนอว่า นอกจากเราจะ “ขีดเส้น” กับคนที่ toxic ในชีวิตเราแล้ว เราน่าจะ “ขีดเส้น” กับความคิด toxic เหล่านี้ด้วยเช่นกัน
.
.
.
วิธีหนึ่งที่เราสามารถใช้ในการ “ขีดเส้น” กับความคิด toxic เหล่านี้ได้คือการตีกรอบไปเลยครับว่า ในแต่ละวัน เราจะมีเวลาให้ความคิดเหล่านี้ได้ส่งเสียงบั่นทอนจิตใจของเราได้เต็มที่สักเท่าไหร่
.
.
.
(เช่น ในช่วง 19.00 น ถึง 19.20 น ของแต่ละวัน ฉันจะปล่อยให้ความคิด “ฉันมันไม่มีค่า” ส่งเสียงดังในใจให้เต็มที่ แต่นอกเหนือจากช่วงเวลา 20 นาที หากความคิด “ฉันมันไม่มีค่า” โผล่ขึ้นมาในใจ ฉันก็จะพูดกับมันว่า “ตอนนี้ยังก่อน เดี๋ยวพอถึง 19.00 น เมื่อไหร่ ค่อยส่งเสียงดังนะ” เป็นต้น)
.
.
.
การทำแบบนี้อาจจะไม่สามารถกำจัดความคิด toxic เหล่านี้ให้หายออกไปจากใจได้โดยสมบูรณ์ก็จริง (เหมือนกับคน toxic บางคนที่เราอาจจะไม่สามารถตัดขาดออกไปจากชีวิตได้โดยสมบูรณ์เช่นกัน)
.
.
.
แต่มันจะช่วยป้องกันไม่ให้ความคิด toxic เหล่านี้มีอิทธิพลต่อใจเราอย่างท่วมท้นได้
.
.
.
และนั่นก็หมายความว่า ความทุกข์ทรมานในใจเราก็จะลดลงไม่น้อยเลยครับ
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่หลายคนมองเห็นว่า
แฟนของตัวเองกำลังมีปัญหา
พวกเขาก็จะรู้สึกเป็นห่วง
.
ความเป็นห่วงนี้ทำให้พวกเขาตัดสินใจ
ที่จะกระโจนเข้าไปให้ความช่วยเหลือแฟนในรูปแบบต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำหรือการลงมือทำก็ตาม
.
ในมุมหนึ่ง แฟนของพวกเขาก็รู้สึกขอบคุณ
ในความเป็นห่วง ความหวังดี
และความต้องการอยากจะช่วยเหลือนี้
.
แต่ในอีกมุมหนึ่ง แฟนของพวกเขาก็อาจจะ
รู้สึกหงุดหงิดรำคาญกับพฤติกรรมทำนองนี้ได้เช่นกัน
.
เพราะแฟนของพวกเขาก็อาจจะเกิดความคิดในใจว่า
“ฉันรู้ว่าเธอเป็นห่วง ฉันรู้ว่าเธอหวังดี ฉันรู้ว่าเธออยากช่วย
แต่การที่เธอกระโจนเข้ามาช่วยโดยที่ฉันยังไม่ได้ร้องขอแบบนี้
มันเหมือนเธอกำลังมองว่าฉันเป็นคนไร้ศักยภาพ
ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แม้แต่นิดเดียว!”
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
ความเป็นห่วงและหวังดีลักษณะนี้
อาจะถูกแฟนตีความว่า
พวกเขากำลัง “ดูถูก” แฟนอยู่นั่นเอง
.
สถานการณ์ทำนองนี้อาจจะถูกคนนอก
มองว่า “เรื่องมาก” หรือ “หยุมหยิม” นะครับ
.
แต่ถ้าจะมองในแง่หนึ่ง
การที่คนเราได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆในชีวิต
และจัดการกับปัญหาต่างๆเหล่านั้นได้สำเร็จลุล่วงด้วยตัวเอง
มันคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เรามีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้น
.
และเมื่อคนเรามีความมั่นใจในตัวเองแล้ว
อะไรๆในชีวิตมันก็ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
.
ฉะนั้น
ความเป็นห่วงและหวังดีในลักษณะข้างต้น
ไม่เพียงแค่อาจถูกแฟนตีความว่า
เป็นการ “ดูถูก” กันเท่านั้น
.
แต่มันยังเป็นการ “ขโมย” โอกาสในการ
เสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองของแฟนอีกด้วย!
.
นี่จึงเป็นสาเหตุข้อหนึ่งที่ทำให้ผมอยากนำเสนอว่า
ต่อให้เราจะอยากช่วยแฟนแก้ปัญหาในชีวิตเขาขนาดไหน
ถ้าเป็นไปได้ เราน่าจะลองเช็คกับเจ้าตัวดูก่อนว่า
เขาอยากที่ “ลุย” กับปัญหานั้นด้วยตัวเองหรือเปล่านะครับ
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆกับคนที่ happy มีความสุข เราก็มีแนวโน้มที่จะ happy มีความสุขมากขึ้นไปด้วย
.
.
.
ในทางกลับกัน เวลาที่เราใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆกับคนที่อมทุกข์ เราก็มีแนวโน้มที่จะทุกข์ใจง่ายขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
.
.
.
แต่ทีนี้ หากเราเป็นคนที่อมทุกข์ และเราคบกับแฟนที่เป็นคน happy มีความสุข
.
.
.
มันจะเกิดอะไรขึ้น?
.
.
.
ออร่าความอมทุกข์ของเราจะมีผลกับแฟนมากกว่า หรือออร่าความ happy ของแฟนจะมีผลกับเรามากกว่า?
.
.
.
สิ่งที่นักจิตวิทยาค้นพบคือออร่าความอมทุกข์ของเราจะมีผลกับแฟนมากกว่า เมื่อเทียบกับออร่าความ happy ของแฟนครับ
.
.
.
นั่นเป็นเพราะว่า โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์เรา “ไว” กับความทุกข์มากกว่าความสุข (นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า negativity bias)
.
.
.
ด้วยเหตุนี้ ความทุกข์ของเราจึง “กระจายตัว” ไปสู่แฟนได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับการที่ความสุขของแฟนจะ “กระจายตัว” มาสู่ตัวเรา
.
.
.
คำถามสำคัญก็คือ
.
.
.
มีอะไรที่เราสามารถทำได้เพื่อที่จะป้องกันการ “กระจายตัว” ของความทุกข์ภายในความสัมพันธ์ไหม?
.
.
.
คำตอบก็คือ…มีครับ
.
.
.
.
.
.
สิ่งแรกที่เราสามารถทำได้คือการจำกัดเวลาในการพูดคุยถึงเรื่องแย่ๆในแต่ละวันกับแฟน
.
.
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
.
.
เวลาที่เราอยาก “ระบาย” กับแฟนในเรื่องที่เรารู้สึกไม่พอใจคนในที่ทำงาน เราอาจจะกำหนดไว้ว่า เราจะ “ระบาย” เรื่องนี้กับแฟนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 20 นาทีเท่านั้น
.
.
.
หลังจากที่เรา “ระบาย” เรื่องนี้กับแฟนครบ 20 นาทีแล้ว ต่อให้ใจเราจะอยาก “ระบาย” กับแฟนต่อ แต่เราก็จะเก็บมันไว้ในใจ (เพราะมันหมด “โควตา” ของวันนี้แล้ว)
.
.
.
และถ้าเราต้องการ เราค่อยหยิบเรื่องนี้มา “ระบาย” กับแฟนต่อในวันพรุ่งนี้อีก 20 นาทีแทน
.
.
.
เป็นต้น
.
.
.
นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการพูดถึงสิ่งดีๆกับแฟนในทุกๆวัน (ต่อให้สิ่งดีๆที่ว่านั้นมันจะดู “เล็กน้อย” แค่ไหนก็ตาม)
.
.
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
.
.
“ขอบคุณนะที่ขับรถมาหาฉัน”
“ฉันเห็นเธอออกกำลังกายสม่ำเสมอแบบนี้แล้ว ฉันก็รู้สึกอยากจะฮึดออกกำลังกายให้ได้แบบเธอบ้าง”
“ฉันชอบที่เธอคอยถามฉันว่า ในแต่ละวัน ฉันเป็นยังไงบ้าง”
.
.
.
เป็นต้น
.
.
.
ยิ่งไปกว่านั้น อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการหมั่นวางแผนที่จะทำกิจกรรมที่น่าสนใจ สนุกสนาน และผ่อนคลายร่วมกันในอนาคตอย่างสม่ำเสมอ
.
.
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
.
.
ไปดูหนังด้วยกัน
ไปเดินป่าด้วยกัน
ไปกินอาหารร้านเด็ดด้วยกัน
ไปดูคอนเสิร์ตด้วยกัน
ไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ด้วยกัน
.
.
.
เป็นต้น
.
.
.
.
.
.
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อป้องกันการ “กระจายตัว” ของความทุกข์ภายในความสัมพันธ์ที่เรามีกับแฟนของเราครับ
.
.
.
แหล่งอ้างอิง
https://doi.org/10.1177/19485506231207673
https://doi.org/10.1016/j.paid.2017.12.003
#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในพฤติกรรมออนไลน์
ที่เราพบได้บ่อยมากขึ้นทุกวันนี้
คือพฤติกรรม catfishing
.
มันคือการสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาในโลกออนไลน์
ซึ่งมีลักษณะต่างจากตัวตนจริงๆในโลกออฟไลน์อย่างชัดเจน
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ตัวตนในโลกออฟไลน์มีรูปร่างอ้วน
แต่ภาพโปรไฟล์ในโลกออนไลน์มีรูปร่างผอม
(อาจจะใช้รูปคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง)
.
ตัวตนในโลกออฟไลน์มีนิสัยขี้อาย
แต่เวลาพิมพ์แชทในโลกออนไลน์จะช่างคุย
.
ตัวตนในโลกออฟไลน์วางตัวเป็นผู้ชาย
แต่ตัวตนในโลกออนไลน์วางตัวเป็นเกย์
.
เป็นต้น
.
จากนั้น
ก็จะมีการนำตัวตนที่สร้างขึ้นมาใหม่ในโลกออนไลน์นี้
(ซึ่งแตกต่างจากตัวตนในโลกออฟไลน์)
ไปติดต่อผู้คนตามช่องทางต่างๆในโลกออนไลน์ (เช่น ในแอพหาคู่)
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า ต่อให้คนที่ทำพฤติกรรม catfishing
จะพยายาม “ปกปิด” ตัวตนของเขาในโลกออฟไลน์ขนาดไหน
.
ในที่สุดแล้ว ความจริงก็จะถูก “เปิดเผย”
ซึ่งอาจส่งผลให้คนที่เจอกับพฤติกรรม catfishing
รู้สึกอับอาย รู้สึกถูกหักหลัง หรือแม้กระทั่ง
รู้สึกกลัวที่จะไว้วางใจคนอื่นในอนาคตอีก
.
นอกจากนี้ เจ้าตัวที่ทำพฤติกรรม catfishing เอง
ก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัว
กับการพยายาม “ปกปิด” ตัวตนในโลกออฟไลน์ไม่ให้คนอื่นรู้อีกด้วย
.
แต่แม้คนที่ทำพฤติกรรม catfishing จะตระหนักถึง
ผลกระทบทางลบของพฤติกรรม catfishing เหล่านี้
เขาก็ยังคงตัดสินใจที่จะทำพฤติกรรม catfishing อยู่ดี
.
อะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจเช่นนั้น?
.
วันนี้ ผมมีคำตอบ (บางส่วน) มานำเสนอครับ
.
# 1
.
คนที่มีพฤติกรรม catfishing อาจจะพบว่า
เขาไม่สามารถ “เป็นตัวของตัวเอง” ในโลกออฟไลน์ได้เต็มที่
เขาจึงแสดงความเป็น “ตัวของตัวเอง” อย่างเต็มที่ในโลกออนไลน์แทน
.
ยกตัวอย่างเช่น
เขาไม่สามารถวางท่าทีเป็นเกย์ในชีวิตออฟไลน์ได้
(เพราะคนรอบตัวไม่ยอมรับหรือแอนตี้ LGBTQ+)
เขาจะวางท่าทีเป็นเกย์ได้เต็มที่ในโลกออนไลน์เท่านั้น
เขาจึงตัดสินใจทำพฤติกรรม catfishing ขึ้น
เป็นต้น
.
# 2
.
เขารู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว แต่เขากลัวว่า
หากเขาเริ่มต้นสานสัมพันธ์กับใครก็ตามในชีวิตออฟไลน์
และเขาถูกคนอื่นปฏิเสธขึ้นมา เขาจะรับมือได้ไม่ไหว
.
เขาจึงตัดสินใจสร้างตัวตนที่ “สมบูรณ์แบบ” ในโลกออนไลน์ขึ้นมา
(ซึ่งเป็นตัวตนที่เขาคิดว่าไม่น่าจะถูกคนอื่นปฏิเสธ)
และแสวงหา connection ในโลกออนไลน์แทน
.
# 3
.
เขาไม่ชอบตัวเองในโลกออฟไลน์
เขาจึงสร้างตัวตนที่เขาอยากจะเป็นขึ้นมาในโลกออนไลน์
เพื่อที่อย่างน้อยที่สุด เขาจะได้รู้สึกดีกับตัวเองขึ้น (บ้าง)
.
ยกตัวอย่างเช่น
ในโลกออฟไลน์
เขาเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย
เขาจึงสร้างตัวตนใหม่ในโลกออนไลน์
ที่เขามีปฏิสัมพันธ์กับทุกคนด้วยความมั่นใจเต็มร้อย
เป็นต้น
.
# 4
.
เขาต้องการทดสอบความสามารถของตัวเอง
ว่าจะสามารถหลอกคนอื่นได้มากน้อยแค่ไหน
เขาจึงตัดสินใจสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาในโลกออนไลน์
เพื่อ “ภารกิจ” นี้โดยเฉพาะ
(ใช่ครับ เหตุผลข้อนี้ฟังดู “ชั่วร้าย” พอตัวเลยครับ)
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/s10591-022-09646-5
https://doi.org/10.1080/19359705.2019.1587729
https://doi.org/10.1080/14681994.2020.1714577
https://doi.org/10.1080/00918369.2016.1194112
https://doi.org/10.1089/1094931041291295
#จิตวิทยา #siamstr

ทำยังไงฉันถึงจะเจอกับความรักที่ดี?
ทำยังไงฉันถึงจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งภายในปีนี้?
ทำยังไงฉันถึงจะเรียนภาษาต่างประเทศจนพูดคล่องเหมือนเจ้าของภาษา?
ฯลฯ
.
คำถามเกี่ยวกับความสำเร็จในเรื่องต่างๆ
ถือเป็นคำถามหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาในใจของหลายคนอยู่เป็นระยะๆ
.
แต่ปัญหาสำหรับหลายๆคนก็คือ
พวกเขาคิดไม่ออกจริงๆว่าจะตอบคำถามเหล่านี้ยังไง
.
วันนี้ ผมมีเทคนิคง่ายๆเทคนิคหนึ่งมานำเสนอครับ
.
เทคนิคนั้นก็คือ
แทนที่เราจะพยายามตอบคำถามเหล่านี้
เราลองปรับคำถามเหล่านี้ดู
.
ปรับจากคำถามที่มีเนื้อหาเชิง “บวก” เป็นคำถามที่มีเนื้อหาเชิง “ลบ”
.
แทนที่จะตั้งคำถามว่า
“ทำยังไงฉันถึงจะเจอกับความรักที่ดี?”
เราลองปรับคำถามเป็น
“ทำยังไงฉันถึงจะเจอกับความรักที่ toxic?”
.
แทนที่จะตั้งคำถามว่า
“ทำยังไงฉันถึงจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งภายในปีนี้?”
เราลองปรับคำถามเป็น
“ทำยังไงฉันถึงจะไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งภายในปีนี้?”
.
แทนที่จะตั้งคำถามว่า
“ทำยังไงฉันถึงจะเรียนภาษาต่างประเทศจนพูดคล่องเหมือนเจ้าของภาษา?”
เราลองปรับคำถามเป็น
“ทำยังไงฉันถึงจะเรียนภาษาต่างประเทศและไม่ก้าวหน้าไปไหนแม้แต่น้อย?”
.
พอเราปรับคำถามจาก “บวก” เป็น “ลบ” แบบนี้
หลายคนจะพบว่า พวกเขาสามารถ
ตอบคำถามดังกล่าวได้คล่องขึ้นเยอะเลยครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเราตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“ทำยังไงฉันถึงจะเจอกับความรักที่ toxic?”
หนึ่งในคำตอบของเราก็อาจจะเป็น
“ยอมปล่อยผ่านเมื่ออีกฝ่ายใช้คำพูดดูถูกเรา”
.
เป็นต้น
.
หลังจากที่เราเปลี่ยนคำถามมามีเนื้อหาเชิง “ลบ”
และตอบคำถามดังกล่าวเสร็จแล้ว
เราค่อยหยิบคำตอบของเรามาพลิก
ให้มีเนื้อหากลับมาเป็น “บวก” อีกทีหนึ่ง
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราหยิบคำตอบ “ยอมปล่อยผ่านเมื่ออีกฝ่ายใช้คำพูดดูถูกเรา”
มาพลิกให้กลายเป็น “ไม่ปล่อยผ่านเมื่ออีกฝ่ายใช้คำพูดดูถูกเรา”
.
เป็นต้น
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
เทคนิคที่ผมนำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านนะครับ
#จิตวิทยา #siamstr

“ขอให้ครองคู่กันไปจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร”
.
.
.
นี่คือหนึ่งในคำอวยพรที่เราได้ยินตามงานแต่งงานบ่อยที่สุด
.
.
.
อย่างไรก็ตาม หากเรามองดูสถานการณ์ความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราจะพบว่าคู่รักมีการหย่าร้างกันมากขึ้นเรื่อยๆๆ
.
.
.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่อายุของพวกเขาเริ่มเข้าสู่เลข 5
.
.
.
เกิดอะไรขึ้นกับความรักความสัมพันธ์ของคนกลุ่มนี้ (คู่สามีภรรยาในวัย 50)? อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนกลุ่มนี้หย่าร้างกันเต็มไปหมดในช่วงวัยนี้?
.
.
.
นักจิตวิทยาพบว่า มันมีอยู่หลายปัจจัยเหมือนกันครับ ที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์การหย่าร้างในวัย 50 มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในยุคปัจจุบัน
.
.
.
.
.
.
# 1 พวกเราคาดหวังจากคู่สมรสของเรามากกว่าสมัยก่อน
.
.
.
สมัยก่อน เราคาดหวังให้สามีของเราเป็นสามี เราคาดหวังให้ภรรยาของเราเป็นภรรยา
.
.
.
แต่ทุกวันนี้ เราคาดหวังให้สามี/ภรรยาของเรา เป็นทั้งเพื่อนสนิท เป็นทั้งนักจิตวิทยา เป็นทั้งพ่อบ้านแม่บ้าน เป็นทั้งที่ปรึกษาทางการเงิน เป็นทั้งคู่รักที่เต็มไปด้วย passion เป็นทั้งเพื่อนออกกำลังกาย ฯลฯ
.
.
.
ซึ่งความคาดหวังที่เรามีทุกวันนี้ ถือเป็นความคาดหวังที่คนหนึ่งคนยากที่จะเติมเต็มได้อย่างสมบูรณ์
.
.
.
ส่งผลให้พวกเราผิดหวังและไม่พึงพอใจกับความรักความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่ และทำให้เรามีแนวโน้มที่จะหย่าร้างกันมากขึ้น
.
.
.
# 2 ในช่วงอายุ 50 ลูกๆก็เริ่มโตขึ้นแล้ว
.
.
.
ฉะนั้น เหตุผลสำคัญของการ “ทนอยู่” ในความรักความสัมพันธ์ต่อไป (ซึ่งก็คือการ “อยู่เพื่อลูก”) จึงไม่มีอีกแล้ว
.
.
.
ทำให้คู่รักจำนวนมากตัดสินใจที่หย่าร้างได้ง่ายขึ้น
.
.
.
# 3 คนเราทุกวันนี้อายุยืนมากกว่าคนสมัยก่อน
.
.
.
ฉะนั้น หากเราอยู่ในความรักความสัมพันธ์ที่เราไม่โอเค
.
.
.
สมัยก่อน เราก็อาจจะยังบอกตัวเองได้ว่า “เอาเถอะ! ทนๆไป! เดี๋ยวก็ตายจากกันแล้วแหละ!”
.
.
.
แต่ทุกวันนี้ การบอกตัวเองให้ “ทนๆไป” จึงเริ่มเป็นสิ่งที่ทำได้ยากขึ้น
.
.
.
# 4 ช่วงวัย 50 คือช่วงเวลาที่หลายๆคนจะเริ่มมีปัญหาสุขภาพอย่างชัดเจน
.
.
.
ซึ่งความเครียดที่เกิดจากปัญหาสุขภาพนี้ ก็สามารถ “กระเซ็น” เข้ามาในความสัมพันธ์
.
.
.
ส่งผลให้คู่รักมีแนวโน้มที่จะทะเลาะกันมากขึ้น
.
.
.
และนำมาสู่การเลิกรากันได้ในที่สุด
.
.
.
# 5 คนวัย 50 (หรือมากกว่า) เริ่มที่จะเกษียณอายุการทำงาน
.
.
.
ก่อนหน้านี้ ต่อให้คู่รักจะมี “สิ่งที่เข้ากันไม่ได้”
.
.
.
แต่พวกเขาก็ยังคงสามารถต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงานระหว่างวันได้ พวกเขาจึงยังไม่ได้เจอกับ “สิ่งที่เข้ากันไม่ได้” ของกันและกันเท่าไหร่นัก
.
.
.
แต่พอพวกเขาเริ่มเกษียณอายุการทำงาน พวกเขาก็จะไม่มีงานเป็น “หลุมหลบภัย” อีกต่อไป
.
.
.
ส่งผลให้พวกเขาต้องหันมาเผชิญหน้ากับ “สิ่งที่เข้ากันไม่ได้” ของกันและกันมากขึ้น
.
.
.
และสำหรับคู่รักจำนวนไม่น้อย พวกเขาพบว่า แม้พวกเขาจะพยายามแก้ไขและปรับปรุง “สิ่งที่เข้ากันไม่ได้” นี้อยู่พักใหญ่ แต่ในที่สุดแล้ว พวกเขาก็ไปต่อกันไม่ไหวจริงๆ
.
.
.
ส่งผลให้พวกเขาตัดสินใจหย่าร้างครับ
.
.
.
# 6 การหย่าร้างไม่ใช่สิ่งที่คนในสังคม “เบือนหน้าหนี” มากเท่าสมัยก่อน
.
.
.
ถ้าเป็นสมัยก่อน เราจะพบว่ามีคู่รักจำนวนไม่น้อยที่เลือกที่จะ “ทนอยู่กันไป” เพราะคำนึงในเรื่องของ “หน้าตาทางสังคม”
.
.
.
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังๆนี้ ค่านิยมของสังคมก็เริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนให้การยอมรับกับคนที่ผ่านการหย่าร้างมามากขึ้น
.
.
.
ส่งผลให้คู่รักเลือกที่จะ “ทนอยู่กันไป” น้อยลงตามลำดับครับ
.
.
.
.
.
.
ท่านผู้อ่านคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ…กับสาเหตุทั้ง 6 ข้อที่ผมนำเสนอไว้ในข้างต้น? นอกจาก 6 ข้อนี้แล้ว ท่านผู้อ่านมองว่ามีสาเหตุข้ออื่นที่อยากจะหยิบมาแบ่งปันเพิ่มเติมไหมครับ?
.
.
.
ท่านผู้อ่านสามารถแบ่งปันความคิดเห็นในเรื่องนี้กันได้…ผ่านช่อง comment ด้านล่างเลยนะครับ
.
.
.
แหล่งอ้างอิง
https://doi.org/10.1093/geronb/gbw164
https://doi.org/10.1093/geronb/gbw164
https://doi.org/10.1093/geronb/gbac057
https://www.apa.org/monitor/2023/11/navigating-late-in-life-divorce
Perel, E. (2017). The state of affairs : Rethinking Infidelity. Bharper.
#จิตวิทยา #siamstr

ผู้หญิงเก่งที่เป็น working woman หลายคนบอกผมว่า ชีวิตการทำงานของพวกเธอไม่ได้ยากลำบากเพราะตัวงาน
.
.
.
แต่ชีวิตการทำงานของพวกเธอยากลำบากเพราะคนที่พวกเธอเจอในที่ทำงาน
.
.
.
คนที่พวกเธอเจอในที่ทำงานเหล่านี้ พวกเขาอาจจะไม่ได้มีพฤติกรรมที่ถือว่า “ร้ายแรง” กับพวกเธอเท่าไหร่นัก (เช่น ไม่ได้มีการล่วงละเมิดทางเพศ)
.
.
.
แต่คนที่พวกเธอเจอในที่ทำงานเหล่านี้ จะมีพฤติกรรมที่บั่นทอนพลังใจในการทำงานของพวกเธอทีละเล็กทีละน้อยในรูปแบบต่างๆอยู่เรื่อยๆ (เช่น เพิกเฉย ใช้คำพูดดูถูกถากถาง นินทาลับหลัง)
.
.
.
และที่สำคัญที่สุดก็คือ บุคคลที่บั่นทอนพลังใจของพวกเธอเหล่านี้ มักจะไม่ใช่ผู้ชายในที่ทำงาน
.
.
.
แต่มันมักจะเป็นผู้หญิงด้วยกันเอง!
.
.
.
ตอนที่ผมได้ยินเรื่องราวทำนองนี้เป็นครั้งแรกๆ ผมอดไม่ได้ที่จะเกิดข้อสงสัยอยู่ในใจว่า
.
.
.
ทำไม?
.
.
.
ทำไมผู้หญิงเหล่านี้จึงมีพฤติกรรมที่ “บั่นทอน” เพื่อนผู้หญิงด้วยกันแบบนี้?
.
.
.
สำหรับข้อสงสัยนี้ นักจิตวิทยามีคำตอบในเบื้องต้นให้ดังนี้ครับ
.
.
.
.
.
.
# 1 นักจิตวิทยา Allison S. Gabriel (และทีมวิจัยของเธอ) พบว่า แม้หลายคนจะมองว่าผู้ชายเป็นเพศที่ชอบการแข่งขัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การแข่งขันก็เกิดขึ้นภายในกลุ่มผู้หญิงด้วยกันเช่นกัน
.
.
.
ฉะนั้น ผู้หญิงคนไหนที่เป็นผู้หญิงเก่ง ผู้หญิงคนไหนที่มีความโดดเด่นขึ้นมา ผู้หญิงคนนั้นก็มีแนวโน้มที่จะถูกผู้หญิงคนอื่นๆ “บั่นทอน” ในรูปแบบต่างๆที่กล่าวไว้ในข้างต้นได้
.
.
.
# 2 สิ่งที่ผมนำเสนอใน # 1 อาจจะทำให้บางคนเกิดคำถามต่อขึ้นมาว่า “อ้าว! แล้วทำไมผู้หญิงถึงเปรียบเทียบเฉพาะผู้หญิงกันเองด้วย? ทำไมผู้หญิงถึงไม่เปรียบเทียบกับทุกๆคนในที่ทำงาน (ไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม) เล่า?
.
.
.
สำหรับคำถามนี้ นักจิตวิทยา Erika Holiday และ Joan Rosenberg ให้เหตุผลไว้ว่า…
.
.
.
ถ้าผู้หญิงเปรียบเทียบกับทุกๆคนในที่ทำงาน (ไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม) นั่นหมายความว่า มันจะต้องมีการเปรียบเทียบกับผู้ชายด้วย
.
.
.
และถ้ามันมีการเปรียบกับผู้ชายด้วย นั่นหมายความว่า มันจะต้องมีการแข่งขันกับผู้ชายด้วย
.
.
.
ซึ่ง Holiday และ Rosenberg มองว่า สำหรับผู้หญิงจำนวนไม่น้อย พวกเธอรู้สึก “ปลอดภัย” ที่จะมี “คู่แข่ง” เป็นผู้หญิงด้วยกันเองมากกว่าผู้ชาย
.
.
.
นี่จึงเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงมีการเปรียบเทียบกับภายในกลุ่มผู้หญิงด้วยกันเองมากกว่าที่จะเปรียบเทียบกับผู้ชายครับ
.
.
.
# 3 นอกจากเหตุผลในเรื่องของการแข่งขันแล้ว Gabriel (และทีมวิจัยของเธอ) ระบุว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลให้ผู้หญิงบางกลุ่มมีพฤติกรรมที่ “บั่นทอน” เพื่อนผู้หญิงด้วยกันเองในที่ทำงาน (โดยเฉพาะผู้หญิงเก่งๆ) คือปัจจัยในเรื่องของ “มาตรฐานทางสังคม” ครับ
.
.
.
กล่าวคือ “มาตรฐานทางสังคม” บอกว่า ผู้หญิงควรจะมีท่าทีที่ “ใจดี ดูแลคนอื่น อ่อนหวาน ประณีประณอม ฯลฯ”
.
.
.
อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงเก่งหลายคนไม่ได้มีท่าทีเช่นนั้น
.
.
.
ผู้หญิงเก่งหลายคนเป็นคนที่ “กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด มีความเป็นผู้นำ ตรงไปตรงมา ฯลฯ” ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่สวนทางกับ “มาตรฐานทางสังคม” อย่างชัดเจน
.
.
.
ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงเก่งจึงถูกผู้หญิงคนอื่น “ลงโทษ” ด้วยพฤติกรรมที่ “บั่นทอน” เหล่านี้นั่นเองครับ
.
.
.
.
.
.
ท่านผู้อ่านคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับกับประเด็นทั้ง 3 ข้อในข้างต้น? มีประเด็นข้อไหนที่ท่านผู้อ่านเห็นด้วยหรือพบเจอด้วยตัวเองบ้างไหมครับ?
.
.
.
ท่านสามารถร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและประสบการณ์ของท่านกันได้ทางช่อง comment ด้านล่างนี้เลยนะครับ!
.
.
.
แหล่งอ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/apl0000289
Holiday, E., & Rosenberg, J. I. (2009). Mean girls, meaner women: Understanding why women backstab, betray and trash-talk each other and how to heal. E. Holiday, JI Rosenberg.
#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในประติมากรรมชิ้นเอกของโลก คือ ผลงานที่ชื่อว่า David ของ Michelangelo
.
.
.
ครั้งหนึ่ง มีคนเคยถาม Michelangelo ว่า อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ Michelangelo สร้างสรรค์ผลงานที่สุดยอดอย่าง David ออกมาได้
.
.
.
คำตอบของ Michelangelo คือ “เคล็ดลับของผมนั้นเรียบง่ายมาก ผมเพียงแค่กำจัดส่วนที่ไม่ใช่เดวิดออกไปจากหินอ่อนก้อนนั้นเท่านั้น”
.
.
.
เรื่องการสานสัมพันธ์กับคนอื่นผ่านบทสนทนาก็เช่นกันครับ
.
.
.
หากเราต้องการสานสัมพันธ์กับใครสักคนผ่านบทสนทนาที่เรามีกับเขานั้น การรู้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ “ไม่ควรทำ” ถือเป็นอะไรที่มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวครับ
.
.
.
สำหรับวันนี้ ผมอยากจะนำเสนอหนึ่งสิ่งที่ “ไม่ควรทำ” หากเราต้องการจะสานสัมพันธ์กับใครสักคน
.
.
.
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมเรียกเล่นๆส่วนตัวว่า การพูด “เกทับ” คู่สนทนา
.
.
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
.
.
น้อง: ช่วงนี้หนูหนักมากเลย พี่ – ไม่ว่าหนูจะทำอะไร ใจหนูก็จะรู้สึกกังวลกับวิทยานิพนธ์ตลอดเลย
พี่: โอ้ย! สิ่งที่น้องเจออยู่นี้ พี่ยังถือว่าจิ๊บๆนะ – พี่จำได้ว่า ตอนที่พี่ยังเรียนปริญญาโทอยู่น่ะ นอกจากพี่จะปวดหัวกับตัววิทยานิพนธ์ของพี่แล้ว พี่ยังต้องปวดหัวกับอาจารย์ที่ปรึกษาของพี่อีกด้วย!
.
.
.
เป็นต้น
.
.
.
คำพูดของคนที่เป็น “พี่” ในตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นถึงการพูด “เกทับ” คนที่เป็น “น้อง” อย่างชัดเจนเลยทีเดียว (“เกทับ” ว่าความทุกข์ใจของ “น้อง” ไม่ได้หนักหน่วงหรือสาหัสหรือเข้มข้นเท่ากับความทุกข์ใจที่ “พี่” เจอมา)
.
.
.
ในแง่หนึ่ง การพูด “เกทับ” นี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตนาที่ไม่ดีก็ได้ครับ
.
.
.
จริงๆแล้ว คนที่พูด “เกทับ” อาจจะมีเจตนาที่ต้องการแสดงให้อีกฝ่ายในบทสนทนาเห็นว่า “ฉันเข้าใจเธอนะ เพราะฉันเองก็เคยเจออะไรที่เธอเจอมาเหมือนกัน”
.
.
.
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่พูด “เกทับ” เขาอาจจะมีเจตนาที่ต้องการปลอบประโลมใจของอีกฝ่ายในบทสนทนา…ก็เป็นได้ (ทำนองเดียวกับที่หลายคนปลอบประโลมคนที่กำลังทุกข์ใจด้วยคำพูดทำนองว่า “เอาน่า! โลกนี้ยังมีคนอื่นที่เจอกับความทุกข์ทรมานมากกว่าเธออีกนะ!”)
.
.
.
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคนที่พูด “เกทับ” จะมีเจตนาดีหรือไม่ดีอย่างไรก็ตาม การพูด “เกทับ” มักจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
.
.
.
นั่นเป็นเพราะว่า ประการแรก เวลาที่เราพูด “เกทับ” มันเป็นการ “ขยับ spotlight” จากคู่สนทนาของเรามาอยู่ที่ตัวเรา (เช่น จากเดิมที่คุยกันเรื่องความกังวลใจในเรื่องวิทยานิพนธ์ของคู่สนทนา กลายเป็นมาคุยกันในเรื่องความกังวลใจเรื่องประสบการณ์เรียนปริญญาโทของเรา)
.
.
.
ประการต่อมา เวลาที่เราพูด “เกทับ” มันเหมือนกับเป็นการ “ดูเบา” หรือ “ลดทอนความสำคัญ” ในสิ่งที่คู่สนทนาของเรากำลังพูดอยู่ (เช่น “ดูเบา” ว่าความกังวลใจของคู่สนทนามันไม่ได้หนักหน่วงมากอย่างที่คู่สนทนากำลังสื่อสารอยู่)
.
.
.
ด้วยเหตุนี้เอง หากเราต้องการที่จะสานสัมพันธ์กับคู่สนทนาของเรา การพูด “เกทับ” คือสิ่งหนึ่งที่เรา “ไม่ควรทำ” ครับ
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนอยากที่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
แต่พวกเขาไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นตรงไหนดี
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้รวบรวม idea บางส่วน
ที่อาจช่วยให้พวกเขาเริ่มต้นดูแล
สุขภาพจิตของตัวเองได้ง่ายขึ้นดังต่อไปนี้ครับ
.
.
.
# 1
.
เข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิมในทุกๆวัน
.
# 2
.
กันเวลาบางส่วนในแต่ละวัน (เช่น วันละ 20 นาที)
เพื่อทำกิจกรรมที่ช่วยให้เราคลายเครียดโดยเฉพาะ
(เช่น เขียนไดอารี่ นั่งสมาธิ เป็นต้น)
.
# 3
.
ออกกำลังกายทุกวัน
(ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนักก็ได้นะครับ
เพียงแค่พาตัวเองไปเดินเล่นสัก 15 นาทีก็ช่วยได้แล้วครับ)
.
# 4
.
ทานยาเวลาเดิมทุกวัน (หากมี)
.
หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยๆ
สำหรับหลายคนก็คือ
พวกเขามักจะลืมทานยา
.
ฉะนั้น
หากพวกเขาทานยาเวลาเดิมในทุกๆวัน
มันสามารถช่วยลดโอกาสที่พวกเขาจะลืมทานยาลงได้
.
# 5
.
โฟกัสการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดของวันนั้นให้เสร็จก่อน
(ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่สุด สิ่งที่ยากที่สุด หรือสิ่งที่ทำได้เร็วที่สุด)
เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่เรารู้สึกเหนื่อยล้าน้อยที่สุดในวันนั้น
.
นอกจากนี้ หากเราทำสิ่งๆนั้นเสร็จแล้ว
เราจะรู้สึกโล่งใจและภูมิใจกับตัวเองอีกด้วย
.
# 6
.
ใช้เวลาเขียนสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราแต่ละวัน
(อย่างน้อยวันละ 5 อย่าง)
ไม่ว่าสิ่งดีๆนั้นจะดู “เล็กน้อย” แค่ไหนก็ตาม
(เช่น ทำของหล่นกลางตลาดและมีคนแปลกหน้าช่วยหยิบของ)
.
# 7
.
ติดต่อพูดคุยกับคนที่สำคัญในชีวิตเรา
(เช่น ครอบครัว เพื่อน แฟน) อย่างสม่ำเสมอ
(เช่น โทรศัพท์คุยกับแม่ทุกสัปดาห์)
.
# 8
.
แบ่งเวลาบางส่วนในชีวิต
เพื่อทำงานอดิเรกที่เราชอบและสนใจ
(เช่น ทำสวน เล่นดนตรี อ่านนิยาย)
.
# 9
.
บริหารจัดการความสัมพันธ์ไม่ให้คนอื่น “ล้ำเส้น” เรามากเกินไป
(เช่น กล่าวปฏิเสธเมื่อเพื่อนร่วมงานกำลังจะโยนงานของเขามาให้เราทำ)
.
.
.
หากเราสามารถเริ่มต้นนำไอเดียที่ผมนำเสนอเหล่านี้มาปฏิบัติได้
ผมเชื่อว่าสุขภาพจิตของเรามีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นแน่ๆครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1177/1559827618818044
#จิตวิทยา #siamstr

เมื่อหลายสิบปีก่อน
มีนักวิจัยทำการทดลองกับเด็กๆกลุ่มหนึ่ง
.
นักวิจัยหยิบขนมมาวางตรงหน้า
เด็กแต่ละคนและบอกกับเด็กๆว่า
.
“หนูมีอยู่ 2 ทางเลือก
ทางเลือกที่หนึ่ง หนูหยิบขนมกินเลย
ทางเลือกที่สอง ถ้าหนูสามารถนั่งรออยู่เฉยๆ
โดยไม่แตะขนมเป็นระยะเวลา 15 นาทีได้
หนูก็จะได้ขนมเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น”
.
สิ่งที่นักวิจัยพบก็คือ
เด็กที่เลือกทางเลือก “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน”
มีแนวโน้มที่จะมีชีวิตที่ “ประสบความสำเร็จมากกว่า”
เมื่อเทียบกับเด็กที่เลือกทางเลือก “กินเลยตอนนี้”
.
ยกตัวอย่างเช่น
พวกเขามีแนวโน้มที่จะมีผลการเรียนที่ดีกว่า
มีทักษะการเข้าสังคมที่ดีกว่า
มีปัญหาโรคอ้วน (obesity) น้อยกว่า
มีปัญหาการใช้สารเสพติดน้อยกว่า
เป็นต้น
.
อย่างไรก็ตาม
การ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อ
“ความสำเร็จ” ในด้านต่างๆข้างต้นเท่านั้น
.
แต่ผลการศึกษาล่าสุดยังพบว่า
การ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ยังสามารถช่วยป้องกัน
อัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม (cognitive decline)
รูปแบบอื่นๆได้อีกด้วย!
.
เพราะทุกครั้งที่เรา “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน”
มันคือการที่เรากำลัง “เสริมความแข็งแกร่ง” ให้สมองเรา
.
คล้ายกับเวลาที่เรายกของหนักๆ
มันก็ถือเป็นการ “เสริมความแข็งแกร่ง” ให้กล้ามเนื้อของเรา
.
ฉะนั้น
ยิ่งเรา “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” มากเท่าไหร่
สมองของเราก็ยิ่ง “แข็งแกร่ง” มากเท่านั้น
.
ส่งผลให้อัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม (cognitive decline)
ในรูปแบบต่างๆมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับเราได้น้อยลงนั่นเองครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/pag0000084
https://doi.org/10.3389/fnagi.2024.1418455
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.54.4.687
https://doi.org/10.3233/jad-150256
https://doi.org/10.1080/87565641.2010.549980
https://doi.org/10.3389/fpubh.2024.1390511
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ
(เช่น ทำงานใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ เจอคนใหม่)
มันปกติมากเลยครับ
ที่เราจะรู้สึกไม่มั่นใจ กลัว วิตกกังวล
.
อย่างไรก็ตาม
พวกเราหลายคนไม่ชอบความรู้สึกเหล่านี้
.
พวกเราหลายคนต้องการที่จะกำจัด
ความไม่มั่นใจ ความกลัว ความวิตกกังวลให้หายไป
เพื่อจะได้เริ่มต้นอะไรใหม่ๆด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
.
โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่ามันยากมากๆเลยครับ
ที่เราจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆโดยที่ไม่รู้สึกกลัว วิตกกังวล ไม่มั่นใจได้
.
อันที่จริง ความรู้สึกเหล่านี้มีประโยชน์เสียด้วยครับ
เพราะมันช่วยให้เราเริ่มต้นอะไรใหม่ๆด้วยความไม่ประมาท
.
(ซึ่งความไม่ประมาทนี้ยิ่งสำคัญมากเป็นพิเศษ
เพราะสิ่งที่เรากำลังเริ่มต้นนั้นมันคือสิ่งใหม่)
.
ฉะนั้น หากมองในแง่นี้ มันดีเสียอีกครับ
ที่เรารู้สึกไม่มั่นใจ กลัว วิตกกังวลเวลาที่เราเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ
.
…ตราบใดที่ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ขัดขวางเราจากการเริ่มต้นสิ่งใหม่นั้น
.
หากเรารู้สึกไม่มั่นใจ กลัว วิตกกังวล
แต่เราก็ยังสามารถ “ก้าวไปข้างหน้า” กับสิ่งใหม่ที่เราเริ่มต้นนั้นได้อยู่
.
พอวันเวลาผ่านไป เราก็จะคุ้นชินกับสิ่งใหม่นั้นมากขึ้นๆๆ
.
และตอนนั้นเอง เราก็จะสังเกตเห็นว่า
ความรู้สึกไม่มั่นใจ กลัว วิตกกังวล
ก็จะค่อยๆลดความเข้มข้นลงๆๆโดยอัตโนมัติ
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง เราก็จะพบว่า
เราสามารถอยู่กับ “สิ่งใหม่” นี้ได้
ด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้างมั่นใจเป็นที่เรียบร้อย
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ…
.
หากเรากำลังเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ
และเรากำลังรู้สึกไม่มั่นใจ กลัว วิตกกังวลอยู่ล่ะก็
.
กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การพยายาม “กำจัด” ความรู้สึกเหล่านี้
.
กุญแจสำคัญอยู่ที่การรับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านี้
โดยไม่ปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านี้หยุดยั้งเรา
จากการลงมือทำสิ่งใหม่นั้นทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่องมากกว่า
.
เพราะหากเราทำส่วนที่เป็นกุญแจสำคัญนี้ได้
ในที่สุดแล้ว เมื่อเราคุ้นชินกับสิ่งใหม่นี้
ความรู้สึกไม่มั่นใจ กลัว วิตกกังวลก็จะค่อยๆ
ลดความเข้มข้นโดยอัตโนมัติเองครับ
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนที่ชอบทำอาหารเองที่บ้าน
อาจจะเคยเจอกับ “อุบัติเหตุ”
ที่น้ำมันที่ใช้ในการทำอาหาร
มีอุณหภูมิร้อนมากเกินไป
จนทำให้เกิดเปลวไฟลุกท่วมขึ้นมา
.
.
.
สำหรับสถานการณ์ทำนองนี้
ตัวผม (ซึ่งไม่ค่อยประสีประสาในเรื่องการทำอาหาร)
ก็คงจะพยายาม “ดับไฟ” ด้วยการหาน้ำเปล่ามาราด
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
แม้การเอาน้ำเปล่ามาราด
จะดูเป็นการตัดสินใจที่ “สมเหตุสมผล”
.
.
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
หากผมพยายาม “ดับไฟ” ด้วยการหาน้ำเปล่ามาราดในกรณีแบบนี้
แทนที่ไฟจะดับลง มันกลับจะยิ่งลุกโชนมากขึ้นเข้าอีก!
.
.
.
เช่นเดียวกันครับ…
.
.
.
เวลาที่เราเจอกับเหตุการณ์บางอย่างในชีวิต
ที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกทางลบในใจเรา
(เช่น จับได้ว่าแฟนนอกใจ ถูกเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจเลื่อยขาเก้าอี้)
.
.
.
พวกเราหลายคนจะเกิดความคิดขึ้นมาในใจทำนองนี้
“ฉันไม่ชอบที่ตัวเองรู้สึกแบบนี้เลย”
“ฉันอยากให้ตัวเองรีบ move on จากความรู้สึกแย่ๆให้ได้เร็วๆ”
“ฉันควรจะต้องจัดการกับใจตัวเองให้ดีกว่านี้นะ”
ฯลฯ
.
.
.
ซึ่งความคิดเหล่านี้…เป็นความคิดที่มี “เจตนาดี” ครับ
.
.
.
กล่าวคือ ความคิดเหล่านี้มันกระตุ้นให้เรา
พยายามหาหนทางที่จะจัดการให้เหตุการณ์ที่ “ไม่โอเค”
ให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
เช่นเดียวกันกรณีที่ผมเอาน้ำเปล่าราด
เพื่อหวังที่จะ “ดับไฟ” ในตัวอย่างข้างต้น
.
.
.
การมี “เจตนาที่ดี” ไม่ได้หมายความว่า
มันจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดี” เสมอไป
.
.
.
เพราะสำหรับหลายๆคน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ…
.
.
.
นอกจากความคิด “เจตนาดี” เหล่านี้
จะไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นจากเหตุการณ์ที่ “ไม่โอเค” แล้ว
(เช่น จับได้ว่าแฟนนอกใจ ถูกเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจเลื่อยขาเก้าอี้)
.
.
.
ความคิด “เจตนาดี” เหล่านี้ยังสร้างความรู้สึกกดดันบีบคั้นในใจเพิ่มเติมอีกด้วย!
.
.
.
มันจึงกลายเป็นว่า แทนที่เราจะทุกข์ใจ
เพราะเหตุการณ์ที่ “ไม่โอเค” เพียงอย่างเดียว
เรายังทุกข์ใจอีกจังหวะหนึ่งเพราะความรู้สึกกดดัน
ที่ผูกโยงเข้ากับความคิด “เจตนาดี” เหล่านี้เข้าไปอีก!
.
.
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอเหตุการณ์ที่ “ไม่โอเค”
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกทุกข์ใจ
.
.
.
แทนที่เราจะ “กดดันตัวเอง” ให้รีบ move on จากความทุกข์ใจเร็วๆ
เราหันมา “เปิดพื้นที่” ให้ใจของเราได้มีโอกาสรู้สึกทุกข์ใจบ้างดีกว่าครับ
.
.
.
อย่างน้อยที่สุด
เราก็จะได้ทุกข์ใจกับเหตุการณ์ที่ “ไม่โอเค”
ในชีวิตเราเพียงอย่างเดียว
โดยที่ไม่ต้องทุกข์ใจกับความรู้สึกกดดัน
เพราะความคิด “เจตนาดี” ของเราเพิ่มเติมครับ
#siamstr #จิตวิทยา