
หลายคนที่อยู่ในตำแหน่งของ “ผู้นำ” (ไม่ว่าจะเป็นผู้นำครอบครัว ชุมชน องค์กร ประเทศ หรือผู้นำในบริบทไหนก็ตาม) มีความเชื่อดังต่อไปนี้
.
“Politics have no relation to morals.”
(เรื่องการเมืองกับเรื่องศีลธรรมเป็น 2 เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน)
“It is better to be feared than loved, if you cannot be both.”
(การที่คนอื่นกลัวเราย่อมดีกว่าการที่คนอื่นรักเรา เว้นแต่เราจะทำให้คนอื่นกลัวและรักเราพร้อมๆกันได้)
“If an injury has to be done to a man, it should be so severe that his vengeance need not be feared.”
(ถ้าเราจะต้องทำร้ายใครสักคน เราต้องทำร้ายให้หนักหน่วงจนเราไม่ต้องมากลัวว่าเขาจะล้างแค้นเราในภายหลัง)
“The promise given was a necessity of the past. The word broken is a necessity of the present.”
(สัญญาที่ให้ไว้คือความจำเป็นในอดีต การผิดคำสัญญาคือความจำเป็นในปัจจุบัน)
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ “ผู้นำ” กลุ่มนี้เชื่อในการใช้กำลังและคำหลอกลวงเพื่อ “ชักใย” คนอื่นให้ทำและเป็นในสิ่งที่ “ผู้นำ” กลุ่มนี้ต้องการ
.
สิ่งที่ผมเขียนมานี้ มันอาจจะฟังดูไม่ดีเท่าไหร่นะครับ แต่ “ผู้นำ” กลุ่มนี้มองว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้าง “ผลลัพธ์” ที่ดี
.
อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่มีอยู่พบว่า “ผู้นำ” ลักษณะนี้ใช่ว่าจะสร้าง “ผลลัพธ์” ที่ดีได้เสมอไปครับ
.
จริงอยู่ครับว่า “ผู้นำ” ลักษณะนี้บางคนสามารถสร้าง “ผลลัพธ์” ที่เยี่ยมยอดออกมาได้ (ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเขาไม่มีปัญหากับการ “ไล่บี้” ลูกน้องแบบสุดโต่งจนทำให้ “ผลลัพธ์” ออกมาสวยงาม)
.
แต่หากเรามองกันโดยภาพรวม “ผู้นำ” ลักษณะนี้ไม่ได้มี “ผลลัพธ์” ที่โดดเด่นไปกว่า “ผู้นำ” สไตล์อื่นเลยครับ
.
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเรามองในระยะยาว การใช้กำลังและคำหลอกลวงของ “ผู้นำ” กลุ่มนี้สามารถส่งผลกระทบทางลบในการทำงานได้อีกด้วย
.
เพราะแม้ว่าในระยะสั้น ลูกน้องอาจจะกัดฟันทนต่อพฤติกรรม toxic ของ “ผู้นำ” ได้ แต่ในระยะยาว ลูกน้องก็อาจจะไม่ทนต่อพฤติกรรม toxic เหล่านี้อีกต่อไป ส่งผลให้ “ผู้นำ” จำเป็นต้องหาลูกน้องใหม่ ต้อง train ลูกน้องใหม่ ต้องปรับจูนการทำงานของลูกน้องใหม่ให้เข้ากันได้กับลูกน้องเก่า ฯลฯ
.
ฉะนั้น หากเราต้องการเป็น “ผู้นำ” ที่มี “ผลลัพธ์” โดดเด่นได้ยาวๆ เราอย่าเป็น “ผู้นำ” ที่มีลักษณะแบบที่ผมนำเสนอในบทความนี้จะดีกว่าครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1002/job.2877
#จิตวิทยา #siamstr