
เวลาที่เราสูญเสียคนที่เรารัก
.
.
.
ไม่ว่าการสูญเสียนั้นจะมาจากความตาย
หรือไม่ได้มาจากความตาย (เช่น หย่าร้าง) ก็ตาม
.
.
.
หลายคนจะนึกถึงการ move on
.
.
.
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา Pauline Boss
(ผู้เขียน The Myth of Closure: Ambiguous Loss in a Time of Pandemic and Change) กล่าวว่า
.
.
.
ในความเป็นจริงแล้ว
เราไม่สามารถที่จะ move on ได้โดยสมบูรณ์หรอกครับ
.
.
.
เวลาที่เราสูญเสียคนที่เรารักมากๆไป
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่
ความเสียใจก็จะยังคงอยู่ในใจเราอยู่ดี
.
.
.
เพียงแต่ว่า…
ช่วงแรกๆ คลื่นความเสียใจจะโหมกระหน่ำเข้ามาในใจบ่อยสักหน่อย
.
.
.
แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ
คลื่นความเสียใจก็จะยังคงซัดเข้ามาในใจอยู่แหละครับ
.
.
.
เพียงแต่ว่า…คลื่นความเสียใจจะไม่ได้เข้าซัดเข้ามาในใจบ่อยหรือหนักเท่าเดิม…เท่านั้นเองครับ
.
.
.
ฉะนั้น
สำหรับใครก็ตาม…ที่สูญเสียคนที่รักไป
และกำลังรู้สึกผิดที่ตัวเองยังไม่สามารถ move on ได้เสียที…ที่ตัวเองยังไม่สามารถ “ล้าง” ความเสียใจให้ออกไปได้อย่างหมดจดเสียที
.
.
.
ผมอยากจะบอกว่า…
นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้มากๆเลยครับ
.
.
.
และการที่คุณไม่สามารถ “ล้าง” ความเสียใจให้ออกไปได้อย่างหมดจดนั้น
ไม่ได้หมายความว่าคุณไร้ความสามารถ ดีไม่พอ พยายามน้อยเกินไป ฯลฯ แต่อย่างใด
.
.
.
เพราะการที่คุณไม่สามารถ “ล้าง” ความเสียใจให้ออกไปได้อย่างหมดจดนั้น
มันคือเรื่องปกติอย่างที่สุด
.
.
.
อนุญาตให้ตัวเองได้เสียใจเถอะครับ
#siamstr #จิตวิทยา
เป็นอีกมุมหนึ่งที่ผมเชื่อว่าตรงกับประสบการณ์หลายคนจริงๆครับ

เวลาที่มีคนชื่นชมเรา
เราจะรู้สึกอย่างไร?
.
หลายคนคงจะรู้สึกดีใจหรือภูมิใจ
.
แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย
พวกเขาไม่ได้รู้สึกดีใจหรือภูมิใจ
เวลาที่มีคนกล่าวชื่นชมพวกเขา
.
สำหรับคนจำนวนไม่น้อย
พวกเขาจะรู้สึกกลัวหรือวิตกกังวลมากกว่า
.
นั่นเป็นเพราะว่า สำหรับพวกเขาเหล่านี้
พวกเขามีความเชื่ออย่างเหนียวแน่นอยู่ในใจว่า
“ฉันเป็นคนโง่” “ฉันเป็นคนไร้ความสามารถ” “ฉันเป็นคนมีตำหนิ” ฯลฯ
.
ฉะนั้น เวลาที่คนอื่นกล่าวชื่นชมพวกเขา…
.
พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะมองว่า
“เธอไม่ได้ชมฉันจริงๆหรอก เธอกำลังเยาะเย้ยฉันด้วยคำชมมากกว่า”
.
พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะมองว่า
“เธอไม่ได้ชมฉันจริงๆหรอก เธอกำลังโกหกฉันอยู่มากกว่า”
.
พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะมองว่า
“เธอไม่ได้ชมฉันจริงๆหรอก เธอกำลังอวยฉันตอนนี้เพื่อหวังฉวยประโยชน์จากฉันในอนาคตมากกว่า”
.
ฯลฯ
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
เราจะอ้าแขนต้อนรับคำชื่นชมจากคนอื่นได้
ก็ต่อเมื่อเราเชื่อว่าตัวเอง “คู่ควร” กับคำชมดังกล่าวเท่านั้น
.
ถ้าเราเชื่อว่าเรา “ไม่คู่ควร”
ต่อให้คนอื่นจะมองว่าเรา “คู่ควร” ขนาดไหน
เราก็จะไม่สามารถอ้าแขนต้อนรับมันได้เลยครับ
#จิตวิทยา #siamstr

ตอนที่เรายังเป็นเด็ก
ตอนที่เรายังดูแลตัวเองไม่ค่อยได้
.
.
.
หลายคนที่เข้ามาในชีวิตของเรา
เขาเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา
โดยที่เราไม่ได้เลือกให้เขาเข้ามาในชีวิตเรา
(เช่น คนในครอบครัว)
.
.
.
แต่เมื่อเราเติบโตมากขึ้น
เมื่อเราดูแลตัวเองได้มากขึ้น
.
.
.
เราจะเริ่มอยู่ในจุดที่สามารถ “เลือกได้” มากขึ้น
ว่าคนๆนี้…เราอยากให้เขาอยู่ในชีวิตของเรา
ว่าคนๆนั้น…เราไม่อยากให้เขาอยู่ในชีวิตของเรา
.
.
.
ซึ่งหากเราอยู่ในจุดที่สามารถ “เลือกได้” เมื่อไหร่ล่ะก็
ผมขอสนับสนุนให้ใช้ความสามารถนี้ครับ
.
.
.
เพราะในหลาย ๆ ครั้ง
ความทุกข์ทรมานในชีวิตของเราจะลดลงไปไม่น้อย
หากเราตัดคนบางคนออกไปจากชีวิตของเราครับ
#จิตวิทยา #siamstr
ผมมองว่ามันจำเป็นต้องเข้าไปสัมผัสพูดคุยใกล้ชิดระดับหนึ่งเลยครับ ไม่มีทางอื่นที่ดูได้ง่ายๆจริงๆครับ

ทุกวันนี้ เวลาที่เรากำลังว่าง เรามักจะทำอะไร?
.
สิ่งแรกที่หลายคนจะทำ
คือการหยิบมือถือหรือ tablet มาไถโซเชียลเล่น
.
ซึ่งหากเรามองในมุมหนึ่ง
นี่เป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลมากๆเลยครับ
.
เพราะเวลาที่เราไถโซเชียล
เราไม่จำเป็นต้อง “ลงแรง” เยอะ
(แค่ขยับนิ้วไถโซเชียลไปเรื่อยๆ สลับกับการ
กด like และพิมพ์ comment เป็นครั้งคราว)
.
แต่สมองของเราก็ถูกกระตุ้นให้หลั่ง dopamine
(ซึ่งก็คือ “ฮอร์โมนแห่งความสุข”) ออกมาเรื่อยๆแล้ว
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
การไถโซเชียลคือหนึ่งในกิจกรรม
ที่มอบความสุขให้เราได้ง่ายดายที่สุดนั่นเอง
.
อย่างไรก็ตาม การไถโซเชียลมีข้อเสียอยู่ข้อหนึ่งครับ
.
ข้อเสียที่ว่านี้ก็คือ
ยิ่งเราไถโซเชียลมากเท่าไหร่
เรายิ่ง “ฝึกฝน” ให้สมองของเราคุ้นชิน
กับความสุขที่ได้มาง่ายๆมากขึ้น
.
และเมื่อสมองของเราคุ้นชินกับความสุขที่ได้มาง่ายๆ
มันจะทำให้เรา enjoy กับกิจกรรมที่ใช้ความอดทนและความพยายาม
(เช่น การอ่านหนังสือ การเล่นดนตรี การวาดรูป) น้อยลง
.
ส่งผลให้เรายิ่งมีแนวโน้มที่จะหันไปพึ่ง
“ความสุขจานด่วน” จากการไถโซเชียลมากเข้าไปอีก
(และยิ่ง enjoy กับกิจกรรมอื่นๆที่ใช้
ความอดทนและความพยายามน้อยลงไปอีก)
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า
ต่อให้การไถโซเชียลจะสร้างความสุขให้เราได้ในระยะสั้น
แต่เพื่อความสุขของเราเองในระยะยาว
เราควรจะ “กระจายความเสี่ยง” ด้วยการหาความสุข
จากกิจกรรมอื่นๆ (ที่ไม่ใช่ “ความสุขจานด่วน”) ด้วยเช่นกันครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.3389/fcogn.2023.1203077
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราพูดถึงคนที่เป็นโรคซึมเศร้า
หลายคนจะนึกถึงภาพของคนที่ inactive ในการใช้ชีวิต
.
.
.
ยกตัวอย่างเช่น
คนที่นอนอยู่บนเตียงทั้งวัน
ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกออกจากเตียงเพื่อไปอาบน้ำ
เป็นต้น
.
.
.
ภาพดังกล่าวสะท้อนความเป็นจริงของหลายคนที่เป็นโรคซึมเศร้าก็จริง
แต่ภาพดังกล่าวไม่ใช่ “ทั้งหมด” ของคนที่เป็นโรคซึมเศร้า
.
.
.
หลายคนที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยด้วย…มีชีวิตที่ active มากๆครับ
.
.
.
พวกเขาตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อมาออกกำลังกาย
พวกเขาทำงานไม่ต่ำกว่า 8-9 ชั่วโมง
พวกเขาเล่นกับลูกหลังจากที่ลูกกลับมาจากโรงเรียน
พวกเขาทำอาหารและทานข้าวกับคนในครอบครัว
ฯลฯ
.
.
.
พวกเขา active ในการใช้ชีวิตแต่ละวันมากๆ
แต่พวกเขาก็เป็นโรคซึมเศร้าด้วยเช่นกัน
.
.
.
ผมคิดว่านี่คือ “ความน่ากลัว” อย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้าครับ
.
.
.
กล่าวคือ
โรคซึมเศร้ามี “หน้าตา” ที่หลากหลายมาก
.
.
.
ตั้งแต่ “หน้าตา” ของคนที่นอนซึมอยู่บนเตียงทั้งวัน
ไปจนถึง “หน้าตา” ของคนที่ใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่าง ‘productive’ สุดๆ
.
.
.
หลายคนอาจจะรู้สึก “เอะใจ” ขึ้นมา
หากคนใกล้ตัวมี “หน้าตา” แบบแรก
ส่งผลให้คนใกล้ตัวได้รับการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ (เช่น นักจิตวิทยา จิตแพทย์) อย่างทันท่วงที
.
.
.
แต่ถ้าหากคนใกล้ตัวมี “หน้าตา” แบบหลังล่ะก็
เราอาจจะไม่ได้รู้สึก “เอะใจ” เลยแม้แต่นิดเดียว
.
.
.
จนกระทั่ง…มัน “สายเกินไป” แล้วครับ
#จิตวิทยา #siamstr

เวลาที่เราพูดถึงความคิดของเรา
คำว่า “ความคิดของเรา” มันสะท้อนว่า
เราเป็นเจ้าของความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจเรา
.
มันสะท้อนว่าเราสามารถควบคุม
ความคิดที่ปรากฏขึ้นมาในใจเราได้
.
แต่ในความเป็นจริงนั้น
เราไม่สามารถควบคุมทุกๆความคิด
ที่ปรากฏขึ้นมาในใจเราได้หรือ?
.
ผมขอตอบตรงนี้เลยครับว่า “ไม่”
.
เพราะหลายครั้ง เราจะมีความคิดบางอย่าง
ที่ปรากฏขึ้นมาในใจเราแบบ “อัตโนมัติ”
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เมื่อไม่นานมานี้ ระหว่างที่ผมกำลังนั่งทำงาน
อยู่ดีๆ เจ้าแมวที่ผมเลี้ยงไว้
(ซึ่งเป็นแมวที่อาม่าผมฝากเลี้ยงก่อนที่ท่านจะเสียไป)
ก็เดินมากัดเท้าผมจนเลือดออกแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
.
ตอนนั้นเองที่ในใจผมเกิดความคิด
ผุดขึ้นมาอย่างอัตโนมัติว่า
“เดี๋ยวพ่อเตะเปรี้ยงเข้าให้!”
.
เป็นต้น
.
เวลาที่หลายคนมองเห็น “เนื้อหา” ของความคิดอัตโนมัติเหล่านี้
หลายคนรู้สึกอับอาย ผิดหวัง หรือแม้กระทั่งขยะแขยงกับตัวเอง
.
เพราะพวกเขามองว่า
ความคิดอัตโนมัติเหล่านี้
มันสะท้อนถึง “ตัวตน” ของพวกเขา
.
อย่างถ้าเป็นกรณีของตัวอย่างผมในข้างต้น
ความคิด “เดี๋ยวพ่อเตะเปรี้ยงเข้าให้!”
มันสะท้อนถึง “ตัวตน” ของผม
ที่เป็นคนใช้ความรุนแรง ทารุณกรรมสัตว์ ฯลฯ
.
ถ้าผมเป็นเหมือนกับพวกเขา
ผมก็จะรู้สึกอับอาย ผิดหวัง หรือแม้กระทั่งขยะแขยง
กับตัวเองที่มีความคิด “ป่าเถื่อน” เช่นนี้
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองว่า
ความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจเราคือตัวเรา
.
ผมมองว่าสิ่งที่จะบอกว่าเราเป็นคนอย่างไร
คือสิ่งที่เราเลือกทำเวลาที่เรา
มีความคิดอัตโนมัติเหล่านี้ผุดขึ้นมาในใจมากกว่า
.
อย่างถ้าเป็นกรณีของตัวอย่างผมในข้างต้น
ความคิด “เดี๋ยวพ่อเตะเปรี้ยงเข้าให้!” ไม่ใช่
สิ่งที่จะบ่งบอกว่าผมเป็นคนอย่างไร
.
สิ่งที่จะบ่งบอกว่าผมเป็นคนอย่างไร
คือการตัดสินใจของผมว่า
ผมจะ “ทำตาม” ความคิดดังกล่าว (ก็คือเตะแมวตัวนั้น)
หรือ “ไม่ทำตาม” ความคิดดังกล่าว (ก็คือไม่เตะแมวตัวนั้น) มากกว่า
.
ถ้าผมเลือกที่จะเตะแมวตัวนั้น
การตัดสินใจนี้ก็จะสะท้อนว่า
ผมเป็นคนใช้ความรุนแรง ทารุณกรรมสัตว์ ฯลฯ
.
ถ้าผมเลือกที่จะไม่เตะแมวตัวนั้น
การตัดสินใจนี้ก็จะสะท้อนว่า
ผมไม่เป็นคนใช้ความรุนแรง ทารุณกรรมสัตว์ ฯลฯ
.
ผมคิดว่ามุมมอง “ตัวตนของเรา = สิ่งที่เราเลือก”
ถือเป็นมุมมองที่สมเหตุสมผลมากกว่ามุมมอง
“ตัวตนของเรา = ความคิดที่ปรากฎขึ้นในใจเรา” เยอะเลยครับ
.
เพราะมันโฟกัสสิ่งที่อยู่ในการควบคุมของเรา (การตัดสินใจของเรา)
ไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกการควบคุมของเรา (ความคิดอัตโนมัติที่โผล่ขึ้นมาในใจเรา)
.
ดังนั้น
เราอย่ารู้สึกอับอาย ผิดหวัง หรือขยะแขยงกับตัวเอง
เพราะความคิดอัตโนมัติในใจเราเลยครับ
.
ถ้าเราจะรู้สึกอับอาย ผิดหวัง หรือขยะแขยงกับตัวเองจริงๆ
เก็บไว้ตอนที่เรามองเห็นการตัดสินใจของตัวเองดีกว่าครับ
#จิตวิทยา #siamstr

เมื่อไม่นานมานี้
ผมได้อ่านเรื่องราวของคนๆหนึ่งที่ป่วยเป็นมะเร็ง
.
.
.
อาการของเขาหนักมาก
แต่เขาก็สู้สุดฤทธิ์
และพาตัวเองเข้ารับการรักษาอย่างเต็มเหนี่ยว
.
.
.
จนในที่สุด เขาก็หายป่วย
และกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
.
.
.
พอผู้คนได้รับรู้ถึงเรื่องราวของเขา
หลายคนมองเขาในแง่บวก
หลายคนชื่นชมในความสู้สุดฤทธิ์ของเขา
.
.
.
ผมอ่านเรื่องราวของคนๆนี้แล้ว
ผมอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า
.
.
.
หากเรื่องราวในข้างต้นไม่ใช่เรื่องราวของคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง
หากเรื่องราวในข้างต้นเป็นเรื่องราวของคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
.
.
.
พอผู้คนได้รับรู้ถึงเรื่องราวของเขา
ปฏิกิริยาของผู้คนจะเป็นอย่างไร?
.
.
.
หลายคนจะยังคงมองเขาในแง่บวกอยู่หรือไม่?
หลายคนจะยังคงชื่นชมในความสู้สุดฤทธิ์ของเขาอยู่หรือไม่?
.
.
.
สำหรับคนที่เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจำนวนไม่น้อย
คำตอบที่มีให้คำถามในข้างต้น…เป็นคำตอบที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นัก
.
.
.
เพราะสำหรับคนที่เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจำนวนไม่น้อย
เมื่อคนอื่นรับรู้ว่าพวกเขาเคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน
พวกเขาก็จะถูก “แปะป้าย” ด้วยคำตัดสินใจเชิงลบต่างๆนานาเรียบร้อยแล้ว
.
.
.
บ้า ขี้เกียจ เรียกร้องความสนใจ อ่อนแอ ไร้ความสามารถ ฯลฯ
.
.
.
มันช่างเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากกรณีของคนที่เคยป่วยเป็นมะเร็งเหลือเกิน
.
.
.
ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้
ผมไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนหันมาชื่นชมอดีตผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (หรือโรคจิตเวชอื่นๆ) นะครับ
.
.
.
เพียงแค่เราไม่ “แปะป้าย” พวกเขาด้วยคำตัดสินเชิงลบ…ก็ดีมากๆแล้วครับ
#จิตวิทยา #siamstr

พวกเราทุกคนรู้ว่า หากเราต้องการที่จะเติบโต
เราจำเป็นต้องก้าวออกนอก comfort zone
.
อย่างไรก็ตาม การก้าวออกนอก comfort zone
ถือเป็นการตัดสินใจที่มาพร้อมกับความเสี่ยง
.
เสี่ยงที่เราจะพลาดและเจ็บตัว
เสี่ยงที่เราจะทำไม่ได้และอับอาย
เสี่ยงที่เราจะล้มเหลวและหมดกำลังใจ
ฯลฯ
.
ด้วยเหตุนี้
หลายคนจึงตัดสินใจสละโอกาสที่จะเติบโต
เพื่อที่จะได้ปลอดภัยอยู่ใน comfort zone ต่อไป
.
แต่มันก็เป็นการอยู่ใน comfort zone พร้อมกับความรู้สึกค้างคาใจ
.
พวกเขามีคำถามผุดขึ้นมาในใจ
เป็นระยะๆว่า “What if…?”
.
What if…ฉันตัดสินใจพัฒนาความสัมพันธ์กับคนที่ฉันชอบล่ะ?
What if…ฉันตัดสินใจตอบรับข้อเสนอที่จะไปทำงานต่างประเทศล่ะ?
What if…ฉันตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองล่ะ?
What if…ฉันตัดสินใจเรียนคณะสาขาที่ฉันสนใจล่ะ?
What if…ฉันตัดสินใจสมัครเข้าคอร์สออกกำลังกายล่ะ?
ฯลฯ
.
ความรู้สึกค้างคาใจนี้จึงทำให้การอยู่ใน comfort zone
เป็นการตัดสินใจที่ไม่ comfortable เท่าไหร่นัก
.
เรียกได้ว่า ถ้าจะออกนอก comfort zone
มันก็รู้สึกไม่ comfortable กับความเสี่ยงที่จะเจอ
แต่ถ้าอยู่ใน comfort zone มันก็รู้สึก
ไม่ comfortable กับความรู้สึกค้างคาในใจ
.
ผมมองว่าทางออกสำหรับกรณีลักษณะนี้
ยังไงก็หนีไม่พ้นการที่เราต้องก้าวออกจาก
comfort zone แหละครับ เพียงแต่ว่า
แทนที่เราจะกระโจนออกจาก comfort zone
แบบ 100% เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการก้าวขา
ออกจาก comfort zone 1 ก้าวก่อน
และดูว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง
.
หากผ่านไป 1 ก้าวและเรายังไหวอยู่
เราก็อาจจะลองก้าวออกมาอีก 1 ก้าว
และเช็คดูกับตัวเองว่าเราไหวหรือเปล่า
.
หากผ่านไป 2 ก้าวและเรายังไหวอยู่
เราก็อาจจะลองก้าวออกมาอีก 1 ก้าว
และเช็คดูกับตัวเองว่าเราไหวหรือเปล่า
.
หากผ่านไป 3 ก้าวและเรายังไหวอยู่
เราก็อาจจะลองก้าวออกมาอีก 1 ก้าว
และเช็คดูกับตัวเองว่าเราไหวหรือเปล่า
.
เราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่ง
เราเจอจุดที่ลงตัวสำหรับเราในที่สุด
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเราอยากจะเริ่มต้นออกกำลังกาย
แต่เราไม่ไหวกับการพาตัวเองไปเข้าคอร์ส
ออกกำลังกายแบบเต็มสูบ เราอาจจะเริ่มต้น
ด้วยการพาตัวเองไปเดินออกกำลังกายวันละ 10 นาที
ในสวนสาธารณะใกล้บ้านก่อน
.
ถ้าเราพบว่าเรายังโอเคอยู่
เราก็อาจจะเริ่มขยับจากการเดินออกกำลังกาย
วันละ 10 นาทีเป็นวันละ 20 นาที
.
ถ้าเราพบว่าเรายังโอเคอยู่
เราก็อาจจะเริ่มขยับจากการเดินออกกำลังกาย
วันละ 20 นาทีเป็นวันละ 30 นาที
.
เป็นต้น
#จิตวิทยา #siamstr

เขาว่ากันว่า
ความรัก คือ การร่วมทุกข์ร่วมสุขกับใครสักคน
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
หลายคนไม่อยากให้แฟนต้องเจอกับอะไรแย่ๆ
.
.
.
ฉะนั้น เวลาที่พวกเขามีอะไรไม่สบายใจ พวกเขาก็จะเก็บความไม่สบายใจนั้นไว้ในใจคนเดียว
.
.
.
ยกตัวอย่างเช่น
สามีรู้สึกหนักใจกับลูกน้องในทีมที่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง
แต่เนื่องจากสามีไม่อยากให้ภรรยาต้องเจอกับ “พลังงานด้านลบ”
สามีจึงตัดสินใจที่จะไม่แบ่งปันความหนักใจนี้ให้ภรรยารับรู้
.
.
.
อย่างไรก็ตาม
ข้อเสียหนึ่งของการเก็บความไม่สบายใจไว้กับตัวคนเดียวก็คือ
เรามักจะไม่สามารถเก็บความไม่สบายใจนั้นไว้ได้มิดชิด 100%
.
.
.
อย่างกรณีของตัวอย่างในข้างต้น
แม้สามีจะไม่ได้ปริปากเล่าปัญหาในที่ทำงานให้ภรรยารับรู้
แต่ภรรยาก็มักจะสังเกตได้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติกับสามีของตนอยู่ดี
.
.
.
สามีอาจจะมีเจตนาดีที่ต้องการ “ปกป้อง” ภรรยาจาก “พลังงานด้านลบ” ก็จริง
.
.
.
แต่เจตนาที่ดีไม่สามารถการันตีได้ว่า
มันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี
.
.
.
อันที่จริง ในสถานกาณ์เช่นตัวอย่างข้างต้น
การที่สามีไม่พูดอาจจะส่งผลเสียก็เป็นได้
.
.
.
ยกตัวอย่างเช่น
ภรรยาอาจรู้สึกสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีของตนกันแน่
ส่งผลให้เกิดคำถามจำนวนมากผุดขึ้นมาในใจของภรรยา
(“ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?” “เขาโกรธฉันหรือ?” “เขานอกใจฉันหรือ?” “เขาไม่เชื่อใจฉันมากพอที่จะเล่าให้ฉันฟังหรือ?” “ฉันช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยหรือ?” ฯลฯ)
.
.
.
กลายเป็นว่า
แม้เจตนาตั้งต้นของสามี คือ การ “ปกป้อง” ภรรยาจาก “พลังงานด้านลบ” ก็จริง
.
.
.
แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือ การ “ปกป้อง” ของสามีกลับเป็นส่วนสำคัญที่สร้าง “พลังงานด้านลบ” ให้กับภรรยาซะอย่างงั้น
.
.
.
ด้วยเหตุนี้
สำหรับหลายๆกรณี
การ “ปกป้อง” แฟนจาก “พลังงานด้านลบ” ที่ดีที่สุด คือ การไม่พยายามที่จะ “ปกป้อง” แฟนจาก “พลังงานด้านลบ” ครับ
#siamstr #จิตวิทยา

พวกเราทุกคนล้วนมีสิ่งยากๆ
ที่เราอยากจะทำให้ได้กันทั้งนั้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
หลายคนอยากลดน้ำหนัก
หลายคนอยากพูดคุยกับลูกด้วยความใจเย็นเวลาที่ลูกดื้อ
หลายคนอยากสอบ IELTS ให้ได้ 9 คะแนน
เป็นต้น
.
แต่พอถึงเวลาจริงๆ เรากลับพบว่า
การกระทำของเราไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากได้เหล่านั้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
พอถึงเวลาจริงๆ เราก็หยิบขนมใส่ปาก
พอถึงเวลาจริงๆ เราก็ตวาดใส่ลูก
พอถึงเวลาจริงๆ เราก็เอาเวลาเตรียมสอบไปดูซีรี่ย์
เป็นต้น
.
ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น?
.
เหตุผลข้อหนึ่งก็คือ เวลาที่เราทำสิ่งยากๆ
เราต้องใช้พลังใจ (willpower) เยอะเป็นพิเศษ
.
ฉะนั้น
หากวันไหน เรามีพลังใจ (willpower) เหลือเยอะ
เราก็จะสามารถลงมือทำสิ่งยากๆนั้นได้
.
ในทางกลับกัน
หากวันไหน เรามีพลังใจ (willpower) เหลือน้อย
โอกาสที่เราจะลงมือทำสิ่งยากๆนั้นก็จะลดลงตามไปด้วย
.
คำถามที่น่าสนใจก็คือ
แล้วเราจะมีวิธีไหนที่สามารถช่วยเพิ่ม
พลังใจ (willpower) ของเราในแต่ละวันไหม?
.
ผมมองว่าการเพิ่มพลังใจ (willpower) ของเรา
ในแต่ละวันมันเป็นเรื่องยากมากๆเลยครับ
.
แต่ถ้าเราพูดถึงการลดการสูญเสียพลังใจ (willpower)
ของเราในแต่ละวันล่ะก็ เรื่องนี้ทำได้ง่ายกว่าพอตัวเลยครับ
.
ซึ่งหนทางสำคัญที่สามารถช่วยลดการสูญเสีย
พลังใจ (willpower) ของเราในแต่ละวันลงได้
คือการลดจำนวนการตัดสินใจในเรื่องต่างๆของเราลง
.
ยกตัวอย่างเช่น
วันนี้จะกินข้าวอะไรดี?
วันนี้จะแต่งตัวอะไรก่อนออกจากบ้านดี?
วันนี้จะออกกำลังกายอะไรดี?
เป็นต้น
.
การลดจำนวนการตัดสินใจที่ผมกำลังพูดถึงนี้
ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า เราควรจะ “เท” สิ่งเหล่านี้นะครับ
.
ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า
เราควรจะอดข้าว ไม่แต่งตัว ไม่ออกกำลังกาย ฯลฯ
.
สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ
หากเรารอให้ถึง “หน้างาน” และจึงค่อยตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้
(เช่น รอให้ถึงเวลากินข้าวและค่อยคิดว่าจะกินอะไรดี)
มันจะกินพลังใจ (willpower) ของเราไม่น้อยเลย
.
แต่ในทางกลับกัน หากเรามีการวางแผนล่วงหน้าในเรื่องเหล่านี้
(เช่น เตรียมอาหารตั้งแต่เมื่อคืนว่า วันนี้จะกินอะไรในแต่ละมื้อบ้าง)
มันจะช่วยให้เราประหยัดพลังใจ (willpower) ของเรา
.
ส่งผลให้เรามีพลังใจ (willpower) เหลือเฟือ
สำหรับการลงมือทำสิ่งยากๆในวันนี้ได้เต็มที่นั่นเองครับ
#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #siamstr

หลายคนบอกว่า
การอ่านนิยายช่วยให้พวกเขา “เติบโต” มากขึ้น
.
.
.
และที่ผ่านมา
ก็มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อย…ที่พบว่าการอ่านนิยายสามารถช่วยให้เรา “เติบโต” มากขึ้นได้จริงๆ
.
.
.
อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะเกิดคำถามในใจว่า
“แล้วทำไมเราต้องเสียเวลาอ่านนิยายทั้งเล่มด้วย? เพียงแค่เราอ่านบทเรียนที่ถูกสกัดออกมาจากนิยายเหล่านั้น…ก็น่าจะให้ผลลัพธ์เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
.
.
.
คำตอบก็คือ…
.
.
.
ประการแรก
หลายคนไม่ได้อ่านนิยายเพียงเพื่อที่จะ “เติบโต” ขึ้นอย่างเดียว
แต่หลายคนยังอ่านนิยายเพราะมันเป็นกิจกรรมที่ “เพลิดเพลิน” อีกด้วย
.
.
.
ฉะนั้น เพียงแค่อ่านเฉพาะ “บทเรียน” ที่ถูกสกัดออกมาจากนิยายเพียงอย่างเดียว…จึงไม่ตอบโจทย์หลายๆคนครับ
.
.
.
ประการที่สอง
การที่เราอ่านเฉพาะ “บทเรียน” ที่ถูกสกัดออกมาจากนิยายนั้น…มันไม่ได้เข้าถึง “ใจ” ได้มากเท่ากับกรณีที่เราอ่านนิยายทั้งเล่มครับ
.
.
.
เพราะเวลาที่เราอ่านนิยาย
เราได้เข้าไปอยู่ในโลกใบนั้น
เราได้ร่วมเดินทางไปกับตัวละครเหล่านั้น
เราได้เผชิญเหตุการณ์ต่างๆ อุปสรรคๆ ไปด้วยกันกับตัวละครเหล่านั้น
เราได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมๆกันกับตัวละครเหล่านั้น
.
.
.
เพราะฉะนั้น
เวลาที่เราอ่านนิยาย
“บทเรียน” ที่เราสกัดได้…มันจะให้ความรู้สึกว่าเป็น “บทเรียนของเรา”
.
.
.
มันแตกต่างจากกรณีที่เราอ่านบทสรุปที่คนอื่นเขาสกัด “บทเรียน” ออกมาป้อนให้เรามากๆเลยครับ
.
.
.
มันอาจจะไม่แตกต่างในแง่ของ “เนื้อหา”
แต่มันแตกต่างในแง่ของ “ประสบการณ์”
.
.
.
ซึ่งตัว “ประสบการณ์” นี่แหละครับ…ที่จะทำให้ “เนื้อหา” เหล่านี้…ไม่เพียงแค่เข้าไปอยู่ใน “สมอง” เราเท่านั้น
แต่ยังเข้าไปอยู่ใน “ใจ” ของเราอีกด้วยครับ
.
.
.
แหล่งอ้างอิง
Djikic, M., Oatley, K., Zoeterman, S., & Peterson, J. B. (2009). On being moved by art: How reading fiction transforms the self. Creativity Research Journal, 21(1), 24-29.
Djikic, M., Oatley, K., & Moldoveanu, M. C. (2013). Opening the closed mind: The effect of exposure to literature on the need for closure. Creativity Research Journal, 25(2), 149-154.
Oatley, K. (2012). The cognitive science of fiction. Wiley Interdisciplinary Reviews: Cognitive Science, 3(4), 425-430.
Chirumbolo, A., Livi, S., Mannetti, L., Pierro, A., & Kruglanski, A. W. (2004). Effects of need for closure on creativity in small group interactions. European Journal of Personality, 18(4), 265-278.
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนมีปัญหาเรื่องการผัดวันประกันพรุ่ง
.
กล่าวคือ
พวกเขามีความตั้งใจอยากจะทำอะไรบางอย่าง
(เช่น เขียนรายงานให้เจ้านาย อ่านหนังสือสอบ)
.
แต่พอถึงเวลาที่พวกเขาจะลงมือทำจริงๆ
พวกเขาก็จะพูดกับตัวเองว่า “เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน”
.
หลายคนที่มีปัญหาผัดวันประกันพรุ่ง
มักจะถูกคนอื่นมองว่าพวกเขาเป็นคนขี้เกียจ
.
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงนั้น หลายคนไม่ได้ขี้เกียจ
แต่พวกเขามีความเป็น perfectionist ในระดับสูงมากกว่า
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
เวลาที่พวกเขาตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง
พวกเขาจะคาดหวังให้ตัวเองทำสิ่งนั้น
ให้ได้ “ดีเลิศ” “มีคุณภาพ” “สมบูรณ์แบบ” ฯลฯ เสมอ
.
ดังนั้น เมื่อพวกเขาตั้งใจจะทำอะไรบางอย่าง
ที่พวกเขาไม่มั่นใจ 100% ว่าตัวเองจะทำมัน
ได้ “ดีเลิศ” “มีคุณภาพ” “สมบูรณ์แบบ” ฯลฯ ชัวร์ๆ
พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่ทำมัน
ส่งผลให้เกิดปัญหาผัดวันประกันพรุ่งตามมา
.
แต่ตลกร้ายก็คือ พอพวกเขาผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ
เวลาที่พวกเขาจะมีให้กับการทำสิ่งๆนั้นก็จะน้อยลงเรื่อยๆ
.
จนกระทั่งพวกเขาถูก deadline บีบ
ให้ต้องลงมือทำสิ่งๆนั้นแบบเร่งรีบ
ทำให้ผลลัพธ์ออกมา “แย่” “ไร้คุณภาพ” “ด่างพร้อย” ฯลฯ ในที่สุด
(ซึ่งมันสวนทางกับความเป็น perfectionist อย่างแรง)
.
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ความเป็น perfectionist ระดับสูง
เข้ามาทำให้เกิดปัญหาผัดวันประกันพรุ่ง
(ซึ่งนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ “แย่” “ไร้คุณภาพ” “ด่างพร้อย” ฯลฯ)
หลายคนจึงนำเสนอ “กฎ 70%” ขึ้นมา
.
“กฎ 70%” นี้เรียบง่ายมากๆครับ
.
มันคือกฎที่บอกว่า เวลาเราตั้งใจจะทำอะไรบางอย่าง
เราไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองมั่นใจ 100% แล้วค่อยทำ
.
ขอแค่เรามั่นใจสัก 70%
นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะเริ่มต้นลงมือทำได้เลย
.
“กฎ 70%” อาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่า
ผลลัพธ์ของเราจะออกมา “ดีเลิศ” “มีคุณภาพ” “สมบูรณ์แบบ” ฯลฯ ก็จริง
.
แต่อย่างน้อย มันก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
“แย่” “ไร้คุณภาพ” “ด่างพร้อย” ฯลฯ แน่นอนครับ
#จิตวิทยา #siamstr

“ฉันมันห่วยแตกสิ้นดี”
.
.
.
นี่คือความคิดที่ชอบผุดขึ้นมาในใจของหลายๆคน…ในหลายๆโอกาส
.
.
.
มันเป็นความคิดที่สามารถส่งผลให้เรารู้สึกหดหู่ ท้อแท้ หมดกำลังใจอยู่ไม่น้อย…แม้เราจะรู้ว่าความคิดนี้ไม่เป็นความจริงก็ตาม
.
.
.
หลายคนพยายามที่จะรับมือกับ “ฉันมันห่วยแตกสิ้นดี” ด้วยการสร้างความคิดอีกแบบหนึ่งมาต่อสู้กับ “ฉันมันห่วยแตกสิ้นดี”
.
.
.
ความคิดอีกแบบที่ว่านี้…คือ “ฉันมันโคตรเทพไร้ที่ติ”
.
.
.
สำหรับบางคน การต่อสู้กับ “ฉันมันห่วยแตกสิ้นดี” ด้วย “ฉันมันโคตรเทพไร้ที่ติ” อาจจะเป็นแนวทางที่ได้ผล
.
.
.
แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย
การต่อสู้กับ “ฉันมันห่วยแตกสิ้นดี” ด้วย “ฉันมันโคตรเทพไร้ที่ติ” ไม่ใช่แนวทางที่ได้ผลเท่าไหร่นัก
.
.
.
นั่นเป็นเพราะว่า…พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่า “ฉันมันโคตรเทพไร้ที่ติ” ก็เหมือนกันกับ “ฉันมันห่วยแตกสิ้นดี”
.
.
.
เหมือนกันตรงที่ทั้งคู่…ล้วนไม่ใช่ “ความจริง”
.
.
.
เพราะ “ความจริง” ก็คือ…
พวกเขาไม่ได้ “เลวบริสุทธิ์” (“ฉันมันห่วยแตกสิ้นดี”)
แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่ได้ “สมบูรณ์แบบ” (“ฉันมันโคตรเทพไร้ที่ติ”)
.
.
.
ด้วยเหตุนี้
การต่อสู้กับ “ความไม่จริง” (“ฉันมันห่วยแตกสิ้นดี”) ด้วย “ความไม่จริง” (“ฉันมันโคตรเทพไร้ที่ติ”) จึงเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีผลต่อใจพวกเขา
.
.
.
หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่า…แล้วพวกเขาจะรับมือกับ “ความไม่จริง” ในใจนี้ (“ฉันมันห่วยแตกสิ้นดี”) ยังไงดี?
.
.
.
หนทางหนึ่ง คือ การรับมือกับ “ความไม่จริง” (“ฉันมันห่วยแตกสิ้นดี”) ด้วย “ความจริง” ครับ
.
.
.
แทนที่จะรับมือกับ “ฉันมันห่วยแตกสิ้นดี” ด้วยการพูดกับตัวเองว่า “ฉันมันโคตรเทพไร้ที่ติ” (ซึ่งไม่จริง)
.
.
.
พวกเขาอาจจะพูดกับตัวเองว่า “ฉันทำผิดพลาดในครั้งนี้…แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า…ฉันคือคนที่ห่วยแตกสิ้นดีที่จะไม่มีวันทำอะไรได้ถูกต้องอีกแล้วในชาตินี้” ครับ
.
.
.
การรับมือกับ “ความไม่จริง” ด้วย “ความจริง” แบบนี้…อาจจะไม่ได้ช่วยให้ความทุกข์ภายในใจหายไปได้ทันทีอย่างปลิดทิ้งก็จริง
.
.
.
แต่อย่างน้อยที่สุด…มันก็สามารถช่วยป้องกันไม่ให้ความทุกข์ภายในใจทวีความเข้มข้นจนถึงขั้น “เกินจริง” ได้ครับ
#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนที่มีภาวะซึมเศร้า
มักจะไม่อยากทำอะไร
.
.
.
อันที่จริง
หลายคนที่มีภาวะซึมเศร้าหนักๆ
ไม่อยากแม้แต่จะลุกออกจากเตียงด้วยซ้ำ
.
.
.
นั่นเป็นเพราะว่า
เวลาที่เรามีภาวะซึมเศร้า
เรามีแนวโน้มที่จะรู้สึก “พลังงานต่ำ”
ส่งผลให้เราไม่มี “พลังงาน” ที่จะทำอะไรทั้งสิ้น
.
.
.
ในฐานะที่ผมเป็นนักจิตวิทยา
ผมสามารถเข้าใจภาวะ “ไม่อยากทำอะไร” นี้ได้
.
.
.
แต่แม้ว่าผมจะเข้าใจ
ผมก็ยังไม่สนับสนุนการ “ไม่ทำอะไร” อยู่ดี
.
.
.
เพราะสำหรับหลายๆคน
เวลาที่พวกเขามีภาวะซึมเศร้า
พวกเขามีแนวโน้มที่จะมองว่าตัวเอง “ไร้ค่า”
.
.
.
ด้วยเหตุนี้
การ “ไม่ทำอะไร” จึงเป็นเหมือนการตอกย้ำคำว่า “ไร้ค่า” ให้ดังชัดเจนในใจมากขึ้นๆๆๆๆ
.
.
.
และยิ่งคำว่า “ไร้ค่า” ชัดเจนในใจมากขึ้นเท่าไหร่
ภาวะซึมเศร้าก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
.
.
.
และพอภาวะซึมเศร้าทวีความรุนแรงมากขึ้น
ก็ยิ่ง “ไม่อยากทำอะไร” เข้าไปอีก!
.
.
.
กลายเป็นว่า…
เรา “ถลำลึก” เข้าไปในวังวนแห่งภาวะซึมเศร้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
.
.
.
หนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราไม่ “ถลำลึก” เข้าไปในวังวนแห่งภาวะซึมเศร้ามากกว่านี้...
คือการไม่ปล่อยให้ตัวเอง “ไม่ทำอะไร”
.
.
.
หนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราไม่ “ถลำลึก” เข้าไปในวังวนแห่งภาวะซึมเศร้ามากกว่านี้...
คือการบังคับให้ตัวเอง “ทำอะไรสักอย่าง”
แม้เราจะ “พลังงานต่ำ” แค่ไหนก็ตาม
.
.
.
ต่อให้สิ่งที่เราลงมือทำจะเป็นสิ่ง “เล็กๆ”
แต่ “เล็กๆ” ก็ยังดีกว่า “ไม่ทำอะไร” อยู่ดีครับ
.
.
.
ฉะนั้น
ผมจึงขอเสนอว่า…
.
.
.
หากเรา “พลังงานต่ำ” เกินกว่าที่จะอาบน้ำได้
อย่างน้อย ขอให้เราได้ล้างหน้า
.
.
.
หากเรา “พลังงานต่ำ” เกินกว่าที่จะทำความสะอาดห้องนอนทั้งห้องได้
อย่างน้อย ขอให้เราได้ความสะอาดโต๊ะหนึ่งตัวในห้อง
.
.
.
หากเรา “พลังงานต่ำ” เกินกว่าที่จะเขียนรายงานทั้งหน้าได้
อย่างน้อย ขอให้เราได้เขียนสัก 1 ประโยค
.
.
.
เล่าจื๊อ (นักปราชญ์ชาวจีน) เคยกล่าวไว้ว่า
“หนทางไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรก”
.
.
.
ผมขอเชิญชวนให้ทุกๆคนที่มีภาวะซึมเศร้า
มาเริ่มต้นก้าวเล็กๆก้าวแรก
เพื่อพาตัวเองออกจากวังวนแห่งภาวะซึมเศร้าไปด้วยกันครับ
#siamstr #จิตวิทยา

หลายคนยึดคติของ “นักสู้” ในการใช้ชีวิต
.
กล่าวคือ ไม่ว่าพวกเขาตั้งใจจะทำอะไร
พวกเขาจะไม่ล้มเลิกหรือยอมแพ้เด็ดขาด
.
ถ้าพวกเขาล้มเลิกหรือยอมแพ้
นั่นเท่ากับว่าพวกเขาล้มเหลว
.
คติของ “นักสู้” นี้มีข้อดีในแง่ที่
ช่วยให้พวกเขามีความมุ่งมั่นเวลาทำสิ่งต่างๆ
.
อย่างไรก็ตาม มันก็มีเส้นบางๆกั้นอยู่
ระหว่างคำว่า “มุ่งมั่น” กับคำว่า “หัวดื้อ”
.
แต่อะไรกันเล่าที่จะแยก “มุ่งมั่น” ออกจาก “หัวดื้อ” ได้?
.
หลายคนบอกว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นความแตกต่าง
ระหว่างคนที่ “มุ่งมั่น” กับคนที่ “หัวดื้อ” ก็คือ…
.
คนที่ “หัวดื้อ” จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ส่วนคนที่ “มุ่งมั่น”
จะเปิดรับการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ถ้าเราเป็นผู้ชายตัวสูง 170 เซนติเมตร
และเราอยากเป็นนักมวยแชมป์โลกรุ่น heavyweight
.
หากเรายังอายุไม่เยอะ
การที่เราตั้งใจกับเป้าหมายนี้
มันอาจจะสะท้อนถึงความ “มุ่งมั่น” ของเรา
.
อย่างไรก็ตาม หากเราอายุเยอะจนส่วนสูง
ไม่เพิ่มไปมากกว่า 170 เซนติเมตรแล้ว
แต่เรายังคงจดจ่อกับเป้าหมายนี้อยู่
นี่อาจจะเป็นความ “หัวดื้อ” มากกว่า “มุ่งมั่น”
.
เพราะโดยทั่วไป
ส่วนสูงของนักมวยรุ่น heavyweight
จะอยู่แถวๆ 190+ เซนติเมตรกันทั้งสิ้น
.
เป็นต้น
.
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ
การเปิดรับความเปลี่ยนแปลง
ตามความเหมาะสมมันมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง
.
ปัญหานั้นก็คือ
หลายครั้ง เราไม่รู้จริงๆว่า
“ความเหมาะสม” นี้มันคืออะไร
.
อย่างกรณีของตัวอย่างนักมวยในข้างต้น
Tommy Burns ได้คว้าแชมป์โลกรุ่น heavyweight ในปี 1906
(และป้องกันแชมป์ของตัวเองไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง)
ทั้งๆที่เจ้าตัวมีส่วนสูงเพียงแค่ 170 เซนติเมตรเท่านั้น!
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
หาก Burns ยึดตาม “ความเหมาะสม” ที่ผมกล่าวไว้ก่อนหน้านี้
Burns ก็จะไม่มีวันได้เป็นแชมป์โลก heavyweight
เพราะ Burns จะตัดสินใจไม่ไล่ล่าแชมป์นั้นตั้งแต่แรก
.
ด้วยเหตุนี้ ในทางปฏิบัติ
ใครก็ตามที่ “มุ่งมั่น” ย่อมเผชิญกับความเสี่ยง
ที่ตัวเองจะกลายเป็นคน “หัวดื้อ” ได้เสมอ
#จิตวิทยา #siamstr

ฝรั่งมีคำกล่าวว่า
“Choosing a partner is choosing a set of problems.”
“การเลือกที่จะคบกับใครสักคน คือ การเลือกที่จะอยู่กับปัญหาชุดหนึ่ง”
.
.
.
สิ่งที่น่าสังเกตในประโยคข้างบนก็คือ
มันไม่ใช่การเลือกที่จะแก้ปัญหาชุดหนึ่งนะครับ
แต่มันคือการเลือกที่จะอยู่กับปัญหาชุดหนึ่ง
.
.
.
เหมือนประโยคข้างบนกำลังจะสื่อเป็นนัยๆว่า
ปัญหาหรือความขัดแย้งอะไรก็ตามที่เรามีกับแฟนนั้น…มันจะไม่มีวันดีขึ้น!
.
.
.
หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่า
“จริงหรือ…ที่ปัญหาหรือความขัดแย้งทั้งหลายที่เรามีกับแฟนเรา…จะไม่มีวันดีขึ้น?”
.
.
.
นักจิตวิทยา John Gottman (เจ้าของหนังสือ The Seven Principles of Making Marriage Work) มีคำตอบครับ
.
.
.
การศึกษาของ Gottman (และทีมของเขา) พบว่า
ในบรรดาความขัดแย้งทั้งหมดที่เรามีกับแฟน
มีเพียงแค่ 31% เท่านั้นที่สามารถคลี่คลายได้!
.
.
.
ส่วนอีก 69% นั้น
เป็นความขัดแย้งที่เราไม่มีทางเลือกอื่น
นอกจากเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันเท่านั้น!
.
.
.
เพราะ 69% นี้เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากความแตกต่างที่ “ฝังรากลึก” เกินกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ (เช่น บุคลิกภาพ วิถีชีวิต ค่านิยม)
.
.
.
ฉะนั้น หากเรามีความขัดแย้งกับแฟนในเรื่องที่ “ร้ายแรงเกินรับได้” ล่ะก็
เราอาจจะต้องพิจารณายุติความสัมพันธ์อย่างจริงจังครับ
.
.
.
เพราะมันมีโอกาสมากถึง 69% เลยทีเดียว
ที่ความขัดแย้งในเรื่องที่ “ร้ายแรงเกินรับได้” นี้
จะอยู่กับเรา “ตลอดไป” ครับ!
#siamstr #จิตวิทยา

ในปี 2020
ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเกาหลีใต้ Bong Joon-Ho
(ซึ่งกำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Parasite)
ได้รับรางวัล Oscar สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
.
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ
สุนทรพจน์ Oscar ของ Bong Joon-Ho นั้น
แทบจะไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับตัว Bong Joon-Ho เองเลย
.
เพราะ Bong Joon-Ho ใช้เวลาดังกล่าว
พูดชื่นชมและขอบคุณผู้กำกับคนอื่นๆ
ที่ถูกเสนอชื่อชิงรางวัล Oscar ร่วมกับเขาในปีนั้นแทน
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
Bong Joon-Ho พูดถึงผู้กำกับ Martin Scorsese
(ว่า Scorsese เปรียบเหมือน “ครูสอนกำกับภาพยนตร์” ให้กับเขา)
.
Bong Joon-Ho พูดถึงผู้กำกับ Quentin Tarantino
(ที่คอยให้สัมภาษณ์สื่อเป็นระยะๆว่าชอบภาพยนตร์ของ Bong Joon-Ho)
.
เป็นต้น
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
แม้ Bong Joon-Ho จะเป็น “ผู้ชนะ” ในค่ำคืนนั้น
แต่ Bong Joon-Ho เลือกที่จะแชร์ spotlight ให้ผู้กำกับคนอื่น
แทนที่จะอ้าแขนรับ spotlight แต่เพียงผู้เดียว
.
บางคนอาจจะมองว่า สิ่งที่ Bong Joon-Ho ทำนั้น
มันเป็นการกระทำที่ดู “หล่อ” ก็จริง แต่มันจะทำให้ Bong Joon-Ho
สูญเสียการยอมรับและคำชื่นชมที่ Bong Joon-Ho ควรจะได้รับไป
.
แต่ในความเป็นจริงนั้น
การยอมรับและความชื่นชมจากคนอื่น
ไม่ใช่ “ทรัพยากรที่มีจำกัด”
.
การยอมรับและความชื่นชมจากคนอื่น
ไม่ใช่ zero-sum game
ที่พอคนหนึ่ง “ได้” และอีกคนจะต้อง “เสีย”
.
การที่ผู้คนยอมรับและชื่นชม
Martin Scorsese และ Quentin Tarantino
ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่หลงเหลือ
การยอมรับและความชื่นชมให้กับ Bong Joon-Ho
.
อันที่จริง หากเราอ่าน comment
เราจะเห็นคำชื่นชมที่มีให้กับ Bong Joon-Ho เต็มไปหมด
.
เพราะการที่ Bong Joon-Ho แชร์ spotlight ให้ผู้กำกับคนอื่น
มันแสดงให้ผู้คนเห็นว่า Bong Joon-Ho ไม่เพียงแค่เป็น
ผู้กำกับที่มีความสามารถเท่านั้น แต่ยังเป็นมนุษย์ที่ “ใจหล่อ” อีกด้วย
.
ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงยอมรับและชื่นชม
Bong Joon-Ho แบบ “สองเด้ง”
(เด้งแรกคือความสามารถ เด้งสองคือ “ใจหล่อ”)
.
เรื่องราวของ Bong Joon-Ho กับรางวัล Oscar นี้
ไม่ใช่เรื่องราวที่แปลกประหลาดหรือหายากแต่อย่างใด
.
ผลการศึกษาพบว่า ยิ่งเราแชร์ credit ความสำเร็จ
ให้คนอื่นมากเท่าไหร่ เรายิ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับ
การยอมรับและคำชื่นชมจากสายตาคนอื่นมากเท่านั้น
.
ในทางกลับกัน หากเราประสบความสำเร็จ
และเรา “งก” credit ไว้กับตัวเองแต่เพียงผู้เดียว
เรามีแนวโน้มที่จะถูกคนอื่นมองว่า “ใจแคบ” “หลงตัวเอง” ฯลฯ
ส่งผลให้เราได้รับการยอมรับและคำชื่นชมจากคนอื่นน้อยลงตามลำดับ
.
มันคือสถานการณ์ที่ตรงกับคำกล่าวที่ว่า
“ยิ่งให้ = ยิ่งได้, ยิ่งเก็บ = ยิ่งเสีย” จริงๆครับ
.
อ้างอิง
https://dx.doi.org/10.1037/pspi0000473
https://youtu.be/ekMl5VHBH4I?si=PTbZhqjNhFrmfrix
#จิตวิทยา #siamstr