Replying to Avatar maiakee

🌾 ที่สุดแห่งโลก มิได้อยู่ที่ปลายทาง

แต่อยู่ในกายนี้ ที่ประกอบด้วยสัญญาและใจ

บทนำ : คำถามที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบด้วยการพาไป “ที่ไหน”

ในพระพุทธวจน มีคำถามหนึ่งที่มนุษย์ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ

“ที่สุดแห่งโลกอยู่ที่ไหน?”

“จะไปถึงโลกที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ได้อย่างไร?”

แต่พระพุทธเจ้า ไม่เคยตรัสตอบด้วยแผนที่

ไม่เคยชี้ทิศ

ไม่เคยบอกระยะทาง

ไม่เคยกล่าวว่า “ต้องไปให้ถึง”

ตรงกันข้าม พระองค์ตรัสตัดความเข้าใจเดิมของมนุษย์อย่างสิ้นเชิงว่า

“เราไม่กล่าวว่า ใคร ๆ จะรู้ จะเห็น จะถึงที่สุดแห่งโลก

ด้วยการไป”

คำว่า “ไป” ในที่นี้ มิได้หมายถึงการเดินทางธรรมดา

แต่หมายถึง การแสวงหาด้วยการเคลื่อนออกนอกกายนี้

๑. “โลก” ในพุทธวจน มิใช่จักรวาลทางกายภาพ

ในพุทธวจน คำว่า “โลก” มิได้หมายถึง

ดาว

จักรวาล

หรือมิติทางฟิสิกส์

แต่หมายถึง โลกแห่งประสบการณ์ ที่เกิดขึ้นเพราะ

• ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

• รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

• และการรับรู้ที่เรียกว่า วิญญาณ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“โลกย่อมมีเพราะอายตนะทั้งหก”

เมื่อมีผัสสะ → มีเวทนา

เมื่อมีเวทนา → มีตัณหา

เมื่อมีตัณหา → โลกจึงปรากฏขึ้น

ดังนั้น

โลกเกิดขึ้นในประสบการณ์ ไม่ใช่ในแผนที่

๒. ที่สุดแห่งโลก = ความดับของโลก

พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธว่า “ที่สุดแห่งโลก” ไม่มี

แต่ทรงปฏิเสธว่า ไม่อาจไปถึงได้ด้วยการเดินทาง

เพราะ “ที่สุดแห่งโลก” ในพุทธวจน คือ

ความดับของผัสสะ

ความดับของเวทนา

ความดับของตัณหา

ความดับของการปรุงแต่ง

ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกิดนอกกายนี้เลย

๓. กายยาวประมาณวาหนึ่ง : จักรวาลทั้งมวลย่ออยู่ตรงนี้

พระพุทธเจ้าตรัสถ้อยคำที่ลึกยิ่งว่า

“ในกายนี้ ที่ยาวประมาณวาหนึ่ง

อันยังประกอบด้วยสัญญาและใจนี้เอง

เราบัญญัติโลก เหตุให้เกิดโลก

ความดับของโลก

และทางดำเนินให้ถึงความดับของโลก”

นี่คือหัวใจของพระพุทธศาสนา

• โลก → อยู่ในกายนี้

• เหตุเกิดโลก → อยู่ในกายนี้

• ความดับโลก → อยู่ในกายนี้

• มรรค → อยู่ในกายนี้

ไม่มีสิ่งใดต้องไปหา “ข้างนอก”

๔. เหตุเกิดโลก : ไม่ใช่สิ่งอื่น นอกจากตัณหา

ในพุทธวจน เหตุแห่งโลกไม่ใช่พระเจ้า

ไม่ใช่ชะตากรรม

ไม่ใช่กรรมเก่าอย่างเดียว

แต่คือ ตัณหา

ความอยากในรูป

ความอยากในเสียง

ความอยากในความเป็น

ความอยากไม่เป็น

ตราบใดที่ยังมีตัณหา

โลกยังถูกสร้างซ้ำทุกขณะ

ไม่ต้องรอชาติหน้า

โลกเกิดเดี๋ยวนี้

ทุกครั้งที่ใจ “เอา”

๕. ความดับของโลก : ไม่ใช่การทำลาย แต่คือการไม่ปรุง

พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนให้ “ทำลายโลก”

ไม่ทรงสอนให้หนีโลก

แต่ทรงสอนให้ ไม่สร้างโลกซ้ำ

เมื่อผัสสะเกิด → รู้ว่าผัสสะ

เมื่อเวทนาเกิด → รู้ว่าเวทนา

ไม่ต่อด้วยตัณหา

ไม่ยึด

ไม่ปรุง

ตรงนี้เอง

โลกดับ

๖. มรรค : ทางดำเนินที่ไม่ต้องไปไหน

มรรคในพุทธวจน ไม่ใช่เส้นทางลึกลับ

ไม่ใช่พิธี

ไม่ใช่การบรรลุด้วยความเชื่อ

แต่มรรคคือ

• สัมมาทิฏฐิ : เห็นโลกตามความเป็นจริง

• สัมมาสติ : รู้ทันผัสสะ เวทนา ใจ ธรรม

• สัมมาสมาธิ : ใจตั้งมั่นไม่ไหลตามตัณหา

เมื่อมรรคเกิด

การสร้างโลกหยุด

ความดับของโลกจึงปรากฏ

บทสรุป : ที่สุดแห่งโลก ไม่ได้อยู่ไกล

พระพุทธเจ้าไม่ได้พาเรา “ไปให้ถึง”

แต่พาเรา หยุดสร้าง

ที่สุดแห่งโลก

ไม่ใช่ปลายจักรวาล

ไม่ใช่แดนลี้ลับ

ไม่ใช่โลกอื่น

แต่คือ

ขณะที่ใจไม่ปรุง

ขณะที่ตัณหาดับ

ขณะที่โลกไม่ถูกสร้างขึ้นอีก

และทั้งหมดนี้

เกิดได้

ในกายนี้

เดี๋ยวนี้

ไม่ต้องไปไหนเลย

๗. ปัญหาที่ลึกที่สุดของมนุษย์

คือการ “เข้าใจผิดว่าโลกอยู่นอกตัว”

มนุษย์โดยสามัญสำนึก

เข้าใจว่าโลกคือสิ่งที่อยู่นอกกาย

— ภูเขา

— แผ่นดิน

— ผู้คน

— เหตุการณ์

— เวลาและอนาคต

จึงคิดว่า

หากจะพ้นโลก

ต้องออกจากโลก

ต้องไปอีกภพหนึ่ง

ต้องไปแดนอื่น

แต่พระพุทธเจ้า ทรงตัดความเข้าใจนี้โดยสิ้นเชิง

พระองค์มิได้ตรัสว่า

“โลกอยู่นอกกายแล้วต้องหนี”

แต่ตรัสว่า

โลกเกิดเพราะอายตนะ

และเมื่ออายตนะยังทำงานด้วยอวิชชา

โลกย่อมถูกสร้างขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

๘. อายตนะ : โรงงานผลิตโลก

ในพุทธวจน

โลกไม่ใช่สิ่งที่ “มีอยู่ก่อน”

แต่เป็นสิ่งที่ ถูกผลิต

โรงงานผลิตโลกคือ

• ตา + รูป

• หู + เสียง

• จมูก + กลิ่น

• ลิ้น + รส

• กาย + โผฏฐัพพะ

• ใจ + ธรรมารมณ์

เมื่ออายตนะกระทบ

→ ผัสสะเกิด

→ เวทนาเกิด

→ ตัณหาเข้าไปยึด

ตรงจุดนี้เอง

โลกจึงถือกำเนิด

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

“เมื่ออายตนะดับ โลกย่อมดับ”

ไม่ต้องทำลายจักรวาล

ไม่ต้องรอวันสิ้นโลก

เพียงไม่สร้างโลกขึ้นมาใหม่

๙. เวทนา : จุดตัดระหว่างโลกกับนิพพาน

เวทนาเป็นจุดสำคัญที่สุดในกระบวนการนี้

พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสว่า

โลกเกิดที่ผัสสะ

แต่ตรัสว่า

โลกตั้งมั่นได้เพราะตัณหาที่เกาะเวทนา

เวทนาในพุทธวจนมีเพียง ๓ อย่าง

• สุขเวทนา

• ทุกขเวทนา

• อทุกขมสุขเวทนา

เมื่อเวทนาเกิด

หากมีสติรู้เวทนา

โลกไม่ขยาย

แต่หากเวทนาถูก “เอา”

ถูก “อยาก”

ถูก “ผลักไส”

ตรงนั้นเอง

โลกถูกสร้าง

๑๐. ตัณหา : ผู้สร้างโลกโดยไม่รู้ตัว

พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า

“ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดโลก”

ไม่ใช่รูป

ไม่ใช่เสียง

ไม่ใช่เหตุการณ์

แต่คือ ความอยากต่อประสบการณ์

ตราบใดที่ยังมี

อยากได้

อยากเป็น

อยากไม่เป็น

โลกจะไม่ดับ

แม้จะนั่งอยู่เฉย ๆ

แม้จะปิดตา

แม้จะหนีสังคม

โลกก็ยังเกิด

เพราะตัณหายังทำงานอยู่ในใจ

๑๑. ความดับของโลก : ไม่ใช่การหายไปของสิ่งทั้งหลาย

ตรงนี้เป็นจุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด

“โลกดับ”

ไม่ใช่

– โลกแตก

– สิ่งทั้งหลายหายไป

– ไม่มีอะไรเหลือ

แต่คือ

การที่ใจไม่เข้าไปยึดถือสิ่งทั้งหลายว่าเป็นโลกของตน

รูปยังปรากฏ

เสียงยังได้ยิน

กายยังรู้สึก

แต่ไม่มี

“โลกของเรา”

“เรื่องของเรา”

“ตัวเราในโลกนั้น”

นี่แหละคือ

โลกดับโดยไม่ต้องทำลายอะไรเลย

๑๒. มรรค : การหยุดการผลิตโลก

พระพุทธเจ้ามิได้สอนมรรคเพื่อ “ไปให้ถึง”

แต่สอนมรรคเพื่อ หยุดการปรุง

มรรคในพุทธวจน คือ

• เห็นผัสสะตามความเป็นจริง

• รู้เวทนาโดยไม่ยึด

• เห็นตัณหากำลังจะเกิด

• ไม่ตาม ไม่ต้าน ไม่ปรุง

เมื่อมรรคทำงาน

โลกไม่ถูกสร้าง

เหตุแห่งโลกสิ้นไป

ความดับของโลกจึงปรากฏ

๑๓. นิพพาน : มิใช่โลกใหม่ แต่คือความไม่ถูกโลกครอบงำ

นิพพานในพุทธวจน

ไม่ใช่สถานที่

ไม่ใช่โลกอีกใบ

ไม่ใช่ภพพิเศษ

แต่คือ

สภาพที่โลกไม่ครอบงำจิต

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

นิพพานไม่เกิด

ไม่ดับ

ไม่มา

ไม่ไป

เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างตั้งแต่ต้น

บทสรุปภาคต่อ :

ที่สุดแห่งโลก คือจุดที่ “ไม่มีใครอยู่ในโลกนั้นอีก”

พระพุทธเจ้าไม่ได้พาเรา

ออกจากโลก

แต่พาเรา

ออกจากความหลงว่าโลกเป็นของเรา

เมื่อไม่มีผู้ยึด

โลกย่อมไม่มีที่ตั้ง

เมื่อไม่มีที่ตั้ง

โลกย่อมดับ

และทั้งหมดนี้

เกิดขึ้นได้

ในกายนี้เอง

ที่ยาวประมาณวาหนึ่ง

ซึ่งยังประกอบด้วยสัญญาและใจ

#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ

🙏🙏🙏🙏🙏🪷

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.