หนึ่งในประติมากรรมชิ้นเอกของโลก คือ ผลงานที่ชื่อว่า David ของ Michelangelo

.

.

.

ครั้งหนึ่ง มีคนเคยถาม Michelangelo ว่า อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ Michelangelo สร้างสรรค์ผลงานที่สุดยอดอย่าง David ออกมาได้

.

.

.

คำตอบของ Michelangelo คือ “เคล็ดลับของผมนั้นเรียบง่ายมาก ผมเพียงแค่กำจัดส่วนที่ไม่ใช่เดวิดออกไปจากหินอ่อนก้อนนั้นเท่านั้น”

.

.

.

เรื่องการสานสัมพันธ์กับคนอื่นผ่านบทสนทนาก็เช่นกันครับ

.

.

.

หากเราต้องการสานสัมพันธ์กับใครสักคนผ่านบทสนทนาที่เรามีกับเขานั้น การรู้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ “ไม่ควรทำ” ถือเป็นอะไรที่มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

.

.

.

สำหรับวันนี้ ผมอยากจะนำเสนอหนึ่งสิ่งที่ “ไม่ควรทำ” หากเราต้องการจะสานสัมพันธ์กับใครสักคน

.

.

.

สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมเรียกเล่นๆส่วนตัวว่า การพูด “เกทับ” คู่สนทนา

.

.

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

.

.

น้อง: ช่วงนี้หนูหนักมากเลย พี่ – ไม่ว่าหนูจะทำอะไร ใจหนูก็จะรู้สึกกังวลกับวิทยานิพนธ์ตลอดเลย

พี่: โอ้ย! สิ่งที่น้องเจออยู่นี้ พี่ยังถือว่าจิ๊บๆนะ – พี่จำได้ว่า ตอนที่พี่ยังเรียนปริญญาโทอยู่น่ะ นอกจากพี่จะปวดหัวกับตัววิทยานิพนธ์ของพี่แล้ว พี่ยังต้องปวดหัวกับอาจารย์ที่ปรึกษาของพี่อีกด้วย!

.

.

.

เป็นต้น

.

.

.

คำพูดของคนที่เป็น “พี่” ในตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นถึงการพูด “เกทับ” คนที่เป็น “น้อง” อย่างชัดเจนเลยทีเดียว (“เกทับ” ว่าความทุกข์ใจของ “น้อง” ไม่ได้หนักหน่วงหรือสาหัสหรือเข้มข้นเท่ากับความทุกข์ใจที่ “พี่” เจอมา)

.

.

.

ในแง่หนึ่ง การพูด “เกทับ” นี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตนาที่ไม่ดีก็ได้ครับ

.

.

.

จริงๆแล้ว คนที่พูด “เกทับ” อาจจะมีเจตนาที่ต้องการแสดงให้อีกฝ่ายในบทสนทนาเห็นว่า “ฉันเข้าใจเธอนะ เพราะฉันเองก็เคยเจออะไรที่เธอเจอมาเหมือนกัน”

.

.

.

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่พูด “เกทับ” เขาอาจจะมีเจตนาที่ต้องการปลอบประโลมใจของอีกฝ่ายในบทสนทนา…ก็เป็นได้ (ทำนองเดียวกับที่หลายคนปลอบประโลมคนที่กำลังทุกข์ใจด้วยคำพูดทำนองว่า “เอาน่า! โลกนี้ยังมีคนอื่นที่เจอกับความทุกข์ทรมานมากกว่าเธออีกนะ!”)

.

.

.

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคนที่พูด “เกทับ” จะมีเจตนาดีหรือไม่ดีอย่างไรก็ตาม การพูด “เกทับ” มักจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

.

.

.

นั่นเป็นเพราะว่า ประการแรก เวลาที่เราพูด “เกทับ” มันเป็นการ “ขยับ spotlight” จากคู่สนทนาของเรามาอยู่ที่ตัวเรา (เช่น จากเดิมที่คุยกันเรื่องความกังวลใจในเรื่องวิทยานิพนธ์ของคู่สนทนา กลายเป็นมาคุยกันในเรื่องความกังวลใจเรื่องประสบการณ์เรียนปริญญาโทของเรา)

.

.

.

ประการต่อมา เวลาที่เราพูด “เกทับ” มันเหมือนกับเป็นการ “ดูเบา” หรือ “ลดทอนความสำคัญ” ในสิ่งที่คู่สนทนาของเรากำลังพูดอยู่ (เช่น “ดูเบา” ว่าความกังวลใจของคู่สนทนามันไม่ได้หนักหน่วงมากอย่างที่คู่สนทนากำลังสื่อสารอยู่)

.

.

.

ด้วยเหตุนี้เอง หากเราต้องการที่จะสานสัมพันธ์กับคู่สนทนาของเรา การพูด “เกทับ” คือสิ่งหนึ่งที่เรา “ไม่ควรทำ” ครับ

#จิตวิทยา #siamstr

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.