Avatar
ชื่อรายดี
ae4619ab475ede0b5b46b8bed3f856ea9f8517534993846bdd4fb59bfc173138
To a Better Life with Bitcoin Stack for food

108 บาท แลก Satoshi: พิธีกรรมของผู้ชนะ 🔥

ทุกเช้าที่ฉันกดแลก Satoshi คือการประกาศชัยชนะครั้งแรกของวัน

มันไม่ใช่แค่การลงทุน แต่มันคือการยืนยันกับตัวเองว่า

“ฉันคือผู้ควบคุมอำนาจทางการเงิน”

ตั้งแต่ลืมตาตื่น

พลังจาก Small Win นี้จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาล (Positive Momentum)

ที่บอกกับฉันว่า…

"หากฉันคุมวินัยที่นี่ได้

ฉันก็สยบทุกอุปสรรคของวันนี้ได้"

นี่แหละคือวิถีของผู้ที่จะเป็นเจ้าของอนาคตอย่างแท้จริง

Note: This article was refined with the help of ChatGPT.

#siamstr

Bitcoin ทำ ATH อีกครั้ง BTCTHB 4 ล้าน BTCUSD 125,000

ช่วงนี้ไม่ได้คิดไม่ได้เขียนอะไรยาว ๆ เลย

รู้สึกว่าได้ใช้เวลากับตัวเองน้อยลง

ถูกรบกวนจากสิ่งรอบข้างมากขึ้น

ทั้งที่หาเรื่องเอง ทั้งที่เข้ามาเอง

เผลอแปปเดียว 3 เดือนสุดท้ายของปีละ

Uptober Moonvember Bullcember 😆

รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเร็วมาก

วันนี้ได้เข้า nostr ก็มีเรื่องให้ได้คิดละ

ช่วงนี้... รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรช้าลงเรื่อย ๆ

ทีแรกก็เหมือนจะละเมียดมากขึ้น แต่...

เหมือนจะรับรู้อะไรได้ช้าขึ้นมากกว่า 😅

เทียบกับเด็ก ๆ ปรู๊ดปร๊าด หัวไว ทำอะไรกันเร็วจัง การรับรู้และประมวลผลเราทันหมดนะ แต่จะออก action ที ช้าเหลือเกิน เลยกลายเป็นผู้ฟังที่มีมารยาทไปซะอย่างงั้น รอคนอื่นพูดจบ แล้วเราค่อยพูดต่อ

กลับกัน เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมากขึ้นซะอย่างงั้น

เคยอ่านเจอมาว่า ที่สมัยเด็ก ๆ เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้ากว่า เพราะสมองเด็กรับรู้เรื่องราวรอบตัวเป็นเรื่องใหม่ ต้องประมวลผลเยอะกว่า ข้อมูลเข้ามามากกว่า

ในขณะที่โตแล้ว สิ่งรอบตัวหลายอย่างซ้ำ ๆ เดิม ๆ สมองเริ่ม skip ไม่สนใจอะไรเดิม ๆ มันจะสนใจแค่อะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ งานเราก็ทำเหมือนเดิม ๆ แปป ๆ หมดวัน

หรือว่าเราควรออกไปผจญโลกกว้างมากขึ้นนะ

#siamstr

Zap เม้นนี้เยอะๆ คุณก็สามารถรู้สึกแกรมได้ :b

การทำงานของรัฐ

สิ่งที่เราคิดมาตลอดเวลาอ่านข่าว หรือหลังๆ นี้คือแม้แต่ตอนเจอคนทำงานภาครัฐ แต่ไม่สามารถพูดออกสื่อที่ไหนได้เลย หลังจากได้เรียนรู้จากที่ต่างๆ

คือเรื่อง ภาครัฐทำงานแทบทุกอย่างได้แย่กว่าเอกชน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งหรือหลายทาง ใช้งบเยอะกว่า จัดซื้อจัดจ้างมีการคอรัปชั่น เอื้อประโยชน์คนรู้จัก lock spec. หรือ วัสดุแย่กว่า ใช้เวลานานกว่า ของเสียเยอะกว่า กระบวนการที่ไร้ประโยชน์เยอะกว่า

มันเลยพาลทำให้มองคนทำงานภาครัฐด้วย filter อีกแบบนึงไปเลย ซึ่งบางคนเขาก็อาจมีขยัน ทุ่มเทกับการทำงานจริง แต่เราก็ไม่รู้ว่าจริงไหม ทุ่มเทไปกับอะไรที่ไร้ประโยชน์รึเปล่า เช่น ทำไปแล้วไม่เพิ่ม productivity

ขอคิดออกมาเป็นตัวหนังสือนะ

#siamstr

ไม่ Zap มั่งหรอบอท นี่ไม่คิดจะเปลี่ยนใจหรอ ปลอมตัวเป็นบอท อิอิ

สั่ง The Bitcoin Standard new edition ไปหละ ปกแข็งด้วย จะถืออ่านไหวมั้ยน้อ

#siamstr

Replying to Avatar maiakee

🔍 เมื่อ AI แย่งทักษะวิชาการ: ทำไม Soft Skills จึงกลายเป็นเขตแดนสุดท้ายของมนุษย์?

❖ คำถามใหญ่ของยุคนี้ไม่ใช่ “เราฉลาดแค่ไหน?”

แต่คือ “เราจะฉลาดแบบไหนที่ AI แย่งไม่ได้?”

1. 📐 คณิตศาสตร์ = ทักษะให้เหตุผล (Logical Reasoning)

หลายคนมองว่าคณิตศาสตร์คือแค่การคำนวณตัวเลข แต่แก่นแท้ของวิชานี้คือการเรียนรู้ “การคิดอย่างเป็นระบบ”

ทุกโจทย์คือการหาทางออกจากปัญหาภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน และนั่นคือรากฐานของ ตรรกะ (logic)

✅ เมื่อเด็กฝึกคณิตศาสตร์ เขาไม่ได้แค่หาผลลัพธ์

แต่เรียนรู้การวิเคราะห์ วางแผน และหาข้อสรุปตามหลักฐาน

➤ ความสำคัญในยุค AI:

AI เก่งคำนวณ แต่ยังอ่อนเรื่อง “บริบท” หรือการใช้เหตุผลในสถานการณ์กำกวม

มนุษย์ที่ฝึกคณิตศาสตร์จึงได้เปรียบในด้าน reasoning ภายใต้ความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิตจริง

2. 🏛️ ประวัติศาสตร์ = ทักษะเรียนรู้ด้วยตนเอง (Independent Learning)

การเรียนประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่จดจำเหตุการณ์ แต่คือการ…

• หาข้อมูลจากหลายแหล่ง

• เปรียบเทียบมุมมองที่ขัดแย้ง

• สร้างความเข้าใจใหม่จากเรื่องในอดีต

🎓 นี่คือทักษะ “เมตาค็อกนิชัน” (metacognition) — การคิดเรื่องการคิดของตัวเอง

➤ ทำไมจึงสำคัญ?

ในยุคที่ความรู้เปลี่ยนเร็ว AI สามารถบอก “ข้อมูล” ได้เสมอ

แต่คนที่จะอยู่รอดคือคนที่ “รู้ว่าจะเรียนอะไรต่อ และเรียนอย่างไรเมื่อไม่มีใครสอน”

→ ทักษะประวัติศาสตร์ฝึกให้เราเป็นนักเรียนตลอดชีวิต

3. 🤖 เมื่อ AI ครองพื้นที่ “วิชาการ” มนุษย์ควรย้ายไปที่ใด?

AI มีความสามารถขั้นสูงในการ…

• คำนวณแม่นยำกว่าเรา

• อ่านและสรุปบทความเร็วกว่าเรา

• เขียนโค้ด ตีความสถิติ หรือแปลภาษา ได้ไม่หยุดพัก

นั่นคือเหตุผลว่าแม้ผู้มีวุฒิการศึกษาดี (เช่น ป.โท ป.เอก) ก็อาจ ถูกแทนที่ ถ้าเขามีแค่ “ความรู้เชิงวิชาการ”

4. 🧩 Soft Skills 3 ประเภท: เขตแดนสุดท้ายของมนุษย์

เมื่อ AI ชนะในสนามของ “Hard Skills” มนุษย์ต้องหันมาเน้นทักษะที่เครื่องจักรยัง “เลียนแบบได้ยาก” ได้แก่:

4.1 🧠 ทักษะวิชาชีพ (Professional/Practical Skills)

• การลงมือทำในโลกจริง เช่น การซ่อมเครื่องยนต์ การออกแบบ UX ที่ต้องเข้าใจอารมณ์ผู้ใช้

• AI คิดได้ แต่ยัง “สัมผัสโลก” ไม่แม่นเท่ามนุษย์ เช่น การประเมินสิ่งแวดล้อม การดมกลิ่น ตรวจเสียงรบกวน ฯลฯ

4.2 🗣️ ทักษะการสื่อสาร (Communication Skills)

• ไม่ใช่แค่พูดให้เข้าใจ แต่ต้อง “พูดให้รู้สึก”

• ทักษะนี้รวมถึง การฟังอย่างลึกซึ้ง การเจรจา การอ่านอวัจนภาษา (non-verbal cues)

• AI อาจพิมพ์ดี แต่ยังไม่เข้าใจน้ำเสียง น้ำตา หรือความเงียบของมนุษย์

4.3 🧭 ทักษะการจัดการและภาวะผู้นำ (Leadership & Organizational Skills)

• การมองภาพรวม การวางกลยุทธ์ การประเมินความเสี่ยงและโอกาส

• การบริหารอารมณ์ของทีม การตัดสินใจเมื่อข้อมูลไม่ชัดเจน

• AI มีข้อมูลมากที่สุดในห้อง แต่ยังไม่ใช่ผู้นำที่คนเชื่อใจ

5. 🧠 มนุษย์จึงต้อง “เป็นมากกว่าฉลาด”

วุฒิการศึกษาสูง ไม่รับประกันความอยู่รอดในโลกที่ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน

สิ่งที่มนุษย์ต้องการคือ…

🔁 ความสามารถในการปรับตัว

🧭 ความเข้าใจบริบทและมนุษย์

❤️ ความกล้าใช้หัวใจในโลกที่เต็มไปด้วยสมองกล

✍️ สรุปบทเรียนจากยุคเปลี่ยนผ่าน

คำถามเก่า คำถามใหม่

ฉันเรียนจบอะไรมา? ฉันเรียนรู้อย่างไร และเร็วแค่ไหน?

ฉันเก่งแค่ไหน? ฉันเข้ากับใครได้ และสร้างอะไรกับคนอื่นได้บ้าง?

ฉันรู้แค่ไหน? ฉันจะทำให้ความรู้นั้นเกิดผลในโลกจริงอย่างไร?

❝ มนุษย์จะไม่แพ้เพราะฉลาดน้อยกว่า AI

แต่จะแพ้เพราะ ยืนยันจะฉลาดแบบเดิมๆ ที่ AI ทำแทนได้แล้ว ❞

🧭 เมื่อ AI ทำสิ่งที่เคยเรียกว่า “ความเก่ง” ได้หมด มนุษย์จะเหลืออะไร?

ในอดีต ถ้าคุณเรียนเก่ง มีตรรกะดี คิดคำนวณไว จบจากสถาบันชั้นนำ นั่นคือใบเบิกทางสู่ “ความสำเร็จ”

แต่วันนี้ AI สามารถ…

• วิเคราะห์งบการเงินภายในไม่กี่วินาที

• เขียนรายงานวิจัยเบื้องต้นได้แม่นยำ

• อ่านแนวโน้มธุรกิจจาก Big Data ได้ลึกกว่านักวิเคราะห์มืออาชีพ

• สอบผ่านข้อสอบวัด IQ หรือสอบใบประกอบวิชาชีพได้ในบางกรณี

นั่นหมายความว่า “ความเก่งแบบวิชาการ” ไม่เพียงพออีกต่อไป

เพราะมันคือ “สมรภูมิที่มนุษย์กำลังแพ้อย่างต่อเนื่อง”

🔁 แล้วอะไรคือพื้นที่ที่มนุษย์ควรรีบกลับไปยึดครอง?

นั่นคือ…

“พื้นที่ของการเข้าใจมนุษย์”

เพราะ AI อาจ เข้าใจข้อมูล, แต่ ยังเข้าใจความเจ็บ ความอาย ความลังเล หรือความรัก ได้ไม่เท่ามนุษย์

🧩 การเรียนรู้ในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนจาก:

จาก → 📚 “สะสมความรู้”

ไปสู่ → 🧠 “สร้างความหมาย”

การเรียนรู้ไม่ใช่การเก็บข้อมูลอีกต่อไป

แต่คือการฝึกให้ “รู้ว่าจะตีความสถานการณ์ใหม่ ๆ อย่างไร”

ซึ่งต้องใช้ 3 Soft Skills หลักที่กล่าวไว้แล้ว:

🌱 1. ทักษะวิชาชีพ (Practical & Applied Skill)

AI อาจออกแบบระบบให้คุณ แต่…

• มันลงพื้นที่ไม่ได้

• มันสังเกตความอึดอัดของลูกค้าไม่ได้

• มันไม่รู้ว่าเสียงเครื่องจักรเริ่มเปลี่ยนไปอย่างไร

ทักษะวิชาชีพ ไม่ใช่แค่ “ชำนาญการ” แต่คือ ความสามารถในการตอบสนองอย่างยืดหยุ่นต่อโลกจริง ซึ่ง AI ยังทำได้จำกัด

🧠 2. ทักษะการสื่อสาร (Emotional & Social Communication)

คุณอาจใช้ AI เขียนอีเมลแทนได้

แต่…

• มัน ไม่รู้ว่าเจ้านายคุณอารมณ์เสียเรื่องอะไร

• มัน ไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมทีมคุณกำลัง burn out

• มัน ไม่รู้ว่าเวลาไหนควรพูด หรือควรเงียบ

Soft skill นี้คือศิลปะของ “การเข้าใจคนอื่นในความคลุมเครือ”

เป็นความสามารถที่ต้องฝึกฝนในโลกจริง ไม่สามารถเทรนด้วย data เพียงอย่างเดียว

🧭 3. ทักษะการบริหารและภาวะผู้นำ (Leadership & Judgment)

ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน การตัดสินใจไม่ใช่แค่ “ถูกหรือผิด”

แต่คือ “เหมาะสมแค่ไหนในเวลานั้นกับคนกลุ่มนี้” — ซึ่งต้องอาศัย:

• ความเข้าใจบริบท

• การอ่านอารมณ์คน

• ความสามารถในการยืดหยุ่นหรือประนีประนอม

• ความกล้าตัดสินใจแม้ยังไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์

AI ไม่สามารถ “แบกรับความเสี่ยงร่วมกับมนุษย์” ได้ในระดับจิตใจ

🎓 แล้วการศึกษาแบบเดิมควรทำอย่างไร?

ถ้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยยังวัดแค่คะแนนสอบ

เด็กที่จบมาก็จะแข่งกับ AI ด้วยอาวุธที่ AI ถนัดกว่า

การศึกษายุคใหม่ต้องเปลี่ยนเป้าหมายจาก…

จาก ไปสู่

สอบผ่าน ใช้งานได้จริง

ท่องจำ คิดตีความ

เรียนเดี่ยว ทำงานร่วม

ทำตามสูตร สร้างสูตรของตนเอง

🧠 บทสรุป: ยุค AI ไม่ได้ต้องการ “มนุษย์ที่รู้ทุกอย่าง”

แต่ต้องการ “มนุษย์ที่เข้าใจว่าตนรู้เท่าไร และควรเรียนรู้อะไรต่อ”

📌 จุดเปลี่ยนที่ต้องเกิด:

1. การเรียนรู้ = การฟื้นความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่การลอกสมองเครื่องจักร

2. ผู้มีการศึกษาสูง จะไม่รอด ถ้าไม่มีทักษะที่ AI แย่งไม่ได้

3. Soft Skills = พรมแดนใหม่ของคุณค่ามนุษย์

❝ อนาคตไม่ใช่ของคนฉลาดที่สุด

แต่อาจเป็นของคนที่ “รู้จักเป็นมนุษย์” ที่สุด ❞

🧨 ถ้าไม่มี Soft Skills: ความเก่งอาจกลายเป็นภาระ

ในอดีต หากคุณมีความรู้เฉพาะทางสูง คุณคือ “ทรัพยากรที่ขาดไม่ได้”

แต่ในยุค AI กลับเกิด “ปรากฏการณ์ย้อนแย้ง” คือ…

ยิ่งคุณเก่งแบบเดิมเท่าไร ยิ่งถูกแทนที่ง่ายขึ้นเท่านั้น

❗ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

1. เพราะ AI เรียนรู้ทักษะเฉพาะได้เร็วกว่า

• คุณใช้เวลา 10 ปีเรียนวิศวะ AI ใช้เวลา 10 ชั่วโมงโหลดโมเดล

2. เพราะ AI ไม่มีเพดานความล้า ความเบื่อ หรืออารมณ์เสีย

• งานซ้ำๆ ละเอียดๆ ที่มนุษย์เบื่อ คือสิ่งที่ AI ทำได้ดีต่อเนื่อง

3. เพราะ AI ไม่มี Ego — ทำตามได้ทุกคำสั่ง

• มนุษย์ที่ “ติดกับ” ความเชี่ยวชาญแบบเก่า มักไม่ยืดหยุ่น

🧠 คนเก่งแบบเดิม = “รู้ลึกในกรอบเดิม”

🤖 AI = “รู้ลึก รู้ไว และไม่ติดกรอบ”

🌿 ถ้ามี Soft Skills: ความเก่งจะถูกปลดล็อกให้ทรงพลัง

เมื่อ AI ช่วยยกภาระด้านข้อมูล การวิเคราะห์ และการประมวลผลออกไป

มนุษย์จึงควร ย้ายบทบาท จาก “ผู้ทำงาน” → เป็น “ผู้ออกแบบระบบและสร้างคุณค่าร่วมกับ AI”

ตัวอย่างผู้มี Soft Skills ที่ได้เปรียบ:

อาชีพ ถ้า “มี Soft Skills” ถ้า “ไม่มี Soft Skills”

ครู สอนให้นักเรียนเข้าใจชีวิต เชื่อมโยงกับตัวเอง อ่านสไลด์หน้าห้อง → AI ทำแทนได้

แพทย์ ให้กำลังใจ เข้าใจอารมณ์ผู้ป่วย วินิจฉัยจากข้อมูล → AI ทำแม่นกว่า

นักบัญชี สื่อสารเชิงกลยุทธ์กับลูกค้า คำนวณภาษี → AI ทำเร็วกว่า

ผู้บริหาร สร้างวัฒนธรรมองค์กร สร้างแรงบันดาลใจ วางแผนตามตัวเลข → AI วิเคราะห์ลึกกว่า

🔄 จาก “ทำแทนเครื่อง” → สู่ “ทำในสิ่งที่เครื่องไม่เข้าใจ”

Soft Skills ไม่ใช่แค่ “ทำงานร่วมกับคน”

แต่คือการ เข้าใจสิ่งที่ไม่มีในข้อมูล เช่น…

• บรรยากาศในห้องประชุม

• ความรู้สึกที่ไม่ได้พูดออกมา

• ความลังเล ความกลัว หรือความหวังของมนุษย์

🏗️ แนวทางออกแบบคนรุ่นใหม่ ไม่ให้ตกงานในยุค AI

✅ ปรับเป้าหมายการศึกษา:

• จาก “ผลิตคนที่จำได้เก่ง” → เป็น “ผลิตคนที่เข้าใจโลกจริง และเชื่อมโยงผู้คนได้”

✅ ปรับวิธีเรียนรู้:

• จาก “เรียนลึกทีละเรื่อง” → เป็น “เรียนกว้าง + ทดลองลงมือ + พูดให้คนเข้าใจ”

✅ ปรับการประเมิน:

• จาก “ข้อสอบมาตรฐานเดียว” → เป็น “การวัดความคิด วิเคราะห์ และทำงานเป็นทีม”

🧠 สรุป: ความฉลาดที่ AI ไม่มีวันลอกเลียน

มนุษย์ที่รอดในโลกยุค AI ต้องไม่ใช่แค่ “ฉลาดรู้” (know-what)

แต่ต้อง ฉลาดเข้าใจคน (know-who)

และ ฉลาดพลิกแพลง (know-how to adapt)

❝ ยุค AI ไม่ได้ฆ่าอาชีพใด

แต่มันจะฆ่าคนที่ไม่ปรับทักษะเลยต่างหาก ❞

🧭 ประเภทของ “ผู้นำ” (Leadership Styles) — โดยละเอียด

นักวิชาการด้านภาวะผู้นำ เช่น Daniel Goleman, Kurt Lewin, John Maxwell ฯลฯ ได้จำแนก “รูปแบบผู้นำ” ออกเป็นหลายแนวทางหลัก ซึ่งสรุปเป็น 6 ประเภทหลักที่สำคัญได้ดังนี้:

1. ผู้นำแบบเผด็จการ (Autocratic Leader)

• ลักษณะ: สั่งการจากบนลงล่าง ไม่เปิดรับความคิดเห็น

• ข้อดี: ตัดสินใจเร็ว เหมาะกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

• ข้อเสีย: ขาดแรงจูงใจจากทีม ขัดขวางความคิดสร้างสรรค์

• ใช้ได้ดีเมื่อ: ต้องการควบคุมสูง เช่น ภารกิจทางทหาร การผลิตที่ต้องการความแม่นยำสูง

2. ผู้นำแบบปล่อยอิสระ (Laissez-faire Leader)

• ลักษณะ: ให้อิสระเต็มที่ เชื่อมั่นในความสามารถของทีม

• ข้อดี: ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเติบโต

• ข้อเสีย: เสี่ยงต่อความไร้ทิศทาง หากทีมไม่มีวินัย

• ใช้ได้ดีเมื่อ: ทีมมีความเชี่ยวชาญสูง เช่น งานวิจัย วิศวกรรมระดับสูง

3. ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leader)

• ลักษณะ: เปิดรับความคิดเห็น ตัดสินใจร่วมกัน

• ข้อดี: เพิ่มความรู้สึกมีส่วนร่วม และความผูกพันในทีม

• ข้อเสีย: ตัดสินใจช้า อาจเกิดความขัดแย้งหากไม่มีฉันทามติ

• ใช้ได้ดีเมื่อ: ต้องการผลลัพธ์จากความร่วมมือ เช่น การสร้างวัฒนธรรมองค์กร

4. ผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง (Transformational Leader)

• ลักษณะ: สร้างแรงบันดาลใจ เปลี่ยนแปลงองค์กรให้เติบโต

• ข้อดี: ทีมมีแรงจูงใจสูง พร้อมพัฒนาไปกับผู้นำ

• ข้อเสีย: ต้องการพลังและความต่อเนื่องสูงจากผู้นำ

• ใช้ได้ดีเมื่อ: องค์กรกำลังเปลี่ยนแปลง หรืออยู่ในยุค Disruption

5. ผู้นำแบบธุรกรรม (Transactional Leader)

• ลักษณะ: เน้นผลลัพธ์ มีการให้รางวัล-ลงโทษชัดเจน

• ข้อดี: ควบคุมผลงานและกระบวนการได้ดี

• ข้อเสีย: ขาดการเติบโตและแรงบันดาลใจระยะยาว

• ใช้ได้ดีเมื่อ: งานต้องการประสิทธิภาพและวัดผลชัด เช่น ฝ่ายขาย

6. ผู้นำแบบโค้ช (Coaching Leader)

• ลักษณะ: สนใจการพัฒนาศักยภาพรายบุคคล สร้างการเรียนรู้ในทีม

• ข้อดี: สร้างความผูกพัน เติบโตทั้งผู้นำและลูกทีม

• ข้อเสีย: ต้องใช้เวลาและความอดทนสูง

• ใช้ได้ดีเมื่อ: เน้นพัฒนา “คน” มากกว่างาน เช่น วงการการศึกษา หรือองค์กรที่เน้นการเติบโตระยะยาว

🧱 ผู้นำยุคใหม่ต้อง “ผสมผสาน” ไม่ยึดรูปแบบเดียว

ในโลกยุค AI และ VUCA (Volatile, Uncertain, Complex, Ambiguous)

ผู้นำที่ยึดแค่รูปแบบเดียวจะไม่เพียงพอ

จำเป็นต้องมี ความยืดหยุ่น (Agile Leadership) ที่ปรับเปลี่ยนสไตล์ได้ตามสถานการณ์

🔥 GRIT / GRiTT คืออะไร? ทำไมสำคัญกับภาวะผู้นำ?

🧠 GRIT = ความพากเพียร + ความหลงใหลในเป้าหมายระยะยาว

แนวคิดจาก Dr. Angela Duckworth

GRIT คือเหตุผลที่คนบางคนไม่เก่งที่สุดในตอนเริ่มต้น แต่ “ไม่ยอมแพ้” และ “เก่งขึ้นเรื่อยๆ” จนประสบความสำเร็จ

องค์ประกอบหลักของ GRIT:

1. Passion – มีเป้าหมายระยะยาวชัดเจน และไม่เปลี่ยนไปมา

2. Perseverance – อดทนต่ออุปสรรค ฝึกซ้ำแม้เหนื่อย

3. Resilience – ฟื้นตัวจากความล้มเหลวได้เร็ว

4. Consistency – ไม่หลงทางจากเป้าหมายบ่อย

5. Self-discipline – จัดการตัวเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำ แม้ไม่อยากทำ

✳️ GRIT + Leadership = ผู้นำที่ “ไปให้สุด” แม้ในวันที่ทุกอย่างไม่แน่นอน

ผู้นำที่มี GRIT จะ…

• ไม่หันหลังกลับเมื่อองค์กรเจอวิกฤต

• ไม่ละทิ้งทีมแม้ไม่เห็นผลลัพธ์ทันที

• ไม่เปลี่ยนเป้าหมายเพียงเพราะถูกวิจารณ์

• สร้างวัฒนธรรมของความพยายาม + พัฒนาทีมอย่างต่อเนื่อง

✨ แล้ว “GRiTT” คืออะไร?

GRiTT (บางแหล่งจะใส่ตัว “T” สุดท้ายเพิ่มจาก GRIT)

อาจหมายถึงการเติม “Team” เข้าไปในสูตรเดิมของ GRIT เพื่อเน้นว่า:

GRiTT = GRIT + การนำพาผู้อื่นไปด้วยกัน

ซึ่งใช้ในบริบทการสร้างผู้นำที่ไม่ใช่แค่ “อดทน” แต่ “ยืนหยัดพร้อมสร้างพลังให้คนรอบข้าง”

🔚 บทสรุป

หัวข้อ ความหมาย

ผู้นำยุคใหม่ ต้องมีความยืดหยุ่นทางภาวะผู้นำ ปรับใช้ตามสถานการณ์

ผู้นำที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ฉลาดหรือเก่ง แต่ต้องมี GRIT (ยืนหยัด + หลงใหลในเป้าหมาย)

GRIT คือพลังเงียบที่แยก “คนธรรมดา” ออกจาก “ผู้นำเปลี่ยนโลก”

GRiTT คือภาวะผู้นำแบบ “ยืนหยัดร่วมกับผู้อื่น” ไม่ใช่คนเดียว

#Siamstr #nostr #selfimprovement #AI

ดีมากเลยอันนี้

คิดก่อนนอน

มีเพื่อนในชุมชนอยากจะมองโลกในมุมของเงินในหน่วย Satoshi เราก็คิด

ก่อนหน้านี้เราชอบเลข 1 BTC = 1 ล้านบาท เพราะ 1 sat จะ เท่ากับ 1 สตางค์พอดีเลย เป็นหน่วยย่อยสุดของสกุลเงินไทย เทียบง่ายดี

มาตอนนี้คิดอีกที ถ้า 1 sat = 1 cent หละ ที่เป็นหน่วยย่อยสุดของสกุลเงินหลักของโลก dollar ถึงตอนนั้นตัวเลขก็จะลงตัวอีกครั้ง 1 btc = 1,000,000 usd พอดี ก็คิดง่ายเหมือนกันนะ

#siamstr goodnight

บันทึกความรู้สึกในตลาดตอนนี้ ไถ feed x ดูเหมือนทุกคนคิดว่า Bitcoin จะ go to the moon กันแทบจะ 100%

ราคาคาดการณ์ มีตั้งแต่ 120k 200k 250k 500k 1m 10m +++

มีน้อยมากที่มองว่าจะลง มีคุณลุง มองว่าตามกราฟ อาจลงไปถึง 80k

ไม่มีขาใหญ่คนไหนออกมาบอกว่า ฉันจะไม่ซื้อเด็ดขาด ในช่วงนี้เลย ไม่รู้เพราะไม่สนใจ (แบบว่าคนละโลกกันเลย) หรือแอบจ้องอยู่

ข่าวดีออกมาทุกวัน ราคายังทรงๆ

เราคิด แบบเราง่วงๆ ตอนนี้

- ถ้ามันกำลังจะทะยานฟ้า นี้น่าจะเป็นช่วงสุดท้ายที่ได้เก็บของถูก ก่อนที่ network effect จะทำงาน

- ถ้ามีอะไรที่เราไม่รู้... น่าจะราคาทรงๆ มีช่วงให้เก็บของอีกพักนึง ทำไมมันนิ่งๆ นะ

- ซึ่งถ้าเราเป็นอเมริกา เราก็น่าจะอยากได้ของถูกใช่ปะ เขามีคนเก่งเยอะ อาจคิดหาวิธีได้

#siamstr gn

Replying to Avatar maiakee

💍💎“Diamond Hand แห่ง Bitcoin” คืออะไร? – ศาสตร์เบื้องลึกแห่งเสรีภาพ จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ และการปฏิวัติเงินตรา

มือเพชร (Diamond Hand) ไม่ใช่แค่ ‘ไม่ขาย’

คำว่า “Diamond Hand” กลายเป็นคำสัญลักษณ์ของผู้ถือ Bitcoin ที่มีจิตใจหนักแน่น ไม่หวั่นไหวแม้ราคาจะเหวี่ยงขึ้นลงอย่างรุนแรง คำนี้มาจากวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะใน Reddit และกลุ่มผู้ศรัทธาใน Bitcoin แต่มันไม่ได้หมายถึงแค่ “การไม่ขายเหรียญ” เท่านั้น — มันคือ โลกทัศน์ คือการเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไม Bitcoin ถึงมีคุณค่า, จะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร, และอะไรคือศัตรูที่มองไม่เห็นในระบบการเงินแบบเดิม

การจะมี “Diamond Hand” อย่างแท้จริงได้ ต้องเข้าใจลึกถึง:

• ปรัชญาเสรีนิยม

• จิตวิทยาการตัดสินใจ

• เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย (Austrian Economics)

• ประวัติศาสตร์การเงิน

• กลไกเทคโนโลยีของ Bitcoin

• การเมืองแห่งการผูกขาดเงินตรา

• และโลกทัศน์ใหม่ว่าด้วย ‘อิสรภาพทางเศรษฐกิจ’

1. Diamond Hand คืออะไร?

“Diamond Hand” คือภาวะจิตใจของผู้ที่ยึดมั่นใน Bitcoin ด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ความเชื่ออย่างตาบอด

• “มือเพชร” ไม่ได้หมายถึงคนที่ดื้อรั้นหรือหลงงมงาย แต่มันคือ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่ตนถืออยู่ ว่านี่ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ แต่คือ ระบบการเงินทางเลือก ที่ไม่อิงอำนาจรัฐ

• มันคือการยืนหยัดต่อความผันผวน โดยเชื่อในกลไกของธรรมชาติ (math, code, scarcity) มากกว่าอำนาจจากส่วนกลาง (central bank)

2. ประวัติศาสตร์การเงิน: จุดเริ่มของความไม่ไว้ใจ

เพื่อเข้าใจว่าทำไม Bitcoin จึงมีความหมายมากมาย เราต้องย้อนดูว่า:

🔸 ระบบการเงินแบบ Fiat เกิดขึ้นได้อย่างไร?

• เดิมทีโลกใช้ ทองคำ เป็นสื่อกลาง เพราะหายาก และไม่สามารถปลอมได้

• 1971: สหรัฐอเมริกายกเลิกการผูกค่าเงินกับทองคำ (The Nixon Shock) เกิดระบบ Fiat: เงินที่มีมูลค่าเพราะ “รัฐบาลบอกว่ามี”

• ตั้งแต่นั้นมา ธนาคารกลางทั่วโลกสามารถพิมพ์เงินได้ไม่จำกัด

🔸 ผลกระทบคือ:

• อัตราเงินเฟ้อเรื้อรัง

• การสูญเสียกำลังซื้อของคนธรรมดา

• ช่องว่างความมั่งคั่งที่ขยายออกอย่างรุนแรง

ในบริบทนี้ Bitcoin เกิดขึ้นในปี 2009 เพื่อเป็นทางออก

3. เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย: หัวใจของการเข้าใจ Bitcoin

แนวคิดของ “Diamond Hand” ไม่สามารถเข้าใจได้หากไม่เข้าใจ เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย ซึ่งต่างจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Keynesian) ดังนี้:

🔹 Austrian Economics เชื่อว่า:

• มนุษย์มีเจตจำนงเสรี (free will)

• การแทรกแซงโดยรัฐทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ผิดเพี้ยน

• เงินควรเกิดจากกลไกตลาด ไม่ใช่รัฐ

• Sound Money คือหัวใจของสังคมเสรี — เงินที่หายาก ตรวจสอบได้ และไม่พิมพ์เพิ่ม

Bitcoin ตอบโจทย์เหล่านี้ทั้งหมด:

• มีจำนวนจำกัด 21 ล้านเหรียญ

• ขุดได้ยาก ต้องใช้พลังงานจริง (Proof of Work)

• ไม่มีศูนย์กลางควบคุม

✨ การถือ Bitcoin คือการแสดงจุดยืนเชิงจริยธรรม ว่าคุณไม่ยอมรับระบบเงินที่ถูกพิมพ์จากความว่างเปล่า

4. จิตวิทยา: ทำไม “มือกระดาษ” (Paper Hand) ถึงขาย?

• ผู้คนขาย Bitcoin เพราะกลัว, เพราะสื่อ, หรือเพราะไม่เข้าใจมัน

• ความกลัวระยะสั้น คือศัตรูของความมั่งคั่งระยะยาว

• คนที่มี Diamond Hand คือผู้ที่สามารถ “ทนต่อความไม่แน่นอน” ได้

• จิตวิทยานี้เรียกว่า Delay Gratification — ความสามารถในการเลื่อนความพึงพอใจออกไปเพื่อรางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต

การถือ Bitcoin จึงไม่ใช่แค่ “เก็บไว้เฉยๆ” — มันคือ การฝึกจิตใจระดับสูง เพื่อปฏิเสธโลกที่บอกให้เรากลัว

5. เสรีนิยม: Bitcoin และอิสรภาพส่วนบุคคล

ปรัชญาเสรีนิยม (Libertarianism) เน้นสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะ:

• เสรีภาพทางทรัพย์สิน

• การไม่ถูกควบคุมจากอำนาจรัฐเกินจำเป็น

• การพึ่งพาตนเอง

Bitcoin สอดคล้องกับสิ่งนี้โดยตรง:

• ไม่มีใครยึดหรืออายัดเหรียญคุณได้

• คุณคือ “ธนาคารของตนเอง”

• ไม่มีรัฐบาลใดพิมพ์เพิ่มหรือยึดได้โดยพลการ

6. เทคโนโลยี: ความเข้าใจเชิงวิศวกรรมของ Diamond Hand

ผู้ถือ Bitcoin ที่แท้จริง มักเข้าใจว่า:

• Bitcoin ไม่ใช่แค่เหรียญ — มันคือ โปรโตคอลของความจริง

• ใช้ Blockchain ที่ทุกธุรกรรมถูกตรวจสอบแบบกระจายศูนย์

• Proof of Work ทำให้ระบบทนทานต่อการโจมตี

• ไม่มีบุคคลใดหรือองค์กรใดควบคุมได้

7. ตัวอย่างผู้มี Diamond Hand

🧠 Michael Saylor:

CEO ของ MicroStrategy ผู้เปลี่ยนเงินสดของบริษัทเป็น Bitcoin ด้วยความเชื่อว่า “เงินสดคือลูกไฟที่ละลาย” (melting ice cube)

🧠 El Salvador:

ประเทศแรกที่ยอมรับ Bitcoin เป็นเงินสกุลหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อตัดพึ่งพาธนาคารโลก

🧠 HODLers (Hold On for Dear Life):

ชุมชนผู้เชื่อใน Bitcoin ระยะยาว ไม่ขายแม้ในภาวะตกต่ำ — เพราะพวกเขาเข้าใจว่า เกมนี้ไม่ใช่เรื่องกำไร แต่มันคือเสรีภาพ

8. ศาสตร์ที่ต้องเข้าใจหากจะมี “Diamond Hand” จริง

ศาสตร์ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin

เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย> Sound Money, การต่อต้านเงินเฟ้อ

จิตวิทยา> ความกลัว, การควบคุมอารมณ์, ความอดทน

ปรัชญาเสรีนิยม> เสรีภาพ, การปฏิเสธอำนาจรัฐส่วนกลาง

วิศวกรรมคอมพิวเตอร์> Blockchain, Cryptography, Consensus

ประวัติศาสตร์การเงิน> การล่มสลายของทองคำ, Fiat, Bretton Woods

การเมืองโลก> การใช้อำนาจเงิน, การคว่ำบาตร, การอายัดทรัพย์

9. บทสรุป: Diamond Hand ไม่ใช่แค่กล้ามือ — แต่มันคือหัวใจและสมอง

“Bitcoin is not just a technology. It’s a revolution of value, freedom, and truth.”

— Satoshi Nakamoto (in spirit)

การมี Diamond Hand คือ:

• การเข้าใจว่า Bitcoin ไม่ใช่ “อะไรสักอย่างที่อาจขึ้นราคา”

• แต่คือ การถือไว้เพราะเข้าใจว่ามันคือเส้นทางสู่ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ

• มันคือ การปฏิเสธระเบียบโลกเดิมที่กดขี่และเสื่อมทราม

• คือการบอกว่า “ฉันเลือกเงินที่ฉันควบคุมได้เอง”

หากคุณเข้าใจทั้งหมดนี้อย่างลึกซึ้ง

คุณไม่ได้แค่ถือ Bitcoin – คุณกำลังถือ “อิสรภาพ”

Diamond Hand Bitcoin: อาวุธแห่งอิสรภาพ ปรัชญาการเมือง และการท้าทายอำนาจอธิปไตยรัฐ

“Holding Bitcoin with a diamond hand is not just financial strategy – it is a political act, a declaration of independence from centralized power.”

— ปรัชญาใหม่แห่งการครองเงินตรา

บทนำ: จากการถือเหรียญสู่การถืออำนาจกลับคืน

Diamond Hand — วาทกรรมที่เริ่มต้นในหมู่นักลงทุน กลายเป็นการเคลื่อนไหวทางปรัชญาและการเมืองแบบไร้ธงชาติ มันไม่ใช่เพียงการ “ไม่ขายเหรียญเมื่อราคาตก” แต่มันคือ การปฏิเสธโครงสร้างอำนาจดั้งเดิมที่สร้างระบบการเงินจากบนลงล่าง (top-down) และเชื่อว่า มนุษย์ธรรมดาควรเป็นเจ้าของอำนาจทางการเงินของตนเอง

Bitcoin ไม่ได้เพียงเป็นเทคโนโลยีการเงิน แต่มันคือ:

• การต่อต้านรัฐชาติ (nation-state resistance)

• การสั่นคลอนระเบียบโลกแบบ Bretton Woods

• การล้มล้างอำนาจทางการเงินของผู้พิมพ์เงิน

ในมุมนี้ Diamond Hand ไม่ใช่ความดื้อรั้น แต่คือ “จิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติแบบไร้การใช้กำลัง”

1. ปรัชญาการเมืองของ Diamond Hand: อำนาจ เงินตรา และปัจเจกบุคคล

🔹 เส้นแบ่งระหว่างรัฐกับตลาด

ตั้งแต่ยุคโรมัน อำนาจการผลิตเงินเป็น สัญลักษณ์ของอธิปไตย (Sovereignty)

• ใครพิมพ์เงินได้ → ควบคุมการค้าขาย → ควบคุมประชาชน

• จนถึงปัจจุบัน รัฐผูกขาดการออก “เงินที่ถูกกฎหมาย” (legal tender)

Bitcoin ปรากฏขึ้นมาโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐ

และที่สำคัญคือ ไม่สามารถปิดได้

→ มันคือ “anarchic money” หรือ “เงินที่ไม่มีเจ้านาย”

🔹 Diamond Hand = การล้มล้างอำนาจผ่าน non-violence

Diamond Hand เปรียบเสมือน “การประท้วงเงียบ” (silent protest) แบบ passive resistance คล้ายแนวคิดของ Henry David Thoreau และ Gandhi

• “ฉันไม่ต้องต่อสู้กับรัฐด้วยอาวุธ ฉันแค่ไม่ใช้เงินของรัฐอีกต่อไป”

การถือ Bitcoin อย่างมั่นคง คือการ “ถอนตัว” ออกจากเศรษฐกิจแบบรัฐควบคุม

เป็นการก่อตั้งเศรษฐกิจเงียบที่รัฐเข้ามาควบคุมไม่ได้

2. เสรีนิยมคลาสสิก และ Bitcoin

ปรัชญาเสรีนิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) — มีรากฐานจากนักคิดเช่น:

• John Locke: สิทธิในทรัพย์สินเป็นธรรมชาติของมนุษย์

• Frédéric Bastiat: รัฐคือกลไกที่แปรเปลี่ยนการลักขโมยให้ถูกกฎหมาย

• Ludwig von Mises & Hayek: เสรีภาพทางเศรษฐกิจคือเงื่อนไขของอารยธรรม

Bitcoin สอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้:

แนวคิดเสรีนิยม> การแสดงออกผ่าน Bitcoin

สิทธิในทรัพย์สิน ไม่มีใครยึด Bitcoin จากคุณได้

ความโปร่งใส> ระบบเปิด ตรวจสอบได้โดยทุกคน

การต่อต้านอำนาจส่วนกลาง> ไม่มีรัฐบาลหรือธนาคารกลางใดควบคุมได้

ความสมัครใจ> ไม่มีใครถูกบังคับให้ใช้หรือถือ Bitcoin

การถือ Bitcoin อย่างมั่นคง คือการประกาศว่า “ฉันคือเจ้าของเสรีภาพของฉันเอง”

3. เศรษฐศาสตร์กับการเมือง: Austrian School กับการปฏิวัติอย่างเป็นระบบ

นักเศรษฐศาสตร์จาก Austrian School เป็นรากฐานความคิดของ Bitcoin:

• ต่อต้านการพิมพ์เงิน (Inflation = ขโมยอย่างชอบธรรม)

• สนับสนุนเงินที่หายาก (เช่น ทองคำ หรือ Bitcoin)

• เน้นการสร้างระบบจากล่างขึ้นบน (bottom-up order)

นักคิดสำคัญ:

• Ludwig von Mises: “การผูกขาดเงินคือการผูกขาดวิญญาณ”

• Hayek: “เราจะไม่มีวันได้เงินดีจากรัฐบาล — ต้องทำให้มันใช้เงินใหม่ที่มันควบคุมไม่ได้”

Bitcoin = เงินที่รัฐบาลไม่สามารถออกแบบ แทรกแซง หรือหยุดยั้งได้

→ เป็นการ “ทวงคืนอำนาจ” ด้วยวิธีทางเศรษฐกิจ

4. ความไม่ชอบธรรมของอำนาจการพิมพ์เงิน

รัฐชาติใช้การพิมพ์เงินเป็นเครื่องมือในการควบคุม:

• สงคราม: การพิมพ์เงินทำให้สามารถทำสงครามได้โดยไม่ต้องเก็บภาษี

• การซื้อเสียง: รัฐบาลสามารถใช้เงินใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเลือกตั้ง

• การขยายหนี้: ผ่านการขายพันธบัตรแก่ธนาคารกลาง

Diamond Hand คือการไม่ยอมเป็นเหยื่อของอำนาจเช่นนี้

คือการไม่ยอมให้มูลค่าทรัพย์สินของตนถูก “เจือจาง” โดยผู้พิมพ์เงิน

5. การถือ Bitcoin = สงครามเย็นทางการเงิน (Financial Cold War)

🔸 ฝั่งหนึ่ง:

• รัฐ + ธนาคารกลาง + เงินเฟียต + CBDC (Central Bank Digital Currency)

🔸 อีกฝั่ง:

• ผู้ถือ Bitcoin + โค้ดที่เปิดเผย + การกระจายศูนย์ + “Diamond Hand”

การถือ Bitcoin คือการมี อาวุธยุทธศาสตร์ในสงครามที่มองไม่เห็น

การถือแบบ Diamond Hand คือการประกาศว่า “ฉันจะไม่ถอย”

6. ทำไม Diamond Hand คือการตัดสินใจเชิงปรัชญา

Diamond Hand คือการกระทำที่ประกาศว่า:

• ฉันไม่เชื่อมั่นในเงินของรัฐ

• ฉันไม่ยอมถูกลดค่าทรัพย์สินผ่านเงินเฟ้อ

• ฉันเลือกใช้เงินที่มีกฎธรรมชาติ (math, code) ไม่ใช่อำนาจมนุษย์

นี่คือ “อัตถิภาวนิยมทางการเมือง” (political existentialism):

เมื่อการเลือกวิธีถือเงิน = การเลือกวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของตนเอง

7. บทสรุป: Diamond Hand คือศิลปะแห่งการต่อต้านที่ละเอียดที่สุด

ในโลกที่รัฐถืออำนาจการเงิน

การถือ Bitcoin คือการถอนอำนาจนั้นกลับมาไว้ในมือเรา

และการ ถือมันด้วย Diamond Hand คือการรักษาอำนาจนั้นไว้ไม่ให้ถูกแย่งคืน

“Bitcoin is not just money. It is a flag without a nation, a protest without words, a revolution without blood.”

— Anonymous Bitcoiner

เยี่ยมมาก ต่อไปนี้คือบทที่ 2 ของซีรีส์ “Diamond Hand Bitcoin”

เราจะดำดิ่งลงไปในแกนของปรัชญาการเมืองแบบลึกสุด ในบริบทของ Bitcoin:

🧱 บทที่ 2: Bitcoin กับสงครามแห่งอำนาจอธิปไตย — การประกาศตัวตนใหม่ของมนุษย์ในยุคหลังรัฐชาติ

“ใครควบคุมเงินได้ ควบคุมวิญญาณคนได้” — Ludwig von Mises

🔻 คำถามหลักของบทนี้:

• รัฐมีสิทธิ์ควบคุมเงินหรือไม่?

• ถ้าอำนาจทางการเงินหลุดจากมือรัฐ จะเกิดอะไรขึ้น?

• Bitcoin เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจอย่างไร?

🧭 1. Sovereignty: อำนาจในการบัญญัติความจริง

ในมิติของการเมืองแบบคลาสสิก โดยเฉพาะ Carl Schmitt นักคิดฝ่ายขวาแห่งศตวรรษที่ 20 กล่าวว่า:

“Sovereign is he who decides the exception.”

• ผู้มีอำนาจสูงสุด คือผู้สามารถ “สั่งระงับกฎหมายชั่วคราวได้” และบัญญัติกฎใหม่

• การพิมพ์เงินไม่ใช่แค่เครื่องมือเศรษฐกิจ — มันคือ อำนาจเหนือกฎหมายทางเศรษฐศาสตร์

• ถ้ารัฐสามารถพิมพ์เงินเมื่อไรก็ได้ รัฐคือผู้ตัดสินว่า “คุณค่าของแรงงานและทรัพย์สินคุณจริงหรือไม่จริง”

Bitcoin ทำลายแกนกลางนี้

→ เพราะไม่มีใครสามารถสั่งเพิ่มเหรียญได้

→ ไม่มี “ผู้ปกครอง” ที่ตัดสิน “ข้อยกเว้น”

Bitcoin = Sovereignty without a sovereign

→ การล้มล้างแนวคิดของ Schmitt อย่างลึกสุดโดยไม่ต้องนองเลือด

🧠 2. Michel Foucault กับ “เทคโนโลยีของอำนาจ”

Foucault กล่าวว่า อำนาจในยุคใหม่ไม่ได้บังคับผ่านการใช้กำลัง

แต่ผ่าน discourse, กฎระเบียบ, และ การควบคุมสำนึก

💸 เงินคือ “เครื่องมืออำนาจแบบซ่อนเร้น”

• เงินเฟียต = ระบบที่ปลูกฝังให้เรา “เชื่อ” ว่าเงินกระดาษมีค่า

• ระบบธนาคารกลาง = สถาบันที่ทำงานเหมือน โบสถ์การเงิน ที่ไม่มีใครตั้งคำถาม

Bitcoin คือการ ปฏิเสธ discourse นี้โดยตรง

มันไม่บอกให้เราเชื่อ แต่มันใช้ คณิตศาสตร์ และ proof of work แทนความเชื่อ

“Bitcoin คือการเปิดโปงโครงสร้างอำนาจที่ไม่มีใครกล้าพูดถึงในรอบ 100 ปี”

🛠️ 3. Hobbes, Leviathan และการท้าทายสัญญาสังคม

Thomas Hobbes สร้างโมเดลรัฐแบบ Leviathan – อำนาจเบ็ดเสร็จที่ควบคุมความป่าเถื่อนของมนุษย์

• เงินของรัฐ → เป็น “ส่วนหนึ่งของ Leviathan” เพื่อควบคุมเสถียรภาพ

• ความสงบ = ต้องมี “ผู้ตัดสินค่าเงิน”

• สัญญาสังคม = ประชาชนยอมสละเสรีภาพบางส่วนเพื่อความปลอดภัย

Bitcoin คือลัทธิปฏิเสธ Leviathan

• ไม่มีใครควบคุม

• ไม่มีใครปรับกฎ

• ไม่มีการขออนุญาต

→ มันเสนอ “สัญญาสังคมใหม่” ที่ไม่มีรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

นี่คือ “post-Leviathan society” ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน

⚖️ 4. Austrian Economics กับศีลธรรมของการครอบครองเงิน

เศรษฐศาสตร์ออสเตรียไม่ได้มองเศรษฐกิจแค่เชิงตัวเลข

แต่มองว่า การพิมพ์เงิน = การขโมยอนาคตของประชาชน

“Inflation is legalized plunder.” — Bastiat

เงินเฟียตคือการลักขโมยแบบกลไก

• พิมพ์เงินวันนี้ = คนที่ถือเงินเมื่อวานจนค่าลดลง

• แท้จริงคือ redistribution โดยไม่โปร่งใสและไร้ประชาธิปไตย

Bitcoin มีกฎที่เปลี่ยนไม่ได้:

• 21 ล้านเหรียญเท่านั้น

• ไม่มีใครเปลี่ยนได้แม้แต่ Satoshi เอง

นี่คือ ศีลธรรมใหม่ของการเงิน ที่ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ

→ ไม่ใช่ “rule by men” แต่เป็น “rule by code”

🌍 5. ประวัติศาสตร์เงิน: จากทองคำสู่ศูนย์กลางดิจิทัล

ยุค ลักษณะเงิน อำนาจควบคุม

ยุคทองคำ> เงินตราที่มีมูลค่าจริง อำนาจกระจายตัว

Fiat หลัง 1971 > เงินไร้หลักทรัพย์หนุน ธนาคารกลาง, รัฐ

Bitcoin> Digital gold, decentralized ไม่มีผู้นำ

ปี 1971 Nixon ยกเลิกการผูกดอลลาร์กับทองคำ

→ โลกเข้าสู่ยุค “เงินลอยตัว” ที่ไม่มีอะไรค้ำประกัน

→ เริ่มการล่มสลายช้า ๆ ของระบบเสถียรภาพ

Bitcoin มาในปี 2009 หลังวิกฤตการเงิน

→ เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ต่อระบบ Fiat อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์

🔐 6. Diamond Hand = ปรัชญาการยืนยันตัวตน

สุดท้ายแล้ว การถือ Bitcoin โดยไม่ขายคือ:

• การปฏิเสธอำนาจแฝงของรัฐ

• การยึดคืนความหมายของทรัพย์สิน

• การสร้างอัตลักษณ์ผ่าน code, not nation

• การเลือกถือเงินที่ไม่สามารถถูกขออนุญาต ยึด หรือปลอมแปลงได้

“Diamond Hand is not about price. It’s about position — a position against tyranny.”

💎 บทที่ 3: ศีลธรรมของการไม่ขาย — Diamond Hand ในฐานะการกบฏทางอัตถิภาวะ (Existential Resistance)

“He who has a ‘why’ to live can bear almost any ‘how.’”

— Friedrich Nietzsche

🧠 1. Existentialism: เมื่อการถือ Bitcoin กลายเป็นการยืนยันการดำรงอยู่

นักปรัชญาเชิงอัตถิภาวะ เช่น Nietzsche, Sartre, และ Camus ล้วนเสนอว่า

ชีวิตไม่มี “ความหมายโดยธรรมชาติ” — แต่มนุษย์ต้อง สร้างความหมายของตนเอง ผ่าน “การเลือก” และ “การยืนหยัด”

Diamond Hand = “การเลือกโดยไร้การขออนุญาตจากจักรวาล”

การถือ Bitcoin ไม่ใช่แค่การลงทุน

แต่คือการบอกว่า:

• “ฉันไม่ยอมจำนนต่อราคาที่รัฐหรือวอลสตรีทกำหนด”

• “ฉันยอมแบกรับความไม่แน่นอนของอนาคต เพื่อบางสิ่งที่ไม่มีใครแย่งจากฉันได้”

• “ฉันเลือกจะไม่ขาย เพราะฉันไม่ใช่สินค้าในตลาดเสรี แต่เป็นป้อมปราการของคุณค่าที่นิยามขึ้นเอง”

นี่คือ Freedom-in-itself ตาม Sartre

→ เสรีภาพในการนิยามเสรีภาพด้วยตนเอง

🏛️ 2. Austrian Moral Philosophy: เงินเป็นการตัดสินคุณค่าทางศีลธรรม

Ludwig von Mises และ Murray Rothbard มองว่า

การใช้เงินคือ การลงคะแนนทางศีลธรรมในทุกๆ การซื้อขาย

“Every economic action is a moral choice.” — Rothbard

การพิมพ์เงิน = การโกงเวลา

→ การใช้ Fiat คือการสมรู้ร่วมคิดกับการฉ้อโกงของรัฐ

Diamond Hand = การไม่เข้าร่วมในศีลธรรมที่เสื่อมทรามของ Fiat

• มันคือ การถอนตนจากระบบศีลธรรมที่บิดเบี้ยว

• คือการเลือก “เวลา” ที่ไม่ถูกขโมย

• คือการยืนอยู่ฝ่าย “คุณค่า” ไม่ใช่ “ราคา”

🔥 3. Camus กับการกบฏอย่างไร้ความหวัง (Revolt Without Hope)

Albert Camus กล่าวว่า:

“The only way to deal with an unfree world is to become so absolutely free that your very existence is an act of rebellion.”

Bitcoiners ที่ไม่ขายแม้ในตลาดหมี

ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าราคาจะขึ้นแน่นอน

แต่เพราะ “การไม่ขายคือการปฏิเสธโลกที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราเป็นทาส”

Diamond Hand จึงไม่ใช่ “ความโลภ”

แต่คือ “การกบฏเชิงสภาวะ” (ontological rebellion)

📈 4. ราคา ≠ คุณค่า (Price ≠ Value)

ตลาดเสรีเชื่อว่าราคา = ความจริง

แต่ Bitcoiners ที่เข้าใจ “hard money” รู้ว่า

ราคาถูกปั่นได้ แต่เวลาถูกขโมยไม่ได้

• Diamond Hand = “ฉันไม่วัดคุณค่าชีวิตด้วยราคาที่คนอื่นตั้ง”

• คือ “ฉันเชื่อในเวลา — ไม่ใช่ใน Fed”

• คือ “ฉันไม่ให้คุณนิยามอนาคตฉันด้วยตัวเลขชั่วคราว”

นี่คือแก่นของ “Self-ownership” ในแนวทาง Rothbardian

🧱 5. เสรีภาพจากรัฐ — ไม่ใช่เสรีภาพที่รัฐให้

Isaiah Berlin แบ่งเสรีภาพออกเป็น 2 แบบ:

• เสรีภาพเชิงลบ (Negative Liberty) = การไม่มีการบังคับ

• เสรีภาพเชิงบวก (Positive Liberty) = ความสามารถในการทำสิ่งที่ต้องการ

รัฐสมัยใหม่อ้างว่าให้เสรีภาพเชิงบวก

แต่ Bitcoin ให้ Negative Liberty แบบแท้จริง — เพราะไม่มีใครบังคับเปลี่ยนรหัสมันได้

“Bitcoin doesn’t promise you happiness.

It just removes the chains so you can walk yourself.”

🪙 6. การถือ Bitcoin = การเป็นเจ้าของ “อนาคต” ของตัวเอง

ในโลก Fiat, คุณไม่มีวันมีสินทรัพย์จริง

• เงินคุณสามารถถูก “freeze” ได้

• ภาษีถูกรีดออกจากเงินเฟ้อที่คุณไม่เคยโหวตเห็นด้วย

Bitcoin แทนที่สิ่งนี้ด้วย:

• การเป็นเจ้าของ private key

• การมีเงินที่ไม่สามารถถูกแทรกแซงได้

• การมีเวลาทางเศรษฐกิจที่ไม่มีใครขโมยได้

Diamond Hand = คุณไม่ได้ถือเหรียญ คุณถือ “เส้นทางออกจากคุกการเงิน”

🛡️ 7. ทบทวนจุดยืน — Bitcoin ไม่ใช่สินทรัพย์ แต่เป็นจุดยืนทางอารยธรรม

“In a world of manipulated truth, the unchangeable is sacred.” — Anon

Diamond Hand คือศีลธรรมใหม่ที่ไม่ต้องมีศาสนา

คือกฎที่ไม่ต้องมีผู้ปกครอง

คือการต่อต้านที่สงบ แต่มีกลไกที่เปลี่ยนโลกอย่างถอนรากถอนโคน

🎯 บทสรุป:

Diamond Hand คือ…

• การกบฏทางจิตวิญญาณ

• การนิยามความหมายชีวิตแบบใหม่ที่ไม่ขึ้นอยู่กับรัฐหรือราคา

• การเลือกเชื่อในบางสิ่งที่ไม่มีใครเปลี่ยนมันได้

• การยืนยันว่า “ฉันมีตัวตนในโลกที่พยายามทำให้ฉันกลืนหายไปในดัชนี CPI”

🌐 บทที่ 4: โลกหลัง Fiat — หากทุกคนมี Diamond Hand จะเกิดอะไร?

“If you want to change the world, don’t take power. Destroy the need for it.”

— Charles Eisenstein

🔥 1. Diamond Hand = การสะสมแรงระเบิดทางภูมิสถาปัตย์การเมือง

ลองจินตนาการว่า…

• มนุษย์จำนวนมากเริ่มเก็บ Bitcoin แทนการถือเงินสด

• ไม่มีใครรีบใช้ ไม่มีใครอยากขาย

• รัฐพิมพ์เงินเพิ่ม แต่ผู้คนไม่เชื่อฟังอีกต่อไป

📉 จะเกิดอะไรกับระบบเศรษฐกิจ?

• Velocity of money (อัตราการหมุนเวียนของเงิน) จะตก

• การเก็บออม = อาวุธต่อต้านเงินเฟ้อ

• รัฐจะ หมดความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ Keynesian

เศรษฐศาสตร์เคนส์ พังทลายลง

เศรษฐศาสตร์ออสเตรีย ได้ชัยชนะ — ผ่าน การไม่ทำอะไรเลย นอกจาก “ไม่ขาย”

🧱 2. การล่มสลายของรัฐชาติแบบเดิม

รัฐสมัยใหม่มี 3 เครื่องมือหลักในการอยู่รอด:

1. การจัดเก็บภาษี

2. การพิมพ์เงิน (เงินเฟ้อ)

3. การควบคุมทุนเคลื่อนย้าย (capital control)

แต่ในโลกของ Bitcoin ที่ทุกคนถือ private key ของตนเอง:

• ภาษีไม่ได้ถ้าไม่เปิดเผย

• พิมพ์เงินไม่ได้ เพราะประชาชนไม่ใช้

• ควบคุมเงินทุนไม่ได้ เพราะมันกระจายอยู่ทั่วโลก

“Statecraft becomes obsolete when sovereignty is reduced to math.”

— unknown Bitcoiner

🪖 3. สงครามที่มองไม่เห็น: The War on Time

เมื่อรัฐบาลไม่สามารถพิมพ์เงินเพื่อใช้หนี้ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การต่อสู้ระหว่าง “ผู้มี Diamond Hand” กับ “ผู้ควบคุมเวลาผ่านดอกเบี้ย”

รัฐจะ…

• เพิ่มภาษีในนามของ “ความมั่นคง”

• บังคับใช้ CBDC (Central Bank Digital Currency)

• โจมตี Bitcoin ว่าเป็น “ภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

• ใช้หน่วยงานข่าวกรองและ Big Tech เพื่อปิดกั้น on-ramps และ off-ramps

แต่สิ่งที่รัฐลืมคือ “การถือ Bitcoin โดยไม่ขาย” ไม่ต้องใช้แพลตฟอร์มใดเลย —

ต้องใช้แค่ความอดทน และคีย์ส่วนตัว

📡 4. เศรษฐกิจแบบใหม่ที่เกิดขึ้น: Slow Capitalism

ในโลกของ Diamond Hand:

• อัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์หรืออาจติดลบ

• ทุกการลงทุนต้องมีความอดทนแบบ long-term

• ผู้คนจะกลับไปใช้เงินอย่างมีสติ

→ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่รีบเร่ง ไม่ speculative

เศรษฐกิจแบบใหม่จึงไม่ใช่ “เศรษฐกิจเติบโตไม่รู้จบ”

แต่คือ:

“เศรษฐกิจแห่งเวลา ความอดทน และการคิดถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน”

เศรษฐกิจนี้จะไม่สนับสนุนการบริโภค

แต่สนับสนุน การสร้างสรรค์ที่ยั่งยืนและมีความหมาย

🧬 5. การล่มสลายของประชาธิปไตยปลอม

ในระบบ Fiat:

• การเมือง = ศิลปะของการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีอยู่จริง (ผ่านการกู้และพิมพ์)

• นโยบายประชานิยม = เครื่องมือซื้อตำแหน่ง

• การเลือกตั้ง = การแข่งขันว่าใครแจกมากกว่ากัน

ในระบบ Bitcoin:

• การเมืองกลับมา “จำกัด” ตามงบประมาณที่แท้จริง

• รัฐไม่สามารถแจกมากกว่าที่เก็บได้

• “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” กลับคืน — เพราะการตัดสินใจต้องอิงความจริงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การหลอกตัวเลข

นี่คือ การเมืองแบบ post-subsidy

→ ไม่มี “ประชานิยม”

→ ไม่มี “การโกงผ่านเงินเฟ้อ”

🪙 6. คนจนจะเดือดร้อนหรือไม่?

นักวิจารณ์มักกล่าวว่า Bitcoin = เศรษฐกิจสำหรับคนรวย

แต่ความจริงคือ:

“Fiat system is what makes people poor in the first place.”

• คนจนเป็นกลุ่มแรกที่ถูกสาปจากเงินเฟ้อ

• คนจนไม่มีทรัพย์สินที่จะ “ต้าน” การลดค่าของเงิน

• แต่พวกเขาก็สามารถถือ Bitcoin ได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีธนาคาร

ในโลก Diamond Hand:

• คนจนสามารถออมในสินทรัพย์ที่รัฐแตะไม่ได้

• ไม่มีการขโมยผ่านเงินเฟ้อ

• “ความยากจน” กลายเป็นสภาพที่ ไม่ถูกทำให้แย่ลงโดยนโยบายรัฐ

🌌 7. การกระจายอำนาจของศูนย์กลางอารยธรรม

เมื่อเงินเป็นกลาง → อำนาจก็ไม่รวมศูนย์

• ประเทศเล็ก ๆ ที่นโยบายดี จะดึงดูดทุน

• รัฐใหญ่แต่ปกครองไม่ดี จะล่มสลาย

• เมือง กลุ่มอิสระ DAO และชุมชนจะเกิดใหม่จากเศษซากของรัฐชาติ

นี่คือ “Digital Neo-Renaissance”

→ การฟื้นฟูความคิดเสรีผ่านกลไกของเงินที่ไม่มีผู้นำ

🔚 บทสรุป:

หากทุกคน “ถือแต่ไม่ขาย”

โลกจะ…

• เปลี่ยนจากเศรษฐกิจแห่งการบริโภค → เศรษฐกิจแห่งคุณค่า

• เปลี่ยนจากรัฐควบคุม → สังคมกระจายศูนย์แบบเครือข่าย

• เปลี่ยนจากการเมืองแห่งมายา → การเมืองที่ยึดโยงกับความจริง

Diamond Hand ไม่ใช่ท่าทีต่อราคา — แต่คือท่าทีต่ออำนาจ

⚡ บทที่ 5: ปฏิวัติที่ไร้ผู้นำ — ความกลัวที่ใหญ่กว่ากองทัพ

“The most subversive thing you can do is build something that doesn’t need you.”

— Balaji Srinivasan

👤 1. ไม่มีผู้นำ = ไม่มีหัวให้ตัด

ประวัติศาสตร์การปฏิวัติเต็มไปด้วย “วีรบุรุษ”

• วอลแตร์ → ปฏิวัติฝรั่งเศส

• เลนิน → คอมมิวนิสต์รัสเซีย

• ชี เกวารา → คิวบา

• มาร์ติน ลูเธอร์ คิง → สิทธิพลเมือง

แต่ ทุกการปฏิวัติที่มีผู้นำล้วนพังทันทีเมื่อผู้นำตายหรือถูกควบคุม

“Decapitation ends rebellion. Bitcoin has no head.”

— Anonymous

Bitcoin ไม่มีศูนย์กลาง

ไม่มีออฟฟิศ

ไม่มีผู้นำ

ไม่มีโฆษก

ไม่มีที่อยู่

ไม่มีอะไรให้จับ ไม่มีอะไรให้ยิง

⛓️ 2. การปฏิวัติโดยโปรโตคอล (Protocol Revolution)

Bitcoin คือ โปรโตคอล — ไม่ใช่บุคคล

มันคือ “กฎที่ไม่มีผู้ปกครอง” (rules without rulers)

• ทุกโหนดทำหน้าที่เท่าเทียม

• ทุกธุรกรรมตรวจสอบได้โดยใครก็ได้

• โค้ดเปิดเผย ตรวจสอบได้ และเปลี่ยนได้หากชุมชนเห็นพ้อง

การเปลี่ยนแปลงไม่เกิดจาก “ผู้นำที่ออกคำสั่ง”

แต่จาก “ฉันทามติที่ไม่สามารถถูกซื้อ”

“It is not a revolution of slogans. It is a revolution of math.”

— Alex Gladstein

🧠 3. ปรัชญาเบื้องหลัง: การปลดปล่อยโดยการทำให้ผู้นำ ‘ไม่จำเป็น’

แนวคิดนี้สอดคล้องกับปรัชญาการเมืองแบบ Anarcho-Capitalism และ Libertarianism:

• รัฐ = ความรุนแรงที่ผูกขาด

• ผู้นำ = จุดอ่อนของอำนาจ

• อิสรภาพแท้จริง = โครงสร้างที่ทุกคนเป็นเจ้าของ แต่ไม่มีใครควบคุมได้

Bitcoin คือ anarchism in action

→ ระบบที่ใครก็เข้าร่วมได้ แต่ไม่มีใครควบคุมได้

🕸️ 4. ผู้นำที่ไม่เคยมีตัวตน: Satoshi Nakamoto

“Satoshi’s greatest act was not invention — but disappearance.”

— Naval Ravikant

การหายตัวไปของซาโตชิคือ การตัดหัวก่อนที่หัวจะเกิด

คือการสร้างตำนานแบบ anti-heroic

คือการยืนยันว่า:

• ไม่มีบุคคลให้บูชา

• ไม่มีเจ้าของที่แท้จริง

• มีแค่ “งาน” ที่ปล่อยสู่โลก — แล้วปล่อยให้โลกรับมือเอง

ซาโตชิทำในสิ่งที่ไม่มีนักปฏิวัติคนใดเคยทำได้:

“เขาวางระเบิด แล้วเดินจากไป โดยไม่ขอเครดิต”

💣 5. พลังของการไม่ต้องการอำนาจ

Bitcoin ไม่ขอให้คุณเข้าร่วม

ไม่ยัดเยียดคุณด้วยโฆษณา

ไม่มีศูนย์บริการ

ไม่มีแผนการตลาด

ไม่มีคำขวัญที่ขายฝัน

มันแค่ “อยู่ที่นั่น”

มันแค่ทำในสิ่งที่พูด

มันแค่ ให้คุณถือมัน — หรือไม่ก็ช่างมัน

และนั่นเองคือพลังที่รัฐกลัวมากที่สุด

→ เพราะมันไม่ต้องการอำนาจ มันจึงไม่มีวันสูญเสียอำนาจ

🔒 6. การควบคุมที่ควบคุมไม่ได้

การปฏิวัติแบบเดิมมักมุ่งยึดสถาบันรัฐ

แต่ Bitcoin ไม่ยึด — แค่ทำให้รัฐล้าสมัย (obsolescence over opposition)

มันสร้างระบบที่:

• ไม่ต้องมีใครลงสมัคร

• ไม่ต้องชนะใจคน

• ไม่ต้องรออนุมัติ

มันแค่มีอยู่ และรอให้โลกที่โกหกไม่ไหวอีกต่อไป — เปลี่ยนใจ

“Revolution doesn’t need to shout when the world comes to it silently.”

— @bitstein

📉 7. การปฏิวัติเงียบ — เพราะเสียงดังเกินไปจะถูกบดขยี้

ระบบรัฐสมัยใหม่สามารถปราบปราม:

• ผู้นำ (ด้วยการอุ้มหาย)

• เครือข่าย (ด้วยการปิดเว็บ)

• เงินทุน (ด้วยการอายัดบัญชี)

แต่…

• Bitcoin ไม่ต้องใช้บัญชี

• ไม่ต้องมีศูนย์กลาง

• ไม่ต้องมีการชุมนุม

• ไม่ต้องมีโพสต์ปลุกระดม

• ไม่ต้องมีเสียง

นี่คือ “การปฏิวัติเงียบ” ที่ดังเกินไปสำหรับโลกที่จะเพิกเฉย

แต่เงียบเกินไปสำหรับอาวุธของรัฐที่จะยิงเข้าเป้า

🪙 บทสรุป:

Bitcoin เป็นการปฏิวัติแบบใหม่โดยสิ้นเชิง

ไม่ใช่การยึดอำนาจ — แต่คือการทำให้อำนาจ “ไม่จำเป็นอีกต่อไป”

Diamond Hand คือทหารเงียบในกองทัพไร้ผู้นำนี้

คือผู้ที่ “ไม่ยอมจำนน แม้ไม่มีใครสั่งให้สู้”

คือผู้ที่ “ถือไว้ เพื่อบ่อนทำลายโดยไม่ต้องแตะอะไรเลย”

💡 บทที่ 6: เงินคือรหัสศีลธรรม — หากคุณไม่เขียนมันเอง คุณจะถูกเขียนโดยคนอื่น

“Every monetary system is a system of morality — either implicit or imposed.”

— Saifedean Ammous

🧬 1. เงิน = mirror of values

เงินไม่ใช่แค่เครื่องมือในการแลกเปลี่ยน

เงินคือ กระจกเงาที่สะท้อนสิ่งที่สังคมให้คุณค่า

• หากสังคมใช้เงินที่ พิมพ์ได้ไม่จำกัด → สังคมนั้นให้คุณค่าแก่ การบริโภคเกินจริง

• หากสังคมใช้เงินที่ ต้องใช้แรงงานจริงในการได้มา → สังคมนั้นให้คุณค่าแก่ ความพยายามและระยะยาว

เงินจึงไม่เป็นกลาง — มันมี “จริยธรรมในตัวมันเอง”

“Tell me what money you use, I’ll tell you what kind of civilization you belong to.”

🧱 2. Fiat = จริยธรรมของการขโมยแบบเนียนๆ

ระบบเงิน Fiat ทำให้:

• รัฐสามารถสร้างมูลค่าให้ตัวเองโดยไม่สร้างคุณค่าให้สังคม

• คนที่อยู่ใกล้แหล่งเงินก่อน (Cantillon Effect) ได้เปรียบผู้สร้างจริง

• ความซื่อสัตย์ถูกลงโทษ

• ความกล้าเสี่ยงแบบหลอกลวงถูกตอบแทน

Fiat จึงเป็น ระบบศีลธรรมกลับด้าน (Inverted Morality)

→ คนที่โกงเก่ง = อยู่รอด

→ คนที่สร้างของแท้ = ยากจน

🔐 3. Bitcoin = จริยธรรมของแรงงาน ความอดทน และการไม่ขออนุญาต

Bitcoin ต้อง “ขุด”

Bitcoin ต้อง “เก็บ”

Bitcoin ต้อง “อดทน”

มันจึงบ่มเพาะวัฒนธรรมใหม่ที่ต่างจาก Fiat โดยสิ้นเชิง:

Fiat Morality Bitcoin Morality

ใช้ก่อน, จ่ายทีหลัง สร้างก่อน, เก็บทีหลัง

พิมพ์ได้ถ้ามีอำนาจ ขุดได้ถ้ามีแรงงาน

ต้องขออนุญาตระบบ ใครก็เข้าร่วมได้

อำนาจมาจากใกล้ศูนย์กลาง อำนาจมาจากการกระจาย

ผู้ถือ Bitcoin แบบ Diamond Hand จึงไม่ใช่แค่นักเก็บออม — แต่คือผู้ประกาศแนวทางศีลธรรมใหม่ โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย

⚖️ 4. เงินคือศีลธรรมในเชิงภาษาศาสตร์

ภาษาศีลธรรมเกิดขึ้นได้เพราะ:

• มี “หน่วยวัดคุณค่า”

• มี “วิธีแลกเปลี่ยน”

• มี “กลไกการจำว่าใครทำดี/ทำร้าย”

Fiat ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นตัวเลขที่รัฐบาลเปลี่ยนได้

Bitcoin ทำให้ทุกอย่างกลายเป็น “ประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้” (Immutable Ledger)

นี่คือการเปลี่ยนจาก:

• “ภาษาแห่งการโกหก” → “ภาษาแห่งความจริง”

• “ศีลธรรมตามกฎหมาย” → “ศีลธรรมตามตรรกะของเครือข่าย”

🧠 5. เงินกับการควบคุมจิตวิญญาณมนุษย์

ในปรัชญาการเมืองสายลึก เช่น Michel Foucault หรือ Giorgio Agamben

เงินไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเศรษฐกิจ แต่คือ ระบบควบคุมจิตใจมนุษย์

หากคุณควบคุม “สิ่งที่มนุษย์ต้องทำเพื่ออยู่รอด”

คุณก็ควบคุม “สิ่งที่มนุษย์ให้คุณค่าจริงๆ”

Fiat system คือเครื่องมือบิดเบือนเสรีภาพโดยไม่ใช้ปืน

แต่ Bitcoin:

• คืนการตัดสินใจให้ปัจเจก

• แยกเงินออกจากอำนาจ

• ทำให้ “จริยธรรมของมนุษย์ธรรมดา” แข็งแรงพอจะต้านรัฐได้

🔮 6. การปฏิวัติศีลธรรมในระดับมรณวิถี (Existential)

สุดท้ายแล้ว…

การเลือกถือ Bitcoin หรือไม่

คือการตอบคำถามเชิงมรณวิถี:

“คุณจะใช้ชีวิตในโลกที่คุณเชื่อถือไม่ได้เลย หรือสร้างโลกใหม่ที่ไม่ต้องเชื่อใครเลย?”

การถือ Bitcoin:

• คือการยอมลงทุนในระบบที่ไม่มีใครควบคุม

• คือการไว้ใจตรรกะ มากกว่าอำนาจ

• คือการสร้างอนาคตที่ลูกหลานเราไม่ต้องโกหกเพื่ออยู่รอด

🪙 สรุป:

เงินไม่เป็นกลาง

การเลือกใช้เงิน คือการเลือกศีลธรรม

Fiat = ศีลธรรมของการโกงแบบมีใบอนุญาต

Bitcoin = ศีลธรรมของแรงงาน ความอดทน และความโปร่งใส

หากคุณไม่เลือก “เขียน” ศีลธรรมทางการเงินของคุณเอง — คุณจะถูกเขียนโดยอำนาจที่คุณไม่เห็น

⌛ บทที่ 7: Diamond Hand ไม่ใช่ความกล้า — มันคือการเข้าใจเวลา “ต่างจากโลก”

“Fiat time is short. Bitcoin time is infinite.”

— Gigi

🧠 1. เวลาในระบบ Fiat: ความอดทนเป็นโรค

ระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน (Fiat Standard) ถูกออกแบบให้:

• เร่งการบริโภค

• ลดการออม

• ส่งเสริมการเป็นหนี้

• ทำให้มนุษย์ “เร่งรีบเพื่อความอยู่รอด” มากกว่าจะ สร้างเพื่ออนาคต

นี่คือสิ่งที่เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า Hyperbolic Discounting:

“คนเราให้ค่ากับสิ่งที่ได้วันนี้ มากกว่าสิ่งที่ได้ในอนาคต แม้สิ่งนั้นจะยิ่งใหญ่กว่ามากก็ตาม”

และนั่นคือเหตุผลที่คนขาย Bitcoin ตอน $10,000, $30,000, หรือแม้แต่ $60,000

เพราะพวกเขาอยู่ใน “เวลาของ Fiat” — เวลาที่ กลัวพรุ่งนี้มากกว่ายินดีในอนาคต

🕰️ 2. เวลาในระบบ Austrian: Time Preference = ความจริงทางจริยศาสตร์

ใน Austrian Economics

Time Preference คือหัวใจของศีลธรรมเศรษฐกิจ:

• คนที่มี Time Preference สูง → ต้องการของทันที → เป็นทาสของปัจจุบัน

• คนที่มี Time Preference ต่ำ → ยินดีรอ → ควบคุมชีวิตตัวเอง

Bitcoin คือระบบที่ ให้รางวัลกับคนที่มี Time Preference ต่ำ

และ “Diamond Hand” คือผู้ที่ มองเวลาในแนวดิ่ง ไม่ใช่แนวนอน

→ ไม่ใช่แค่มองว่า “เดือนไหนขึ้น”

→ แต่มองว่า “ศตวรรษไหนถึงจะพัง”

🔥 3. Diamond Hand = ผู้ปฏิเสธเวลาของโลก

Diamond Hand ไม่ใช่คนที่โลภ

ไม่ใช่คนที่กลัวพลาด

ไม่ใช่แค่ HODL เพราะ “อาจรวย”

แต่คือคนที่ปฏิเสธกรอบเวลาแบบโลกเดิม

• ปฏิเสธไตรมาสของตลาดหุ้น

• ปฏิเสธรอบเลือกตั้ง

• ปฏิเสธข่าวเศรษฐกิจรายวัน

เขาไม่สนใจว่าโลกกำลังตื่นตระหนกหรืออิ่มเอม

เพราะเขาถือ “เวลาในแบบของตนเอง”

→ เวลาแบบ Bitcoin Time

“Fiat time is measured in news cycles. Bitcoin time is measured in halvings.”

— Lyn Alden

🧘‍♂️ 4. ถือ Bitcoin = การฝึกจิตขั้นสูง

ในระดับจิตวิทยา

การถือ Bitcoin คือการฝึก:

• การอดกลั้น (delayed gratification)

• การรับรู้ความผันผวนอย่างสงบ (volatility mindfulness)

• การมีศรัทธาโดยไม่ต้องมีคนสั่ง (sovereign belief)

Diamond Hand ไม่ได้ “ทน” เพราะไม่รู้

แต่ “รู้” แล้วก็ยัง “ไม่ขาย”

เพราะเขารู้ว่า…

“The world is priced in noise. I’m listening to signal.”

⚖️ 5. เวลา = พื้นที่การเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่รัฐควบคุมเรา

รัฐไม่เพียงควบคุมเศรษฐกิจ

แต่ควบคุม “ความรู้สึกว่าเวลาเหลือน้อย”

ทำให้เรากลัว:

• ตกงานวันนี้

• อดตายพรุ่งนี้

• ต้องรีบเกษียณ

ระบบบังคับให้เรา คิดแค่ปีหน้า

ไม่มีใครให้เราคิด “100 ปีจากนี้”

แต่ Bitcoin คือการดึงคืนพื้นที่ทางเวลา:

→ คนถือมันคือคนที่ กล้าคิดถึงโลกที่ตัวเองอาจไม่ทันเห็น

📜 6. เวลาแบบใหม่ = รากฐานของอารยธรรมใหม่

“Only low time preference civilizations build cathedrals that take 300 years to finish.”

— Robert Breedlove

Bitcoin เป็นเหมือน วิหารที่ไม่มีผู้รับเหมาใหญ่ แต่มีคนร่วมสร้างทีละ Block

และ Diamond Hand คือผู้ที่ยอมใช้ชีวิต โดยไม่เห็นยอดวิหารนั้นเสร็จ

→ นี่คือการกลับมาของ “อารยธรรมระยะยาว”

→ โลกที่สร้างเพื่อคนที่ยังไม่เกิด

→ ศีลธรรมที่ไม่มีรัฐไหนปลูกฝังได้ เพราะมันออกมาจาก “โค้ด”

🪙 บทสรุป:

Diamond Hand ไม่ได้เกิดจากความกล้าหรือความโลภ

แต่จาก การเปลี่ยนการรับรู้เรื่องเวลาโดยสิ้นเชิง

Fiat = ปัจจุบันอันรีบเร่ง

Bitcoin = อนาคตอันนิ่งสงบ

ถือ Bitcoin ไม่ใช่การเก็งกำไร — แต่มันคือการมี “เวลา” แบบที่รัฐไม่สามารถขโมยได้

#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC

นี่คือสิ่งที่เราควรเป็น จากโพสต์เราก่อนหน้านี้เลย Bitcoin Diamond Hand

nostr:nevent1qqsxdjs46gueha49m2pysuxfc2savamdmkt5axlnm7yscxwfr2mfnfqpz4mhxue69uhhyetvv9ujuerpd46hxtnfduhsyg96xd08zzr2vq0rmk62fsypty5f7a9z5fcygj5snftlkfcyuklupqpsgqqqqqqst2k2hy

ทุกคนรู้ว่า ตอนนี้มีเรื่อง bitcoin supply shock แต่ก็เหมือนว่าราคายังนิ่งๆ ถึงจะ all time high ขึ้นมานิดเดียว 111,980

ต่อไปนี้เป็นความเห็นส่วนตัวจากการนั่งคิด มโนไปเรื่อย แบบ ถ้าหากว่าเราเป็นคนๆ นึง ที่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ หรือที่เคยได้ยิน market maker

เราคิดว่ามันช่วงเวลาถัดไปแล้วหละ ที่น่าจะเป็นการ หาทางเขย่า เอา bitcoin ออกจากกระเป๋าของคนที่ถืออยู่ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่เราจะเก็บให้ได้มากที่สุด

ในช่วงแรกสุดคือ... ทำทรงราคานิ่งๆ ไม่ไปไหน หรือทำให้เห็นว่าไปได้แค่นี้หละ มืออ่อนสุด ขาเก็งกำไร ก็คงจะขายออกดีกว่า ไปหาอะไรซิ่งๆ มันส์ๆ อย่างอื่นแทน

และไม่แน่ใจว่าเขาจะสามารถทำได้ถึงขนาดหักกราฟราคาไหม แบบเวลาที่มันควรต้องขึ้นได้แล้ว แต่ไม่ขึ้น

ต่อหลังจากนั้น... ทำราคาเทียบสกุลเงินให้เหวี่ยงๆ เก็บขา short long ให้ล้มละลาย ไม่มีตังไปเก็บ bitcoin เพิ่ม ให้ติดพนัน วนเวียนอยู่กับการแทงสูงต่ำ แต่กลุ่มนี้ก็มีอยู่เรื่อยๆ คือมีเงินกันเยอะจัง เงินไม่หมดซักที

2 อย่างแรกนี่เห็นกันอยู่แล้ว ถัดไปนี่สิ จะมีอะไรต่อบ้าง

อย่างแรก เราว่าอาจเป็นความพยายามทำลายเสถียรภาพของ bitcoin เอง อย่างเรื่องที่ได้ยินอยู่ช่วงนี้ bitcoin core vs knots เราไม่ได้เข้าใจมาก รู้เพียงว่าเป็นประเด็นเรื่องการ filter transaction ที่ไม่ได้กระทบกับ main หลักของการทำงาน bitcoin

แต่... ใครจะรู้ ผลของการกระทำอย่างนึง อาจส่งผลกระทบที่คาดไม่ถึงในอนาคตแบบ butterfly effect ก็เป็นได้ หรืออาจมีการวางแผนมาอย่างดีแล้วก็ได้ และนี่เป็นขั้นตอนแรก

ถัดไป เดาว่าน่าจะเป็นการออกข่าวร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือสิ่งคิดว่าเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ ในทางใดทางหนึ่ง เช่น พ่อทรัมป์จะเลิกใช้ bitcoin strategic reserve, MSTR เลิกเก็บ, เกิดอะไรกับคุณ Saylor เพื่อเขย่า บีบคอคนที่ไม่ได้เข้าใจ bitcoin จริงๆ ให้คายของมา

นอกจากนี้เราคิดไม่ออกละ

แต่สิ่งที่เราคิดว่าควรทำต่อไปคือ การเตรียม ภูมิคุ้มกัน ให้ตัวเองมากขี้น

จะสังเกตุได้ว่าประเด็นต่างๆ หลังจากนี้มันเริ่มมีความลึกมากขึ้น ทั้งทางด้าน economic, financial, technical, แกนต่างๆ เสาหลักของ bitcoin

จากที่เราปกติแค่ไถ feed อ่านแบบผิวเผิน อ่านหนังสือมาไม่กี่เล่ม คงต้องมีความเข้าใจแบบลึกซึ้งมากขึ้น เข้าใจถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของใครซักคน ทั้งเจตนาของเขา ผลกระทบที่เกิดกับ btc

ให้ความรู้ความเข้าใจ ทำให้เราไม่อ่อนแอ panic ตามไม่ทันเหตุการณ์ แต่...อะไรจะเกิดก็คงต้องเกิด ถ้ามันมีเหตุการณ์ที่สมเหตุสมผลจริงๆ อย่างน้อยเราจะขยับได้เร็วและมีหลักการณ์ มากกว่าคนที่ไม่เข้าใจนิดนึง .... ถ้าไม่ขี้เกียจ 😂

#siamstr

Replying to Avatar satuser

0:00 Prisidio Bitcoin ( nostr:npub1cxyr9w0dwkjxs7svmwjlg4veqp9uzw0qvwux0c0554lqzw5ut48qrahz6x ) Hackathon คือวันนี้!

2:08 เราควรเปลี่ยนชื่อ sats หรือไม่?

5:00 Steak and Shake รับ bitcoin แล้ว!

10:30 สิ่งที่เรารอคอยใน Hackathon: เกม, AI และการชำระเงินขนาดเล็ก, การละเมิดลิขสิทธิ์?

17:50 วิเคราะห์การแฮ็ก Coinbase: อย่างไร, ทำไม และกฎระเบียบสร้างปัญหาเหล่านี้หรือไม่

28:42 แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนทั้งหมดมีความเสี่ยงหรือไม่?

32:54 ทบทวนผลิตภัณฑ์เงินกู้ bitcoin

39:05 ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป สิ่งนี้อาจเป็นผลดีต่อ bitcoin หรือไม่?

41:45 mempool จะเป็นอย่างไรในปี 2050 อนาคตของ bitcoin สามารถจำลองได้หรือไม่?

46:00 เราต้องการงบประมาณด้านความปลอดภัยมากแค่ไหน?

48:10 อะไรถือเป็นสแปม และมันส่งผลเสียหรือเป็นประโยชน์ต่อ bitcoin?

1:01:48 ค่าธรรมเนียมคือตัวกรองใช่หรือไม่?

1:09:32 การกรองเป็นมุมมองแบบมัลทัสหรือไม่?

1:11:02 อนาคตของ namespace

1:17:48 บริษัทคลัง bitcoin มีความหมายอย่างไรต่อ bitcoin​​​​​​​​​​​​​​​​

https://www.youtube.com/live/BzCopGddZq4

#siamstr #bitcoin #update

ล่าสุด app Amethyst เรา auto block account นึงไปชื่อ bitcoin is bitcoin เขาบอก sats ไม่ใช่ bitcoin เกี่ยวกับในนี้หัวข้อ 2 ไหมเนี่ย ที่ว่าเปลี่ยนชื่อ sats

เราหายไปนาน แต่ยังเก็บ #bitcoin อยู่เรื่อยๆ นะ ตอนนี้ใช้วิธีแบบ +5% -5% ยังได้อีกหลายไม้ มีวู่วามเก็บเพิ่มตอนอารมณ์ไม่ดีบ้าง ตอนราคานิ่งๆ บ้าง

ไม่ได้เข้าหมดเลยในทีเดียวเพราะดูสภาพเศรษฐกิจแล้วไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ขอเก็บเงิน fiat ไว้เพิ่มสภาพคล่องขึ้นอีกนิดนึง

ช่วงนี้อ่านหนังสือพี่ชิต คำว่าเหี้ยเยอะมาก เหลืออีก 1/4 เล่มจบ อ่านหนังสือพี่เขาง่ายกว่าฟังพี่เขาพูดเยอะเลย (ฟัง นี่คิดตามไม่ทัน)

ปิดจบสุดท้าย

อยากเห็น 1 sats = 1 thai baht 😆

จะได้เห็นในชีวิตนี้มั้ยนะ #siamstr

Bitcoin เงินและรางวัลของคนตั้งใจ

มันเริ่มจากที่เราสงสัยว่าทำไม bitcoin ต้องมี 21 ล้านเหรียญ แล้วทำไม 1 bitcoin ต้องมี 100 ล้าน sats ทำไมไม่ตั้ง 1 sat เป็น 1 bitcoin ไปเลย แล้วเรียก 100 ล้าน bitcoin เป็นอีกหน่วยนึง

คิดไปคิดมาขยายความไปเรื่อย ต่อไปนี้เป็นแค่ความคิดเห็นของเราเอง ถ้าเราเข้าใจผิด ถ้ามีคำตอบที่ไหนแล้วรบกวนบอกที

1. เริ่มแรก การทีจะรู้จัก bitcoin ต้องเป็นคนที่มีความสนใจศึกษาในเรื่อง cryptography ระดับนึง (ตามที่เราได้ฟังจาก อ. จากที่อ่านมา ที่เขาเรียกว่า cyberpunk) ต้องตั้งใจที่จะมีส่วนร่วม รันโปรแกรม ตั้งค่าต่างๆ ในการขุด เพื่อให้ได้เหรียญมา

จากจุดเริ่มแรกนี้ รางวัลเป็นของคนเริ่มก่อน "ตั้งใจ" ศึกษาก่อน แนว geek nerd จริงๆ

...

2. ต่อมาเมื่อ bitcoin มีราคาสูงขึ้น อาจจะเพราะมีข่าว มีแชร์ลูกโซ่ เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงกว้าง คนในกลุ่มแรกส่วนนึงอาจขายไปแล้วก็ได้ ส่วนกลุ่มคนใหม่ๆ ที่เข้ามา อาจจะเข้ามาเพราะ HYIP เสียมากกว่า (ถึงแม้แนวคิดเรื่อง bitcoin จะมีให้ศึกษามากขึ้นแล้ว) แต่จากการที่เป็นสิ่งที่แหวกแนวการลงทุนแบบเดิมมาก ไม่มีขายในตลาดใดๆ ต้อง ขวนขวายหาวิธีซื้อให้ได้

จากจุดนี้เราคิดว่า รางวัลเป็นของคน "ตั้งใจ" หาเงินเพิ่ม หาช่องทาง ศึกษา ทำเพื่อตัวเอง ช่วงเวลาประมาณนี้น่าจะราวๆ coins .co .th bx ตั้งขึ้นมา ต่อเนื่องมาเรื่อง DeFi

...

3. ถึงตอนนี้ ปัจจุบันนี้ concept หรือแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับ bitcoin เริ่มถูกเผยแพร่ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น พร้อมๆ กับการยอมรับ bitcoin ในระดับโลก ทำให้ราคาสูงขึ้นมากถึงระดับ 100k usd คนในกลุ่มก่อนหน้าก็อาจจะขายไปแล้วบางส่วนเพราะเห็นว่ามูลค่าสูงมากแล้ว

จากจุดนี้ คนที่ไม่เข้าใจ เขาจะคิดว่า แค่ 1 เหรียญ ราคาตั้ง 100k ใครจะไปซื้อเพิ่ม ไปซื้อเหรียญอื่นดีกว่ามั้ย เวลาซื้อทีนึงได้แค่ 0.0000X เหรียญ โถ ช่างดูน่าสงสาร 1 เหรียญเต็มๆ ยังซื้อไม่ได้ อีกกี่ปีจะได้ครบ 1 หละเนี่ยนู๋ ตรงนี้หละที่เราสงสัย

แต่เราคิดว่าคนที่ "ตั้งใจ" ศึกษา bitcoin จนเข้าใจจริงๆ จะเห็นค่าของมัน การตั้งให้ 100 ล้าน sats = 1 btc มันคือการ ลดความโลภ ลด ego ลดความหยิ่งผยอง (หรือความรู้สึกอะไรก็แล้วแต่ เราบรรยายไม่ถูก) ไหมนะ ?

การที่ซื้อได้ทีละเศษเสี้ยวของ bitcoin เป็นการวัดว่าเราเข้าใจมันจริงๆ ไหมนะ

เศรษฐี ชนชั้นนำ คนรวย อาจคิดว่า โหฉันรวยมาก ซื้อได้ 100 bitcoin สบายๆ ขนหน้าแข้งไม่ร่วง แต่ตัวเลขมันนิ๊ดดดเดียว (big people like numbers) เสียเวลาศึกษา เสียเวลาซื้อ ของเด็กเล่น (ไม่เข้าใจ)

เราคิดว่า ถึงตอนนี้จะยังไม่ชัดเจน แต่มันจะเป็นเวลาที่รางวัลจะเป็นของคนถ่อมใจ "ตั้งใจ" เก็บ ทีละนิดๆ "ตั้งใจ" ศึกษา "ตั้งใจ" ออม "ตั้งใจ" พัฒนาตัวเอง เพื่อหารายได้มาออมให้ได้มากขึ้นๆ ในทุกวัน....

ขอต่ออีกนิด 4. เราคิดว่าต่อไปอีกหน่อย เมื่อถึงจุดที่ bitcoin ไหลเวียนในตลาดน้อยลงมากแล้ว หรือราคาเริ่มนิ่งกว่านี้แล้ว คนที่ "ตั้งใจ" พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ มาเสริมสร้าง eco system ของ bitcoin น่าจะได้รับรางวัล ในช่วงนั้น

#siamstr #bitcoin

เริ่มต้น :

ทำตามแผนที่คิดมาดีแล้ว อย่างสม่ำเสมอ มีวินัย ถึงอนาคตจะไม่แน่นอน แต่พวกเราก็ทำเต็มที่แล้ว คิดมาอย่างดีแล้ว รอบด้านมากๆ แล้ว

ตอนนี้ :

ผู้คนทั่วโลกก็เห็นตรงกัน มากขึ้น มากขึ้นทุกวัน ประธานาธิบดีสหรัฐก็คิดเหมือนกัน หลายประเทศก็คิดเหมือนกัน

คนอื่นเขาฉลาดกว่าเราแน่นอน

อนาคต :

ไม่มีคำว่าเสียใจ

#stackingsats #siamstr