จากหัวข้อเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาที่มีการพูดคุยกันในรายการ สภายาส้ม EP.13 (ตอนล่าสุด) ที่พูดถึงประเด็นที่ศาสนาควรแยกออกจากรัฐ พอดีผมเพิ่งได้ฟังและอ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับรัฐไทยในสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีการใช้ศาสนาพุทธที่รัฐไทยในสมัยนั้นให้การสนับสนุน และได้ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปลุกระดมผู้คนให้ทำร้ายผู้ที่เห็นต่างทางศาสนา
ดูเหมือนว่า เมื่อรัฐจะเข้าไปแทรกแซงหรือจับต้องอะไร ทุกอย่างจะวินาศสันตะโรไปหมด กับเหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้บริสุทธิ์ ที่ต้องมาตายเพียงเพราะรัฐไทย อยากจะเอาชนะและยึดคืนดินแดนฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงคืนจากประเทศฝรั่งเศส ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยถูกเขียนลงในตำราเรียน กับอาชญากรรมที่ถูกลืม
Martyrs of Songkhon : มรณสักขีแห่งสองคอน
ขอเท้าความไปในช่วงแรกเริ่มของส่งครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) ในซีกโลกตะวันตก ได้มีการทำส่งครามกันระหว่าง เยอรมัน อังกฤษ และฝรั่งเศส ในขณะที่ในซีกทางฝั่งของเอเชียเองก็กำลังเกิดสงครามขึ้นระหว่างจีนกับญี่ปุ่น จากความขัดแย้งในดินแดนทางตอนใต้ของแมนจูเรียในประเทศจีน
ภายหลังจากจบส่งครามโลกครั้งที่ 1 ญี่ปุ่น ประเทศเกาะเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ ได้เริ่มมีอำนาจและขยายอิทธิพลเขามาในบริเวณเอเชียบูรพา เป็นเวลาที่ประจวบเหมาะกับช่วงที่ฝรั่งเศสได้พ่ายแพ้ให้กับเยอรมัน สงผลทำให้เมืองขึ้นที่เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ในเวลานั้นเกิดสุญญากาศทางการเมือง ทำให้เมืองขึ้นเหล่านี้จะต้องดูแลตัวเอง
ในช่วงที่ประชาคมโลกได้ประนามการกระทำของญี่ปุ่น ที่ได้เข้าไปยึดดินแดนแมนจูเรียที่อยู่ภายใต้การปกครองของจีนโดยพลการ มีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่ไม่ได้ประนามการกระทำของญี่ปุ่น และยังเห็นดีด้วยว่าเป็นความชอบธรรมของญี่ปุ่นในการเข้าไปยึดครองดินแดนนั้น
ญี่ปุ่นจึงได้มีการบอกกับรัฐบาลไทยในเวลานั้นว่าถ้าหากไทยต้องการที่จะกำจัดอิทธิพลของชาติตะวันตกในดินแดนของไทยที่เป็นหอกข้างแคร่มายาวนานกว่า 150 ปี ทางการญี่ปุ่นจะคอยให้การช่วยเหลือและสนับสนุนประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) ได้เกิดเหตุการณ์ข้อพิพาทอินโดจีนระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส เกี่ยวกับการเรียกร้องการคืนดินแดนที่เป็นพื้นที่ทางฝั่งขวาของลุ่มแม่น้ำโขง (ลาว และกัมพูชาในปัจจุบัน) คืนจากประเทศฝรั่งเศส ส่งผลให้เกิดความหวาดระแวงของรัฐไทยต่อชาวยุโรปโดยเฉพาะชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในช่วงเวลานั้น รวมไปถึงผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่ถูกเผยแผ่โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ทำให้เกิดนโยบายในการผลักดันชาวยุโรปให้ออกไปจากประเทศไทย ไม่เว้นแม้แต่เหล่านักบุญ
และด้วยความต้องการของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีความต้องการจะยึดคืนดินแดนที่เคยสูญเสียไปในสมัยรัชกาลที่ 5 คืนจากฝรั่งเศส คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก จึงถูกมองว่าเป็นองค์กรของประเทศศัตรู รัฐไทยในเวลานั้นจึงเริ่มหาวิธีที่จะกำจัดศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกให้หมดไปจากประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือการปลุกระดมความรักชาติของพวกอนุรักษ์นิยมหัวรุนแรง โดยคนพวกนี้มักจะเข้าใจว่า คำว่าประเทศไทยนั้น หมายถึงประเทศของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเท่านั้น
มีการออกใบปลิว ประกาศและบทความต่าง ๆ เพื่อใช้ในการปลุกใจประชาชนให้เกิดความรักชาติ จากการกระทำของรัฐ ลุกลามเข้าไปในกลุ่มพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติเพื่อละทางโลก และไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ได้มีการตีพิมพ์บทเทศนาปลุกเร้าชาวพุทธในไทยให้มีความรักชาติรักพระพุทธศาสนา ความว่า
"อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ อำนวยประโยชน์สูงสุด โดยตรงและโดยอ้อม ก็มีศีลธรรมพุทธศาสนา พระศรีรัตนตรัยเท่านั้น จึงเจริญก้าวหน้ามีตำแหน่งสูง มีรายได้มาก ทำมาหากินเจริญสุขสมบูรณ์ตามกัน เขาเอาศาสนาพร้อมด้วยเครื่องล่อมา เกลี้ยกล่อมพวกไทยเรา จนเป็นเมืองขึ้นเขา ต้องขนเงินส่งเขา ต้องอยู่ในอำนาจบังคับเขา บางศาสนาก็คุยโม้โอ้อวดว่า สิ่งในโลก พระเจ้าเป็นผู้สร้างน้ำให้มนุษย์กิน สร้างดิน ลม ไฟ ให้มนุษย์อาศัย และรับบาปของใคร ๆ ไปหมด ถ้าชาวไทยคนดีจะช่วยกันคิด และพิจารณาว่า น้ำมีเชื้อโรค มนุษย์กินก็เป็นอหิวาตาย น้ำมาท่วมของไร่นาฉิบหาย ลมและอื่น ๆ พัดบ้านเรือนพังพินาศไป ใครเป็นผู้สร้าง ทำไมไม่สร้างพอดี ๆ"
ต่อมาได้มีการจัดตั้งกลุ่มคณะเลือดไทย ที่ค่อยทำหน้าที่สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลเพื่อที่จะส่งเสริมความเป็นชาตินิยม โดยสมาชิกของกลุ่มจะถูกปลูกฝังชุดความคิดที่ว่า ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นศาสนาของพวกศัตรู ใครที่นับถือก็เป็นศัตรูของชาติไทยด้วย คนในกลุ่มนี้จึงมีหน้าที่คอยกำจัดผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ โดยจัดตั้งในเมืองหลวง และกระจายออกไปตามจังหวัดต่าง ๆ
สองคอนแห่งมุกดาหาร ชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงราว ๆ ปี พ.ศ. 2425 (ค.ศ. 1882) มีกันประมาณ 30 ครอบครัว ได้มีช่วงเวลาที่ผู้คนในชุมชนนั้นเกิดการล้มป่วยหลายคน ด้วยความไม่เข้าใจจึงคิดกันไปว่ามีผีเข้าตามความเชื่อในท้องถิ่น ได้มีการแสวงหาผู้ที่จะสามารถกำจัดผีออกไปได้ เวลานั้นมีการเล่าลือกันว่าที่บ้านคำเกิ้ม บ้านหนองแสง เมืองนครพนม มีบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่สามารถขับผีได้ ชาวบ้านจึงไปเชิญท่านบาทหลวงให้มายังบ้านสองคอน
ด้วยความรู้ทางการแพทย์ที่ติดตัวมาของบาทหลวง พร้อมกับยารักษาโรคอย่าง ยาควินิน (Quinine) ที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย ทำให้คนในบ้านสองคอน หายป่วยจากโรคที่เกิดขึ้น และยังถ่ายทอดหลักการใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ที่ถูกสุขลักษณะ ถูกหลักอนามัยให้กับชาวบ้าน พร้อมกับการเผยแผ่เรื่องของความเชื่อในพระเจ้าตามหลักคำสอน และทำให้ชาวบ้านนั้นเลิกกลัวผี
พื้นที่ชายขอบที่รัฐไทยไม่เคยเหลียวแล ได้มีบาทหลวงคนธรรมดาผู้หนึ่งที่ช่วยเอาไว้
ในช่วงที่เกิดกรณีข้อพิพาทอินโดจีน ส่งผลให้พื้นที่แถบชายขอบที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาท ถูกรัฐไทยเพ่งเล็งเป็นพิเศษ จังหวัดมุกดาหาร-นครพนม ที่มีกลุ่มมิชชันนารีที่กำลังเผยแผ่ศาสนา ถูกผลักดันออกไปจากพื้นที่ของประเทศไทย จากนโยบายของรัฐ ที่ประกาศให้ออกจากพื้นที่ภายใน 48 ชม. ไม่นานหลังจากมีการขับไล่ชาวตะวันตกออกไปนั้น รัฐไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ พร้อมอาวุธครบมือ โดยประจำการตามหมู่บ้านชุดละ 6 คน
ในพื้นที่ที่ชาวบ้านมีการนับถือศาสนาคริสต์ เกิดการบีบบังคับให้มีการเลิกนับถือศาสนาคริสต์ มีการบังคับให้เซ็นสัญญาเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ ความขัดแย้งและความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้บริเวณที่มีข้อพิพาท โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดจากรัฐ มีทั้งการสั่งห้ามประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ไปจนถึงการจับคุมขังผู้ที่นับถือคริสต์ รุนแรงถึงขั้นที่มีการทำลายข้าวของ และเผาทำลายโบสถ์คริสต์หลาย ๆ แห่งในพื้นที่โดยข้าราชการท้องถิ่น
ถึงแม้ว่าสองคอน จะไม่ได้อยู่ใกล้กับพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาท แต่ด้วยความที่เป็นชุมชนคริสเตียนขนาดใหญ่ และมีคณะมิชชันนารีช่าวฝรั่งเศสเป็นผู้นำชุมชนจึงถูกนโยบายนี้ของรัฐ กดดันให้บาทหลวง เปาโล ฟิเก และคณะซิสเตอร์ที่เป็นชาวฝรั่งเศสต้องออกไปจากพื้นที่ตรงนั้น
เหตุการณ์เลวร้ายลงเมื่อรัฐได้ส่งเจ้าหน้าชุดประจำการได้เข้าไปควบคุมความสงเรียบร้อยในหมู่บ้านสองคอน โดยหัวหน้าชุด ลือ เมืองโคตร ในแรกเริ่มดูเหมือนว่าจะไม่มีความขัดแย้งอะไรกับชาวบ้าน แต่ต่อมาก็เริ่มมีพฤติกรรมข่มขู่คุกคาม โดยมีการบังคับให้ชาวบ้านเลิกนับถือคริสต์ และห้ามมีการชุมนุมกัน ลามไปถึงมีการบังคับขืนใจหญิงสาวในหมู่บ้าน สร้างความเกลียดกลัวให้กับชาวบ้านที่กำลังไร้ที่พึ่ง
เมื่อผู้นำทางจิตวิญญาณได้ถูกขับไล่ออกไป ชาวบ้านในสองคอนที่กำลังรู้สึกขาดที่พึ่งทางใจ ยังคงมีชาวไทยที่เป็นครูสอนศาสนา ฟิลิป สีฟอง อ่อนพิทักษ์ ซิสเตอร์ 2 คน อักแนส พิลา ทิพย์สุข และ ลูซีอา คำบาง สีคำพอง แม่ครัว อากาทา พุดทา ว่องไว และเด็กหญิงอีก 3 คน ยังคงทำหน้าที่นำชาวบ้านสองคอน ปฏิบัติศาสนกิจเหมือนปกติ สร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านได้ดำเนินชีวิตต่อไป
การขัดขืนคำสั่ง อย่างการนำปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาของ ครูฟิลิป สีฟอง อ่อนพิทักษ์ ได้สร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าหน้าที่รัฐชุดที่ประจำการในหมู่บ้านอย่างมาก เจ้าหน้าที่รัฐได้ทำการปลอมแปลงจดหมายที่อ้างว่าส่งมาจากนายอำเภอมุกดาหารเพื่อหลอกให้ครูสีฟองเดินทางไปพบ และถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตที่บ้านพาลุกา
แม้ว่าการตายของครูสีฟองจะสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านก็ยังคงไม่ละทิ้งสิ่งที่เป็นความเชื่อทางจิตวิญญาณ ผ่านซิสเตอร์ทั้งสอง ที่ยังทำหน้าที่นำชาวบ้านประกอบศาสนกิจต่อไป
"อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและกายในนรกได้
พระธรรมมัทธิว - 10:28"
เจ้าหน้าที่รัฐยังคงข่มขู่คุกคาม ออกอุบายต่าง ๆ เพื่อใช้ในการหลอกล่อซิสเตอร์ทั้งสอง และเรียกประชุมชาวบ้านเพื่อบีบบังคับให้ละทิ้งความเชื่อ และเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ โดยเจ้าหน้าที่ ลือ ได้ถามถึงความสมัครใจของชาวบ้านที่มาประชุมว่าใครจะสมัครใจในการเปลี่ยนศาสนาบ้าง ในเหตุการณ์นั้นมีเด็กหญิงคนหนึ่ง นางสาว บุดสี ว่องไว ได้ลุกขึ้นแล้วตอบกับเจ้าหน้าที่รัฐไปว่า "ตายครั้งเดียว ไม่กลัว" แต่เหมือนว่าเจ้าหน้าที่ ลือ จะไม่ได้สังเกตหรือแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเพราะว่าการเรียกประชุมครั้งนี้เป็นเพียงความต้องการที่จะมาข่มขู่ชาวบ้าน ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเอาจริงเอาจังในการสั่งห้ามการประกอบกิจกรรมทางศาสนาของคริสต์ ให้อยู่กันเงียบ ๆ
เพื่อแสดงความจำนงที่จะไม่มีการประกอบศาสนกิจอีก และลดความตรึงเครียดระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน ซิสเตอร์ทั้งสองจึงได้ถอดชุดนักบวชที่สวมใส่อยู่ออก เหตุการณ์นั้นจึงสงบลง แต่ว่าหลังจากนั้น ชาวบ้านยังคงถูกเจ้าหน้าที่รัฐรังควาน ความพยายามในการเกลี้ยกลอมชาวบ้านเป็นเพียงการหลอกล่วง ความกดดันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซิสเตอร์ทั้งสองจึงตัดสินใจเขียนจดหมายถึงเจ้าหน้าที่รัฐ แจ้งความจำนงขอพลีชีพตนเอง เพื่อรักษาความศัทธา ความรักและความเชื่อมั่นในพระเจ้า
" พวกฉันขอคำนับมา หัวหน้าบ้านสองคอนทราบ
เวลาเย็นวันนี้ท่านได้รับคำสั่งมาจากรัฐบาลอย่างเด็ดขาดแล้ว สำหรับลบล้างพระนามของพระผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นเจ้าชีวิตจิตใจของพวกฉันแต่ผู้เดียว พวกฉันนมัสการแต่พระองค์แต่เพียงผู้เดียวค่ะ แต่ก่อนสองสามวันล่วงมาที่ได้พูดกับพวกฉันแล้วว่า จะไม่ลบล้างพระนามของพระผู้เป็นเจ้า พวกฉันก็ยินดีพลอยยอมถอดเครื่องแต่งกายอันนี้ ที่สำแดงว่าพวกฉันเป็นข้าปรนนิบัติพระองค์เจ้า วันนี้ไม่เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว ฉันขอยั่งยืนว่า ศาสนาพระคริสต์ เป็นศาสนาจริงเที่ยงแท้... ท่านถือรับสั่งของรัฐบาล ฉันก็ถือตามพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า ขอเป็นพยานให้แก้พระองค์เถิด พระเจ้าค่ะ"
ข้อความส่วนหนึ่งจากจดหมายสองหน้า ที่ซิสเตอร์ อักแนส พิลา ทิพย์สุข เขียนส่งถึงเจ้าหน้าที่รัฐ
จากข้อความในจดหมายนั้น ทำเจ้าหน้าที่ ลือ โกรธมาก ในวันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวซิสเตอร์ทั้งสอง และชาวบ้านห้าคน เข้าไปในป่าช้า ทั้งเจ็ดคนนั้นได้นั่งคุกเข่าหน้าขอนไม้ใหญ่ ซิสเตอร์ได้นำสวดถึงพระเจ้า หลังจากบทสวดได้จบลง เจ้าหน้าที่ได้กระหน่ำยิงด้วยกระสุนปืนกว่า 20 นัด
พยานผู้เห็นเหตุการณ์ นายลีที่แอบอยู่ในป่าช้าศักดิ์สิทธิ์ ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด หลังจากที่พวกเจ้าหน้าที่กลับออกไป นายลีได้เดินเข้าไปดูร้างของทั้งเจ็ดคน แต่พบมีผู้ที่ถูกกระสุนปืนหกคน เด็กหญิงสอนที่หมอบอยู่ริมสุดไม่ถูกลูกกระสุนปืนรอดมาได้อย่างปาฏิหารย์ เป็นอีกหนึ่งในพยานที่บอกเล่าเรื่องเหล่านี้
จากนั้นเจ้าหน้าที่รัฐได้สั่งรื้ออาคารไม้ที่ถูกใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจของชาวบ้านลง เป็นเวลาหลายปีที่ชาวบ้านไม่สามารถทำพิธีกรรมได้อย่างเปิดเผย
หลายปีต่อมาทางวาติกันได้ส่งบาทหลวงมาเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ เรื่องราวการสละชีวิตเพื่อพิสูจน์ความเชื่อของผู้ตายทั้งเจ็ด หลังจากที่มีการตรวจสอบพยานหลักฐาน ข้อมูลต่าง ๆ อย่างแน่ชัดผู้ที่เสียชีวิตทั้งเจ็ดจึงได้รับสถานะเป็นบุญราศรีมรณสักขี
"บุญราศรี คือ บุคคลผู้ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่หน้านับถือให้กับศาสนิกชนผู้อื่น
มรณสักขี คือ บุคคลผู้ที่ยอมพลีชีพเพื่อความเชื่อที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า"
ที่มา :
" the101.world/martys-of-songkhon/ "
" th.wikipedia.org/wiki/มรณสักขีแห่งสองคอน "
" youtube.com/watch?v=-EDmdbOZ6UU "
" youtube.com/watch?v=PO4_JmqdDb8&t=619s "
พวกคุณคิดว่าทำไมชาวพุทธที่นับถือศาสนาที่มีแก่นหลักสำคัญของคำสอนอย่าง "อริยสัจ 4 และ มรรคมีองค์ 8" ที่มีหัวใจหลักในการใช้ค้นหาหนทางแห่งการดับทุกข์ให้หมดสิ้นไป เพื่อออกจากการเวียนว่ายตายเกิดที่ไร้ที่สิ้นสุด การแสวงหานิพพาน (Nirvana) ถึงได้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับหลักคำสอนเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง ด้วยการทำให้ผู้อื่นต้องเป็นทุกข์ และทำลายชีวิตของผู้อื่นที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน
ผมมีคำตอบให้พวกคุณอยู่อย่างหนึ่ง การเรียนการสอนในห้องเรียนจากนโยบายของรัฐด้วยคนที่ไม่เคยเข้าใจแก่นหลักของมันจริง ๆ ยังไงละ เมื่อรัฐบรรจุศาสนาเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนภาคบังคับเพื่อใช้ควบคุมความประพฤติของประชน กำหนดจริยธรรม ศิลธรรมที่ประชาชนพึงปฏิบัติ อันนี้ดี อันนี้เลว เพื่อให้ประชาชนอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกัน
และมันจะแย่มากขึ้นเมื่อผู้สอนที่ได้เอาแบบเรียนที่ออกโดยรัฐ มาสอนให้กับผู้อื่น รัฐอาจจะมีการเติมแต่งอะไรก็ตามที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักการของศาสนานั้น ๆ เพื่อผลประโยชน์ของรัฐลงไปอยู่แล้ว ไม่พอ ด้วยตัวผู้สอนเองก็มีการตีความที่อาจจะบิดเบือนไปเป็นอย่างอื่นตามความเชื่อที่เขาเข้าใจของเขาเอง
เพราะว่าความเชื่อมันเป็นเรื่องของปัจเจก พวกคนที่เอามาสอนอาจจะอุปโลกเรื่องบางอย่างขึ้นมาเมื่อมีผลประโยชน์เกิดขึ้นอยู่เสมอ
เมื่อมีเด็กที่ไม่เรียบร้อยในห้องเรียน คุณว่าเขาแก้ปัญหานี้ยังเมื่อเขาเอาระบบของความเชื่อมาใช้ ?
"เป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่ายนะ เด็กเรียบร้อยเป็นเด็กที่มีบุญมาก ตายไปได้ขึ้นสวรรค์แน่นอน"
Who da fucking guarantee of this?
คุณคิดว่าเด็กน้อยที่ได้ยินคำพูดพวกนี้จะกลายเป็นคนยังไง ? พวกเข้าจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้เหตุผลเป็น คิดวิเคราะห์ได้ในเชิงตรรกะ หรือกลายเป็นพวกที่มีจิตใต้สำนึกที่พร้อมจะเชื่อและลงมือทำเมื่อมีรางวัล และผลประโยชน์มาล่อ
ถ้าหากคุณมีลูก ๆ ได้โปรด เสริมสร้างภูมิคุมกันให้กับพวกเขา ให้พวกเข้าได้มีกระบวนการทางความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล ศาสนาเป็นเพียงเครื่องมือที่เราเอามาใช้เพื่อตอบคำถามถึงสิ่งที่เราไม่อาจจะเข้าใจ ตอบคำถามถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราไม่ได้มีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว มันไม่ใช้เรื่องที่เด็กเล็ก ๆ จะต้องมาทำความเข้าใจ พวกเขายังมีเวลาอีกมากที่จะสนใจและไปเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเองเมื่อเขามีวุฒิภาวะที่พร้อมแล้ว
อย่าให้ลูก ๆ ของคุณ ต้องโตมาเป็นเครื่องมือที่ถูกชักจูงได้โดยรัฐ ถ้าเราจะเริ่มสังคมใหม่ที่ดีกว่า เราต้องเริ่มจากเด็กเล็ก ๆ ในวันนี้
#ThailandZapathon
#ThaiNostrich
#Siamstr