เมื่อเทียบกับ

ยุคสมัยของพ่อแม่

ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย

หรือยุคสมัยของทวด

.

ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้

มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ

.

การเดินทางของเราดีขึ้น

การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น

การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น

.

หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า

ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร

.

บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า

ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู

.

แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น

.

ต่อให้ชีวิตของเราจะมี

ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล

เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี

.

เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง

.

ยกตัวอย่างเช่น

.

ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก

สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า

เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน

คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร

.

เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ

ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า

การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น

.

แต่สำหรับทุกวันนี้

การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น

สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า

การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน

.

ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน

(เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า

เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน)

ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้

.

เป็นต้น

.

หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้

มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ

.

เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข

มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ

“หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น

.

แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ

.

ลองนึกดูนะครับว่า

หากสมองเราไม่มีความสามารถ

ในการปรับตัวให้เข้ากับ

บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย

ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร

.

ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

.

แต่ในขณะเดียวกัน

หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

(เช่น รถที่เรากำลังขับ

ไม่สามารถเร่งความเร็ว

เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้)

.

เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน

(เพราะสมองเรายังคงมองว่า

ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า

10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน

นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่)

.

และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ

take action อย่างเหมาะสม

(เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป

ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น)

ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้

(เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน)

.

ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ

.

และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ”

ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง”

.

(กล่าวคือ ยังคงความสามารถ

ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต

โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป)

.

สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ

การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ

“ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ

.

ยกตัวอย่างเช่น

แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร

เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง

เป็นต้น

.

หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน

กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น

ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต

ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ

ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ

อ้างอิง

https://doi.org/10.1037/0003-066x.61.4.305

https://doi.org/10.1016/j.joep.2017.02.014

https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2015.11.004

#จิตวิทยา #siamstr

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.