IMF ตอนที่ 16 ถูกใจช่วงนี้ของบทความมาก

"จะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่จีนทำเป็นการขโมยทรัพยากรท้องถิ่น และเป็นยุทธวิธีในการควบคุมด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในรูปแบบเดียวกับที่ชาติเจ้าอาณานิคมทั้งหลายเคยทำมานับศตวรรษแล้ว

มันแค่มีรูปโฉมใหม่ก็เท่านั้น

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าธนาคารโลกและกองทุน IMF จะมองว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนนั้นอยู่ในฐานะผู้ร้ายหรือเปล่า เพราะอย่างไรก็ตาม เหล่านักธุรกิจการเงินในวอลล์สตรีทและนักธุรกิจไอทีในซิลิคอนวัลเลย์มักจะเป็นมิตรต่อชาติเผด็จการที่บัดซบที่สุดในโลก แถมประเทศจีนเองก็ยังเป็นประเทศเจ้าหนี้ต่อธนาคารโลกและกองทุน IMF ทำให้สถานะความเป็นสมาชิกของจีนก็ไม่เคยถูกตั้งคำถาม แม้ว่าจะมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอุยกูร์ก็ตาม โดยตราบใดที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนไม่เข้าไปขัดขวางเป้าหมายในภาพใหญ่ของพวกเขาแล้ว ธนาคารโลกและกองทุน IMF ก็คงยังไม่สนใจอะไร"

ผมตั้งคำถามกับคนไทยที่อยู่ในโซเชียลหัวขวด ที่เราๆพยายามเลิกเล่นหรือออกๆกันมานั้น จะชอบเห็นคอมเม้นคนไทยแบ่งแยกฝ่าย เป็นทีมเมกาบ้าง ทีมจีนบ้าง ผมงงมาก ทำไมเราถึงมองไม่ออกว่าเขาเล่นละครกัน คอมเม้นทะเลาะกันเย้วๆ ไม่ต่างอะไรกับสภาพการเมืองเราที่ผ่านมาหลายสิบปีนี้ เหนื่อยกันบ้างไหม เบนหัวหันไปมองทางอื่นบ้างไหม เขาให้พวกเราใจร้อนลุกเป็นไฟเพื่อให้ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น ไปเป็นหุ่นเชิดให้เขาพาย้ายไปฝั่งนู้นทีฝั่งนั้นที ทั้งที่จริงๆ แมร่งอยู่ฝั่งเดียวกันเพื่อผลประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น

#FuckIMF #siamstr

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

อันนี้ผมอาจจะไม่เห็นด้วยนะ

ด้วยความที่ผมมองตัวบุคคลเป็นปัจเจกซึ่งมีอุดมการณ์เชิง Collective มันไม่สามารถวิพากษ์ออกไปทางนั้นได้โดยแบ่ง ประชาชน กับ ผู้มีอำนาจนำ ด้วยจากจำนวนหรือปริมาณ นั้นๆ

ผมกลับมองว่า ประเทศหรือรัฐชาติในปัจจุบันมันมีความเป็น Anarchy ในตัวของมันเองอยู่แล้ว เพรยงแต่กลุ่มคนบางกลุ่มพยายามทำให้มัน Globalise จากมาตรฐาน ที่ไม่ใช่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจริงๆ หรือ ค่านิยมของสังคมจริงๆ

ดังนั้นผมอยากให้พิจารณาเรื่องการตัดสินใจของแต่ละที่ด้วย

อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นต่างจาก Gladstein อ่ะนะ

ขยายความให้หน่อยได้ไหมครับ

- รัฐชาติปัจจุบันมีความเป็น Anarchy ในตัวของมันเองอยู่แล้ว

- บางกลุ่มพยายามทำให้มัน Globalise จากมาตรฐาน ที่ไม่ใช่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจริงๆ หรือ ค่านิยมของสังคมจริงๆ

มันคืออะไรเหรอครับ

รัฐชาติมีความเป็น Anarchy เนื่องจาก “รัฐบาล” นี่แหละครับ หลังจากสงครามเย็นและนโยบายนีลดีลก่อนหน้านั้น รัฐชาติทำตัวเป็น State Capitalist หรือ ทุนนิยมแห่งรัฐในการปกครองประชาชน ผ่านกลไก หรือ นโยบายที่ออกไปในแนวทางทุนนิยม ภายในรัฐนั้นจะเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างๆ และแทบจะยุ่งเกี่ยวข้องกันน้อยมาก นอกจากเปิดเสรีให้ทุนใหญ่เข้ามาลงทุน

ส่วนประเทศที่เป็น Public Government ก็จะเห็นว่ามีปัญหาต่างๆมากมาย ให้ดูตัวอย่าง อิสราเอล หรือ อย่างประเทศแถบยุโรปในปัจจุบัน

ซึ่งมันจะมีแนวคิดของกลุ่ม Elite คือการสร้าง แนวคิดเชิง One World Government อยู่ผมมองว่า เงิน คือปัญหาที่เรายังเป็น อาณัติใต้ปกครองของจักรวรรดิอเมริกา แต่ให้สังเกตุว่า อเมริกาหลังช่วง 2000 ยุ่งกับเราน้อยมาก แต่ไม่ใช่กับจีนซึ่งพยายามทำการค้าและเสนอนโยบายให้ประเทศเราอย่างหนักหน่วง ด้วยการ funding บ้าง แต่ข้อดีของรัฐบาลหลายๆรัฐบาลของเราคือเลือกทำการค้ามากกว่า ปล่อยให้ตัวของประเทศที่มีรัฐบาลมาลงทุน โดยเน้นไปที่เอกชน เพื่อการจ้างงานในประเทศ

และตัวของรัฐบาล ศาล และ ธปท เป็นผู้ควบคุมนโยบายทั้งหมด

หากจะย้อนไปถึงต้นโพสว่า ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเป็นพวกเดียวกัน มันมองได้เพียงว่า เล่นบทเป็นนักการเมืองเหมือนกัน แต่ที่แตกต่างกัน คือบริบท และแนวคิดของการปกครอง

และหากไปมองย้อนถึงแนวคิดอย่างพรรคก้าวไกล…

คุณก็รู้ว่ามันนำไปสู่อะไร และมันตรงกันข้ามกับอุดมการณ์ Bitcoiner โดยสิ้นเชิง

ใช่ fuck the IMF