35
don
3568b283cdefbfb9a466e522a72a2f7c52bc33399c9cd3ffcbd025422633eee4
donmotec

Lifestyle inflation นี่มันทำให้เราจนพอๆกับ เงินเฟ้อเลยนะ

แต่มันแก้ที่ตัวเราเองได้ก่อนสายไป

และเงินเฟ้อ เราหนีได้ด้วย Bitcoin

ปล. ทำครัวมา หน้ามืด แทบจะขาย Bitcoin กินหมดเลย

#siamstr

ไม่ได้เข้ามาในนี้นานมาก

#siamstr

Replying to Avatar maiakee

พลวัตใหม่ของบิตคอยน์ในปี 2025

ปี 2025 คือจุดหักเหของบิตคอยน์ในฐานะ “สินทรัพย์โครงสร้าง” (structural asset) ที่ไม่ได้ถูกครอบครองโดยปัจเจกบุคคลเป็นหลักอีกต่อไป แต่กำลังถูกดูดซับเข้าสู่ สถาบันการเงิน บริษัทเอกชน กองทุน และรัฐบาล

1. การไหลออกจากปัจเจกบุคคล

ข้อมูลแสดงว่าในแต่ละวัน บุคคลทั่วไปขายหรือปล่อยออกจากการถือครองประมาณ 3,196 BTC ซึ่งถือเป็นการไหลออก (Net Outflows) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบ สะท้อนว่า

• ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการทำกำไร (profit-taking) หลังราคาปรับสูงขึ้น

• อีกส่วนอาจเป็นการโอนความเป็นเจ้าของไปสู่ผู้เล่นรายใหญ่ที่มีทุนหนาและมีวาระระยะยาวกว่า

กล่าวอีกนัยหนึ่ง “มือเล็ก” กำลังสละบัลลังก์ และ “มือใหญ่” กำลังเข้าครอบครอง

2. การดูดซับโดยสถาบันและองค์กร

ทางฝั่ง Net Inflows เราเห็นการดูดซับที่ชัดเจน:

• กองทุนและ ETF ดูดซับ ~1,430 BTC/วัน

• บริษัทที่ถือ Treasury เป็นบิตคอยน์ ~1,399 BTC/วัน

• ธุรกิจทั่วไป ~356 BTC/วัน

• รัฐบาล แม้ยังเล็ก แต่ก็เริ่มสะสม ~39 BTC/วัน

• หมวดอื่น ๆ ~411 BTC/วัน

เมื่อรวมกัน การดูดซับนี้แทบจะชดเชยการไหลออกของบุคคลทั่วไปทั้งหมด

3. Bitcoin ที่ยังถูกขุดและที่สูญหาย

• 450 BTC/วัน คือจำนวนที่ยังถูกขุดออกมาเติมเข้าสู่ระบบ

• แต่ในขณะเดียวกัน 14 BTC/วัน สูญหายไปจากระบบ (อาจเพราะ private key สูญหาย กระเป๋าเข้าถึงไม่ได้ ฯลฯ) ทำให้ supply จริงที่หมุนเวียนในตลาดยิ่งตึงตัว

นัยสำคัญเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคม

1. จากการถือครองของมวลชน → การรวมศูนย์ในมือสถาบัน

ภาพนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก “สินทรัพย์ของประชาชน” ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็นเสรีภาพทางการเงิน ไปสู่ “สินทรัพย์เชิงโครงสร้าง” ที่สถาบันการเงินและรัฐใช้เป็นกลยุทธ์ระยะยาว

2. การเปลี่ยนธรรมชาติของตลาด

เมื่อกองทุนและบริษัทใหญ่เข้าถือครองมากขึ้น ราคาบิตคอยน์อาจเคลื่อนไหวไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป — จากเดิมที่ driven by speculation (การเก็งกำไรของบุคคลทั่วไป) → สู่การเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงกับ macro strategy, ดุลยภาพทางเศรษฐกิจ และแม้แต่ภูมิรัฐศาสตร์

3. ภาวะตึงตัวของ Supply

การที่บิตคอยน์สูญหายวันละ 14 BTC แม้จะดูน้อย แต่สะสมระยะยาวแล้วเป็นแรงกดดันด้าน supply ประกอบกับการ halving และการดูดซับโดยสถาบัน ทำให้บิตคอยน์เข้าสู่ยุค “ขาดแคลนเชิงโครงสร้าง” (structural scarcity) อย่างแท้จริง

4. ความหมายทางสังคม

แทนที่บุคคลธรรมดาจะใช้บิตคอยน์เป็นเครื่องมือเสรีภาพทางการเงิน อาจกลายเป็นว่าสุดท้ายแล้วบิตคอยน์กลับเข้าสู่ระบบสถาบัน และกลายเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่อยู่ในการจัดสรรของผู้มีอำนาจและทุน

มุมมองเชิงอนาคต

• ในระดับตลาด: ความผันผวนอาจลดลงบ้าง เพราะผู้ถือครองหลักเป็นสถาบันที่มี horizon ยาว แต่ในขณะเดียวกัน การเก็งกำไรสั้นของบุคคลทั่วไปอาจถูกบีบให้เล่นใน margin ที่เล็กลง

• ในระดับเศรษฐกิจโลก: บิตคอยน์เริ่มถูกใช้เป็น “สินทรัพย์สงวน” (reserve asset) คล้ายทองคำ ซึ่งจะเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบการเงินระหว่างประเทศ

• ในระดับอุดมการณ์: เส้นทางนี้น่าคิดอย่างยิ่ง — จากที่เคยเป็น “เงินของประชาชน ต่อต้านรัฐและธนาคาร” → กลายเป็น “สินทรัพย์ที่ธนาคารและรัฐถือครอง” นี่อาจเป็นวัฏจักรกลับด้านของอุดมการณ์บิตคอยน์

บทสรุป

กราฟนี้สะท้อนชัดว่า ปี 2025 คือ ยุคเปลี่ยนผ่านของบิตคอยน์ จากการเป็นสินทรัพย์เสรีนิยมสู่สินทรัพย์เชิงสถาบัน โลกของบิตคอยน์ไม่ได้อยู่ในมือบุคคลทั่วไปอีกต่อไป แต่กำลังถูกจัดระเบียบเข้าสู่ระบบการเงินโลกอย่างช้า ๆ

คำถามที่เหลือคือ — เมื่อเสรีภาพทางการเงินถูกดูดซับโดยโครงสร้างสถาบันแล้ว บิตคอยน์ยังเป็น “เงินของประชาชน” หรือกลายเป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” ที่อยู่ในกำมือของผู้มีทุนและรัฐ?

ขยายใน 2 มิติที่ลึกขึ้น คือ

1. เปรียบเทียบกับยุคทองคำ (Gold Standard)

2. นัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ของรัฐที่เข้ามาสะสมบิตคอยน์

1. บิตคอยน์กับเงาสะท้อนของยุคทองคำ

ในประวัติศาสตร์การเงินโลก ทองคำ เคยทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สงวนสูงสุด (ultimate reserve asset) ภายใต้ระบบ Gold Standard รัฐบาลและธนาคารกลางสะสมทองคำเพื่อค้ำค่าเงิน และสร้างเสถียรภาพในการค้าระหว่างประเทศ

แต่เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 20 ระบบทองคำเริ่มถูกบีบคั้นด้วยเศรษฐกิจสมัยใหม่ รัฐบาลใช้การพิมพ์เงินเพื่อทำสงครามและสร้างโครงการสาธารณะ จนที่สุดในปี 1971 ประธานาธิบดีนิกสันสหรัฐฯ ประกาศยุติการผูกเงินดอลลาร์กับทองคำ — ทองคำจึงถูกลดบทบาทจาก “เงิน” ไปสู่ “สินทรัพย์ลงทุน”

บิตคอยน์ในปี 2025 กำลังเดินเส้นทางคล้ายคลึง:

• จาก “เงินดิจิทัลของประชาชน” → กำลังกลายเป็น “ทองคำดิจิทัล”

• จากที่ถูกใช้เพื่อการโอนส่วนบุคคล → กำลังถูกสะสมโดยสถาบันเพื่อเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันและป้องกันความเสี่ยง (hedging asset)

ต่างกันเพียงว่า ทองคำต้องถูกขุดจากโลกกายภาพ แต่บิตคอยน์เกิดจากโลกคณิตศาสตร์และพลังการคำนวณ ซึ่ง supply ถูกจำกัดไว้ตายตัวที่ 21 ล้าน BTC และยิ่งหายากเมื่อเวลาผ่านไป

2. นัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ : เมื่อรัฐเริ่มเข้าสะสม

การที่กราฟแสดง รัฐบาลซื้อสุทธิ ~39 BTC/วัน อาจดูเป็นสัดส่วนเล็ก แต่สัญญาณนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อรัฐก้าวเข้าสู่ตลาดบิตคอยน์ จะเกิดผลสืบเนื่องหลายประการ:

(ก) การแข่งขันสะสม (Accumulation Race)

เช่นเดียวกับสงครามเย็นที่มหาอำนาจแข่งกันสะสมทองคำและอาวุธนิวเคลียร์ รัฐในอนาคตอาจแข่งขันกันสะสมบิตคอยน์เพื่อสร้าง ภูมิคุ้มกันทางการเงิน หากระบบดอลลาร์สั่นคลอน

(ข) การสร้างอำนาจต่อรองใหม่

รัฐที่มีทุนหนาและเข้าถือครองก่อน (เช่น บางประเทศในเอเชียหรือตะวันออกกลาง) อาจใช้บิตคอยน์เป็น อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ทั้งในเชิงการค้าและการทูต ขณะที่รัฐที่เข้าสะสมช้าอาจเสียเปรียบ

(ค) การบีบเสรีภาพเดิมของบิตคอยน์

การที่รัฐสะสมและออกกฎควบคุม อาจทำให้บิตคอยน์สูญเสียเสรีภาพดั้งเดิม และกลายเป็น “สินทรัพย์ในกรง” ซึ่งถูกใช้เพื่อเสถียรภาพของรัฐ มากกว่าการปลดปล่อยประชาชนจากระบบการเงินแบบรวมศูนย์

3. มองไปข้างหน้า : โลกสองขั้วของบิตคอยน์

ในอนาคตอันใกล้ บิตคอยน์อาจแยกเป็นสองมิติ:

• บิตคอยน์ของสถาบัน/รัฐ → ใช้เป็นสินทรัพย์สงวน, hedge fund, reserve currency

• บิตคอยน์ของประชาชน → ใช้ในการโอนส่วนบุคคล, ปกป้องเงินจากเงินเฟ้อ, หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ

เส้นทางนี้ทำให้บิตคอยน์ไม่ได้ “ตาย” ในฐานะเงินของประชาชน แต่ถูกแบ่งชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน — คนที่มีทุนมหาศาลถือครองเพื่อเก็บมูลค่า ส่วนคนเล็ก ๆ ใช้เศษเสี้ยว (sats) เพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

บทสรุป

บิตคอยน์ในปี 2025 จึงเป็นมากกว่าการเก็งกำไร มันคือ สัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนโครงสร้างการเงินโลก ที่เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกับที่ทองคำเคยเป็น แต่มีศักยภาพที่จะพลิกภูมิรัฐศาสตร์ของศตวรรษที่ 21

คำถามคือ:

• เรากำลังจะเห็น Bretton Woods เวอร์ชันใหม่ ที่มีบิตคอยน์เป็นส่วนหนึ่งของ reserve system หรือไม่?

• หรือสุดท้าย บิตคอยน์จะถูกบีบให้เป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” ที่รัฐและสถาบันเก็บสะสม ขณะที่ประชาชนเหลือไว้แต่เศษเสี้ยวแห่งอุดมการณ์เสรีภาพ?

Bitcoin Flow 2025: สถาปัตยกรรมใหม่ของอำนาจทางการเงิน

สิ่งที่กราฟนี้สะท้อน ไม่ใช่เพียง “จำนวนบิทคอยน์ที่เคลื่อนย้ายต่อวัน” แต่คือ การเปลี่ยนศูนย์กลางของอำนาจการเงินโลก

• Individuals (~ -3,196 BTC/day)

คนธรรมดายังคงเป็นผู้ปล่อยของออกมาอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะจากการขายเพื่อทำกำไร การใช้จ่าย หรือแม้กระทั่งการตื่นกลัว (panic sell) นี่คือภาพสะท้อนว่า คริปโตที่ถือโดยคนเล็กคนน้อย กำลังไหลเข้าสู่กระเป๋าของสถาบันใหญ่

• Institutions as Net Absorbers

• Funds & ETFs: +1,430 BTC/day

• Bitcoin Treasury Companies: +1,399 BTC/day

• Conventional Businesses: +356 BTC/day

รวมกันเกือบ 3,200 BTC ต่อวัน — เกือบพอดีกับที่ individuals ปล่อยออกมา ซึ่งชี้ชัดว่า ตลาดกำลังสลับมือ จาก “retail-driven” ไปสู่ “institutional-driven”

• Governments (+39 BTC/day)

แม้ยังเล็ก แต่สัญญาณนี้สำคัญยิ่ง — แสดงว่า “รัฐ” เริ่มทยอยเข้าสู่สนาม ซึ่งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์อาจเปลี่ยนสมการการคุมค่าเงินโลก

• Lost Bitcoin (~14 BTC/day)

ทุกวันมีบิทคอยน์ถูกทำหาย สูญเสีย หรือเข้าถึงไม่ได้ ปริมาณเล็กน้อยนี้สะท้อนธรรมชาติ scarcity แบบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ทำให้ราคามี tendency ขึ้น

Dynamics: พลังสมดุลใหม่ของตลาด

1. Mining Supply (~450 BTC/day)

เมื่อเทียบกับ inflow ของสถาบัน (~3,600 BTC/day) แทบจะไม่เพียงพอ การขาดแคลน (supply squeeze) กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

2. Wealth Transfer

Retail ขาย – Institution เก็บ → นี่ไม่ใช่แค่ “การซื้อขาย” แต่คือ การโอนถ่ายความมั่งคั่ง (wealth transfer) จากมือคนเล็ก ไปสู่ทุนใหญ่ ซึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มักจะเป็นจุดเริ่มของ การกำหนดระเบียบใหม่

3. Liquidity & Power

เมื่อ BTC กระจุกตัวในกองทุน สถาบัน และรัฐ ผลคือ สภาพคล่องตลาดจะลดลง และราคาจะถูกกำหนดโดยกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย ความหมายคือ Bitcoin กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ “เหมือนทองคำ” มากกว่าสกุลเงินเพื่อใช้จ่ายรายวัน

มิติปรัชญา: เสรีภาพ หรือการครอบงำใหม่?

Bitcoin เคยถูกวาดฝันว่าเป็น “เงินเสรี” ของประชาชน ที่ไม่ถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง แต่จากกราฟนี้ อำนาจกลับกำลังไหลเข้าสู่ กองทุน ETF, บริษัทมหาชน และแม้แต่รัฐบาล

นี่คือคำถามใหญ่ที่โลกการเงินต้องเผชิญ:

• Bitcoin จะยังคงเป็น เครื่องมือแห่งเสรีภาพ ได้จริงหรือ?

• หรือมันจะกลายเป็น สินทรัพย์ของชนชั้นนำ อีกชนิด ที่เพียงเปลี่ยนรูปแบบจากธนบัตรเป็นบล็อกเชน?

• เมื่อ Supply ลดลงเรื่อยๆ และ Demand มหาศาลจากสถาบันถาโถมเข้ามา — ความฝันแบบ “peer-to-peer cash” ของ Satoshi กำลังเลือนหายไป เหลือไว้เพียง “digital gold” ที่ผูกขาดโดยทุนใหญ่”

บทสรุป

กราฟนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ บันทึกการเปลี่ยนยุค

• จาก การเงินกระจายศูนย์ → สู่ การเงินกระจุกตัวในมือสถาบัน

• จาก คนธรรมดา → สู่ กองทุนและรัฐบาล

• จาก อุดมการณ์เสรีภาพ → สู่ ระบบการควบคุมใหม่ในรูปแบบที่ต่างออกไป

Bitcoin กำลังเข้าสู่ บทใหม่ของประวัติศาสตร์การเงินโลก — ที่อาจเป็นทั้ง โอกาส และกับดัก ขึ้นอยู่กับว่าใครคือผู้กุมกุญแจของบล็อกเชนในศตวรรษนี้

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC

ที่สงสัยคือ สูญหายทุกวัน อันนี้ ดูดาต้าได้จากไหน และตัดสินยังไงว่ามันสูญหายอะครับ วันละตั้ง 14 BTC เลยนะ ผมว่ามันเยอะมากโขอยู่

https://www.instagram.com/reel/DIOUHGOzVKp/?igsh=d2FsYzN3MmYybWpx

เหมือนตอนที่เจอบิทคอยน์เนอร์ต่างชาติเนียนถาม

ประโยคแรก มันแปลกๆ

ประโยคสอง เอ๊ะ คุ้นๆ

ประโยคสาม ชัดเลย

#siamstr

https://www.instagram.com/reel/DHhbJG0Nvkt/?igsh=bDFkY21wc25qODZ6

เป็นอีกอันที่รู้สึก คุ้มค่าในการฟังสั้นๆ

#siamstr

ตลาดมันบอกอยู่ ว่าเทรนด์มันเป็นขาลง

ดำน้ำลงไปเก็บของเรื่อยๆ ถ้าถังออกซิเจนหมด เราก็ต้องขึ้นมาข้างบนอยู่ดีก่อนจะเจอพื้น

จะดีกว่ามั้ย ถ้าเรารู้ว่าพื้นอยู่ตรงไหนแล้วเริ่มดำลงไปด้วยปริมาณออกซิเจนที่เตรียมไว้อย่างเพียงพอ

ดูหุ้นไทยเป็นตัวอย่าง หลุดเส้นเฉลี่ย 200 วัน ตั้งแต่ปี 2023 ถ้ายังฝืนดำน้ำตามไป วันนี้น่าจะหมดแรง ไม่รู้ว่าพื้นใต้น้ำจะไปจบที่เท่าไหร่

S&P500 Nasdaq Bitcoin หลุดเส้น 200 วันแล้ว ถ้าอยากล้วงดำน้ำตามไป "เพราะคาดการณ์ว่า มันจะกลับมาแน่ มันไม่ใช่ฟองสบู่" ก็เพราะเป็นสิ่งที่เราแค่เชื่อ เพราะหลักการโน่นนี่นั่นจากพฤติกรรมเศรษฐกิจและตลาดที่คิดว่าเรารู้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ตลาดบอกว่ามันเป็นแบบที่เราเชื่อ

และสุดท้ายตลาดก็กลืนกินเงินทุนเราไปนานแสนนาน นานพอที่จะทำลายความเชื่อของเรา และกลับมาบอกเราอีกทีว่าเราคิดถูกตอนที่เราออกซิเจนหมดถังขาดใจไปนานแล้ว

แน่นอน แต่ถ้ามีออกซิเจนไม่จำกัด หรือเก่งพอจะหาพื้นได้ เราก็ไม่ห้ามอยู่แล้ว

#siamster

#เขียนไว้เตือนตัวเอง

#เขียนไว้แนะนำน้อง

มีเพื่อน ทำธุรกิจ โอย ร่ำรวย มหาศาลเลย เปิดสาขาเพิ่ม มีความรู้เพิ่ม ชีวิตมีอันจะกิน

หลายปีก่อนก็เห็นทันโพสกราฟ Bitcoin แล้วก็บอก ล่อเม่าให้มาเสียตัง เราก็ไม่อะไร

วันนี้ ก็กลับมาอีก โพสกราฟ Bitcoin โอย เดือนเดียว ล่อเม่า ร่วง 25% หลอกให้ขึ้นไปบนดอยแล้วทิ้งมา แล้วก็มานั่งเทรดวันต่อวัน เทรดทอง เทรด Forex

คือมึงทำธุรกิจดีแล้วยังมาเทรดเอาขนมขี้แมวอีกเนี่ยนะ

ไอ่เราก็ไม่ได้ทำธุรกิจเก่งแบบมัน เงินไม่ได้เยอะแบบมัน แต่ถ้ามันเข้าใจซักนิด ว่าสี่ปีที่ผ่านมาถ้าศึกษาแล้วแบ่งเงินมาลงเฉยๆ ซักนิ๊ด มองเห็นอนาคตซักหน่อยให้แก่ลูกมันเอง ป่านนี้ มันปิดหนีเงินต้นธุรกิจมันได้หมดละมั้ง โดยที่ไม่ต้องมาเสียเวลาเทรดเพิ่ม เอาเวลาไปลงธุรกิจได้เต็มๆ เติบโตได้สุดๆ

อย่างว่าแหละ เราจะได้ Bitcoin ในราคาที่เหมาะสม

#siamstr

nostr:nevent1qqsd549dkrrqgjpghaa0ccrnffyl7e6hvsnyxp24c2y3yg6sdpmvv3spz4mhxue69uhhyetvv9ujuerpd46hxtnfduhsygz7wrefw7npy9x7y92ctfqfl9vjuedarwqhwxg8qzhxrymmzq28xupsgqqqqqqs3q4zdt

Replying to Avatar Anon Fish

"คนที่พูดอย่างงี้ได้ น่าจะเป็นคนที่มีต้นทุนอยู่รากมะม่วง"

อ่อ.. กูอ่ะทีมดอกติดผล แถมยังเป็นผลที่สุกไปแล้วเน่าร่วงจากต้นไม่เหลือห่าอะไรเลยด้วย แต่กูก็ไม่ได้ตัดมันมาขายทำเฟอร์นิเจอร์ไง แล้วพวกมึงรู้อะไรมั้ย? ต้นไม้น่ะ ถ้าดินมันดี ต้นพันธุ์มันดี ผลอะมันติดทุกฤดู แถมพอผลมันเน่าร่วงจากต้น มันก็ติดเป็นต้นอ่อนงอกขึ้นจากดินมาเป็นต้นไม้ต้นใหม่ ทวีจำนวนขึ้นเป็นป่าไง

ที่กูมองเห็นมันเป็นต้นมะม่วงในส่วนเอเดนไง ถึงกูจะไม่ใช่คนหาที่ที่ดินดีสำหรับเพาะเลี้ยงมัน กูอาจไม่ใช่คนที่คอยรดน้ำพรวนดินถอนวัชพืชที่อยู่รอบ ๆ ราก ในตอนที่มันยังต้องหาคนมาเอาใจใส่ดูแลมัน

แต่พวกมึงรู้อะไรมั้ย พวกเราได้สายพันธุ์ที่เอาไปลงดินที่เหี้ยแค่ไหนมันก็งอกขึ้นเป็นต้นที่ให้ผลดีได้ ดินเหี้ย ๆ ที่ใส่ปุ๋ยเท่าไหร่วัชพืชแม่งก็ขึ้นแย่งแดกสารอาหารหมด ถอนแป็บ ๆ แม่งก็งอกใหม่ไม่ต้องทำห่าอะไรละวัน ๆ ถอนแม่งแต่วัชพืช จะใส่ปุ๋ยให้ดินดีขึ้นเท่าไหร่แม่งก็ไม่วายมีพวกเอาเกลือมาโรย แต่นี่ไง.. มะม่วงสายพันธุ์นี้มันวิวัฒนาการมาจนมันไม่ตายง่าย ๆ อีกต่อไปแล้ว มันให้ผลได้ท่ามกลางวัชพืช หรือแม้แต่ทนดินเค็ม ๆ ที่มีคนเอาเกลือมาโรยก็ได้ไง ขอแค่มึงปลูกแล้วรอให้เป็น ที่เหลือมึงจะตัดลำต้นไปทำเฟอร์นิเจอร์ หรือจะรอให้ผลมันสุก แล้วเอาเมล็ดไปปลูกให้เป็นสวนมะม่วงก็แล้วแต่มึง

แต่ที่มึงทำคือคอยยืนดู.. แล้วก็เอาแต่ส่งเสียงร้องเรียกว่า "คนที่พูดอย่างงี้ได้ น่าจะเป็นคนที่มีต้นทุนอยู่รากมะม่วง"

#siamstr

#anon

อยากแซ่บ ให้ครับ แต่กดไม่ได้

เบื่อเนื้อติดซอกฟันกราม

ไม่อยากใช้ไหมขัดฟันบ่อย

ไม้จิ้มฟันก็ไม่ค่อยออก

ปวดเรื่อยๆ

ทำไงได้บ้างครับ

อุดซอกฟัน พอไหวมั้ย

#siamstr

Replying to Avatar Ja' Fom

หลายคนบ่นเรื่องที่ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีแล้วติดลบกันระนาว...

ผมเคยคิดจะซื้อเหมือนกัน พวกกองทุน LTF, RMF หรือตอนนี้ก็ SSF

แต่พอพิจารณาปัจจัยหลายๆอย่างแล้ว มันมีกฎเกณฑ์ต่างๆ มาบังคับเราเยอะคับ

1. การลงทุน มันควรที่จะออกตอนไหนก็ได้ ตามยุคสมัยครับ โลกมันเปลี่ยนเร็วมาก สมมติเราซื้อกองทุนกลุ่มเทคโนโลยีไว้ซัก 5 ปี ได้กำไรพอสมควร อยากขายออกก็ไม่ได้ ถึงได้ก็โดนภาษีย้อนหลัง เราเลยไม่อยากขาย สุดท้ายรอจนครบเงื่อนไข อาจหมดยุคไปแล้ว ราคาตก ขาดทุนก็ได้ เพราะเงื่อนไขที่ห้ามขายนี่แหละ มันเป็นข้อจำกัด ที่มีโอกาสยากมากที่ถึงตอนครบกำหนดขาย มันจะได้กำไรช่วงนั้นพอดี มันเลยไม่ค่อยเวิร์คในการลงทุนเลย

การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนหนีเงินเฟ้อนั้นยากอยู่แล้ว เหมือนเล่นเกมโหมด Hard

แต่พอมี Time-frame มาครอบอีก ว่าต้องได้กำไรตอนปีที่นั้น ปีที่นี้ มันเลยยิ่งยากกันไปใหญ่ ยิ่งกว่าเกมโหมด Hard ขึ้นไปอีก...

2. ถ้าเลือกกองทุนตราสารหนี้ เสี่ยงต่ำหน่อย อันนี้ราคาไม่ค่อยเหวี่ยง จะขายตอนไหนก็บวก แต่ประเด็นคือกองทุนพวกนี้ มันหนีเงินเฟ้อไม่ทันเลยครับ ในทางบัญชีเหมือนบวก แต่ถ้านับปีที่เสียไปกับเงินเฟ้อ ก็ขาดทุนยับเหมือนกัน

3. การลงทุนอะไร เราควรต้องเข้าใจในสิ่งนั้นมากๆ ซึ่งส่วนตัวผม สิ่งที่ผมเข้าใจและเชื่อมั่น มันจะไม่ได้มีในกองทุนพวกนี้เลย ถ้ามีก็จะมีอย่างอื่นที่ผมไม่อยากได้ปะปนมาด้วย (เพราะด้วยความที่มันเป็นกองทุนนั่นแหละ)

ด้วยหลายๆอย่างนี้ ความเห็นส่วนตัวผมนะ เลยคิดว่า ยอมเสียภาษีไป ดีกว่าเราเอาเงินที่เราควรจะไปลงทุนในสิ่งที่เราเชื่อมั่น ไปลงกับอะไรแบบนี้เพื่อลดหย่อยภาษีได้เล็กๆน้อยๆครับ

ในมุมของผม การเก็บออมใน BTC ไม่ได้ลดหย่อนภาษีก็จริง แต่ในระยะยาว ได้มากกว่าภาษีที่ลดหย่อนได้เสียอีกครับ

#siamstr #bitcoin #investment #investor #ltf #rmf #ssf #thailand

LTF is scam

เอาไว้ให้รายใหญ่ เอาเงินออก ช่วง Peak ของตลาดหุ้นไทย ประมาณปี 2017

ตามหาร้านรับ LN

#siamstr

#chiangmai

#nimman

https://www.instagram.com/reel/DE1dFRIs2EO/?igsh=M3o0ejJ3a3I4ZHNh

#siamstr

#norstr

#AI

#chatgpt

คิดดู ว่ามันเปลี่ยนคำสั่งเป็น detect คน

มันจะน่ากลัวขนาดไหน

#drinksonme

คำถามที่ 4

จริงๆ คำตอบล่าสุดคือ Bitcoin

เพราะเราตั้งคำถามจนไม่มีคำตอบใหม่แล้วตอนนี้

#drinksonme

คำถามวันที่ 3

#drinksonme

คำถามที่ 2

จั่วได้ คำถามที่งง

แต่ก็ตอบตัวเองอย่างที่คิดว่าเข้าใจ

เวลาที่เราพูดถึงคนที่เป็นโรคซึมเศร้า

หลายคนจะนึกถึงภาพของคนที่ inactive ในการใช้ชีวิต

.

.

.

ยกตัวอย่างเช่น

คนที่นอนอยู่บนเตียงทั้งวัน

ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกออกจากเตียงเพื่อไปอาบน้ำ

เป็นต้น

.

.

.

ภาพดังกล่าวสะท้อนความเป็นจริงของหลายคนที่เป็นโรคซึมเศร้าก็จริง

แต่ภาพดังกล่าวไม่ใช่ “ทั้งหมด” ของคนที่เป็นโรคซึมเศร้า

.

.

.

หลายคนที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยด้วย…มีชีวิตที่ active มากๆครับ

.

.

.

พวกเขาตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อมาออกกำลังกาย

พวกเขาทำงานไม่ต่ำกว่า 8-9 ชั่วโมง

พวกเขาเล่นกับลูกหลังจากที่ลูกกลับมาจากโรงเรียน

พวกเขาทำอาหารและทานข้าวกับคนในครอบครัว

ฯลฯ

.

.

.

พวกเขา active ในการใช้ชีวิตแต่ละวันมากๆ

แต่พวกเขาก็เป็นโรคซึมเศร้าด้วยเช่นกัน

.

.

.

ผมคิดว่านี่คือ “ความน่ากลัว” อย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้าครับ

.

.

.

กล่าวคือ

โรคซึมเศร้ามี “หน้าตา” ที่หลากหลายมาก

.

.

.

ตั้งแต่ “หน้าตา” ของคนที่นอนซึมอยู่บนเตียงทั้งวัน

ไปจนถึง “หน้าตา” ของคนที่ใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่าง ‘productive’ สุดๆ

.

.

.

หลายคนอาจจะรู้สึก “เอะใจ” ขึ้นมา

หากคนใกล้ตัวมี “หน้าตา” แบบแรก

ส่งผลให้คนใกล้ตัวได้รับการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ (เช่น นักจิตวิทยา จิตแพทย์) อย่างทันท่วงที

.

.

.

แต่ถ้าหากคนใกล้ตัวมี “หน้าตา” แบบหลังล่ะก็

เราอาจจะไม่ได้รู้สึก “เอะใจ” เลยแม้แต่นิดเดียว

.

.

.

จนกระทั่ง…มัน “สายเกินไป” แล้วครับ

#จิตวิทยา #siamstr

แบบหลัง เนี่ย เราจะรับรู้ได้ยังไงครับ นอกจากสอบถาม สังเกตุ

#drinksonme

ตอบคำถามตัวเองทุกวัน

คำถามที่1