## กำเนิดเงินสร้างยาก (ทองคำ)

**หลายคนพูดถึงทองคำในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกันไปบ้างแล้ว วันนี้จะพาไปสำรวจการเกิดขึ้นของทองคำในไทม์ไลน์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเอกภพ**

ในช่วงเวลาแรกเริ่มของเอกภพ ณ จุดที่เวลาได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากการเกิดปรากฏการณ์ “บิกแบง” เอกภพได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วภายในช่วงเวลาไม่กี่มิลลิวินาที อนุภาคมูลฐานอย่าง ควาร์ก อิเล็กตรอน นิวทริโน และโฟตอน ซึ่งเป็นพลังงานพุ่งเข้าชนกับสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับพวกมันอย่างปฏิอนุภาคทำให้พวกมันหลอมรวมกันและปลดปล่อยพลังงานออกมา

มีอนุภาคบางส่วนที่ไม่ได้พุ่งชนเข้ากับปฏิอนุภาค เมื่อเวลาได้ผ่านไปราว ๆ 10 วินาทีหลังจากการเกิดบิกแบง อุณหภูมิภายในจักรวาลได้เย็นลงจากจุดสูงสุดที่เข้าใกล้กับอนันต์ลงมาที่ราว ๆ 10 ล้านล้านองศาเซลเซียส เย็นพอที่จะทำให้อนุภาคอย่าง ควาร์ก สามารถที่จะรวมตัวกันจนเกิดเป็น นิวตรอน และ โปรตอน ซึ่งนักวิทยาศาตร์ก็ให้นิยามของโปรตอนเพียงตัวเดียวตัวนี้ว่าเป็นนิวเคลียสของไฮโดเจนที่อยู่ตรงแกนกลาง แต่เอกภพยังคงมีอุณหภูมิที่สูงอย่างมากจึงยากที่จะมีโปรตอนซึ่งมีประจุทางไฟฟ้าเป็นประจุบวกจะสามารถรวมตัวกันได้

ในเวลาเพียงไม่นานหลังจากนั้นอีกราว ๆ 3 นาที อุณหภูมิของเอกภพได้ลดลงจาก 10 ล้านล้านองศาเซลเซียสเหลือเพียง 100 ล้านองศาเซลเซียส มากพอที่จะทำให้โปรตอน (นิวเคลียสของไฮโดรเจน) เริ่มที่จะจับตัวกับนิวตรอน (ที่มีประจุเป็นกลาง) มารวมตัวกันจนกลายเป็นนิวเคลียสของฮีเลียมที่แกนกลางของมันมีโปรตอน 1 ตัวที่กำลังจับคู่กับนิวตรอนอีก 1 ตัว

เราจะต้องรอให้เวลาได้ผ่านไปนานถึง 3 แสนปี เพื่อให้อุณหภูมิภายในเอกภพลดลงถึงราว ๆ 3,000 องศาเซลเซียส นิวเคลียสของไฮโดรเจน และนิวเคลียสของฮีเลียมจึงสามารถที่จะดึงเอาอิเล็กตรอนที่มีประจุไฟฟ้าเป็นลบเข้ามาอยู่ในวงโคจรของพวกมัน กำเนิดเป็นอะตอมของไฮโดรเจน และอะตอมของฮีเลียมภายในตารางธาตุ

จากตารางธาตุที่พวกเราได้เรียนกันมาอะตอม ๆ แรกภายในตารางธาตุคือไฮโดรเจนที่มีเลขอะตอมเท่ากับ 1 ซึ่งตัวเลขที่ระบุนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นตัวเลขของลำดับธาตุภายในตารางธาตุ แต่มันยังมีความหมายที่ระบุถึงจำนวนของโปรตอนที่พวกมีมีอีกด้วย ไฮโดรเจนที่เป็นอะตอมแรกของเอกภพที่ตัวของมันเองมีโปรตอน 1 ตัวซึ่งเป็นแกนกลางที่เราเรียกว่านิวเคลียส โดยที่มันปราศจากนิวตรอน ทำให้ตัวของมันเองจะกลายเป็นจุดกำเนิดของธาตุอีกมากมายภายใต้เอกภพนี้ องค์ประกอบของความหลากหลายที่จะให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ภายในดาวเคราะห์ที่มีชื่อว่าโลก รวมถึงมนุษย์ผู้มีสิติปัญญาก็จะถือกำเนิดขึ้นจากอะตอมของไฮโดรเจน

หลังจากที่เอกภพเต็มไปด้วยอะตอมของไฮโดรเจน พวกมันจำนวนมหาศาลต่างพุ่งไปมา บางส่วนที่พุ่งเข้าใกล้กันก็จะถูกพวกมันอีกตัวผลักออกจากกันเนื่องจากของแรงแม่เหล็กไฟฟ้าจากประจุไฟฟ้าที่เป็นขั้ว ๆ เดียวกัน เรายังคงต้องเฝ้ารอให้ความพอดีของการพุ่งเข้าหากันเกิดแรงนิวเคลียร์ที่จะเอาชนะแรงแม่เหล็กไฟฟ้าจนพวกมันสามารถที่จะหลอมรวมกันจนกลายเป็นธาตุฮีเลียม จุดกำเนิดของแสงสว่างภายใต้จักรวาลอันมืดมิดนี้ ดาวฤกษ์

ต้องใช้เวลาที่ยาวนานอีกราว ๆ 1,000 ล้านปี ที่อะตอมของไฮโดรเจนจะรวมตัวกันกลายเป็นฮีเลียม และจากการรวมตัวของอะตอมฮีเลียมกลายเป็นดาวฤกษ์ที่มีตั้งแต่ขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดที่ใหญ่อย่างมากกาแล็กซี่ต่าง ๆ จึงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นอะตอมภายในเอกภพก็ยังคงมีเพียงไฮโดรเจน ฮีเลียม และลิเทียม ยังคงไม่มีธาตุหนักธาตุอื่น ๆ เกิดขึ้น ไม่มีคาร์บอนที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ยังคงไม่มีออกซิเจนสำหรับการหายใจของสิ่งมีชีวิต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทองคำที่มนุษย์ได้กำหนดให้มันเป็นสิ่งที่ล้ำค่าเลย ยังคงอีกนาน

เรายังต้องรอให้ดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ที่มีมวลมหาศาลได้หลอมรวมไฮโดรเจนจนกลายเป็นฮีเลียมที่จะปลดปล่อยพลังงานความร้อน แสงสว่าง และรังสีต่าง ๆ จนกระทั่งทั่วทั้งดาวฤกษ์ได้เผาไฮโดรเจนจนหมดกลายเป็นดาวฮีเลียม และจากฮีเลียมสู่คาร์บอน และจากคาร์บอนกลายเป็นเหล็ก ดาวฤกษ์ที่มีมวลมหาศาลเมื่อเปลี่ยนสภาพกลายไปเป็นเหล็ก พวกมันจะไม่หลงเหลือพลังงานที่มากพอจะต่อต้านแรงโน้มถ่วงที่จะบีบอัดพวกมันจากมวลของตัวมันเอง ทำให้เกิดการยุบตัวและเกิดเป็นปรากฏการณ์ซุปเปอร์โนวา ปลดปล่อยพลังงาน แผ่รังสี และฝุ่นละอองกระจายออกไปในเอกภพ ต้องขอบคุณพวกมันที่ได้ทำลายตัวของมันเอง นั่นจึงทำให้เอกภพได้มีธาตุใหม่ ๆ เกิดขึ้นจากการระเบิดซุปเปอร์โนวาของดาวฤกษ์ที่สิ้นอายุไข

ในตารางธาตุของเอกภพในยุคเริ่มต้น พวกเรามีไฮโดรเจน(1) ฮีเลียม(2) ลิเทียม(3) คาร์บอน(6) ออกซิเจน(8) ไปจนถึงเหล็ก(26) มันเป็นเรื่องที่ยากอย่างมากที่อะตอมจะรวบรวมโปรตอนให้มีจำนวนที่มากขึ้นได้ เนื่องจากธาตุที่ยิ่งมีจำนวนของโปรตอนมาก ๆ มันจะยิ่งมีความไม่เสถียร เราต้องอาศัยกระบวนการของดาวฤกษ์ในยุคแรกเพื่อที่จะให้เอกภพมีธาตุที่มีโปรตอนรวมตัวกันได้มากกว่าเหล็ก(26) โดยเฉพาะสิ่งล้ำค่าอย่างทองคำ(79) มันจะต้องมีดาวฤกษ์ในรุ่นถัด ๆ มาเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าดาวนิวตรอน สภาวะก่อนที่ดาวฤกษ์จะสิ้นอายุไขโดยที่ตัวมันเองยังคงคงสภาพของการเป็นดาวนิวตรอนต่อไปได้ โดยที่มันจะต้องไม่ระเบิดเป็นกลายเป็นซุปเปอร์โนวาไปซะก่อน หรือมีการยุบตัวจนกลายไปเป็นหลุมดำ หรือจบที่กลายไปเป็นดาวแคระขาว

มากกว่านั้นเราจะต้องรอให้ดาวฤกษ์ที่จะกลายไปเป็นดาวนิวตรอนถือกำเนิดขึ้นพร้อม ๆ กันและอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกันมากพอที่พวกมันจะดึงดูดกันและกันจนเกิดการพุ่งเข้าชนกันจนกระทั้งเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่มีชื่อว่าการระเบิดกัมมันตภาพรังสี (kilonova) แรงและพลังงานมหาศาลของการระเบิดในครั้งนี้จึงจะทำให้เกิดการหลอมรวมกันของธาตุที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ กลายเป็นธาตุใหม่ ๆ ที่เรามีในตารางธาตุปัจจุบัน ก่อนที่พวกมันบางส่วนจะรวมตัวกันเป็นสสารบนดาวเคราะห์โลกจนกระทั้งสิ่งมีชีวิตได้ถือกำเนิดขึ้น

ในช่วงเวลาของปัจจุบันที่เอกภพนั้นมีอายุไขอยู่ที่ราว ๆ 1.3 หมื่นล้านปี สสารที่จับต้องได้ภายในเอกภพส่วนใหญ่แล้วยังคงเป็นไฮโดรเจนมากถึง 75% ฮีเลียมราว ๆ 24% และธาตุหนักอื่น ๆ เช่น ออกซิเจน คาร์บอน ไนโตรเจน และอื่น ๆ ที่มีอยู่เพียงแค่ 1% เท่านั้น ดังนั้นใน 1% นี้มันจึงเป็นกลุ่มธาตุที่จะมีโอกาสอันเล็กน้อยที่ความพอดีจะรังสรรค์ให้กลายเป็นสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมา ณ สถานที่ที่หนึ่ง บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่จะมีสภาวะแวดล้อมอันเหมาะสมกับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต

พวกเรามนุษย์นั้นเป็นโอกาสอันเล็กน้อยของความน่าจะเป็นที่ได้รับรู้เรื่องราวของเอกภพ ๆ นี้ เราอาจเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิเพียงชนิดเดียวที่ต้องอยู่อย่างโดดเดียวท่ามกลางเอกภพอันไร้ขอบเขต มันอาจจะไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิชนิดอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากพวกเราได้ถือกำเนิดขึ้นเลยก็ได้

พวกเราเป็นเพียงแค่การรวมตัวกันของฝุ่นละอองจากการดับสูญของดาวฤกษ์ นอกจากร่างกายอันทรงสติปัญญานี้ที่เป็นของ ๆ เอกภพที่พวกเราต่างได้หยิบยืมมา จิตวิญญาณของพวกเราที่พวกเราเชื่อว่ามีอยู่ จริง ๆ แล้วมีอยู่จริงหรือไม่? ความคิดความทรงจำอาจเป็นเพียงการทำงานของเคมีภายในสมอง มันคงจะเป็นคำถามที่ยากเกินกว่าวิทยาการในปัจจุบันจะสามารถตอบคำถาม ๆ นี้ได้ และที่ยากกว่านั้นอาจจะเป็นคำถามที่ว่า การมีอยู่ของเราเป็นไปเพียงเพื่อจุดประสงค์ใด?

กลับมาที่ความเป็นวิทยาศาสตร์ หลาย ๆ คนคงจะมีคำถามว่าถ้าหากจุดเริ่มต้นของธาตุต่าง ๆ จะมาจากไฮโดรเจน(1) ดังนั้นถ้าหากเรานำเอาไฮโดรเจน(1) ทั้งหมด 79 ตัวมารวมกันได้ เราก็สามารถที่จะสร้างอะตอมของทองคำที่มีค่าสำหรับพวกเราขึ้นมาได้หรือไม่? ในทางทฤษฎีแล้วเป็นไปได้ แต่ถ้าให้พูดในเชิงปฏบัติแล้วยากอย่างมาก และการค้นหาพวกมันจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ามากกว่าการสร้างพวกมันขึ้นมาบนโลก

ทองคำน้ำหนัก 1 กรัม ประกอบด้วยอะตอมของทองคำถึง 3,000 ล้านล้านล้าน อะตอม และการสร้างทองคำขึ้นมาเพียง 1 อะตอม เราจะต้องทำให้โปรตอน 79 ตัว อิเล็กตรอน 79 ตัว และ นิวตรอน 118 ตัว ถูกบีบอัดด้วยปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน และพลังงานที่มหาศาลพอ ๆ กับการชนกันของดาวนิวตรอนอย่างที่ได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น ยังคงไม่ต้องพูดถึงระยะเวลาที่จะใช้ในการสร้างมันขึ้นมาเลย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ทองคำจะถูกสร้างขึ้นจากการทดลองในห้องแล็บเล็ก ๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมทองคำจึงเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสำหรับการใช้งานเป็นเงินในยุค ๆ หนึ่งของมนุษยชาติ ก่อนที่พวกเราจะหย่าขาดจากมันแล้วหันไปใช้กระดาษกับหมึกพิมพ์ที่ถูกสร้างมาจากต้นไม้และสารเคมีสังเคราะห์ราคาถูก จากความโง่เขลาที่ไม่อาจคดโกงสิ่งที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาตินี้ได้ พวกเราจึงประดิษฐ์สิ่งที่สามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย แล้วนำมาอุปโลกน์ให้ค่าราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่หาได้ยากเฉกเช่นทองคำ

อย่างไรก็ตามแต่ นอกจากทองคำจะมีมูลค่าจากการให้ค่าของมนุษย์แล้ว ตัวของมันเองยังมีคุณค่าต่อมนุษย์จากการที่มนุษย์ได้นำเอามันมาใช้ในด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่นำมาผลิตเป็นวัสดุตัวนำไฟฟ้าภายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หน้ากากของนักบินอวกาศที่ใช้เพื่อปกป้องนักบินอวกาศจากรังสี และโดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อเรียกว่าอินทิเกรตเทด เซอคิท (IC) ที่พวกเราใช้ในการประมวลผลควบคุมการทำงานของเครื่องจักรต่าง ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม มันยังทำให้เรามีเทคโนโลยีที่สามารถสร้างโลกจำลองอย่างโลกของดิจิตอลที่พวกเราใช้ในการรับส่งข้อมูลทางไกลหากันที่อยู่บนเบื้องหลังของการทำงานโดยเลขฐานสองระหว่าง 0 และ 1 บนคอมพิวเตอร์จากชิพเซ็ตที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่ลายวงจรถูกสลักอยู่บนผลึกของซิลิคอนที่ขาของพวกมันนั้นทำมาจากทองคำบริสุทธิ์เพื่อการนำไฟฟ้าที่ดี ทองคำจึงเป็นปัจจัยพื้นฐานของเทคโนโลยีของมนุษยชาติ

การที่เรามีเทคโนโลยีอย่างในปัจจุบันอันเป็นผลที่มาจาก PoW (Proof of Work) องค์ความรู้ที่ถูกขัดเกลาและส่งต่อ ๆ กันมาจากนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักออกแบบ นักคำนวณ นักปรัชญา และศาสตร์อื่น ๆ อีกหลายแขนง ที่ทำให้เราค้นพบกับความเป็นจริงของเอกภพ และได้นำเอามันมาใช้เป็นประโยชน์ได้ในแบบที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้

มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากว่าดวงอาทิตย์ไม่ได้มาเป็นจุดศูนย์กลางของระบบสุริยะ ดวงจันทร์ที่กำหนดน้ำขึ้นน้ำลงจะไม่ได้เป็นบริวาลของโลก โลกจะไม่เป็นดาวเคราะห์ที่ถูกจัดวางให้อยู่ในตำแหน่งที่สามในระบบสุริยะ ฤดูกาลจะไม่เกิดขึ้นถ้าหากโลกไม่ได้กำลังโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี สภาวะอากาศจะแปรปรวนหาโลกไม่ได้กำลังหมุนรอบตัวเองเป็นแนวแกนที่ทำมุมเอียง พวกเราคงจะต้องพบกับหายนะที่มาจากภายนอกระบบสุริยะถ้าหากไม่มีดาวพฤหัสดีที่มีมวลมากพอจะดึงดูสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกค่อยปกป้องดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ที่อยู่ในวงโคจรชั้นใน

มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากดาวนิวตรอนจะไม่พุ่งเข้าชนกัน มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากว่าดาวฤกษ์จะไม่มีวันสิ้นสุดอายุไข มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากว่าไฮโดรเจนไม่หลอมรวมกันกลายเป็นฮีเลียม มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากว่าเอกภพจะไม่เย็นตัวลง มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากว่าอนุภาคจะพุ่งชนเข้ากับปฏิอนุภาคเปลี่ยนพลังงานจนหมดสิ้น มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากกาลเวลาจะไม่ได้ถือกำเนิดขึ้น และมันคงจะไม่มีช่วงเวลาที่เป็นอย่างในปัจจุบันนี้ถ้าหากว่าบิกแบงไม่ได้เกิดขึ้น

มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากว่าในช่วงเวลาที่โลกได้เริ่มก่อตัวไม่ได้มีวัตถุอวกาศที่เต็มไปด้วยทองคำจากการชนกันของดาวนิวตรอน พุ่งเข้ามาชนและรวมตัวกันเป็นเนื้อเดียวกับโลก มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยหากในครั้งหนึ่ง เราไม่ได้นำเอาทองคำที่สร้างได้ยากมาใช้ในการเป็นเงิน สื่อที่เป็นตัวกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกันที่มีคุณสมบัติในการเก็บกักมูลค่าข้ามผ่านกาลเวลา เราก็คงจะไม่มีนักวิทยาศาสตร์เก่ง ๆ ที่คิดค้นทฤษฎีต่าง ๆ สำหรับการไขความลับของจักรวาล เราคงจะไม่มีมนุษย์ที่กำลังใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการจินตนาการอย่างเพ้อฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก่อนที่ชนรุ่นหลังจะนำเอาความเพ้อฝันเหล่านั้นมาต่อยอดทำมันให้กลายเป็นความเป็นจริง

จะมีเราแบบในทุกวันนี้ได้อย่างไรถ้าหากว่ามนุษยชาตินั้นไม่สามารถที่จะส่งต่อคุณค่าและมูลค่าให้กับมนุษยชาติในรุ่นถัด ๆ ไปได้ เหมือน ๆ กันกับที่ดาวฤกษ์ได้ทะลายตัวของมันเองเพื่อที่จะได้ส่งต่อพลังงานที่พวกมันสะสมเอาไว้เพื่อการสร้างกลุ่มดวงดาวดวงใหม่ ๆ ให้ได้เกิดขึ้นใหม่เป็นดวงดาวในรุ่นถัดไป

มนุษยชาติจะเป็นอย่างไรต่อไปในยุคสมัยที่เราได้ละทิ้งทองคำและหันไปพึงพาเงินสร้างง่าย เงินที่ไร้คุณสมบัติของการเป็นตัวเก็บมูลค่าและเสื่อมค่าลงอย่างมากเมื่อต้องข้ามผ่านกาลเวลา จากการที่มันถูกเสกเพิ่มปริมาณมากขึ้นได้อย่างง่ายดายเฉกเช่นเงินที่เป็นของรัฐ

เรายังโชคดีที่ในวันนี้เรามีบิตคอยน์ ทองคำดิจิตอลที่มีคุณสมบัติไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากทองคำฟิสิกส์คอล ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากพลังงานที่มหาศาลพอ ๆ กับการเกิดดาวนิวตรอน แต่ด้วยการกำหนดคุณสมบัติของมันจากการโปรแกรมทางตรรกะ ที่จะไม่มีใครมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงแก้ไข้มันได้ ทำให้มันเป็นสิ่งที่สร้างเพิ่มขึ้นไม่ได้ และด้วยพลังงานจากเหมืองขุดที่ส่งกำลังเพื่อการบันทึกธุรกรรมบัญชี นั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้มันไม่อาจจะถูกใครคนใดคนหนึ่งสามารถที่จะคดโกงมันได้ง่าย ๆ เหมือนกับเงินที่ถูกสร้างขึ้นง่าย ๆ อย่างเงินของรัฐ

---

ปล. สิ่งที่เขียนมีข้อมูลไม่ครบถ้วน ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากที่ไม่ได้ถูกนำมาเขียนไว้ หากสนใจโปรดศึกษาต่อยอดด้วยตัวเอง

#Siamstr #SiamstrOG

อ่านแรกๆนึกว่าใดๆในโลกล้วน ฮิพนอกซ์

5555 หยอกๆครับ

ผมว่าควรอย่างยื่งที่มนุษย์ควรจะเอาทองคำที่เป็นสิ่งของจับต้องได้ ไปใช้ทำอย่างอื่นให้คุ้มค่ากับความสร้างยากของมัน แทนที่มนุษย์จะเอามันมาใช้มันเป็นเงิน มาเก็บสิ่งที่มนุษย์ให้ค่าไม่มีตัวตน จงเอามันไปเก็บในบิทคอยน์ ซึ่งเป็นของที่เก็บมูลค่าอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์ชั้นเยี่ยม

รอวันที่ทองคำจะเป็นเพียงแค่ ธาตุๆหนึ่งที่คนจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ยกเว้นใช้เป็น store of value หรือเงิน

สุดยอดมากครับบทความนี้ pow หนักหลาย

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ, ของในโลกที่เป็นรูปธรรมก็ใช้ประโยชน์ในความเป็นรูปธรรมของมัน ส่วนของที่อยู่ในโลกของนามธรรมก็ใช้มันให้สมกับที่มันเป็นเรื่องของนามธรรม ชอบมาเลยครับ

ขอบคุณที่่สร้างรูปประโยคให้เข้าใจง่ายครับ ผมย้อนอ่านของตัวเองยังงงๆ พิมพ์ไรไป 555