
หลายคนมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง (หรือแม้กระทั่งร่ำรวย) แต่เมื่อพวกเขาสูญเสียงานที่พวกเขาทำ (เช่น ถูกองค์กรจ้างออก องค์กรที่ทำงานอยู่ปิดตัวลง เป็นต้น) พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึก “เสียศูนย์” อยู่ดี
.
มันเป็นเพราะอะไร?
.
เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว งานของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ “แหล่งรายได้” แต่มันยังเป็นสิ่งที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับชีวิตของพวกเขา รวมถึง “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” ที่ดีอีกด้วย
.
ดังนั้น ในวันที่พวกเขาสูญเสียงานที่พวกเขาทำ พวกเขาไม่เพียงแค่สูญเสีย “แหล่งรายได้” เท่านั้น พวกเขายังสูญเสีย “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” รวมถึง “คุณค่า/ความหมาย” ในชีวิตของพวกเขาไปอีกด้วย
.
แน่นอนครับว่าพวกเขายังคงสามารถรักษา “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เหล่านี้ไว้ได้ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงานดังกล่าวแล้วก็ตาม) แน่นอนครับว่าพวกเขายังคงสามารถมีสิ่งอื่นในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขาได้ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงานดังกล่าวแล้วก็ตาม)
.
แต่การรักษา “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เหล่านี้หลังจากที่พวกเขาไม่ได้ทำงานดังกล่าวอีกแล้วมันเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิมพอสมควร เช่นเดียวกับการหาสิ่งอื่นในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขา (มาทดแทนช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียงาน) ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
.
และยิ่งสำหรับคนจำนวนไม่น้อย งานที่พวกเขาทำแทบจะเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขา อีกทั้งความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับคนในที่ทำงานก็แทบจะเป็น “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เดียวที่พวกเขามีอยู่ - มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่คนกลุ่มนี้จะรู้สึก “เสียศูนย์” มากเป็นพิเศษเมื่อพวกเขาสูญเสียงานดังกล่าวไป
.
ฉะนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เรา “เสียศูนย์” จากการสูญเสียงาน (ทั้งในรูปแบบ “สมัครใจ” และ “ไม่สมัครใจ”) การตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ชัดๆว่า “นอกเหนือจากรายได้แล้ว ฉันได้อะไรจากงานที่ฉันทำอยู่ในปัจจุบันบ้าง?” ถือเป็นเรื่องสำคัญเลยครับ
.
เพราะการที่เราได้รู้คำตอบสำหรับคำถามนี้ (เช่น “นอกเหนือจากรายได้ สิ่งที่ฉันได้จากงานที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือความรู้สึกว่าตัวฉันมีคุณค่า”) จะช่วยทำให้เราหา “ทางหนีทีไล่” ที่ช่วยให้การออกจากงานไม่ทำให้เรา “เสียศูนย์” มากเกินไปครับ (เช่น “นอกเหนือจากการทำงานที่นี่แล้ว ฉันยังเติมเต็มความรู้สึกว่าตัวฉันมีคุณค่าด้วยการเป็นครูสอนโยคะให้เพื่อนบ้านทุกสัปดาห์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย”)
#จิตวิทยา #siamstr