#อุทธรณ์ #อำนาจศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5668/2567
คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีโดยพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ เอกสารและพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนความซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมา หากศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาคำฟ้องอุทธรณ์และพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ควรมีคำสั่งให้แก้อุทธรณ์ หรือกำหนดประเด็นแห่งคดีทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งถึงข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นประเด็นในการวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการคัดลอกคำให้การของจำเลยทั้งสามมาเกือบทั้งสิ้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะพึงรับไว้พิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์จะดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) นั้น อุทธรณ์ดังกล่าวต้องเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ได้พิจารณาในชั้นอุทธรณ์มาแล้ว ฎีกาข้ออื่นจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
#ข้อสังเกต การที่จะอ้างอำนาจศาลอุทธรณ์กรณีศาลอุทธรณ์ไม่พอใจในการพิจารณาคำฟ้องอุทธรณ์ และพยานหลังฐาน ที่ศาลชั้นต้นส่งขึ้นมา ศาลอุทธรณ์ก็มีอานาจสั่งแก้อุทธรณ์ หรือกำหนดประเด็นแห่งคดีทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว อีกทั้งเห็นควรสืบพยานอื่นต่อไป ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 240(2) แต่ต้องปรากฎในเบื้องต้นก่อนว่าฟ้องอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.พ. 225 เสียก่อน