Avatar
Journaling Our Journey
b6f9d31f224732a108e22eee19207431e343d514483e0f86aa7d4f7c8ab0904f
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ

ในฐานะที่ผมเป็นนักจิตวิทยา

ผมพบว่าหลายๆคนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักจิตวิทยาอยู่อย่างน้อย 2 จุด

.

.

.

ผมจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้

เพื่อ “แก้ไข” ความเข้าใจผิด 2 จุดนี้ให้ถูกต้องมากขึ้นครับ

.

.

.

.

.

# 1 “คนบ้า” เท่านั้น…ที่มาคุยกับนักจิตวิทยา

.

.

.

ความจริงก็คือ

ถ้าไม่นับนักจิตวิทยาเฉพาะทางล่ะก็

.

.

.

โดยทั่วไปแล้ว

นักจิตวิทยาไม่ได้ให้บริการกับคนที่มี “ปัญหาสุขภาพจิตร้ายแรง” (เช่น หูแว่ว ยืนคุยกับกำแพง เชื่อว่าตัวเองเป็นพระนเรศวรกลับชาติมาเกิด เป็นต้น) เลยครับ

.

.

.

อย่างกรณีของผม

ผู้รับบริการของผมส่วนใหญ่

มีสุขภาพจิตที่ถือว่า “แข็งแรง” ด้วยซ้ำไปครับ

.

.

.

เพียงแต่ว่า

พวกเขาอาจจะเผชิญกับ “ปัญหาชีวิต” บางอย่าง (เช่น สูญเสียสมาชิกครอบครัว เกิดการหย่าร้าง ตกงาน)

ส่งผลให้พวกเขาตัดสินใจมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา

.

.

.

เปรียบเหมือนกรณีที่เรามีสุขภาพกายที่ “แข็งแรง” อยู่แล้ว

แต่อยู่มาวันหนึ่ง

เราเจอกับ “อุบัติเหตุ” บางอย่าง (เช่น รถชน)

ส่งผลให้เราต้องเข้าโรงพยาบาลมาหาหมอนั่นเองครับ

.

.

.

# 2 ต้อง “มีปัญหา” เท่านั้น…ถึงจะมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา

.

.

.

ความจริงก็คือ

.

.

.

เราไม่จำเป็นต้องมีปัญหาทางร่างกาย

เราก็สามารถมาหาหมอได้ฉันใด (เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี)

.

.

.

ต่อให้เราจะไม่มี “ปัญหาชีวิต”

เราก็สามารถมาพูดคุยกับนักจิตวิทยาได้ฉันนั้น

.

.

.

เพราะนักจิตวิทยาไม่ได้พูดคุยแนว “แก้ปัญหา” ได้อย่างเดียวเท่านั้น

แต่นักจิตวิทยายังสามารถพูดคุยแนว “พัฒนาตัวเอง” ได้อีกด้วย (เช่น พัฒนาทักษะการสื่อสาร สำรวจความหมายในชีวิต เป็นต้น)

.

.

.

.

.

ผมหวังว่าบทความนี้

จะช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดใน 2 จุดนี้ได้บ้างนะครับ

#siamstr #จิตวิทยา

หลายคนพยายามสร้างความมั่นใจในตัวเอง

ด้วยการหาคำพูดหรือประโยคที่ทรงพลัง

(เช่น “ฉันทำได้”)

และหยิบคำพูดหรือประโยคดังกล่าว

มาพูดย้ำกับตัวเองในทุกๆวัน

.

มันเป็นแนวทางที่อาจจะได้ผลสำหรับบางคนนะครับ

.

แต่สำหรับหลายๆคน

ไม่ว่าพวกเขาจะ “ตอกย้ำ” กับตัวเอง

ด้วยคำพูดเหล่านี้บ่อยแค่ไหน

พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึก

มั่นใจในตัวเองมากขึ้นเลย

.

พวกเขารู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้

มันไม่ได้มี “น้ำหนัก” สำหรับพวกเขา

.

อันที่จริง หลายคนรู้สึกว่า

ทุกครั้งที่พวกเขาหยิบคำพูดเหล่านี้มาพูดกับตัวเอง

มันยิ่งเป็นการ “ตอกย้ำ” ว่า

ชีวิตของพวกเขา (ณ ตอนนี้) ช่างห่างไกลจาก

สิ่งที่พวกเขากำลังพูดอยู่เหลือเกิน

.

ยกตัวอย่างเช่น

ทุกครั้งที่พวกเขาพูดกับตัวเองว่า “ฉันทำได้”

มันยิ่งเป็นการย้ำเตือนให้พวกเขามองเห็นว่า

ทุกวันนี้ ชีวิตพวกเขาล้วนมีแต่

สิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้เต็มไปหมด

เป็นต้น

.

สำหรับพวกเขาเหล่านี้

นอกจากคำพูดหรือประโยคที่ทรงพลังทั้งหลายนั้น

จะไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองแล้ว

มันกลับยิ่งทำลายความมั่นใจในตัวเองเข้าไปใหญ่

.

สำหรับพวกเขาเหล่านี้

หนทางในการสร้างความมั่นใจในตัวเองที่เหมาะกับพวกเขา

ไม่ใช่หนทางที่พึ่งพาคำพูดหรือประโยคที่สวยหรู

แต่เป็นหนทางที่พึ่งพาสองมือสองเท้าของพวกเขาเอง

.

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ

หากพวกเขาต้องการสร้าง

ความมั่นใจในตัวเองให้เกิดขึ้น

พวกเขาจะต้องลงมือทำ

.

เริ่มต้นด้วยการลงมือทำสิ่งเล็กๆน้อยๆ 1 สิ่ง

ที่จะช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นในวันนี้

(ต่อให้มันจะดีขึ้นเพียงแค่ 1% หรือ 0.5% ก็ตาม)

.

ยกตัวอย่างเช่น

จัดห้องนอนให้เป็นระเบียบ

เดินออกกำลังกายวันละ 10 นาที

เขียนรายงานให้ได้ 1 ย่อหน้า

เป็นต้น

.

ผมขอย้ำนะครับว่ามันต้องเป็นสิ่งที่ “เล็กๆน้อยๆ”

(“เล็กๆน้อยๆ” ในระดับที่เราทำได้ชัวร์ๆ)

เพราะถ้ามันเป็นสิ่งที่ “ใหญ่”

มันจะทำสำเร็จได้ยากภายในวันนี้

และมันจะทำให้เราเสียกำลังใจซะเปล่าๆ

.

และเมื่อเราประสบความสำเร็จ

ในการพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ 1%

(หรือ 0.5% หรือ 0.1%)

เราก็จะทำแบบเดิมในวันพรุ่งนี้

และวันมะรืนนี้ และวันถัดไป และวันถัดไป…

.

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาวันแล้ววันเล่านี้

จะค่อยๆทำให้เรารู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้นทีละนิดๆ

.

คำพูดหรือประโยคอันสวยหรู

(ที่ผมกล่าวถึงในข้างต้น เช่น “ฉันทำได้”)

ก็จะมี “น้ำหนัก” ในใจเรามากขึ้นทีละนิดๆ

.

จนกระทั่งในที่สุด เราก็จะค้นพบว่า

นอกจากเราจะกลายเป็นคน

ที่มีความมั่นใจมากขึ้นอย่าง “ผิดหูผิดตา”

เมื่อเทียบกับตัวเราในอดีตแล้ว

ชีวิตของเรายังจะดีขึ้นอย่าง “ผิดหูผิดตา”

เมื่อเทียบกับชีวิตของเราในอดีตอีกด้วย!

#จิตวิทยา #siamstr

หนึ่งในนักเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก คือ Stephen King

.

ผลงานเด่นๆของ King ได้แก่ The Shining, The Green Mile และ It

.

.

.

สิ่งที่ผมชอบที่สุดในตัว King ไม่ใช่ผลงานของเขา

.

แต่เป็นแนวทางการทำงานของเขา

.

.

.

เวลาที่ King จะเขียนหนังสือสักเล่ม

.

King ไม่ได้นั่งรอให้มี “แรงบันดาลใจ” ก่อน…แล้วจึงค่อยเขียน

.

.

.

แนวทางการทำงานของ King ก็คือ

.

เวลาที่ King เขียนหนังสือ

.

เขาจะตั้งเป้าหมายว่า…ในแต่ละวัน…เขาจะต้องเขียนให้ได้วันละ 6 หน้า

.

.

.

ไม่ว่าวันนั้นจะฝนตกหรือแดดออก

.

ไม่ว่าวันนั้น King จะ “มีแรงบันดาลใจ” หรือ “ไม่มีแรงบันดาลใจ”

.

King ก็จะเขียนให้ได้วันละ 6 หน้าเสมอ (เว้นเสียแต่ว่ามีอะไรบางอย่างฉุกเฉินเข้ามาแทรกในชีวิต)

.

.

.

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ King “คลอด” หนังสือเล่มใหม่ออกมาได้...โดยใช้เวลาเพียงแค่ราวๆ 2 เดือนเท่านั้น

.

.

.

พวกเราแต่ละคนอาจจะไม่ได้เป็นนักเขียนเหมือน King

.

แต่พวกเราแต่ละคน…ล้วนมีสิ่งสำคัญที่เราอยากทำ

.

.

.

อย่างไรก็ตาม

.

หลายๆคนไม่ได้ลงมือทำสิ่งที่อยากทำ

.

เพราะพวกเขายังไม่มี “แรงบันดาลใจ”

.

.

.

“แรงบันดาลใจ” เป็น “เชื้อเพลิง” ที่ดีครับ

.

แต่มันเป็น “เชื้อเพลิง” ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

.

.

.

แทนที่จะพึ่ง “เชื้อเพลิง” อย่าง “แรงบันดาลใจ” เป็นหลัก

.

ผมขอเสนอ “เชื้อเพลิง” อีกหนึ่งประเภท…ที่มีชื่อว่า “กิจวัตรประจำวัน” ครับ

.

.

.

“กิจวัตรประจำวัน” ของเรา…ไม่จำเป็นต้อง “โหด” เหมือน King เลยครับ (เขียนวันละ 6 หน้า)

.

เราเริ่มจากอะไรที่ “เล็กน้อย” (เช่น เขียนวันละ 10 ประโยค) ก่อนก็ได้ครับ

.

แล้วจึงค่อยๆขยับให้มากขึ้นทีละนิดๆๆๆๆๆๆๆ

.

.

.

สิ่งที่เรามักจะพบก็คือ

.

ในบางจังหวะ…การลงมือทำของเรานี่แหละครับ…ที่กระตุ้นให้เราเกิด “แรงบันดาลใจ” ตามมาอีกที

.

ส่งผลให้เรา “ติดลม” ยาวโลดไปเลยครับ

.

.

.

หรือต่อให้การลงมือทำของเรา…จะไม่ได้นำมาสู่ “แรงบันดาลใจ”

.

แต่อย่างน้อยที่สุด

.

เราก็ได้ลงมือทำในสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา

.

.

.

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ

.

“กิจวัตรประจำวัน” ช่วยให้เราไม่ต้องหวังพึ่ง “แรงบันดาลใจ”

.

“กิจวัตรประจำวัน” ช่วยให้เราไม่ต้องง้อ “แรงบันดาลใจ”

.

“กิจวัตรประจำวัน” ช่วยให้เราเป็นอิสระจาก “แรงบันดาลใจ”

.

.

.

ฉะนั้น ผมจึงขอเสนอว่า

.

อย่าปล่อยให้สิ่งที่สำคัญสำหรับเรา…ต้องมาขึ้นอยู่กับสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้อย่าง “แรงบันดาลใจ” เลยครับ

.

สร้าง “กิจวัตรประจำวัน” ของเราขึ้นมา…และหันมาพึ่ง “กิจวัตรประจำวัน” ของเราดีกว่าครับ

#จิตวิทยา #siamstr

สาเหตุที่ทำให้หลายคนมีพฤติกรรมโกหก

ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาชื่นชอบการโกหก

.

แต่เป็นเพราะพวกเขากลัวว่า

หากพวกเขาไม่โกหก

มันจะทำให้พวกเขาขัดแย้งกับคนอื่นมากกว่า

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

เมื่อแฟนถามว่า

“ตอนที่เธอไปงานเลี้ยงโต๊ะจีนที่บริษัท

โต๊ะที่เธอนั่งอยู่มีผู้หญิงหรือเปล่า?”

.

ผู้ชายหลายคนจะโกหกว่า “ไม่มี”

เพราะพวกเขาไม่อยากทะเลาะกับแฟน

.

เป็นต้น

.

และในหลายๆกรณี การโกหกก็สามารถ

ช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับคนอื่นได้จริงๆ

(เช่น ไม่ถูกแฟนโมโหใส่ที่มีผู้หญิงนั่งโต๊ะจีนตัวเดียวกัน)

.

อย่างไรก็ตาม หากเราเลือกที่จะโกหกบ่อยๆ

ต่อให้เราจะโกหกได้เก่งจนสามารถ “ลอยนวล”

และไม่มีใครจับโกหกเราได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรา

จะไม่สามารถ “ลอยนวล” ได้ก็คือ…

.

ทุกครั้งที่เราโกหก

เรากำลังบ่มเพาะ

นิสัยบางอย่างให้กับตัวเอง

.

มันคือนิสัยการแก้ปัญหาด้วย “ทางลัด”

.

ฉะนั้น เมื่อเราโกหกบ่อยๆ

มันจึงเท่ากับว่า

เรากำลังบ่มเพาะให้ตัวเองคุ้นชิน

กับการแก้ปัญหาด้วย “ทางลัด”

.

ซึ่งความคุ้นชินนี้ก็อาจจะไม่ได้เป็นอุปสรรค

กับการใช้ชีวิตของเราเท่าไหร่นะครับ

หากทุกๆปัญหาที่เราเผชิญในชีวิต

มันมี “ทางลัด” ให้เราเลือกเสมอ

.

แต่ในความเป็นจริงนั้น

หลายสิ่งในชีวิตของเรามันไม่มี “ทางลัด”

.

อันที่จริง เราจะสังเกตเห็นได้ว่า

หลายสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิตของเรา

(เช่น การมีความสัมพันธ์ที่ healthy กับใครสักคน)

ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถพึ่งพา “ทางลัด” ได้ทั้งสิ้น

.

มันจึงอาจกล่าวได้ว่า หากเราคุ้นชิน

กับการแสวงหา “ทางลัด” สำหรับทุกๆอย่าง

นั่นหมายความว่าเรากำลัง “หันหลัง”

ให้กับหลายสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิตของเราอยู่นั่นเอง!

.

ทั้งหมดนี้จึงถือเป็นสาเหตุสำคัญ

ที่ทำให้หลายคนไม่แนะนำให้เรา

โกหกบ่อยๆ (แม้เราจะสามารถ “ลอยนวล” ได้ก็ตาม) ครับ

#จิตวิทยา #siamstr

หลายคนมองว่า

.

เวลาที่มาหานักจิตวิทยา

.

นักจิตวิทยาจะชวนให้ “คิดบวก”

.

.

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

สมมติว่าเราโดนแฟนทิ้ง

.

และเรามีความคิด “ฉันมันไร้ค่า” ผุดขึ้นมาในใจ

.

ส่งผลให้เรารู้สึกเสียใจมากๆ

.

.

.

ในตัวอย่างนี้

.

หลายคนเข้าใจว่า

.

นักจิตวิทยาจะชวนให้เราเปลี่ยนความคิด

.

จาก “ฉันไร้ค่า” เป็น “ฉันโคตรมีค่าสุดๆ”

.

.

.

จริงๆแล้ว นักจิตวิทยาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการ “คิดบวก” เท่าไหร่นัก

.

เพราะต่อให้เราจะ "คิดบวก" ขนาดไหน

.

แต่ถ้าการ "คิดบวก" นั้น...มันคือการ "หลอกตัวเอง"

.

การ "คิดบวก" ดังกล่าว...ก็ไม่ได้ผลอยู่ดี

.

ด้วยเหตุนี้ นักจิตวิทยาจึงให้ความสำคัญกับการ “คิดตามความเป็นจริง” มากกว่าครับ

.

.

.

อย่างในกรณีของตัวอย่างข้างบน

.

สิ่งหนึ่งที่นักจิตวิทยาอาจจะทำ

.

คือการนำความคิด “ฉันไร้ค่า” มา “ขึ้นศาล”

.

.

.

ขั้นแรก

.

นักจิตวิทยาจะชวนให้เราพิจารณาดูว่า

.

มีหลักฐานอะไรบ้างที่สนับสนุนความคิด “ฉันไร้ค่า”

.

(เช่น แฟนทิ้งเราไป, เพื่อนร่วมงานโยนงานมาให้เราทำทุกวัน เป็นต้น)

.

.

.

ขั้นต่อไป

.

นักจิตวิทยาจะชวนให้เราพิจารณาดูว่า

.

มีหลักฐานอะไรบ้างที่คัดค้านความคิด “ฉันไร้ค่า”

.

(เช่น พ่อแม่พูดกับเราว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พ่อกับแม่ก็ยังอยู่ตรงนี้เสมอ”, หัวหน้าเอ่ยปากชมเราในเรื่องของความขยันขันแข็งในการทำงาน, พอรู้ว่าเราโดนแฟนทิ้ง เพื่อนก็โทรศัพท์/ส่งข้อความมาให้กำลังใจเราหลายคน เป็นต้น)

.

.

.

หลังจากนั้น

.

นักจิตวิทยาก็จะชวนให้เราพิจารณาว่า

.

หลังจากที่ได้รวบรวมหลักฐานมาทั้งหมดแล้ว

.

ทั้งหลักฐานที่สนับสนุนและคัดค้านความคิด “ฉันไร้ค่า”

.

เราจะเปลี่ยนความคิด “ฉันไร้ค่า” ให้กลายเป็นอะไรที่สอดคล้องกับหลักฐานทั้งหมดดี

.

.

.

ถ้าเป็นกรณีของตัวอย่างข้างบน

.

เราก็อาจจะเปลี่ยนจาก “ฉันไร้ค่า”

.

ให้กลายเป็น “แฟนเก่าและเพื่อนร่วมงานอาจจะมีการปฏิบัติกับฉันราวกับว่าฉันไร้ค่า แต่ในสายตาของครอบครัว หัวหน้า และเพื่อนๆ ฉันยังมีค่าอยู่”

.

.

.

สังเกตดูนะครับว่า

.

นักจิตวิทยาไม่ได้ชวนให้เรา “คิดบวก”

.

แต่นักจิตวิทยาชวนให้เรา “คิดตามความเป็นจริง” มากกว่า

.

.

.

ใช่ครับ

.

การเปลี่ยนมา “คิดตามความเป็นจริง” นี้

.

ไม่ได้หมายความว่า…เราจะไม่เสียใจเลยแม้แต่นิดเดียว

.

.

.

เพราะนักจิตวิทยาก็ไม่ใช่เทวดา

.

เราไม่ได้วิเศษวิโสถึงขนาดที่จะ “ปัดเป่า” ความทุกข์ใจให้ “มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง” ได้

.

.

.

แต่อย่างน้อยที่สุด

.

ความเสียใจที่เชื่อมโยงกับความคิด “แฟนเก่าและเพื่อนร่วมงานอาจจะมีการปฏิบัติกับฉันราวกับว่าฉันไร้ค่า แต่ในสายตาของครอบครัว หัวหน้า และเพื่อนๆ ฉันยังมีค่าอยู่”

.

มันก็ไม่ได้เข้มข้นเท่ากับความเสียใจที่เชื่อมโยงกับความคิด “ฉันไร้ค่า”

.

.

.

นักจิตวิทยาอาจจะไม่สามารถ “ปัดเป่า” ความทุกข์ใจให้ “มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง” ได้

.

แต่เราสามารถ “บรรเทา” ความเข้มข้นของความทุกข์ใจได้ครับ

.

.

.

แหล่งอ้างอิง

https://doi.org/10.1002/9781118528563.wbcbt02

#siamstr #จิตวิทยา

หนึ่งในความรู้สึก

ที่หลายคนไม่ชอบมากที่สุด

คือความรู้สึกวิตกกังวล

.

พวกเขาจึงพยายามที่จะ

สั่งใจตัวเองให้หยุดวิตกกังวล

.

แต่นอกจากความพยายามดังกล่าว

มักจะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว

ในหลายๆครั้ง มันกลับยิ่งทำให้พวกเขา

รู้สึกวิตกกังวลหนักกว่าเดิมเสียด้วย!

.

อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลไม่ใช่

“ผู้ร้าย” ที่เราต้องพยายาม “กำจัดทิ้ง” เสมอไป

.

เพราะในหลายๆครั้ง

เราสามารถใช้ประโยชน์

จากความวิตกกังวลของเราได้!

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

สมมติว่าเรากำลังจะไปสมัครงาน

และเรารู้สึกวิตกกังวลขึ้นมา

.

หากเราต้องการจะใช้ประโยชน์

จากความวิตกกังวลนี้

สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้

คือการ “อนุญาต” ให้ความวิตกกังวลของเรา

“วาดภาพ” ให้ละเอียดเลยครับว่า

ในการไปสมัครงานครั้งนี้

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราวิตกกังวลมากที่สุด

(เช่น กังวลว่าภาษาอังกฤษของเราจะดีไม่พอ)

.

พอเรามองเห็น “ภาพ” ที่ความวิตกกังวล “วาด” ให้เราดูแล้ว

มันก็จะเป็น “ข้อมูล” ที่ช่วยให้เราลงมือทำอะไรบางอย่าง

เพื่อรับมือกับสิ่งที่เรามองเห็นใน “ภาพ” นั้นได้ดีขึ้น

.

(เช่น เราอาจจะเริ่มต้นเรียนคอร์สภาษาอังกฤษ

เพราะต่อให้ภาษาอังกฤษของเราจะยัง

ไม่น่าประทับใจในสายตาของผู้สัมภาษณ์

แต่อย่างน้อย เราก็จะสามารถพูดกับผู้สัมภาษณ์ได้ว่า

.

“ฉันเข้าใจดีว่าตอนนี้

ภาษาอังกฤษของฉันยังเป็นจุดอ่อนอยู่

ฉันเลยตัดสินใจลงเรียนคอร์สภาษาอังกฤษ”

.

ซึ่งมันอาจจะช่วย “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส” ในการสัมภาษณ์ได้

เพราะมันเป็นการแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่า

แม้ทักษะภาษาของเราจะไม่แข็ง

แต่เราก็มีมีความตระหนักรู้ในตนเอง

มีความคิดริเริ่ม มีความตั้งใจ)

.

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมนำเสนอในวันนี้

จะช่วยให้ท่านผู้อ่านสามารถใช้ประโยชน์

จากความวิตกกังวลของตัวเองได้มากขึ้นนะครับ!

#จิตวิทยา #siamstr

B.F. Skinner เป็นนักจิตวิทยาคนหนึ่งที่ทำการทดลองกับสัตว์บ่อยมาก

.

.

.

หนึ่งในการทดลองของ Skinner ที่ผมจำได้แม่นจนถึงทุกวันนี้ คือ การทดลองที่ Skinner ทำกับหนู

.

.

.

Skinner เอาหนู 3 ตัวใส่ไว้กรง 3 ใบ

.

กรงใบแรกมีปุ่มกดอาหารที่ทำงานได้ตามปกติ - ทุกครั้งที่หนูเอาขากดปุ่ม กลไกในกรงก็จะทำงานและ “คาย” อาหารออกมาให้หนูกินเสมอ

.

กรงใบที่สองมีปุ่มกดอาหารที่เสีย – ไม่ว่าหนูจะเอาขากดปุ่มไปกี่ครั้ง กลไกในกรงก็จะไม่ยอม “คาย” อาหารออกมาให้หนูกินแม้แต่ครั้งเดียว

.

กรงใบที่สามมีปุ่มกดอาการที่ทำงานได้เป็นครั้งคราว - เวลาที่หนูเอาขากดปุ่ม บางครั้ง กลไกในกรงก็จะ “คาย” อาหารออกมาให้หนูกิน แต่บางครั้ง กลไกในกรงก็จะไม่ “คาย” อาหารออกมาให้หนูกิน

.

.

.

Skinner พบว่า…หนูในแต่กรง…มีพฤติกรรมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

.

.

.

หนูกรงแรกจะใช้ชีวิตตามปกติของมัน

.

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มันรู้สึกหิว มันก็จะเดินมากดปุ่ม

.

.

.

หนูกรงที่สองเมินปุ่มกดอาหารโดยสมบูรณ์

.

.

.

แต่ที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หนูกรงที่สามครับ

.

มันแทบจะไม่ทำอย่างอื่นเลย…นอกจากกดปุ่มอาหารเพียงอย่างเดียว

.

กลไกที่ “ให้รางวัล” เป็นครั้งคราวของกรงที่สาม…สร้างความ “เสพติด” ให้กับหนูเป็นอย่างมาก

.

.

.

งานของ Skinner อาจจะเป็นงานที่ทำกับหนู

.

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า…ข้อค้นพบของ Skinner…จะไม่เป็นจริงกับมนุษย์

.

.

.

ผมเคยได้ยินฝรั่งคนหนึ่งพูดว่า

.

“People fall in love with jerks because they don’t always act like jerks!”

.

“คนเราตกหลุมรักแฟนแย่ๆได้…ก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแฟนที่แย่ตลอดเวลา!”

.

.

.

นี่มันคือกรงที่สามชัดๆเลยครับ!

.

.

.

ทำตัวแย่ๆเป็นส่วนใหญ่ (กดปุ่มอาหารแต่ไม่ยอม “คาย” อาหารออกมา)

.

แต่ก็ทำดีด้วยเป็นครั้งคราว (กดปุ่มอาหารและยอม “คาย” อาหารออกมา)

.

.

.

ฉะนั้น มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับ…ที่หลายคนจะ “ตกหลุมรัก” แฟนแย่ๆชนิด “ถอนตัวไม่ขึ้น” ได้ (กดปุ่มอาหารรัวๆโดยที่ไม่สนใจสิ่งอื่น)

#siamstr #จิตวิทยา

ตอนที่ผมยังเป็นนักเรียน

ครูภาษาอังกฤษของผมมักจะพูดว่า

เวลาที่เราพูดคุยกับใครสักคน

การสบตาคู่สนทนาคือสิ่งสำคัญ

.

เพราะการสบตาคู่สนทนา

จะช่วยให้คู่สนทนารู้สึกไว้วางใจ

และชื่นชอบในตัวเรามากขึ้น

(เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้สบตา)

.

ตอนนั้น ด้วยความที่ผมเป็นเด็ก

ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าสิ่งที่ครูพูด

มันเป็นความจริงหรือเปล่า

.

ผมรู้แต่ว่า ตอนที่ครูให้ผมจับคู่กับเพื่อน

และฝึกพูดคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ

ผมก็จะพยายามสบตาเพื่อน

เพื่อไม่ให้ถูกครูตัดคะแนนเท่านั้น

.

อย่างไรก็ตาม ตัวผมในตอนนี้รู้แล้วครับว่า

สิ่งที่ครูภาษาอังกฤษพูดไว้ในตอนนั้นมันเป็นความจริง

.

เพราะการสบตาจะกระตุ้นให้ oxytocin

และ phenylethylamine (ซึ่งเป็นฮอร์โมนและสารเคมี

ที่เกี่ยวข้องกับความรัก ความชอบ ความผูกพัน) หลั่งออกมา

ส่งผลให้เรามีแนวโน้มที่จะรู้สึกไว้วางใจ เชื่อใจ

สนิทสนมและชื่นชอบคนที่สบตาเรามากขึ้นได้

.

ผลกระทบทางบวกของการสบตาที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นนี้

ไม่เพียงแค่เกิดขึ้นในกรณีของคนที่รู้จักกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเท่านั้น

(เช่น คนที่เป็นแฟนกัน) แต่มันยังเกิดขึ้นในกรณี

ของคนแปลกหน้าที่เพิ่งจะเจอหน้ากันเป็นครั้งแรกอีกด้วย

.

อย่างไรก็ตาม หากท่านผู้อ่านจะหยิบเอา “เทคนิค” นี้

ไปใช้ในชีวิตของท่านล่ะก็ สิ่งหนึ่งที่ท่านอาจจะต้องระวังก็คือ

คนบางคนเขาไม่ชอบ (หรือแม้กระทั่งรู้สึกกลัว) การสบตา

.

ดังนั้น หากท่านผู้อ่านพยายามสบตากับกลุ่มคนเหล่านี้มากๆเข้า

แทนที่มันจะเกิดผลลัพธ์ทางบวก (เหมือนที่ผมเล่าให้ฟังในบทความนี้)

มันอาจจะเกิดผลลัพธ์ลบได้เหมือนกันครับ!

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1016/j.chb.2019.106218

https://doi.org/10.1080/13506280902965599

https://doi.org/10.3389/fpsyg

https://doi.org/10.1007/s10508-023-02806-0

https://doi.org/10.3389/fpsyg.2018.01587

https://doi.org/10.1016/0092-6566(89)90020-2

https://doi.org/10.1371/journal.pone.0162291

https://doi.org/10.1111/j.0956-7976.2005

https://doi.org/10.1080/00221309.2018.1469465

#จิตวิทยา #siamstr

ผมดีใจที่ชอบนะครับ :)

ตอนที่ผมยังเรียนอยู่ ม.ต้น…ผมเจอเด็กผู้หญิงคนนึง

.

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึก “ชอบ” ใครสักคน

.

ผมจำได้ว่า…เพียงแค่ผมมองไปยังทิศทางที่เธอนั่งอยู่…ผมก็รู้สึกใจหวิวๆแล้ว

.

ฉะนั้น…ผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่า…พอผมได้มีจังหวะพูดคุยกับเธอ…ผมจะเป็นยังไง

.

หน้าแดง ท้องไส้ปั่นป่วน ใจเต้นรัว เสียงสั่น ฯลฯ => ผมเชื่อว่าตัวผมในตอนนั้น…น่าจะ “เก็บทรงไม่อยู่” อย่างแรงเลยทีเดียว

.

การ “เก็บทรงไม่อยู่” ที่เกิดขึ้น…ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเอง “พลาด” มากๆ

.

เพราะตอนนั้น....ผมเชื่อว่าผมควรจะต้องนิ่งๆ คูลๆ เท่ๆ (เหมือนพวกพระเอกในหนังที่ผมดูในยุคนั้น)…ถึงจะดี

.

อย่างไรก็ตาม ถ้าตัวผม ณ ตอนนี้สามารถย้อนเวลากลับไปพูดกับตัวเองในวัยมัธยมฯต้นได้…ผมจะบอกให้ตัวเองละความพยายามที่จะ “เก็บทรงให้อยู่” อย่างไม่ลังเลเลยครับ

.

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า

.

หนึ่ง ผมรู้ตัวดีครับว่าผม “เก็บทรง” ไม่เก่ง...ต่อให้ฝืน "เก็บทรง" ขนาดไหน...สุดท้ายก็ไม่รอดอยู่ดี

.

สอง การที่เรา “เก็บทรงไม่อยู่” ไม่ได้ทำให้เรา “น่าดึงดูด” น้อยลงในสายตาของเพศตรงข้ามเลยครับ

.

อันที่จริง นักจิตวิทยาพบว่า…การ “เก็บทรงไม่อยู่” นี้…ทำให้เราดู “น่าดึงดูด” มากขึ้นเสียด้วยซ้ำ!

.

นักจิตวิทยาให้เหตุผลว่า…เวลาที่เรา “เก็บทรงไม่อยู่” อีกฝ่ายเขาจะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน…ว่าเราชอบเขา

.

มันทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า…เรา “จริงใจ” “เปิดเผย” “ไม่มีอะไรในกอไผ่”

.

มันทำให้อีกฝ่ายรู้สึกปลอดภัยกับเรา

.

และสามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่จะสานสัมพันธ์กับเราต่อนั่นเอง

.

.

.

ฉะนั้น อย่าเสียเวลาและพลังงานไปกับการควบคุมไม่ให้ตัวเองหน้าแดง ท้องไส้ปั่นป่วน ใจเต้นรัว เสียงสั่น ฯลฯ เลยครับ

.

ถ้าหน้ามันจะแดง...ก็ปล่อยให้มันแดงไป

.

ถ้าท้องไส้มันจะปั่นป่วน...ก็ปล่อยให้มันปั่นป่วนไป

.

ถ้าใจมันจะรัวเหมือนกลอง...ก็ปล่อยให้มันรัวไป

.

ถ้าเสียงมันจะสั่น...ก็ปล่อยให้มันสั่นไป

.

ร่างกายเราอุตส่าห์ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้าง "แต้มต่อ" ให้กับเรา

.

อย่าไป "ขวางทาง" ร่างกายของเราเลยครับ

.

.

.

แหล่งอ้างอิง

Hughes, S. M., Harrison, M. A., & de Haan, K. M. (2020). Perceived nervous reactions during initial attraction and their potential adaptive value. Adaptive Human Behavior and Physiology, 6(1), 30–56.

#จิตวิทยา #siamstr

นักจิตวิทยาเราชอบเปรียบเปรยว่า

ความวิตกกังวลของเราก็ไม่ต่างอะไร

กับสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ (fire alarm)

สัญญาณเตือนเพลิงไหม้ส่งเสียงดัง

เวลาที่ตรวจจับได้ว่ามีควันไฟ

ส่วนความวิตกกังวลของเราก็จะ “ส่งเสียงดัง”

(เช่น ใจเต้นรัว หายใจสั้นถี่ เหงื่ออออก กล้ามเนื้อเกร็ง)

เวลาที่ “ตรวจจับ” ได้ว่ามี “ภัยอันตราย” เกิดขึ้น

(เช่น มีคนกำลังเดินเข้ามาทำร้ายร่างกายของเรา)

และเช่นเดียวกันกับกรณีที่สัญญาณเตือนเพลิงไหม้

ทำงานผิดพลาดในบางครั้ง (เช่น ส่งเสียงดังทั้งๆที่ไม่ได้มีควันไฟ)

ความวิตกกังวลของเราก็สามารถ “ทำงานผิดพลาด” ได้ไม่ต่างกัน

(เช่น ความวิตกกังวล “ส่งเสียงดัง” ราวกับว่าจะมีคน

เข้ามาทำร้ายร่างกายเรา ทั้งๆที่เรากำลังจะไปพูดในที่สาธารณะ

และต่อให้เลวร้ายที่สุด ผู้ฟังก็เพียงแค่ไม่ชอบในสิ่งที่เราพูดเท่านั้น)

ด้วยเหตุนี้ การเรียนรู้วิธีที่จะ reset

สัญญาณเตือนเพลิงไหม้/ความวิตกกังวล

เวลาที่มัน “ทำงานผิดพลาด” จึงมีความสำคัญ

และหนึ่งในเทคนิคที่สามารถช่วย reset

ความวิตกกังวลในใจเราได้ง่ายที่สุด

คือเทคนิคที่มีชื่อว่า 4-7-8 ครับ

เทคนิค 4-7-8 นี้มีอยู่ทั้งหมด 3 ขั้นตอนด้วยกัน

ขั้นแรก เราหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับนับในใจว่า

“หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที สี่วินาที”

ขั้นต่อมา เรากลั้นลมหายใจของเราไว้ พร้อมกับนับในใจว่า

“หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที สี่วินาที ห้าวินาที หกวินาที เจ็ดวินาที”

ขั้นสุดท้าย เราถอนลมหายใจของเราออกช้าๆ พร้อมกับนับในใจว่า

“หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที สี่วินาที ห้าวินาที หกวินาที เจ็ดวินาที แปดวินาที”

ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้นับว่าเป็น 1 รอบ

หากเราหยิบเทคนิค 4-7-8 มาใช้ 1 รอบ

และเราพบว่าความวิตกกังวลยังคง “ส่งเสียงดัง” อยู่

เราก็หยิบเทคนิค 4-7-8 นี้มาใช้ต่อรอบที่ 2

และรอบที่ 3 รอบที่ 4 รอบที่ 5 รอบที่ 6 รอบที่ 7…

เราหยิบเทคนิคนี้มาใช้จนกว่าเราจะ reset ความวิตกกังวลของเราได้

และทำให้ความวิตกกังวลของเรา “เสียงเบาลง” ได้ในที่สุดครับ

#จิตวิทยา #siamstr

เวลาเราพูดคำว่า “ซึมเศร้า” เราอาจจะนึกถึงคนที่พลังงานต่ำๆและร้องไห้บ่อยๆ

.

อย่างไรก็ตาม คนที่ active ในการใช้ชีวิตและยิ้มแย้มแจ่มใส…ก็สามารถมีภาวะ “ซึมเศร้า” ได้เช่นกัน

.

เขาเพียงแค่เลือกที่จะไม่แสดงอาการ “ซึมเศร้า” ออกมาภายนอกต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น

.

.

.

ฝรั่งเรียกสิ่งนี้ว่า smiling depression หรือภาวะซึมเศร้าที่เปื้อนรอยยิ้ม

.

.

.

สาเหตุที่ทำให้คนที่มีภาวะ “ซึมเศร้า” เลือกที่จะแสดงออกในลักษณะ “เปื้อนยิ้ม” เวลาอยู่กับคนอื่น…มีอยู่หลายประการด้วยกันครับ

.

แต่สาเหตุที่ตัวผมพบบ่อยๆเวลาที่ผมให้บริการก็คือ…พวกเขาไม่อยากโดนคนอื่นตัดสิน (เช่น “เรียกร้องความสนใจ” “อ่อนแอ” “พยายามไม่มากพอ” “ประหลาด” “ไร้ความสามารถ”)

.

ซึ่งการไม่อยากโดนคนอื่นตัดสินนี้…ก็เป็นอะไรที่ “มีมูล” ในหลายๆครั้งเสียด้วย (กล่าวคือ พวกเขาเคยโดนคนอื่นตัดสินด้วยคำว่า “เรียกร้องความสนใจ” “อ่อนแอ” “พยายามไม่มากพอ” “ประหลาด” “ไร้ความสามารถ” มาก่อนจริงๆ)

.

.

.

ผมมองว่า…นี่เป็นอะไรที่อันตรายมากๆ

.

เพราะครอบครัวและเพื่อนของคนที่มีภาวะ “ซึมเศร้าเปื้อนยิ้ม” จะมองเห็น “สัญญาณเตือนภัย” ได้ไม่ชัดเจน

.

กว่าพวกเขาจะเอะใจ…มันก็อาจจะสายเกินไปแล้ว – สมาชิกครอบครัวหรือเพื่อนของพวกเขาที่มีภาวะ “ซึมเศร้าเปื้อนยิ้ม” อาจจะฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

.

.

.

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า…การสร้างบรรยากาศที่ทุกคนสามารถแสดงความทุกข์ใจได้โดยไม่ถูกตัดสินว่า “เรียกร้องความสนใจ” “อ่อนแอ” “พยายามไม่มากพอ” “ประหลาด” “ไร้ความสามารถ” ฯลฯ…จึงเป็นเรื่องสำคัญ

.

มันอาจจะ “แก้ปัญหา” ได้ไม่หมดชนิด “ทุกซอกทุกมุม” หรอกนะครับ

.

แต่มันก็ช่วยได้เยอะเลยครับ

#siamstr