แบบที่ 2 ผมคิดเล่น ๆ ว่า รัฐที่ปฏิเสธบิตคอยน์มาตลอด เพิ่งจะรู้ตัวในวันที่สาย แล้วเพิ่งจะมาไล่เก็บบิตคอยน์ทีหลังได้แค่ 150 BTC เพื่อเอามาใช้เพื่อแบคหลัง local fiat ที่มีอยู่เดิม แล้วประชากรในประเทศที่เข้ามาก่อนหน้ารัฐ ถือครองบิตคอยน์อยู่ 600 BTC ซึ่งมากกว่ารัฐอยู่ 4 เท่า จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวของรัฐเอง? และจะเกิดอะไรขึ้นกับประชากรที่มีบิตคอยน์มากกว่ารัฐ?
แล้วราคาสินค้าที่เคยเซ็ตในหน่วยของ local fiat ที่ไม่เคยมีอะไรหนุนหลัง อยู่ ๆ ก็ถูกแบคติดกับบิตคอยน์ที่มีอยู่อย่างจำกัดในทันที ราคาน้ำเปล่า 1.5 ลิตร ที่เคยราคา 20 บาทต่อขวด อาจจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าเนื่องจาก local fiat ของรัฐ มีบิตคอยน์ที่จะใช้ในการหนุนหลังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณ supply เงินของรัฐที่มีมากเกินไปในระบบ เช่น
25,551.32 billion THB กับ บิตคอยน์เพียง 150 BTC ที่ใช้ในการแบคหลัง
25,551.32 billion THB กับ บิตคอยน์ 150,000 BTC ที่ใช้ในการแบคหลัง
ปริมาณของบิตคอยน์ที่รัฐมี จะส่งผลต่อค่าเงิน local fial ของรัฐอย่างแน่นอน เมื่อทุก ๆ ประเทศในโลกต่างแย่งกันเอาบิตคอยน์มาหนุนหลังค่าเงินของตัวเอง การนำเข้า-ส่งออก ค่าเงินระหว่างประเทศจะต้องเซ็ตเรทของค่าเงินระหว่างกันและกันใหม่
จากคำถามพี่ที่ว่าแบงค์จะประกาศยังไง
ผมคิดว่าอย่างดีคือประกาศว่า “เรามีบิตคอยน์มากพอที่จะใช้ในการหนุนหลังค่าเงินของเรา ประชาชนไม่ต้องวิตกกังวลอะไรในการเปลี่ยนผ่าน” แล้วไม่เกิดความผันผวนของราคาสินค้าและบริการจากเดิมมากเกินไป ง่าย ๆ คือความ ฉห. ไม่ได้มาเยือนรุนแรงมากนัก
อย่างร้ายคือกรณีที่รัฐมีบิตคอยน์ที่ใช้หนุนหลังน้อยเกินไปกับปริมาณเงินในระบบที่มี ถ้ามีการประกาศออกมาแบบนี้ อันนี้แตกแน่นอน
ประเทศที่ซวยที่สุดคือประเทศที่มีบิตคอยน์น้อยที่สุด หรือไม่มีบิตคอยน์เลย ประเทศพวกนี้จะไม่มีประเทศไหน ๆ ในโลกยอมรับค่าเงิน และทำการค้าขายด้วยอย่างแน่นอน อาจจะต้องไปใช้หน่วยเงินของประเทศอื่น ๆ ที่มีบิตคอยน์หนุนหลัง เหมือนกับประเทศที่ค่าเงินพังแล้วไปใช้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักแทน
ว่าแต่รัฐเราตอนนี้มีกี่บิตคอยน์แล้ว 😂
#Siamstr
แต่เอาเข้าจริงๆผมยังไม่เห็นประโยชน์ของการควบคุม monetary policy หลังจากที่เอา bitcoin ไปแบคไว้นะ เพราะว่าตัว bitcoin เองมันค่อนข้างที่จะทำหน้าที่นั้นได้อยู่แล้ว แบ่งหน่วยย่อยได้ รักมูลค่าได้ ส่งหากันข้ามโลกได้ ไม่เหมือนยุค gold standard ที่เงินกระดาษมันแก้ตรงจุดนี้ได้
Thread collapsed
มองในสองมุมคือ มันจะเกิด 2 มาตรฐานแน่ ๆ ระหว่างคนที่ใช้เงินเลเยอร์ 1 อย่างบิตคอยน์หรือ LN กับพวกที่ใช้เงินในเลเยอร์ที่ต่ำกว่าอย่างเฟียตแบคบิตคอยน์
คนที่มีบิตคอยน์อยู่แล้วผมว่าไม่น่าเป็นห่วงอะไร แต่คนที่ไม่มี แล้วต้องเห็นเงินเฟียตในบัญชี ถูกสะท้อนความเป็นจริงจากการที่เงินของรัฐถูกเอามาแบคกับหน่วยวัดที่ดิ้นไม่ได้แบบบิตคอยน์ แล้วรัฐดันมีบิตคอยน์ที่น้อยเกินไป อันนี้มีร้องแน่นอน
ส่วนพวกเราก็ใช้บิตคอยน์แลกเปลี่ยนกันเองแบบฟิน ๆ ไม่ต้องไปสนใจว่าเงินเฟียตในบัญชีมูลค่าหลังจากที่ถูกแบคจะไปทิศทางไหน
น่าสนใจดี ขอบคุณสำหรับประเด็นที่เปิดมานะครับ :) 🧡
Thread collapsed