เรื่องชวนคิดครับ

สมมติเหตุการณ์ ว่า มีสาวไซส์พลัสคนนึง (จินตนาการว่าเธอพลัสมากๆเลยจริงๆนะครับ) เธอเลือกซื้อที่นั่งบนเครื่องบิน 2 ที่นั่ง จะด้วยเหตุผลว่าเธออึดอัดและไม่อยากเบียดเบียนคนอื่น เพราะก่อนหน้านั้นหลายไฟลท์แล้ว ที่เธอมักโดนคนข้างๆมองด้วยสายตารังเกียจ ว่าไปริดรอนสิทธิ์ในพื้นที่ของเขา

สำหรับไฟลท์นี้เธอจึงเตรียมพร้อมด้วยการจอง 2ที่นั่ง กระนั้นใกล้ๆเธอเพียงข้ามฟากทางเดินกลาง แม่ลูกอ่อนคนนึง ลูกเธออายุ 1 ขวบ ได้มาขอที่นั่งอีกทีของเธอ หลังจากที่เห็นว่าที่นั่งตรงนั้นว่าง

สาวพลัสจึงบอกว่าเธอซื้อไว้เอง 2 ที่นั่ง และขอปฎิเสธ แม่ลูกอ่อนจึงขอกับพนักงานบนเครื่อง

ซึ่งคำตอบก็คือ ไม่ เช่นเดิม พนักงานจึงให้แม่นำลูกมานั่งบนตัก

สาวพลัส โดนสายตาจากรอบข้างว่าเธอใจดำ

มิหนำซ้ำแม่ลูกก่อนก็ยังบ่นเธอตลอดการเดินทาง

คุณมีความเห็นว่าอย่างไรกับเรื่องนี้

เรื่องนี้ไม่มีถูกผิด แต่ความเห็นจะช่วยให้เกิดหลากความคิดได้ครับ

#siamstr #pirateketo

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ผมคิดว่าคุณแม่ลูกอ่อนต้องยอมรับความจริงว่าการเดินทางครั้งนี้ยังไงเด็กอ่อนต้องนั่งตักคุณแม่อยู่แล้ว ควรทำใจแต่แรก

แต่ถ้าได้ที่นั่งเพิ่มก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่ได้ต้องยอมรับสภาพ

สาวไซส์พลัสไม่ผิดอะไร เพราะเทอเป็นคนจ่ายเงิน เป็นสิทธิ์ของเทอที่จะนั่ง2ที่

อ๋อออ ผมเข้าใจคำว่าไซส์พลัสในที่นี้และ ตอนแรกก็นึกว่า มันขนาดนั้นเลยเหรอวะ 💆💆😂

ใช่ครับ เวลากล่าวถึงพลัส จะประมาณนั้น คือให้เห็นภาพก็ราวๆที่เขาประกวดธิดาช้าง กันครับ (ขออภัย ไม่ได้มีความหมายถึงการบูลลีนะครับ)

เปล่าผมไม่ไดนึกบูลี่ ผมนึกจันไร 5555 มันคนละอย่าง

55555 หวังว่าจะคิดไปคนละทางกับ สาวเสียบ นะครับ 555

เด๋ว สาวเสียบคืออะไรครับ

เป็นสาว ที่มีความสามารถในการเสียบได้ครับ เกิดมาพร้อมสิ่งนั้น

ยังจะถามอีกนะ

สาวไซส์พลัสไม่ได้ผิดอะไรเลย เพราะเธอซื้อที่นั่งเพิ่มเพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่นจากรูปร่างของเธอแล้ว แต่คุณแม่ลูกอ่อนถ้าอยากให้ลูกมีที่นั่ง ก็ต้องนำลูกนั่งตัก หรือไม่ก็ซื้อที่นั่งเพิ่ม

เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ แม่ลูกอ่อน ได้ความสงสาร และคนรอบข้างเกือบทั้งหมด มองว่า สาวพลัส ผิดในเรื่องนี้ แม้เธอจะทำในสิ่งถูกต้อง น่าสนใจจริงๆครับมุมนี้

เราเรียกเกมส์นี้ว่า What If เป็นเกมส์เสริมจินตนาการ ที่จะเล่นหลายคนก็ได้ หรือเล่นคนเดียวก็ได้ ด้วยการ สลับเข้าไปสิงร่างแต่ละฝ่าย ด้วยคำถามว่า ถ้าเราเป็น . . . แล้วคิดว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ ถ้าเป็นเราจะคิดยังไง ทำยังไง

ก็เลยจั่วไว้ว่า ไม่มีผิดถูก เพราะมันเกิดทุกวินาทีบนโลกนี้

ยกตัวอย่างได้เช่น ถ้ามีปัจจัยที่ชื่อว่า น้ำใจ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย น้ำใจนั้น สั่นคลอนความถูกต้องไหม การไม่มีน้ำใจเป็นความผิดไหม โอเคอาจจะไม่ใช่ความผิด แต่มันก็ติดความรู้สึกไม่มีน้ำใจไปในใจไหม แล้วความรู้สึกไม่ดี เพราะเราไม่มีน้ำใจ มันคือความรู้สึกของคนดี ที่จะรู้สึกใช่ไหม แล้วถ้ามันรู้สึกไม่ดีกับการไม่มีน้ำใจ มันก็จะเป็นความไม่ดีไหม

แล้วถ้าตกตะกอนว่า เออ เราควรจะมีน้ำใจเพราะมันคือความดี แม้สิ่งดีนั้นจะไม่ถูกต้องและไม่ถูกใจเราสักเท่าไร

มุมนี้คิดว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ

แล้วถ้าเพิ่มปัจจัยเข้าไปอีก ว่าถ้าแม่ลูกอ่อนคนนั้น เป็นเพื่อนเราหล่ะ มันจะเริ่มยากขึ้นไหมครับ

แม่ลูกอ่อนมีสิทธิ์ที่จะลองสร้างโอกาสให้ตัวเองครับ โดยการโน้มน้าว และรับผิดชอบผลลัพธ์ของทางเลือกนั้นทึ่จะตามมา การบ่นเป็นการไม่รับผิดชอบการเลือกอย่างนึงครับ และมันก็ติดกับคนที่บ่น มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เกิดผลลัพธ์ใดๆ จากการบ่น มีแต่จะทำให้มันจริงขึ้นเรื่อยๆสำหรับตัวเขาเอง

ฝั่งธิดาพลัส ก็มีสิทธิ์ในการปฏิเสธเช่นกัน แน่นอนว่า อาจจะต้องดีลกับการเลือกปฏิเสธนั้น จากสายตาตัดสินประเมินค่า ของผู้อื่น ไม่มีวินาทีไหนที่คน ไม่วัด หรือตัดสินกันและกัน แค่เธอหายใจคนก็ตัดสินเธอได้เช่นกัน เธอคงต้องปล่อยวางเรื่องนี้ด้วยตัวเธอเอง

แล้วปล้อยให้สายตาของคนพวกนั้นเป็นเรื่องของพวกเขาไป

เรื่องการดูไม่ดีในสายตาคนอื่นมันทำให้ผมเหน็ดเหนื่อยมามากแค่ไหนแล้วในชีวิต แม้แต่ผมเองที่ตัดสินคนด้วยสายตาหรือคำพูด การกระทำ สุดท้ายแล้ว ผมก็กลับมาวุ่นวายกับชีวิตตัวเอง เรื่องราวของตัวเองอยู่ดี ไม่มีวันสิ้นสุด การใช้เวลาไปกับการวิจารณ์ ตัดสินคนอื่นนั้น น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับ เรื่องราววของตัวผมเอง

ขอบคุณคำถามที่ดี ที่ให้ผมได้แสดงความคิดครับ

สุดยอดครับ และใช่ครับ พอกลับมามองตัวเราเอง หลังจากได้คิดหลายๆมุม ได้เข้าไป ใจเขาใจเรา มันช่วยให้เราพัฒนามุมมองได้ด้วยครับ

ตัดเรื่องไซด์พลัส ออกไป ครับ

ประเด็นก็คือ ซื้อตั๋วมาสองที่ เพื่อให้ตัวเองสะดวก ก็ควรจะได้นั่งสองที่ ถ้ามีน้ำใจจะแบ่งนั่นเรื่องของคุณ

2) สายตาคนรอบข้าง และการกระทำ ถ้ามันไม่กระทบต่อเราก็ไม่ต้องแคร์ครับ

สังคมแม่งบอกว่ามึงเหี้ย แต่มึงรู้ว่ามึงไม่ได้เหี้ย มึงต้องออกมาทำให้ถูกใจสังคมหรอ ก็ไม่

สำหรับผมมีเท่านี้