
หลายคนอยากที่จะนัดเจอเพื่อน
.
อันที่จริง
หลายคนได้ลงตารางปฏิทินไว้เรียบร้อยแล้วด้วยว่า
จะนัดเจอเพื่อนวันที่เท่าไหร่ จะนัดเจอกันกี่โมง จะนัดเจอกันที่ไหน
.
แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ
ชีวิตมันก็เหวี่ยง “อุปสรรค” เข้ามา
ทำให้เราไม่ได้เจอเพื่อนกันเสียที
.
ยกตัวอย่างเช่น
ติดงานด่วน
ต้องพาคุณยายไปโรงพยาบาล
รถเสีย
ป่วยจนลุกออกจากเตียงไม่ไหว
เป็นต้น
.
นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนไม่ได้เจอเพื่อนเสียที
.
และพอไม่ได้เจอบ่อยๆเข้า (เพราะติด “อุปสรรค” หลายรอบ)
มันก็พาลทำให้หมดกำลังใจที่จะนัดหมายกันอีกในอนาคต
.
ความสัมพันธ์กับเพื่อนคนนั้น (หรือกลุ่มนั้น) เลยมีระยะห่างกันมากขึ้นๆๆ
.
จนกระทั่ง “เพื่อน” กลายเป็น
เหมือนกับ “คนแปลกหน้า” ในท้ายที่สุด
.
ทำยังไงถึงจะป้องกัน “อุปสรรค” ไม่ให้
เข้ามาขัดขวางการสานสัมพันธ์กับเพื่อนได้?
.
แนวทางที่ผมอยากหยิบมานำเสนอในวันนี้ก็คือ
เราไม่ต้องนัดเพื่อนล่วงหน้าหรอกครับ
.
เรานัดวันนี้เลย!
.
ถ้าเพื่อนว่าง ก็ชวนมาจอยกัน
ถ้าเพื่อนไม่ว่าง ก็เอาไว้โอกาสหน้า
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ถ้าเราอยากโทรคุยกับเพื่อนและเรากำลังว่างอยู่พอดี
เราก็อาจจะส่งข้อความไปบอกเพื่อนเลยว่า
“วันนี้ ฉันอยากโทรคุยด้วยหน่อยน่ะ เธอว่างหรือเปล่า?”
.
ถ้าเรากำลังจะไปนั่งร้านกาแฟ xxx สัก 3 ชั่วโมง
เราก็อาจจะโทรไปบอกเพื่อนเลยว่า
“วันนี้ ฉันจะไปนั่งอยู่ที่ xxx สัก 3 ชั่วโมงน่ะ เธอสนใจมาจอยกันไหม?”
.
ถ้าพรุ่งนี้ เราอยากทำอาหารในบ้านมื้อใหญ่
เราก็อาจจะติดต่อไปหาเพื่อนว่า
“พรุ่งนี้ฉันตั้งใจจะทำเมนู xxx กินที่บ้านดู เธออยากมาลองชิมมั้ย?”
.
เป็นต้น
.
แน่นอนครับว่า
หากเรานัดเพื่อนแบบนี้
เพื่อนคงจะปฏิเสธเราอยู่หลายครั้ง
(เพราะมันกะทันหันเหลือเกิน)
.
แต่อย่างน้อยที่สุด
มันก็เป็นการแสดงออกให้เพื่อนรับรู้ได้ว่า
เรานึกถึงเพื่อนอยู่เป็นระยะๆ (แม้จะไม่ได้เจอกันก็ตาม)
.
นอกจากนี้ ในบางจังหวะ
เพื่อนเราก็อาจจะว่างพอดี
และทำให้เราได้มาเจอกันโดยที่ไม่ต้อง
ปวดหัวกับการนัดล่วงหน้านานๆอีกด้วยครับ
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนมักจะมีความรู้สึกกดดันอยู่ในใจตลอดเวลาว่า
“ไม่ว่าชีวิตฉันจะเจอกับอะไรก็ตาม ฉันจะต้องมีคำตอบในทุกๆเรื่อง!”
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากเราทุกคนล้วนเป็นมนุษย์
การที่เราจะรู้ในทุกๆเรื่อง
มีคำตอบในทุกๆเรื่อง
แก้ไขปัญหาได้ในทุกๆเรื่องนั้น
มันย่อมเป็นไปไม่ได้
.
.
.
ด้วยเหตุนี้เอง
หลายคนที่ใช้ชีวิตโดยยึดถือ “กฎการใช้ชีวิต” ในข้างต้น
(“ไม่ว่าชีวิตฉันจะเจอกับอะไรก็ตาม ฉันจะต้องมีคำตอบในทุกๆเรื่อง!”)
จึงไม่มีวันที่จะเป็นอิสระจากความรู้สึกกดดันในใจได้
.
.
.
ยกเว้นเสียแต่ว่า
พวกเขาจะทำในสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้”
ด้วยการมีคำตอบสำหรับทุกๆเรื่องในชีวิตของพวกเขาได้จริงๆ!
.
.
.
ซึ่งหนทางหนึ่งที่อาจจะทำให้เรามีคำตอบ
สำหรับทุกๆเรื่องในชีวิตของเราได้
คือการที่เราต้องบีบชีวิตของเราให้แคบลง
ด้วยการไม่พาตัวเองไปเจอสิ่งใหม่ๆ ไปพบปะผู้คนใหม่ๆ ไปทำสิ่งใหม่ๆ
.
.
.
หรือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
หากเราต้องการที่จะมีคำตอบสำหรับทุกๆเรื่องในชีวิตของเราได้จริงๆ
เราจะต้องไม่พาตัวเองออกจาก comfort zone
เราจะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใน comfort zone เท่านั้น
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
การใช้ชีวิตอยู่ภายใน comfort zone เพียงอย่างเดียว
มันหมายถึงการที่เราตัดโอกาสที่จะเกิดการเรียนรู้และเติบโตออกทั้งหมด
.
.
.
มันจึงอาจกล่าวได้ว่า
โอกาสที่จะได้เรียนรู้และเติบโต
คือราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อหลีกหนีจากความรู้สึกกดดัน
ที่เราไม่สามารถมีคำตอบได้กับทุกๆเรื่องของชีวิต
.
.
.
ส่วนคำถามที่ว่า
ราคาที่เราต้องจ่ายนี้
มันคุ้มค่าที่จะจ่ายหรือไม่นั้น
.
.
.
มันคือคำถามที่เราแต่ละคน
จะต้องหาคำตอบสำหรับตัวเองกันเอาเองครับ
#จิตวิทยา #siamstr

คู่รักจำนวนไม่น้อยเกิดความขัดแย้งในเรื่องการใช้เงิน
.
กล่าวคือ
ฝ่ายหนึ่งมีแนวโน้มที่จะใช้เงิน
ส่วนอีกฝ่ายมีแนวโน้มที่จะเก็บเงิน
.
ฝ่ายที่ใช้เงินมักจะมองว่าอีกฝ่าย “ขี้เหนียว”
ส่วนฝ่ายที่เก็บเงินมักจะมองว่าอีกฝ่าย “สุรุ่ยสุร่าย”
.
ด้วยเหตุนี้ เมื่อคู่รักเหล่านี้ทะเลาะกัน
การสื่อสารที่เกิดขึ้นจึงมักจะเต็มไปด้วยการ “ชี้นิ้วกล่าวโทษ”
.
ฝ่ายหนึ่งชี้นิ้วว่า “เธอมันขี้งกเกินเหตุ!”
อีกฝ่ายชี้นิ้วว่า “เธอมันใช้จ่ายสิ้นเปลือง!”
.
อย่างไรก็ตาม หากเรามองดูดีๆ เราจะเห็นว่า
แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะดูแตกต่างกันแบบสุดขั้ว
แต่พวกเขาก็ดูจะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอยู่
.
สิ่งนั้นก็คือความกลัว
.
ฝ่ายที่ถูกมองว่า “ขี้เหนียว” กลัวว่าจะมีเงินใช้ไม่เพียงพอในอนาคต
ฝ่ายที่ถูกมองว่า “สุรุ่ยสุร่าย” กลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้ใช้เงินก่อนตาย
.
ด้วยเหตุนี้
หากพวกเขาหยิบเอาความกลัวของตัวเอง
มาสื่อสารกันในช่วงเวลาที่ขัดแย้ง
(แทนที่จะสื่อสารกันแบบ “ชี้นิ้วกล่าวโทษ”)
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ฉันกลัวว่าถ้าเราซื้อ aaa เราจะมีเงินไม่พอสำหรับ bbb”
“ฉันกลัวว่าถ้าเราไม่ใช้เงินตั้งแต่ตอนนี้ เราอาจจะไม่มีโอกาสได้ใช้อีก”
เป็นต้น
.
การหยิบเอาความกลัวมาสื่อสารกันตรงๆแบบนี้
อาจจะไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งหายไปก็จริง
แต่มันคงจะช่วยลดอุณหภูมิความขัดแย้งลง
เมื่อเทียบกับการสื่อสารแบบ “ชี้นิ้วกล่าวโทษ” ได้พอสมควรเลยครับ
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนมีแฟนที่คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกอิจฉา
เพราะแฟนของพวกเขาเหล่านี้เป็นผู้ฟังที่ดีมากๆ
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ
แฟนของพวกเป็นผู้ฟังที่ดีมากเสียจนแทบจะไม่ค่อยแบ่งปัน
เรื่องราว ความคิด และความรู้สึกของตัวเอง
กับพวกเขาเลยแม้แต่นิดเดียว!
.
.
.
ฉะนั้น
ความสัมพันธ์ที่แลดูน่าอิจฉา (ในสายตาของคนอื่น) นี้
จึงเป็นความสัมพันธ์ที่พวกเขาแทบจะไม่รู้จักและแทบจะไม่รู้สึก connect
กับแฟนของพวกเขาเลยเช่นกัน!
.
.
.
แน่นอนครับว่า
พวกเขาเองก็พยายามที่จะเชื้อเชิญให้แฟนของพวกเขา
แบ่งปันเรื่องราว ความคิด และความรู้สึกของตัวเองกับพวกเขามากขึ้น
.
.
.
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามขนาดไหน
สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ
แฟนของพวกเขาก็ยังดูจะไม่ค่อยแบ่งปัน
เรื่องราว ความคิด และความรู้สึกของตัวเองกับพวกเขาอยู่ดี!
.
.
.
ด้วยเหตุนี้
พวกเขาหลายคนจึงเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า
.
.
.
“ทำไมกันนะ?
ทำไมการแชร์เรื่องราว ความคิด ความรู้สึกของตัวเอง
มันถึงยากสำหรับแฟนฉันจังเลย?”
.
.
.
หนึ่งในคำตอบที่กำปั้นทุบดินที่สุด (และจริงที่สุด) สำหรับคำถามนี้ก็คือ
เพราะแฟนของพวกเขาเหล่านี้ไม่ค่อยได้มีโอกาส
ที่จะแบ่งปันเรื่องราว ความคิด ความรู้สึกของตัวเองกับคนอื่นมากนัก
.
.
.
ยกตัวอย่างเช่น
แฟนของพวกเขาอาจจะเติบโตมาในครอบครัว
ที่ไม่สนับสนุนการแสดงอารมณ์ความรู้สึก (เช่น “หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้!”)
หรือเขาอาจจะโตมาในฐานะ
คนที่คอย support ใจคนอื่นๆในครอบครัว (เช่น แม่ น้อง)
จนไม่ค่อยมีจังหวะได้สนใจกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
เป็นต้น
.
.
.
นี่จึงอาจเป็นสาเหตุสำคัญข้อหนึ่ง
ที่ทำให้แฟนของพวกเขาไม่คุ้นชินกับการรับรู้ พูดถึง และแบ่งปัน
เรื่องราว ความคิด และความรู้สึกของตัวเองกับคนอื่น (รวมทั้งแฟนของตัวเอง) มากนัก
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
ข่าวดีก็คือ
การรับรู้ พูดถึง และแบ่งปันเรื่องราว ความคิด และความรู้สึกของตัวเอง
เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนกันได้
.
.
.
ฉะนั้น
หากพวกเขาคอยสนับสนุนให้แฟนของพวกเขา
แบ่งปันเรื่องราว ความคิด และความรู้สึกของตัวเองไปเรื่อยๆ
.
.
.
(ยกตัวอย่างเช่น
คอยถามความคิดเห็นของแฟน
คอยตั้งใจรับฟังเวลาที่แฟนแบ่งปันความรู้สึกของตัวเอง
คอยบอกให้แฟนรู้ว่าเราชอบเวลาที่แฟนแบ่งปันเรื่องราวของตัวเอง
เป็นต้น)
.
.
.
แฟนของพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะแบ่งปัน
เรื่องราว ความคิด และความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นทีละนิดๆๆเช่นกันครับ
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่มีคนมาขอความช่วยเหลือบางอย่างกับเรา
และเราปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือกับเขา
.
หลายคนจะไม่เพียงแค่กล่าวปฏิเสธอย่างเดียว
หลายคนจะมีการให้เหตุผลในคำปฏิเสธดังกล่าวด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เวลาที่เพื่อนร่วมงานโยนงาน
อยากให้เราช่วยงานบางอย่างแบบเร่งด่วน
.
แทนที่เราจะปฏิเสธว่า
“ฉันไม่สะดวกที่จะช่วยงานนี้จริงๆ”
.
เรากลับปฏิเสธว่า
“ฉันไม่สะดวกที่จะช่วยงานนี้จริงๆ
เพราะฉันต้องทำงานนู้นให้เสร็จก่อน”
.
เป็นต้น
.
การปฏิเสธพร้อมกับให้เหตุผล
มีข้อดีตรงที่มันช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น
เมื่อเทียบกับการปฏิเสธแบบไม่ให้เหตุผล
.
อย่างไรก็ตาม
หากคนที่มาติดต่อขอความช่วยเหลือจากเรา
เป็นคนที่เก่งในเรื่องการ “ชักใย” คนอื่น
เขาก็สามารถใช้เหตุผลที่เราให้เป็น “ช่อง”
ในการ “จู่โจม” และทำให้เราไม่สามารถปฏิเสธได้ง่ายๆ
.
อย่างในกรณีของตัวอย่างข้างบน
คนที่มาขอความช่วยเหลือกับเรา
ก็อาจอาสาที่จะ “ทำงานนู้น” ให้เรา
ส่งผลให้เรา “หมดข้ออ้าง” ที่จะปฏิเสธเขา
.
ฉะนั้น หากเราจะปฏิเสธใครสักคน
(โดยเฉพาะคนที่ “ชักใย” คนอื่นเก่งๆ)
การปฏิเสธโดยไม่ให้เหตุผลถือเป็น
การปฏิเสธที่ “อุดช่องโหว่” ได้ดีเลยทีเดียวครับ
#จิตวิทยา #siamstr

“ถ้าเราอยากมีความรักที่ดี จงมองหาคู่รักที่ดี”
นี่คือความเชื่อที่หลายคนยึดถือ
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
การมองหาคู่รักที่ดี
ไม่ใช่เรื่องง่าย
.
.
.
สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะว่า
เวลาที่เราตัดสินว่าคนๆหนึ่ง
มีศักยภาพที่จะเป็นคู่รักที่ดีมากน้อยแค่ไหน
เรามักจะตัดสินคนๆนั้นในช่วงแรกๆที่เรารู้จักเขา
.
.
.
ซึ่งถ้าจะว่ากันตามตรง
ช่วงเวลาแรกๆที่เรารู้จักคนๆหนึ่ง
ถือเป็นช่วงเวลาที่เรารู้จักเขาน้อยที่สุดเลยครับ!
.
.
.
ยิ่งไปกว่านั้น
ช่วงแรกๆที่เรารู้จักใครสักคน
ยังถือเป็นช่วงเวลา “โปรโมชั่น” อีกด้วย
.
.
.
ฉะนั้น
มันจึงเป็นเรื่องยากมากเลยครับที่เราจะรู้ได้ว่า
คนๆนั้นมีศักยภาพที่จะเป็นคู่รักที่ดีหรือเปล่า
.
.
.
นอกจากนี้
ต่อให้การตัดสินของเราจะ “แม่นยำ”
ต่อให้คนๆนั้นจะมีศักยภาพในการเป็นคู่รักที่ดีจริงๆ
.
.
.
นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า
เขาคนนั้นจะอยากสานสัมพันธ์กับเราเสมอไป
.
.
.
เพราะโดยทั่วไปแล้ว
คนที่มีศักยภาพที่จะเป็นคู่รักที่ดี
เขาก็มักจะอยากสานสัมพันธ์
กับคนที่มีศักยภาพที่จะเป็นคู่รักที่ดีเช่นกัน
.
.
.
ฉะนั้น
สมการของการมีความรักที่ดีในข้างต้น
(ความรักที่ดี = มองหาคู่รักที่ดี)
จึงเป็นสมการที่อาจจะยัง “ไม่เพียงพอ”
.
.
.
เพราะนอกจากเราจะมองหาคู่รักที่ดีแล้ว
ตัวเราเองก็ควรจะพัฒนาตัวเองให้ “คู่ควร” กับคู่รักที่ดีคนนั้น
ด้วยการกลายเป็นคู่รักที่ดีด้วยเช่นกันครับ
#siamstr #จิตวิทยา

หากเราเลือกได้
พวกเราก็คงอยากจะมีแฟนที่มี “ความน่าดึงดูด” ที่สูง
.
.
.
ซึ่งเจ้า “ความน่าดึงดูด” ที่ผมพูดถึงนี้
ไม่ใช่หมายถึงเพียงแค่ “รูปร่างหน้าตา” เท่านั้นนะครับ
แต่มันยังรวมถึง “บุคลิกภาพ” “การศึกษา” “ความสามารถ” “ลักษณะนิสัย” “หน้าที่การงาน” ฯลฯ อีกด้วย
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
ความเป็นจริงที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ
หากเรามีระดับ “ความน่าดึงดูด” อยู่ที่ 7/10
เรามักจะไม่ค่อยสานสัมพันธ์กับคนที่มีระดับ “ความน่าดึงดูด” อยู่ที่ 10/10 เท่าไหร่นัก
.
.
.
สาเหตุส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า
คนที่เขามีระดับ “ความน่าดึงดูด” อยู่ที่ 10/10
เขาก็อยากที่จะสานสัมพันธ์กับคนที่มีระดับ “ความน่าดึงดูด” ที่ใกล้เคียงกัน
.
.
.
ฉะนั้น
หากเรา (ซึ่งถูกสมมติในข้างต้นว่ามีระดับ “ความน่าดึงดูด” อยู่ที่ 7/10) พยายามที่จะสานสัมพันธ์กับคนที่อยู่ระดับ 10/10 ล่ะก็
โอกาสที่เราจะถูกปฏิเสธ…มีสูงมากครับ
.
.
.
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่
มีแนวโน้มที่จะสานสัมพันธ์กับคนที่มีระดับ “ความน่าดึงดูด”
ไม่แตกต่างกับตัวเองมากนัก
.
.
.
กล่าวคือ
คนที่อยู่ระดับ 5/10 ก็มักจะคบกับคนที่อยู่ระดับ 5/10
(หรือไม่ก็ 4/10 หรือ 6/10)
คนที่อยู่ระดับ 7/10 ก็มักจะคบกับคนที่อยู่ระดับ 7/10 ด้วยกัน
(หรือไม่ก็ 6/10 หรือ 8/10)
คนที่อยู่ระดับ 2/10 ก็มักจะคบกับคนที่อยู่ระดับ 2/10 ด้วยกัน
(หรือไม่ก็ 1/10 หรือ 3/10)
ฯลฯ
.
.
.
ซึ่งถ้าจะมองกันในมุมหนึ่งแล้ว
นี่ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกันครับ
.
.
.
เพราะการศึกษาที่มีอยู่พบว่า
ความรักความสัมพันธ์ที่แต่ละฝ่ายมีระดับ “ความน่าดึงดูด” ที่ใกล้เคียงกันนั้น
มีแนวโน้มที่จะเป็นความรักความสัมพันธ์ที่มีความสุขมากกว่า
เมื่อเทียบกับกรณีที่แต่ฝ่ายมีระดับ “ความน่าดึงดูด” ที่แตกต่างกันครับ
.
.
.
แหล่งอ้างอิง
https://doi.org/10.1037/h0021188
https://doi.org/10.1177/0146167211409947
https://doi.org/10.1126/sciadv.abm5629
#จิตวิทยา #siamstr

ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะมีประสบการณ์
ที่พวกเขาสนิทกับเพื่อนคนหนึ่ง (หรือกลุ่มหนึ่ง) มากๆ
แต่ในเวลาต่อมา ความสนิทก็ค่อยๆจางลงๆๆ
.
จนกระทั่งพวกเขาขาดการติดต่อ
กับเพื่อนคนนั้น (หรือกลุ่มนั้น) ในที่สุด
(แม้จะไม่ได้มีเรื่องผิดใจหรือขัดแย้งเกิดขึ้นเลย)
.
มันเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์เหล่านี้?
.
สาเหตุ (ที่ผมพบได้บ่อยๆ) ที่ทำให้ความสนิท
ในความสัมพันธ์เหล่านี้จางลงคือสาเหตุดังต่อไปนี้ครับ
.
# 1
.
เราสนิทกับเพื่อนคนนี้ (หรือกลุ่มนี้)
เพราะเรามีความสนใจบางอย่างร่วมกันกับเขา
(เช่น สนใจการวิ่งมาราธอนเหมือนกัน)
.
แต่พอวันเวลาผ่านไป เราไม่ได้สนใจสิ่งนั้นอีกต่อไป
(หรือไม่ก็เพื่อนไม่ได้สนใจสิ่งนั้นอีกต่อไป)
ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเพื่อนจึงเกิดช่องว่างที่ห่างกันมากขึ้นๆๆ
.
…จนกระทั่งเรากับเขาหยุดติดต่อกันในที่สุด
.
# 2
.
เราสนิทกับเพื่อนคนนี้ (หรือกลุ่มนี้)
เพราะเรากับเขาอยู่ใน life stage เดียวกัน
(เช่น เรากับเขาต่างอยู่ในวัยประถมฯเหมือนกัน
เรากับเขาต่างเป็น first jobber เหมือนกัน)
.
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปและเส้นทางชีวิตของเรากับเพื่อน
เริ่มแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
(เช่น เราลาออกจากงานแรกมาเรียนต่อปริญญาเอก
ส่วนเพื่อนลาออกจากงานแรกมาทำธุรกิจส่วนตัว)
ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเพื่อนจึงเกิดช่องว่างที่ห่างกันมากขึ้นๆๆ
.
…จนกระทั่งเรากับเขาหยุดติดต่อกันในที่สุด
.
# 3
.
เราสนิทกับเพื่อนคนนี้ (หรือกลุ่มนี้)
เพราะเรากับเขาใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน
(เช่น เป็นเพื่อนบ้านกัน ทำงานบริษัทเดียวกัน)
.
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปและเรากับเพื่อนไม่ได้
ใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันเหมือนก่อน
(เช่น เราย้ายบ้าน เพื่อนลาออกจากบริษัท)
ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเพื่อนจึงเกิดช่องว่างที่ห่างกันมากขึ้นๆๆ
.
…จนกระทั่งเรากับเขาหยุดติดต่อกันในที่สุด
#จิตวิทยา #siamstr

อะไรคือคุณลักษณะที่สำคัญ
ของคนที่มีสุขภาพจิตดี?
.
.
.
ทันทีที่ผมเห็นคำถามนี้
ในใจผมจะนึกถึงคนๆหนึ่งขึ้นมาเลยครับ
.
.
.
คนๆนั้นคือ Viktor Frankl
.
.
.
Frankl เป็นจิตแพทย์ชาวยิว
ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
.
.
.
และเช่นเดียวกันกับชาวยิวจำนวนมากในช่วงนั้น
Frankl ใช้ชีวิตอยู่หลายปีในฐานะนักโทษของค่ายกักกันนาซี
.
.
.
ซึ่งภายในค่ายกักกันนาซีนั้น
Frankl เผชิญกับการถูกปฏิบัติ
ราวกับว่าเขาไม่ใช่มนุษย์…ในหลากหลายรูปแบบ
.
.
.
(หากใครต้องการรู้เรื่องราวของ Frankl เพิ่มเติม
สามารถอ่านหนังสือของ Frankl
ที่ชื่อว่า Man’s Search for Meaning ได้ครับ)
.
.
.
แต่ถึงกระนั้น
Frankl ก็ผ่านพ้นความโหดร้ายในช่วงนั้นมาได้
โดยที่ยังคงมีสุขภาพใจที่แข็งแกร่งอยู่!
.
.
.
ด้วยเหตุนี้
คำถามสำคัญก็คือ…
.
.
.
อะไรคือ “ความลับ” ของ Frankl กันนะ?
.
.
.
ผมมองว่า
“ความลับ” ของ Frankl
ปรากฎอยู่ในคำพูดดังต่อไปนี้ของเขาครับ
.
.
.
“Everything can be taken from a man but one thing: the last of the human freedoms—to choose one's attitude in any given set of circumstances, to choose one's own way.”
.
.
.
“สิ่งต่างๆล้วนสามารถถูกพรากไปจากเราได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถพรากไปจากเราได้ สิ่งนั้นคืออิสรภาพของเราที่จะเลือกทัศนคติที่เรามีต่อสถานการณ์ต่างๆที่เราเผชิญ มันคืออิสรภาพของเราที่จะเลือกวิถีของเราเอง”
.
.
.
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น
หลายสิ่งที่มีค่า…ล้วนถูกพรากไปจากชีวิตของ Frankl
.
.
.
ทั้งพ่อแม่ ภรรยา ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ความเคารพนับถือที่ผู้คนมีให้ (ด้วยความที่ Frankl เป็นหมอ) ฯลฯ
.
.
.
แม้กระทั่งชื่อของ Frankl เอง
ก็ยังถูกพรากไปในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในค่ายกักกันนั้นด้วย!
.
.
.
(เพราะนักโทษทุกคนที่อยู่ในค่ายจะถูก “ตีตรา” ด้วยตัวเลข
และตัวเลขดังกล่าวก็จะกลายเป็น “ชื่อ” ของเขาในค่ายนั้น)
.
.
.
แต่ถึงกระนั้น
สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถพรากไปจาก Frankl ได้
คือท่าทีที่ Frankl เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่เลวร้ายนี้
.
.
.
Frankl สามารถเลือกได้ว่า
เขาจะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่เลวร้ายนี้อย่างไร
.
.
.
ระหว่างการเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่เลวร้ายนี้ด้วยท่าทีที่ “ยืนหยัด”
กับการเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่เลวร้ายนี้ด้วยท่าทีที่ “ยอมจำนน”
.
.
.
ตัว Frankl นั้น
เขาเลือกที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ในค่ายกักกัน
ด้วยท่าทีที่ “ยืนหยัด”
.
.
.
และไม่ใช่เพียงแค่ตัว Frankl เท่านั้น
Frankl บอกว่า นักโทษจำนวนไม่น้อยในค่ายกักกัน
ก็เลือกที่จะเผชิญหน้ากับความดำมืดของชีวิตในค่ายกักกัน
ด้วยท่าทีที่ “ยืนหยัด” เช่นกัน
.
.
.
ซึ่ง Frankl สังเกตเห็นว่า
นักโทษที่เผชิญหน้ากับความดำมืดของชีวิตในค่ายกักกันด้วยท่าทีที่ “ยืนหยัด” นั้น มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพจิตที่ดีกว่า (เมื่อเทียบกับนักโทษที่มีท่าทีที่ “ยอมจำนน”) อย่างชัดเจนไม่น้อยเลยทีเดียว
.
.
.
ฉะนั้น
หากเราจะวกกลับไปที่คำถามตั้งต้น
ที่ผมเขียนไว้ในตอนต้นของบทความนี้
.
.
.
อะไรคือคุณลักษณะที่สำคัญ
ของคนที่มีสุขภาพจิตดี?
.
.
.
ถ้าจะให้ผมเดาใจ Frankl ล่ะก็
หาก Frankl เจอกับคำถามนี้
Frankl ก็คงจะให้คำตอบว่า…
.
.
.
คุณลักษณะที่สำคัญของคนที่มีสุขภาพจิตดี
คือการตระหนักถึงอิสรภาพในการเลือกทัศนคติที่เรามีต่อสถานการณ์ต่างๆที่เราเผชิญ (ไม่ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม) และการเลือกที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตของเราด้วยท่าทีที่ “ยืนหยัด” (ไม่ใช่ “ยอมจำนน”) ครับ!
#siamstr #จิตวิทยา

หลายคนมีแฟนเพราะพวกเขาไม่อยากอยู่ตัวคนเดียว
เพราะพวกเขาอยากจะหาทางในการกำจัดความรู้สึกเหงาในใจ
.
มันทำให้พวกเขาเลือกคนที่มาเป็นแฟน
ด้วยคติ “ใครก็ได้ที่อยากคบกับฉัน”
.
ในกรณีลักษณะนี้ มันมีโอกาสสูงมากเลยครับ
ที่พวกเขาจะเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ที่พวกเขาไม่ happy
.
แต่ทีนี้…หากพวกเขาไม่อยาก “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”
และอยากจะเริ่มวางคติ “ใครก็ได้ที่อยากคบกับฉัน” ลง
.
มันก็จะเกิดคำถามใหม่ขึ้นมาในใจพวกเขาว่า
“แล้วฉันควรจะเลือกคนแบบไหนดีล่ะ?”
.
สิ่งที่ผมจะนำเสนอดังต่อไปนี้
อาจเป็นแนวทางในเบื้องต้น
ที่ช่วยตอบคำถามข้างต้นได้ครับ
.
# 1
.
ถ้าเราคบกับแฟนคนนี้
เขาจะสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนาของเราหรือไม่?
.
ถ้าคำตอบคือ “ไม่” แฟนคนนี้อาจจะไม่ใช่คนที่เหมาะกับเราครับ
.
# 2
.
ถ้าเราคบกับแฟนคนนี้
เขาพร้อมที่จะ give-and-take กับเราหรือไม่?
.
ถ้าเราคบกับแฟนคนนี้
และเขาจะเป็นฝ่ายที่ take อย่างเดียว
โดยไม่ give เรากลับมาบ้างเลย
แฟนคนนี้อาจจะไม่ใช่คนที่เหมาะกับเราครับ
.
# 3
.
เรารู้สึกว่าตัวเอง connect กับแฟนคนนี้อย่างลึกซึ้งหรือไม่?
เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟนคนนี้มีความหมายหรือไม่?
.
ถ้าคำตอบคือ “ไม่” แฟนคนนี้อาจจะไม่ใช่คนที่เหมาะกับเราครับ
.
# 4
.
ถ้าเราคบกับแฟนคนนี้
เป้าหมายชีวิตของเรากับของเขา
สามารถ “ไปด้วยกัน” ได้หรือไม่?
.
ถ้าคำตอบคือ “ไม่” แฟนคนนี้อาจจะไม่ใช่คนที่เหมาะกับเราครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/fam0000263
#จิตวิทยา #siamstr

ในวันที่เหนื่อยล้า
มันจะเป็นอะไรที่รู้สึกดีมากๆเลยครับ
หากเรามีใครสักคนที่คอยดูแลเราในวันนั้น
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
ต่อให้เราจะมีหลายคนในชีวิตที่รักและเป็นห่วงเรา
แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาเหล่านั้น…จะพร้อมดูแลเราได้ตลอดเวลา
.
.
.
ด้วยเหตุนี้
การเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง (self-care)
จึงถือเป็น “ทักษะ” ที่สำคัญ
.
.
.
สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่า
จะเริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างไรนั้น…
.
.
.
เราอาจจะเริ่มต้นด้วยกิจกรรมต่อไปนี้ดูครับ
.
.
.
# 1 อ่านหนังสือดีๆสักเล่ม
# 2 ทำสวน ดูแลต้นไม้
# 3 เขียนนิยายหรือเรื่องสั้น
# 4 เม้าท์มอยกับเพื่อน
# 5 ออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ
# 6 ทำงานประดิษฐ์
# 7 ไปเยี่ยมครอบครัว
# 8 ไปนวด
# 9 เล่นโยคะ
# 10 ทำอาหาร/ขนมเมนูโปรด
# 11 ขี่จักรยาน
# 12 ทำอะไรเล็กๆน้อยๆให้คนอื่น
# 13 นั่งสมาธิ
# 14 ฟัง podcast
# 15 นอนหลับสักงีบ
# 16 จัดห้อง
# 17 หยุดใช้ social media เป็นเวลา 1 ชั่วโมง
# 18 เล่นดนตรี
# 19 ให้คำชมคนอื่น
# 20 ดื่มชา/กาแฟอย่างละเมียดละไม
# 21 เล่นกับสัตว์เลี้ยง
# 22 จุดเทียนหอม
.
.
.
ผมหวังว่า list ของกิจกรรมเหล่านี้
จะช่วยให้เรามีไอเดียคร่าวๆ
ในการดูแลตัวเองในแต่ละวันได้ง่ายขึ้นนะครับ
#siamstr #จิตวิทยา

พ่อแม่หลายคนต้องการให้ลูกโตมามีความกล้าหาญ
พ่อแม่หลายคนต้องการให้ลูกโตมามีความคิดสร้างสรรค์
พ่อแม่หลายคนต้องการให้ลูกโตมามีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่น
ฯลฯ
.
ความต้องการเหล่านี้เป็นความต้องการที่สะท้อนถึงเจตนาที่ดีของพ่อแม่
.
อย่างไรก็ตาม ในหลายๆกรณี
พ่อแม่พบว่าลูกไม่ได้โตมามี
คุณลักษณะในข้างต้นที่พ่อแม่หวังไว้
.
…แม้พวกเขาจะพยายามพร่ำสอนลูกในเรื่องเหล่านี้ก็ตาม
.
มันเกิดอะไรขึ้น?
ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้?
.
เหตุผลข้อหนึ่งก็คือ โดยทั่วไปแล้ว
เด็กๆมักจะเรียนรู้ผ่านการสังเกตพฤติกรรมของพ่อแม่
มากกว่าการฟังคำพูดของพ่อแม่
.
เหมือนที่คนไทยเราชอบพูดกันว่า
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น”
.
ด้วยเหตุนี้…
.
หากเราอยากให้ลูกมีความกล้าหาญ
แต่เราวิ่งหนีแมลงสาบให้ลูกเห็นบ่อยๆ
มันก็มีโอกาสที่ลูกจะไม่ได้โตมาเป็นคนที่กล้าหาญ
.
หากเราอยากให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์
แต่เราทานอาหารเมนูเดิมให้ลูกเห็นทุกมื้อ
มันก็มีโอกาสที่ลูกจะไม่ได้โตมาเป็นคนที่สร้างสรรค์
.
หากเราอยากให้ลูกมีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่น
แต่เราตะโกนด่าทอเพื่อนร่วมถนนให้ลูกเห็นทุกครั้งที่ขับรถ
มันก็มีโอกาสที่ลูกจะไม่ได้โตมาเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจในผู้อื่น
.
ผมตระหนักดีครับว่า สิ่งที่ผมกำลังหยิบมานำเสนอนี้
มันคงจะสร้างแรงกดดันให้กับคนเป็นพ่อแม่อยู่ไม่น้อย
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า
พ่อแม่ทุกคนจะต้อง “ประพฤติตัว” ให้ perfect นะครับ
.
เพราะนักจิตวิทยาอย่าง Donald Winnicott
ก็เคยกล่าวไว้ว่า พ่อแม่ไม่จำเป็นต้อง perfect
ก็สามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพได้
.
อันที่จริง Winnicott ถึงกับเคยระบุไว้อย่างชัดเจนเลยครับว่า
ต่อให้พ่อแม่จะ “เลี้ยงลูกได้ดี” ในระดับเพียงแค่ 30%
มันก็เพียงพอที่จะช่วยให้ลูกเติบโตขึ้นมาได้อย่างมีคุณภาพแล้ว!
.
ฉะนั้น ถ้าพูดถึงการเลี้ยงลูกแล้ว
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” มันคือความจริงแหละครับ
.
แต่ถ้าจะให้จริงแบบชัดๆแบบ Winnicott ก็คือ
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น (ในบางครั้ง)” ครับ
.
อ้างอิง
https://www.apadivisions.org/division-37/resources/child-family/parent-role-models.pdf
#จิตวิทยา #siamstr

ในฐานะที่ผมทำงานเป็นนักจิตวิทยา
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับหลายคน
ที่มีปัญหาความรักความสัมพันธ์
.
ผมได้มีโอกาสพบเจอกับ
ปัญหาความรักความสัมพันธ์
ที่หลากหลายรูปแบบ
.
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่พูดกับผมว่า
“ความรักของฉันมีปัญหาในตอนนี้เพราะแฟนของฉันเข้าใจฉันมากเกินไป”
.
แต่ถ้าเป็นกรณี “ความรักของฉันมีปัญหาในตอนนี้เพราะแฟนของฉันไม่เข้าใจฉันเลย” ล่ะก็…อันนี้ผมพบได้บ่อยๆเลยครับ
.
อีกหนึ่งสิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ
ในกลุ่มคนที่พูดกับผมว่า “แฟนไม่เข้าใจฉัน” นั้น…
.
แฟนของคนกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อย
มีความเชื่อมั่นว่าตัวเองเข้าใจแฟนเป็นอย่างดี!
.
มันจึงเป็นสถานการณ์ที่แลดูสับสนอยู่เหมือนกันนะครับ
.
เพราะฝ่ายหนึ่งกำลังบอกว่า “เธอไม่เข้าใจฉัน”
ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังบอกว่า “ฉันเข้าใจเธอ”!
.
หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้
อาจจะสงสัยอยู่ในใจนะครับว่า “มันเกิดอะไรขึ้น?”
.
ผมพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับคู่รักหลายๆคู่ก็คือ…
.
เวลาที่คู่รักพูดคุยสื่อสารกัน
ฝ่ายที่เชื่อว่าตัวเองเข้าใจแฟนเป็นอย่างดี
มักจะนั่งฟังแฟนพูดอยู่เงียบๆ
.
เขาเข้าใจว่าการนั่งฟังแฟนพูดเงียบๆโดยไม่ “พูดแทรก” นี้
มันคือการ “เปิดพื้นที่” ให้แฟนได้พูดอย่างเต็มที่
.
เขาเข้าใจว่าเขากำลังทำสิ่งที่ “ดี”
.
แต่ปัญหาข้อหนึ่งของการนั่งฟังแฟนพูดเงียบๆแบบนี้ก็คือ
แฟนของเขาไม่รู้ว่าเขากำลังฟังแฟนอยู่จริงๆ
หรือเขากำลังฟังแบบ “เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา” กันแน่
.
ความไม่รู้ (บวกกับท่าทีที่นิ่งเงียบของเขา)
จึงนำมาสู่การที่แฟนฟันธงว่า “เธอไม่เข้าใจฉัน”
.
ทั้งๆที่จริงๆแล้ว เขาอาจจะกำลังฟังแฟนอยู่จริงๆ
(และเข้าใจสิ่งที่แฟนกำลังพูดอยู่จริงๆ) ก็ได้!
.
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันความเข้าใจผิดในลักษณะนี้
สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะแนะนำก็คือ เวลาที่เราฟังแฟนพูดนั้น
เราอย่าเพียงแค่นั่งฟังแฟนอยู่เงียบๆอย่างเดียว
.
เราควรจะพูดสรุปสิ่งที่แฟนกำลังเล่าให้เราฟังเป็นระยะๆด้วย
.
ถ้าเราทำแบบนี้ แฟนก็จะได้มั่นใจว่า
เรากำลังตั้งใจฟังแฟนอยู่จริงๆ
(ไม่ใช่ฟังแบบ “เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา”)
.
นอกจากนี้ ถ้าเราฟังและเกิดเข้าใจแฟนผิด
แฟนก็จะได้ช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดของเราอีกด้วยครับ
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่คนใกล้ตัวเรากำลังทุกข์ใจมากๆ
หลายครั้ง เราจะช่วยเหลือเขา
ด้วยการให้ “คำแนะนำ” หรือ “ทางออก” หรือ “มุมมอง” ต่างๆ
ที่เรามองว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเขา
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
ต่อให้ “คำแนะนำ” หรือ “ทางออก” หรือ “มุมมอง” เหล่านี้
จะเป็นประโยชน์กับคนใกล้ตัวของเราก็จริง
.
.
.
แต่ถ้าเราให้ “คำแนะนำ” หรือ “ทางออก” หรือ “มุมมอง” เหล่านี้
ในจังหวะที่ “ไม่ถูกต้อง”
.
.
.
“คำแนะนำ” หรือ “ทางออก” หรือ “มุมมอง” ที่มีประโยชน์เหล่านี้
ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ “ไม่มีประโยชน์” สำหรับคนใกล้ตัวที่กำลังทุกข์ใจอยู่ได้!
.
.
.
นั่นเป็นเพราะว่า
ในช่วงที่คนเรากำลังทุกข์ใจมากๆ
ร่างกายของเราจะตีความว่า
เรากำลังตกอยู่ในอันตราย
ส่งผลให้ร่างกายของเราเข้าสู่สภาวะที่พร้อมจะ “ต่อสู้” หรือ “วิ่งหนี”
.
.
.
และเพื่อให้ร่างกายของเรา “ต่อสู้” หรือ “วิ่งหนี” ได้เต็มประสิทธิภาพ
สมองส่วนที่ทำหน้าที่ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” จึงปรับลดการทำงานลง
(ร่างกายจะได้เอาพลังงานส่วนนี้ไปใช้ “ต่อสู้” หรือ “วิ่งหนี” อย่างเต็มที่)
.
.
.
และเนื่องจากสมองส่วนที่ทำหน้าที่ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” ปรับลดการทำงานลง
.
.
.
“คำแนะนำ” หรือ “ทางออก” หรือ “มุมมอง” ที่มีประโยชน์ของเรา
จึงกลายเป็นสิ่งที่ “ไม่มีประโยชน์” สำหรับคนใกล้ตัวที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั่นเองครับ!
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนไม่ชอบที่เข้าไปพัวพันกับ
ประเด็นดราม่าความขัดแย้งของคนอื่น
.
แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังพบว่า
ตัวเองเข้าไปพัวพันกับประเด็นดราม่า
ความขัดแย้งของคนอื่นอยู่ดี
.
เพราะคนที่จุดประกายสร้างดราม่าเขายื่นคำขาดมาว่า
“ถ้าเธอไม่เข้าข้างฉัน ก็แสดงว่าเธอเป็นศัตรูกับฉัน” และ
“ถ้าเธอเป็นเพื่อนที่ดี เธอก็ควรจะ support ฉัน ไม่ใช่อยู่นิ่งๆเฉยๆ”
.
พวกเขาไม่อยากให้ตัวเองมีเรื่องกับคนที่จุดประกายสร้างดราม่า
พวกเขาจึงจำใจพาตัวเองเข้าไปพัวพันกับประเด็นดราม่าความขัดแย้งนี้
.
ในสถานการณ์แบบนี้ คนนอกอาจจะมองว่า
“ถ้าไม่อยากเข้าไปยุ่ง ก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่งสิ!
และถ้าจะมีใครโกรธที่เราไม่เข้าไปยุ่ง ก็ปล่อยเขาสิ!”
.
อย่างไรก็ตาม ของแบบนี้มันเข้าข่าย “พูดง่ายทำยาก”
.
เพราะในหลายๆกรณี
คนที่จุดประกายสร้างดราม่าเป็นคนที่ “เสียงดัง”
.
หากเราเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่ง
และทำให้คนที่จุดประกายสร้างดราม่าไม่พอใจ
.
คนที่จุดประกายสร้างดราม่าสามารถ
ใช้เสียงที่ดังของตัวเองในการ “ชี้เป้า” มาที่เรา
และทำให้เราไม่เพียงแค่กลายเป็น “ศัตรู”
ของคนที่จุดประกายสร้างดราม่าเท่านั้น
.
แต่เรายังสามารถกลายเป็น “ศัตรู” ของคนอื่นๆ
ที่พากัน “ไหลตามน้ำ” คนที่จุดประกายสร้างดราม่า
(เพราะไม่มีใครอยากเป็น “ศัตรู” กับคนที่ “เสียงดัง” คนนี้)
และพากัน “รุมด่า” เราได้อีกด้วย
.
ฉะนั้น การตัดสินใจที่จะไม่ยุ่ง
จึงเป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้
ความกล้าหาญอยู่ไม่น้อย
.
เพราะมันคือการแบกรับความเสี่ยง
ที่เราจะกลายเป็น “แกะขาวท่ามกลางแกะดำ” นั่นเองครับ
#จิตวิทยา #siamstr

สิ่งหนึ่งที่หลายคนทำ
หลังจากที่พวกเขาถูกแฟนนอกใจ
.
.
.
คือการทบทวนสิ่งที่พวกเขาทำในความสัมพันธ์
เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า
.
.
.
“ฉันพลาดตรงไหนไปนะ…แฟนถึงได้นอกใจฉัน”
.
.
.
และเนื่องจากพวกเราทุกคนล้วนไม่ perfect
สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ…พวกเขาก็จะพบว่าตัวเอง “พลาด” อะไรไปหลายอย่างเลยทีเดียว (เช่น ไม่มีเวลาให้แฟน ใช้คำพูดทำร้ายจิตใจแฟน ลืมวันเกิดแฟน เป็นต้น)
.
.
.
ส่งผลให้พวกเขาเริ่มต้นโทษตัวเองว่า
“มันเป็นความผิดของฉันเองที่แฟนนอกใจฉัน”
.
.
.
ซึ่งถ้าจะว่ากันตามตรงนั้น
มันก็คงจริงแหละครับ…ที่พวกเขา “พลาด” อะไรไปหลายอย่าง
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
ต่อให้พวกเขาจะ “พลาด”
แต่คนที่ตัดสินใจว่าจะนอกใจ…ก็ยังเป็นตัวแฟนอยู่ดี
.
.
.
ความ “พลาด” ของพวกเขา
อาจจะกระตุ้นให้แฟนคิดที่นอกใจนะครับ
.
.
.
แต่ในที่สุดแล้ว
ต่อให้พวกเขาจะ “พลาด”
แต่ถ้าแฟนไม่ตัดสินใจที่จะนอกใจล่ะก็
การนอกใจก็จะไม่เกิดขึ้นอยู่ดี
.
.
.
เปรียบได้กับเวลาที่เราขับรถเลยครับ
.
.
.
เวลาที่เราขับรถ
เราอาจจะบีบแตรเสียงดังใส่รถคันอื่น
.
.
.
ซึ่งการบีบแตรของเรา
มันก็อาจจะกระตุ้นให้คนขับรถคันอื่น…เขามีความคิดที่จะขับรถมาชนเราก็จริง
.
.
.
แต่ในที่สุดแล้ว
คนที่กำลังกำพวงมาลัยรถคันอื่นอยู่…ไม่ใช่ตัวเราที่กำลังขับรถของเรา
แต่เป็นคนขับรถคันนั้น
.
.
.
ฉะนั้น
หากเราถูกรถคันอื่นขับมาชน
โดยมีข้ออ้างว่า…เป็นเพราะเราไปบีบแตรเขา เขาก็เลยต้องขับรถมาชนเรา
.
.
.
ข้ออ้างนี้…ไม่ใช่ข้ออ้างที่มีน้ำหนักเลยครับ
.
.
.
เช่นเดียวกันครับ
หลายคนอาจจะ “พลาด” กับแฟนไปไม่น้อย
แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่แฟนจะหยิบมาใช้…เพื่อปัดความรับผิดชอบในการตัดสินใจที่จะนอกใจของแฟนอยู่ดีครับ
#siamstr #จิตวิทยา

เวลาที่หลายคนเกิดความขัดแย้ง
กับแฟนของพวกเขา
พวกเขาจะมีท่าทีที่ “นิ่งเฉย”
.
ไม่เถียง
ไม่ชักสีหน้า
ไม่ตอบสนองใดใด
.
ซึ่งในหลายๆกรณี
แฟนของพวกเขาก็ไม่ชอบ
ท่าทีที่ “นิ่งเฉย” นี้อย่างแรง
.
เพราะมันเป็นท่าทีที่ดู “ไม่แคร์” แฟนของพวกเขาเลย
.
แต่ในความเป็นจริงนั้น
พวกเขาไม่ใช่ว่าจะ “ไม่แคร์” แฟน
.
พวกเขาเพียงแค่เป็นคนที่มีธรรมชาติตอบสนองต่อ
ความขัดแย้งด้วยการ freeze หรือ “นิ่งตัวแข็ง”
(เหมือนเวลาเจอเสือและนอนนิ่งตัวแข็งทื่อแกล้งตาย)
.
…ต่างจากบางคนที่มีธรรมชาติตอบสนอง
ต่อความขัดแย้งด้วยการ fight หรือ “เถียงสู้กลับ”
.
อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากแฟนอาจไม่ได้รู้จัก
ธรรมชาติ freeze ของพวกเขา
.
พอแฟนเห็นว่าพวกเขา “นิ่งเฉย”
แฟนจึงมีแนวโน้มที่จะ “ไล่บี้” พวกเขามากขึ้น
เพื่อหวังว่ามันจะกระตุ้นให้พวกเขา
มีปฏิกิริยาตอบสนองบางอย่างออกมาบ้าง
.
แต่ยิ่งแฟน “ไล่บี้” พวกเขามากเท่าไหร่
พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย
ส่งผลให้พวกเขายิ่ง freeze และ “นิ่งเฉย” เข้าไปใหญ่!
.
ในสถานการณ์เช่นนี้
หนึ่งในหนทางที่จะช่วยให้พวกเขากับแฟน
ออกจาก “วังวนความขัดแย้ง” นี้ได้
คือการหาโอกาสนั่งจับเข่าพูดคุยทำความเข้าใจกับแฟน
.
ทำความเข้าใจมุมมองของแฟนที่มองว่า “นิ่งเฉย = ไม่แคร์”
ทำความเข้าใจธรรมชาติของพวกเขาที่ freeze เมื่อเจอความขัดแย้ง
.
เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้นแล้ว
พวกเขากับแฟนก็อาจจะตั้งข้อตกลงร่วมกันต่อไปว่า
.
ในอนาคต หากพวกเขากับแฟนเกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก
แฟนก็จะลดการ “ไล่บี้” ลง ในขณะที่พวกเขาก็จะ
เพิ่มการหันหน้าพูดคุยกับแฟน (ไม่ “นิ่งเฉย”) มากขึ้น
.
ทั้งหมดนี้ถือเป็นหนึ่งหนทางที่สามารถ
ช่วยให้พวกเขากับแฟนออกจาก
“วังวนความขัดแย้ง” ที่ผมเล่าให้ฟังในวันนี้ได้ครับ
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่คนอื่นขอให้เราทำอะไรบางอย่าง
หลายคนมีแนวโน้มที่จะตอบตกลงแบบทันทีทันใด
.
ต่อให้พวกเขาจะ “งานล้นมือ” ขนาดไหน
พวกเขาก็จะยังคงตอบตกลงอยู่ดี
.
นั่นเป็นเพราะว่า…
.
พวกเขาไม่ชอบที่จะปฏิเสธคนอื่น
พวกเขากังวลว่าจะทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี
พวกเขากลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดขี้หน้า (หากไม่ตอบตกลง)
ฯลฯ
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
พวกเขาเลือกที่จะแบกรับภาระเพิ่มเติม
เพื่อความสบายใจของตัวเอง
.
หลายคนมองว่านี่คือ trade-off ที่คุ้มค่า
.
แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย
พวกเขามองว่านี่ไม่ใช่ trade-off ที่คุ้มค่าเอาเสียเลย
.
แต่ถึงกระนั้น
ถ้าพวกเขาจะเอ่ยปากปฏิเสธ
มันก็ไม่ง่ายสำหรับพวกเขาเช่นกัน
.
เพราะพวกเขาคุ้นชินกับการ
ตอบตกลงแบบทันทีทันใดมาทั้งชีวิต
.
วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆ
ที่อาจเป็นประโยชน์กับคนกลุ่มนี้ครับ
.
เทคนิคที่ว่านี้ก็คือ
พวกเขายังไม่ต้องเอ่ยปากปฏิเสธคนอื่นก็ได้ครับ
.
เริ่มต้นด้วยการหยุดตัวเอง
ไม่ให้ตอบตกลงแบบทันทีทันใดก่อนครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
แทนที่จะตอบตกลงแบบทันทีทันใด
เวลาที่มีคนขอให้เราช่วยทำงานบางอย่างให้
.
เราอาจจะพูดว่า
“ฉันขอไปเช็คตารางดูก่อนนะว่าฉันมีเวลาว่างพอไหม
และเดี๋ยวฉันจะให้คำตอบกับเธออีกทีนะ”
.
เป็นต้น
.
ต่อให้เราจะตอบตกลงในเวลาต่อมาอยู่ดี…
.
แต่อย่างน้อยที่สุด
เราก็ได้เริ่มต้นฝึกที่จะไม่ตอบตกลงแบบทันทีทันใด
เราก็ได้เริ่มต้นสร้างความคุ้นชินกับการไม่ตอบตกลงแบบทันทีทันใด
.
และเมื่อเรารู้สึกคุ้นชินกับจุดนี้แล้ว
การที่เราจะขยับไปสู่ “ก้าวถัดไป”
(ซึ่งก็คือการปฏิเสธคนอื่น)
มันจะเป็นอะไรที่ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
.
ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุกๆคน
ที่กำลังดิ้นรนกับการเริ่มต้นปฏิเสธคนอื่นนะครับ!
#จิตวิทยา #siamstr