สงคราม เป็นเพียง หนึ่งในพิธีกรรมหนึ่ง ที่ใช้ในการจัดแบ่งทรัพยากร

หากการจัดแบ่งทรัพยากรแต่ละครั้ง ทุกฝ่ายต่างสามารถยอมรับเงื่อนไขกันและกันได้

สงครามจะไม่เกิดขึ้น(การจัดแบ่งไม่เคยยืนอยู่บนพื้นฐานความยุติธรรม หากแต่ยืนอยู่บน พละกำลังของแต่ละฝ่ายเป็นหลัก)

เมื่อมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเริ่มร้องขอมากไปจากอีกฝ่าย จนอีกฝ่ายคิดว่าถ้าต้องเสียขนาดนี้

ตนยอมเดิมพันทรัพยากรที่มี เพื่อมาใช้ก่อสงคราม ดีกว่าสูญเสียทรัพยากรที่มีไปเปล่าๆ

นั่นจึงทำให้สงครามเกิดขึ้น ผู้ชนะย่อมได้สิ่งที่ตนต้องการไป ผู้แพ้ต้องสูญเสียในสิ่งที่ผู้ชนะร้องขอ

แรกเริ่มเดิมทีนั้น สงครามก็ยิ่งใหญ่ได้แค่เท่าที่ทรัพยากรของแต่ละฝ่ายมี

แต่เมื่อ ”เงินสามารถสร้างได้จากหนี้“ ทรัพยากรที่ใช้ก่อสงครามของทั้งสองฝ่าย

ก็มีได้มากกว่าที่มันควรจะเป็น โดยได้รับการสนับสนุนจาก "ผู้สนับสนุนเงินกู้"

และสุดท้ายการที่จะต้องมาชำระหนี้สงครามกันในภายหลัง ก็ทำให้ ผู้ชนะสงคราม

อาจไม่ใช่ผู้ชนะที่แท้จริง แต่กลายเป็น "ผู้สนับสนุนเงินกู้" กลายเป็นผู้กอบโกยผลประโยชน์จากสงครามไปทั้งหมดแทน

และนี่คือสาเหตุที่ "ผู้สนับสนุนเงินกู้" หรือจะเรียกให้ชัดก็คือ

“ผู้มีอำนาจควบคุมเงิน” คือผู้กำหนดชัยชนะของสงคราม

และเป็นผู้กอบโกยผลประโยชน์ทั้งหมดไปในท้ายที่สุด

แม้ตัวเองไม่ได้อยู่เป็นคู่ขัดแย้งในสงครามนั้นเลยก็ตาม

และ ”ผู้มีอำนาจควบคุมเงิน“ ที่ว่าอาจจะเป็นเพียงแค่กลุ่มบุคคลกลุ่มนึงเท่านั้นด้วยซ้ำ

ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำประเทศใดๆ เลยก็ยังได้

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.