ชอบมากเลยครับ เห็นภาพที่ชัดเจนด้วย ถ้าซูมออกไปขยาย time frame กว้าง ๆ จะเห็นว่าบนโลกเองมันมีวัฏจักรร้อนเย็นสลับกันระหว่างยุคน้ำแข็ง ยุคอบอุ่น
พอซูมเขาไปในกรอบเวลาแคบ ๆ ในยุคสมัยปัจจุบันเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแล้วเห็นว่าอุณหภูมิมันเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี แล้วมาบอกว่าเป็นเพราะมนุษย์เผ่าเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำอุตสาหกรรมหนัก เผ่าทรัพยากรโลกอย่างน้ำสะอาด บลา ๆ แล้วมันอดคิดไม่ได้ว่า จริง ๆ แล้วโลกมันก็ร้อนขึ้นจริง ๆ นั่นแหละ เพียงแค่ว่ามันเป็นวัฏจักรของมัน สิ่งที่มนุษย์ทำอาจจะไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับโลกขนาดนั้น (หรือถ้าลองตัดตัวแปรอย่างมนุษย์ ลบมนุษย์ออกไปจากโลกแล้วพบว่ามันก็ยังคงร้อนขึ้น จะบอกว่ามันร้อนขึ้นเพราะว่าฝีมือมนุษย์อยู่อีกหรือเปล่า)
หรือจริง ๆ narrative เรื่องโลกร้อนมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อซ้อนเงินเฟ้อในรูปของ คาร์บอนเครดิต และเอาไว้ใช้ในการกดหัวประเทศกำลังพัฒนาไม่ให้สามารถเข้าถึงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ชาติมหาอำนาจได้ใช้มันเพื่อพัฒนาประเทศของพวกเขาจนมันเติบโตและยิ่งใหญ่กว่าชาติอื่น ๆ ไปได้นานแล้ว และกดไม่ให้ประเทศที่จำเป็นจะต้องเขาถึงแหล่งพลังงานประสิทธิภาพสูงเพื่อพัฒนาประเทศให้ทันกับชาติมหาอำนาจ ให้ไปเสียเวลาและทรัพยากรในการผลิตเอาพลังงานทางเลือก (ประสิทธิภาพต่ำ) อย่างโซล่าเซลล์ กังหันลม มาใช้แทนและจะไม่มีวันที่จะตามทันชาติมหาอำนาจได้
เอาจริง ๆ ถ้าโลกร้อนเป็นเรื่องจริงในมิติที่เป็นเพราะฝีมือของมนุษย์แล้วพวกเราร่วมมือกันหยุดสภาวะนี้ได้จริง ๆ
เรื่องสมมติ ถ้าเกิดสมมติว่ามันเกิดเหตุการณ์ Solar Flare ที่ดวงอาทิตย์เกิดการปะทุปลดปล่อยพลังงานความร้อนสูงมายังโลก ในช่วงเวลาที่ซีกโลกที่เป็นกลางวันจะมีพื้นที่ที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นเฉียบพลัน อาจจะทำลายสิ่งมีชีวิตในซีกโลกกลางวันทิ้งทั้งหมด และหลังจากนั้นไอน้ำร้อนในมหาสมุทรจะก่อตัวเป็นพายุที่เต็มไปด้วยละอองน้ำร้อน พัดเข้าสู่ซีกโลกกลางคืนภายในไม่กี่ชม. มนุษย์จะรับมือกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้นี้ยังไง? มนุษย์ที่เก่งกาจสามารถที่จะหยุดภาวะโลกร้อนได้จะหยุดเหตุการณ์การปะทุของดวงอาทิตย์ได้ยังไง?
เขียนมาให้อ่านอีกนะครับ เรื่องแนวนี้ผมชอบมาก ๆ เลย Zap โลด :)
