Replying to Avatar KKd

ฟังรายการสภายาส้มมา EP ล่าสุดเมื่อตะกี้นี้ ep 18

ในช่วงตอนต้นที่หมอนิวพูดถึงเรื่องไข้หวัด เด็กป่วยและ rsv ผมมีมุมมองนึงที่อยากจะขอแชร์

โดยมุมของผมคือ "เด็กป่วยเป็นเรื่องธรรมดา" ผมค่อนข้าง Ok กับการที่จะส่งลูกๆไปโรงเรียน ถึงแม้ในห้องจะมีเด็กป่วยก็ตาม

ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหวัด และการรักษาหวัดโดยปกติผมก็ใช้หลักการทั่วไป ถ้ามีไข้สูงก็เช็ดตัว พักผ่อนเยอะๆตามที่ร่างกายมันฟ้อง หรืออาจหยุดเรียนเพื่อให้ร่างกายฟักฟื้น ถ้าไอก็กินน้ำอุ่น แล้วอดทนรอเวลามันหายไปเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่เกินอาทิตย์นึงก็หาย

จะเข้าโรงพยาบาลจริงๆก็ต่อเมื่อผมดูด้วยสายตาแล้วว่ามันรุนแรงมากหรือว่ามันผิดปกติ อย่างเช่นไอเยอะเกินไปและไม่หายแถมรุนแรงขึ้น (ซึ่งก็แน่นอนก็จะไปตรวจเจอว่าเป็น rsv) ซึ่งในเคสของผมลูกชายคนโตคนเดียวที่ได้เข้าโรงพยาบาลเพราะ rsv ส่วนคนเล็กกับคนรองแม้ว่าตรวจเจอก็ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล

ประเด็นของ note นี้ เรื่องเด็กป่วยที่ส่วนใหญ่แล้วผมเห็นใน facebook ไม่ว่าจะกรุ๊ปไหนก็ตามผมมักจะเห็นคุณพ่อคุณแม่หลายคนกลัวการป่วยของลูกมาก ไม่อยากให้ลูกป่วย ซึ่งผมไม่ค่อยเห็นด้วยตามที่บอกแต่แรกคือ "เด็กป่วยเป็นเรื่องปกติ" เพราะเด็กเกิดมายังไม่มีภูมิคุ้มกันไง

พอเด็กป่วยแล้วหาย ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง การที่เอาเด็กอยู่บ้านเพื่อหลบเชื้อผมคิดว่ามันก็แค่ยื้อเวลา ยังไงเราก็ต้องเจอมันสักวันหนึ่ง หลบไปวันนี้วันหน้าก็ต้องเจออยู่ดีไม่ใช่เหรอครับ? อันนี้ถ้าผมเข้าใจผิดช่วยบอกด้วยนะครับ

สำหรับผมที่ผ่านมา ผมมุ่งเน้นไปที่การป้องกันและบรรเทาล่วงหน้ามากกว่าครับ คือคืดไปคิดมาก็จะคล้ายๆกับของผู้ใหญ่ เน้นการออกกำลังกาย เดินเล่นโดนแดด โดนลม โดนฝนบ้าง ปีนเขา เข้าป่า พักผ่อนเยอะๆ

ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเรียบง่ายครับ และทำให้ผมรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเวลาลูกป่วยว่ามันจะไม่เป็นหนักและมันก็จะหายไปได้เอง

อ้อ

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจ

หลายๆครั้งที่ผมเห็นโพสเกี่ยวกับ rsv คือ ผมมักจะเห็นผู้ปกครอง (แน่นอนว่าใน main stream media อย่าง facebook) โพสต์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของการรักษา RSV พ่วงด้วยการบรรยายความคุ้มค่าของประกัน

จนหลายครั้งอดคิดไม่ได้ว่าอันนี้มันเป็นกระบวนการการขายประกันทางอ้อมหรือเปล่า? หรือเป็นทั้งเรื่องจริงด้วยผสมด้วยกันแน่? เรากำลังถูกปั่นว่าให้ทำประกันเด็กหรือเปล่าโดยอาศัยความกลัวและความรัก ? เรากำลังกลัวกันมากเกินไปหรือเปล่า? ทั้งๆที่ที่จริงแล้วเราสามารถทำให้เด็กมีสุขภาพดีได้ด้วยการออกกำลังกายกินอาหารดีๆและพักผ่อนง่ายๆ

ขออนุญาตแชร์มุมมองนะครับ ถ้าคิดว่าผมเข้าใจผิดประเด็นไหนแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ ผมจะได้ปรับเปลี่ยน

#สภายาส้ม #siamstr #thainostrich

ขอบ่นค่ะ

เดี๋ยวนี้เด็กๆเรียนในห้องแอร์ สภาพอากาศภายในห้อง ไม่ค่อยมีลมถ่ายเท แบบแต่ก่อน เชื้อโรคเลยแพร่ถึงกันได้ง่ายขึ้น

ทีนี้สังคมแบบเฟียตๆ ดันผลักเด็กป่วยไปโรงเรียนอีก แทนที่จะได้อยู่บ้านพักรักษาตัวให้หาย เพราะ พ่อแม่ไม่ว่างดูแล ต้องออกไปทำงาน ป่วยก็ต้องไปเรียน

ต่อให้เราดูแลดีแค่ไหน แต่ปัจจัยภายนอกพวกนี้เราเลี่ยงไม่ได้เลย นอกจากเอาลูกกลับมาเรียนที่บ้าน

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ผมลืมคิดถึงประเด็นนี้ไปเลย เห็นด้วยครับ

บ้านผมโชคดีที่ผมทำงานที่บ้าน แถมภรรยาก็สามารถดูแลลูกได้เพราะเป็นแม่บ้าน ดังนั้นเวลาลูกๆป่วยผมเลยไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่

แต่สำหรับบางครอบครัวที่ต้องทำงานทั้งคู่ (ซึ่งก็เป็นผลมาจากระบบ Fiat) เลยกลายเป็นสถานการณ์ที่ทำให้พ่อแม่หลายคนส่งลูกไปโรงเรียนทั้งๆที่ไม่สบายเพราะไม่สามารถหยุดอยู่บ้านดูแลลูกได้ .....

Homeschool ก็เป็นคำตอบที่ดีมากๆเลย ผมทีแรกเลยอยากจะทำ HS เหมือนกัน แต่ติดปัญหาบางประการเลยเลือกส่งลูกไปโรงเรียนที่เลิกเรียนเร็วแล้วมีเวลาอยู่บ้านเยอะๆแทน แล้วค่อยสอดแทรกเรื่องที่ผมอยากสอนให้ลูกแทน (Hybrid)

คุณ nostr:npub1y3y2vmmw00a9tftxh0mpvz5z5xd9ey28q93flwcj93zaaquzjmys4amlsw ทำ HS เหรอครับ? เผื่อมีอะไรจะได้ปรึกษา

เรามีแต่หลาน ที่บ่นเพราะ

หลาน 2 คนวนลูปนี้กันอยู่ สนุกสนานมาก

ตอนโรงแรียนปิดเทอม อยากให้ป่วยซมๆสักวัน 2 วันหน่อย ไม่ซมเลย เอาแต่ซน

แต่พอเปิดเทอมเท่านั้นแหละ

ผลัดกันคายตะขาบ แล้วมันไม่หยุดแค่เจ้าเด็ก 2 คนนี้ มันลามมาติดกันทั้งบ้าน 555555