## เรื่อยเปื่อยเดอะซีรีย์

>แค่เรื่องไร้สาระในหัวที่เอามาเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย

#Siamstr #Language #Religion

**การใช้ภาษาเพื่อการแบ่งแยกความแตกต่างอาจสะท้อนความขัดแย้งของชนกลุ่มหนึ่งที่มีมุมมองทางความเชื่อที่แตกต่างกัน**

พระเจ้า (God / gods)

ภาษาอเวสตะ = อาหุระ (Ahura) [โซโลอัสเตอร์]

ภาษาพระเวท = เทวา (Deva) [พราหมณ์/ฮินดู]

อสูร (Demons)

ภาษาอเวสตะ = เดวะ (Daeva) [โซโลอัสเตอร์]

ภาษาพระเวท = อสุรา (Asura) [พราหมณ์/ฮินดู]

ตัวอย่างนี้เป็นเรื่องราวระหว่างเปอร์เซียโบราณกับอินเดียโบราณ ที่คำใช้เรียกพระเจ้าในศาสนาหนึ่งกลายเป็นอสูรหรือปีศาจในอีกศาสนาหนึ่งและในทางกลับกัน อาจเป็นไปเพื่อใช้ในการแบ่งแยกกลุ่มคนที่ต่างทางความเชื่อให้มีความชัดเจน ไม่ก็อาจจะเป็นไปเพื่อการเมืองการปกครอง

คำถามคือชนรุ่นหลังที่ได้รับเอาความคิดความเชื่อที่เคยถูกใช้ในอดีตเมื่อนานมาแล้วเมื่อนำมาตีความเพื่อใช้กันในปัจจุบัน โดยที่ไม่เคยรับรู้ถึงบทบาทของคำเรียกเหล่านั้นจากในอดีต พวกเราจะสามารถรู้ได้อย่างไรกันว่าสิ่งที่เรากำลังเรียก ที่เชื่อว่าดีหรือเลว เป็นความจริงของใคร?

เทพเจ้า (gods)

คานาอัน = พระบาอัล, บาอัล-เพ ออ (Baal-Peor)

อัสซีเรีย = แมมมอน (Mammon)

ปีศาจในบาปทั้ง 7 (demons)

บาอัล-เพ ออ, เบลเฟกอล (Belphegor)

แมมมอน (Mammon)

ตัวอย่างทางคติความเชื่อของศาสนาที่รังเกลียดการกราบไหว้บูชารูปเคารพที่มองพระหรือเทพเจ้าที่ชนกลุ่มอื่นนำมากราบไหว้บูชาว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวทางความเชื่อที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน พวกเราชนรุ่นหลังเป็นเพียงแค่ผู้รับสาสน์ที่ถูกเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมผ่านกาลเวลาที่เหตุการณ์จากในอดีตถูกเปลี่ยนแปลงไปตามความนิยมของชนหมู่มาก (mass) ที่ได้กลืนกินสิ่งต่าง ๆ ตลอดทางที่มันเดินทางมาก่อนที่มันจะมาจนถึงเรา

”ความจริงนั้นมันเป็นของเราจริง ๆ หรือว่ามันเป็นความเป็นจริงของคนอื่นที่เราหยิบยืมเอามาเป็นความเป็นจริงสำหรับเรา?“

คุณว่า “นิพพาน” นั้นเป็นความจริงของชาวพุทธผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ หรือนั่นเป็นเพียงความจริงของพระพุทธเจ้าแต่เพียงผู้เดียวผู้ซึ่งตรัสรู้ชอบด้วยองค์เอง ที่ผู้เฝ้าติดตามได้หยิบยกเอานิพพานนั้น ความเป็นจริงที่เป็นของพระพุทธเจ้านำเอามันมาเป็นความเป็นจริงสำหรับพวกเขา?

“ไม่เคยมีใครที่ถึงซึ่งพระนิพพานจะมีโอกาสได้กลับมาเล่าถึงความเป็นจริงของนิพพาน ถึงต่อให้มี คนที่ไม่เชื่อก็จะไม่เชื่อเพราะว่านิพพานนั้นไม่เคยได้ปรากฏขึ้นแก่เขา”

คุณว่า “พระเจ้า” ของแต่ละความเชื่อ เป็นความจริงของตัวผู้เชื่อ หรือเป็นเพียงความเป็นจริงแค่ของศาสดาผู้ที่เป็นผู้ริเริ่มความเชื่อ?

“เพราะผู้ที่ได้ตายจากไป ไม่เคยมีใครได้กลับมาเล่าถึงโลกภายหลังความตาย หรือต่อให้มี คนที่ไม่เชื่อก็จะไม่มีวันที่จะเชื่อ เนื่องจากพวกเขายังไม่เคยผ่านประสบการณ์ของความตายอย่างผู้ที่ได้กลับมาเล่า”

คำถามของผมอาจดูไร้สาระ คุณไม่จำเป็นต้องตอบคำถามของผมหรอก ไม่ว่าอะไรจะเป็นความจริงสำหรับคุณ มันก็จะเป็นความเป็นจริงของคุณแค่เพียงผู้เดียว และขอเพียงแค่มันมีผลกับคุณในทางที่ดี กับชีวิต กับผู้คนที่อยู่รายล้อมรอบ ๆ ตัวคุณ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่คุณจะนำมันมาเป็นความเป็นจริงสำหรับคุณ

เว้นก็แต่ว่า คุณยังคงแสวงหาความเป็นจริงที่มันจะเป็นความเป็นจริงของคุณอยู่ล่ะนะ ผมก็หวังและขอให้คุณจะได้เจอกับมันในวันหนึ่ง ภายใต้ชีวิตในครั้งนี้

ความจริง คือสิ่งที่เอามาใช้ปนะโยชน์กับชีวิตได้นั่นคือความจริง

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.