Replying to Avatar maiakee

“เราทำสงครามกันไปเพื่ออะไร?”

บทพินิจความรุนแรงของมนุษย์ จากประวัติศาสตร์สู่จิตวิญญาณ

“You may say I’m a dreamer, but I’m not the only one.”

— John Lennon, Imagine

มนุษย์ฆ่าฟันกันมาแล้วกี่ครั้งในประวัติศาสตร์? สงครามกี่ร้อยครั้งที่เริ่มจากคำพูดว่า “เพื่อชาติ”, “เพื่อศาสนา”, “เพื่ออิสรภาพ”? และหลังจากเสียงปืนจบลง เราเหลืออะไรไว้ให้ลูกหลาน—นอกจากสุสาน ความโกรธแค้น และธงที่ปลิวอยู่เหนือลมหายใจของผู้ตาย?

1. สงครามของมายาคติ

ธงชาติคือผืนผ้า เสียงเพลงชาติคือโน้ตเรียงร้อย

แต่มนุษย์กลับยอมตายเพื่อสิ่งเหล่านั้น เพราะเราไม่ได้ต่อสู้กับศัตรูที่เป็นคนเท่านั้น แต่เราต่อสู้ เพื่อภาพในใจ—อุดมการณ์ที่ถูกปลูกฝังมาแต่เด็กว่า “นี่คือของเรา นั่นคือของเขา”

การแบ่งแยกจึงเริ่มต้นตั้งแต่ความคิด

และเมื่อเราเรียกใครสักคนว่า “ศัตรู” เราไม่เห็นเขาเป็นมนุษย์อีกต่อไป

เราถูกสอนว่าเขาเป็นภัย เป็นต่างชาติ เป็นต่างศาสนา เป็นต่างอุดมการณ์

และเพียงเท่านี้—ปืนก็ยิงได้อย่างไม่รู้สึกผิด

2. ชาติ ศาสนา และศักดิ์ศรีของ “ตัวกู”

ไม่ใช่แค่เพื่อดินแดนหรือทรัพยากร สงครามจำนวนมากเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ยึดมั่นใน ตัวตนที่สมมุติขึ้นมา

“When you call yourself a Buddhist, or a Thai, or a Muslim, you are being violent.”

— Jiddu Krishnamurti

ชาติคือสมมุติ ศาสนาคือระบบ อุดมการณ์คือแนวคิด — สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริงนอกเหนือจากจินตนาการของมนุษย์ แต่เรากลับฆ่ากันเพื่อมัน เพราะเรายึดถือว่ามันเป็น “ของเรา”

มนุษย์ต่อสู้เพื่อ “ปกป้องศักดิ์ศรี” ของบางสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็นจริง

เราฆ่ากันเพราะไม่อยากให้ธงของเราถูกลดลง เพราะกลัวว่าจะถูก “เขา” ครอบงำ

แต่นั่นคือความกลัวของ “อัตตา” ที่ไม่รู้จักความเงียบ

3. คำถามคือ: ชนะแล้วได้อะไร?

ชนะสงคราม ได้อำนาจ ได้พื้นที่ ได้ปลดปล่อย

แต่ได้ ความสงบหรือไม่?

สหรัฐชนะในสงครามโลก แต่ยังคงหวาดกลัวและสะสมอาวุธ

โซเวียตล่มสลาย แต่โลกก็ยังไม่ว่างจากสงคราม

ประเทศไทยชนะสงครามอินโดจีนทางยุทธศาสตร์ แต่เราได้สันติหรือได้การแบ่งแยกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม?

ชัยชนะจากสงครามคือ “ชัยชนะชั่วคราว”

แต่ “ความรัก” ที่แท้จริงคือการหยุดการต่อสู้ทั้งภายนอกและภายใน

4. จะดีกว่าไหม ถ้าเราหยุดสู้… และเริ่มฟัง

สันติภาพไม่ได้เกิดจากการเจรจารัฐบาล

แต่เกิดจากจิตใจของแต่ละคนที่หยุดแบ่งแยก หยุดยึดมั่น หยุดปกป้อง “ของกู”

“The ending of conflict within is the beginning of intelligence.”

— Krishnamurti

การปฏิวัติที่แท้จริง คือการไม่ยอมให้ระบบความคิดควบคุมเรา

ไม่ใช่การไปต่อสู้กับอีกฝ่าย แต่เป็นการหยุดสร้าง “อีกฝ่าย” ขึ้นมาในความคิด

หยุดสงครามที่เกิดจากอคติ มายาคติ และตัวตน

5. บทส่งท้าย: ใครได้ ใครเสีย?

ผู้ได้คืออุตสาหกรรมอาวุธ

ผู้นำคือผู้มีอำนาจ

แต่ผู้เสียคือคนธรรมดา—พ่อแม่ที่สูญเสียลูก ชีวิตที่สูญเสียบ้าน และหัวใจที่เต็มไปด้วยความเกลียด

และถึงเราจะชนะสงครามทั้งโลก

ถ้าเรายังแพ้สงครามภายในใจ

เราก็ไม่มีวันรู้จักคำว่า “สันติ”

6. สงครามเริ่มที่ “ความคิด” ไม่ใช่ “ชายแดน”

หลายคนคิดว่าสงครามเริ่มจากการรุกราน การล่าอาณานิคม หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

แต่นักปรัชญาอย่าง กฤษณมูรติ และศิลปินอย่าง John Lennon มองลึกกว่านั้น — พวกเขาชี้ว่า

สงครามเริ่มจาก “ความคิดที่แบ่งแยก” ในใจของแต่ละคน

เมื่อคุณเริ่มเชื่อว่าฉันเป็นพุทธ เธอเป็นมุสลิม ฉันเป็นไทย เธอเป็นเขมร —

คุณก็ได้สร้าง “เขา-เรา” ขึ้นมาแล้ว

และจาก “เขา-เรา” ก็กลายเป็น “ศัตรู-มิตร”

และศัตรูนั้น — บ่อยครั้งไม่เคยรู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเขาได้กลายเป็น “เป้า” ของความเกลียด

ในแง่นี้ เราทุกคนต่างเป็นผู้จุดไฟสงครามได้ แม้เพียงในความคิด

และในโลกที่เฝ้าปรารถนาสันติ — แค่การไม่เห็นด้วย ก็กลายเป็นอาวุธได้ หากขาดปัญญา

7. มายาคติ: ความรักชาติ กับ การถูกใช้

ใครบ้างได้ประโยชน์จากสงคราม?

บริษัทผลิตอาวุธ ผู้นำเผด็จการ รัฐบาลที่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจ

แต่พวกเขาไม่เคยพูดตรงๆ ว่า “เราต้องการสงครามเพื่อผลประโยชน์”

เขาใช้คำว่า “ชาติ” “ศาสนา” “ความมั่นคง” “เกียรติภูมิ” เพื่อกระตุ้นจิตวิญญาณให้มวลชนพร้อมตาย

คุณฆ่าคนเพื่อธง เพื่อเพลงชาติ เพื่อภาพในใจ

แล้วลูกคุณจะมีอนาคตที่สงบสุขจากธงได้อย่างไร?

นี่คือมายาคติที่ฝังลึกในระบบการศึกษาและวาทกรรมสาธารณะ —

ว่าชาติสำคัญกว่าชีวิต ว่าศาสนาบริสุทธิ์กว่าความรัก ว่าเกียรติภูมิสำคัญกว่าการเข้าใจซึ่งกันและกัน

8. “เขา” ที่ไม่มีอยู่จริง

John Lennon เคยแต่งเพลง Imagine เพื่อขอให้คน “จินตนาการ” ถึงโลกที่

ไม่มีประเทศ

ไม่มีศาสนา

ไม่มีความเป็นเจ้าของ

คนที่ยึดมั่นในระบบจะบอกว่านั่นคือ “โลกเพ้อฝัน”

แต่ความจริงคือระบบที่มีอยู่ต่างหากที่พาเราสู่ความหายนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โลกเพ้อฝันของ Lennon อาจยังมาไม่ถึง — แต่โลกจริงของมนุษย์ที่ฆ่ากันเป็นล้านจากคำว่า “เขา” นั้น

กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเรา

ศัตรูตัวจริงของมนุษย์อาจไม่ใช่ประเทศอื่น

แต่อาจคือ ความไม่เข้าใจภายในใจตนเอง

9. ถ้าไม่สู้ แล้วจะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร?

นี่คือคำถามที่นักปฏิวัติทุกยุคต้องเผชิญ

แต่กฤษณมูรติให้คำตอบที่ต่างไป — เขาบอกว่า

“การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง”

เพราะการต่อสู้สร้างแรงต้าน และแรงต้านสร้างการแบ่งแยก

โลกจะเปลี่ยนได้ เมื่อคุณเปลี่ยนจิตภายใน

หยุดความขัดแย้งในใจ แล้วจิตที่เงียบจะเปล่งแสงแห่งปัญญา

10. ทางออกที่แท้จริง: ความรักที่ไม่มีขอบเขต

“รักชาติ” คือการรักคนที่ถือสัญชาติเดียวกับคุณ

แต่ “รักมนุษย์” คือการเห็นว่าทุกคนล้วนเหมือนกัน — ต่างเพียงภาษากับเสื้อผ้า

ถ้าเรารักเพียงประเทศเรา แล้วจะเรียกตนว่า “มนุษย์” ได้อย่างไร?

ถ้าศาสนาใดสอนให้เกลียดคนต่างศาสนา มันยังเป็นศาสนาจริงหรือไม่?

ถ้าอุดมการณ์ใดทำให้เราฆ่าได้โดยไม่รู้สึกผิด มันยังเป็นอุดมการณ์เพื่อมนุษย์จริงหรือ?

สงครามจะจบลงก็ต่อเมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะรักกัน

โดยไม่มี “เงื่อนไขของธง” หรือ “กำแพงของคำสอน”

บทส่งท้าย: เราเลือกได้เสมอ — จะหยุด หรือจะสู้

โลกนี้ไม่ได้ต้องการผู้ชนะ

แต่มันต้องการผู้เข้าใจ

สงครามภายนอกจะไม่มีวันจบ จนกว่าเราจะรู้เท่าทันสงครามภายในตนเอง

และเมื่อเราสงบภายใน เราจะไม่ต้องการชัยชนะอีกเลย

เพราะ ไม่มีใครต้องแพ้ ในโลกที่ไม่มีใครเป็นศัตรู

#Siamstr #nostr

🙏🙏🙏

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.