Bitcoin มีทั้งหมดได้แค่ 21 ล้าน เป็นตัวเลขนี้ไปตลอดการ และการถูกยอมรับเป็นสินทรัพย์
21 ล้าน ด้วยข้อกำหนดนี้เราว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก เพราะมันจะทำให้คนที่ถือมันอยู่ ได้รับประโยชน์จากการที่มูลค่าของมันจะไม่มีทางน้อยลง แล้วแถมยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
อย่างแรกๆ ที่ทำให้มูลค่ามันเพิ่ม หลายคนก็คงรู้อยู่แล้ว คือการที่มีคนรู้จักมันมากขึ้น คนอยากถือมากขึ้น ความต้องการมีมากขึ้น (ยุคแรกๆ)
จากนั้นเริ่มมีการใช้งานแพร่หลายมากขึ้นก็มีการลงทุน เก็งกำไร (เริ่มมี exchange)
จนมาถึงช่วงเวลานี้ ที่มันเริ่มถูกมองมันเป็น asset จริงๆ แล้วเสียที เริ่มมีความต้องการจาก สถาบัน บริษัท ประเทศ ที่คิดว่าน่าจะมหาศาล ช่วงนี้เราว่ามันสำคัญมาก* เรามานั่งคิด ศึกษา วิเคราะห์ แล้วลุ้นกับช่วงเวลานี้มาก ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ด้วยดี Bitcoin อาจจะถูกมองว่าเป็น asset ที่ปฏิเสธไม่ได้* หมายถึงว่า ทุกคนอยากได้มันเหมือนทองเลย
และต่อจากนั้นยังไม่จบ ที่เราคิดคือ ทุกวันนี้ต้องมีเหรียญที่หายไปในทุกวันอย่างแน่นอน แต่เราก็ไม่รู้ตัวเลขนี้เลย แล้วการ halving ก็จะทำให้การผลิตลดลงครึ่งนึงด้วย (และในแต่ละรอบ) มันจะมีโอกาสมั้ยที่อีก 3-4 cycles ข้างหน้า ยอดของคนที่ทำเหรียญหาย จะมากกว่าจำนวนที่ผลิตได้ในแต่ละวัน และจากข้อก่อนหน้า ที่ทุกคนต่างก็อยากได้มัน มูลค่าของมันก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน
เราไม่นับการพิมพ์เงิน fiat แบบไม่จำกัดเข้ามาด้วย เพราะว่าถ้าเทียบกับ fiat เฟ้อ มันเป็นแค่เรื่องเงินเสื่อมค่า คือ ถ้าพูดเรื่องเงินเฟ้อย่างเดียว สมมุติ 10 ปี เงิน fiat เสื่อมค่าลงครึ่งนึง เราก็อาจแค่แลก Bitcoin เป็น fiat ได้มากขึ้น 2 เท่า ในขณะที่ของรอบตัวก็ราคาเพิ่มขึ้น 2 เท่าด้วย (ซึ่งก็ดีในมุมเงินดีไม่เสื่อมค่า)
แต่จากทั้งหมดย่อหน้าก่อนๆ เราว่ามันสามารถคาดหวังได้จริงๆ เลยว่า ต่อให้เงินเฟ้อหนักแค่ไหน แต่มูลค่าของ Bitcoin ก็น่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่านั้นอีก จากจำนวนที่มันลดลงเรื่อยๆ และจากการถูกยอมรับเป็น asset แล้วนี่หละ
นอนคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ
#siamstr