เปิดธรรมที่ถูกปิด อนาคามี (สุข – มาร – กามคุณ – วิตก)

๑. สุขที่ควรกลัวและไม่ควรกลัว

บาลี อุทาน ๔/๔๒๗/๖๕๙

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า —

“บุคคลควรรู้จักวินิจฉัยในความสุข เมื่อรู้จักวินิจฉัยแล้ว พึงประกอบสุขที่ไม่เป็นภัย ไม่ควรกลัว และละเสียซึ่งสุขที่เป็นภัย ควรกลัว”

๑.๑ กามสุข

• เกิดจากกามคุณ ๕ : รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

• เป็นสุขของปุถุชน สุขชั่วคราว สุขที่อิงเมถุน

• พระองค์ตรัสว่า “สุขนี้ไม่ควรเสพ ไม่ควรเจริญ ไม่ควรทำให้มาก ควรกลัว”

๑.๒ เนกขัมมสุข

• เกิดจากฌาน ๑–๔

• สุขอันสงบ สุขแห่งความสงัด สุขจากความดับเพลิน

• เป็นสุขที่ “ควรเสพ ควรเจริญ ควรทำให้มาก ไม่ควรกลัว”

➡ สุขที่แท้จริงจึงมิใช่การเสวยกาม แต่คือการดับความเพลินด้วยฌานและเนกขัมมะ

๒. บ่วงแห่งมาร

บาลี อุทาน ๔/๗๔/๘

พระพุทธองค์ตรัสว่า —

“กามทั้งหลายไม่เที่ยง ว่างเปล่า เป็นของเท็จ มีความเลือนหายเป็นธรรมดา เป็นของล่อลวง เป็นบ่วงแห่งมาร แดนของมาร เหยื่อของมาร ที่เที่ยวไปของมาร”

๒.๑ กามและกามสัญญา

• ทั้งในภพนี้และภพหน้า ล้วนเป็นเครื่องล่อของมาร

• เป็นแดนที่มารแสวงหา

๒.๒ อกุศลธรรม

• อภิชฌา (เพ่งเล็งอยากได้)

• พยาบาท

• สารัมภะ (การแก่งแย่ง)

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบ่วงที่ทำให้อริยสาวกผู้ยังฝึกตนอยู่ ถูกกีดกันจากมรรค

➡ ผู้ปฏิบัติพึงเห็นกามว่าเป็น “เหยื่อ” มิใช่ “อาหาร” ของจิต

๓. การรู้สึกตัวในกามคุณ ๕

บาลี อุทาน ๔/๒๔๐/๓๔๙

พระองค์ตรัสสอนพระอานนท์ว่า —

๓.๑ วิธีพิจารณา

• พึงตรวจจิตเนืองๆ ว่า “ยังมีฟุ้งซ่านเพราะกามคุณหรือไม่?”

• ถ้ายังมี → ย่อมรู้ชัดว่า “เรายังไม่ละฉันทราคะ”

• ถ้าไม่มี → ย่อมรู้ชัดว่า “เราละฉันทราคะได้แล้ว”

๓.๒ ความหมาย

• การรู้สึกตัว (สติตื่นรู้อยู่กับจิตตน) เป็นอาวุธสำคัญของนักปฏิบัติ

• ไม่ปกปิดความจริงในใจ แต่ยอมรับตามที่เป็น

➡ นี่คือการ “เห็นตนตามจริง” ไม่ใช่เพียงละกาม แต่รู้ด้วยว่าละได้หรือไม่

๔. เหตุเกิดของวิตกที่เป็นอกุศล

บาลี สังยุตตนิกาย ๖/๘/๓๕๕

พระองค์ตรัสว่า —

“กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ย่อมเกิดเพราะเหตุ มิใช่ไร้เหตุ”

๔.๑ ลำดับเหตุของอกุศลวิตก

1. อาศัยธาตุ → หมายรู้ในกาม / พยาบาท / วิหิงสา

2. หมายรู้แล้ว → คิด

3. คิดแล้ว → พอใจ

4. พอใจแล้ว → เร่าร้อน

5. เร่าร้อนแล้ว → แสวงหา

6. แสวงหาแล้ว → ปฏิบัติผิดทางกาย วาจา ใจ

➡ พระองค์เปรียบเหมือนไฟที่ไหม้ป่า ถ้าไม่รีบดับ ย่อมเผาผลาญสิ่งทั้งหลาย

๕. เหตุเกิดของวิตกที่เป็นกุศล

พระองค์ตรัสว่า —

“เนกขัมมวิตก อพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก ย่อมเกิดเพราะเหตุ มิใช่ไร้เหตุ”

๕.๑ ลำดับเหตุของกุศลวิตก

1. อาศัยเนกขัมมธาตุ / อพยาบาทธาตุ / อวิหิงสาธาตุ

2. หมายรู้

3. คิด

4. พอใจ

5. เร่าร้อน (ใฝ่ดี)

6. แสวงหา

7. ปฏิบัติชอบทางกาย วาจา ใจ

➡ พระองค์เปรียบเหมือนบุรุษรีบดับไฟในป่า ชีวิตทั้งหลายพ้นภัยฉันใด ผู้ละอกุศลวิตกและเจริญกุศลวิตกก็พ้นทุกข์ฉันนั้น

๖. สรุปธรรมที่ถูกปิด

1. สุข ต้องวินิจฉัย กามสุขควรกลัว เนกขัมมสุขควรเจริญ

2. มาร ครอบงำด้วยกามและอกุศลธรรม ต้องรู้ว่าเป็น “บ่วง”

3. กามคุณ ๕ ต้องตรวจจิตเสมอว่า ยังข้องอยู่หรือไม่

4. อกุศลวิตก เกิดเพราะเหตุ ต้องรีบละ มิฉะนั้นจะเผาจิต

5. กุศลวิตก ก็เกิดเพราะเหตุ ต้องเพาะบ่มและเจริญ

นี่คือธรรมะที่พระศาสดาทรงเปิดไว้เพื่ออนาคามี ผู้จะก้าวข้ามกามสุข เห็นบ่วงของมาร รู้เท่าทันจิต และเดินไปบนทางกุศลโดยชอบ.

พระศาสดาได้ตรัสสอนไว้ชัดว่า ความหลงติดอยู่ในทิฏฐิ เป็นเสมือน เครื่องผูกมัดสัตว์ ไว้ในวัฏฏะ ไม่ต่างจากโซ่ตรวนที่มัดคนขังอยู่ในเรือนจำ ถึงแม้เพียงน้อยก็ยังเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง

“ภิกษุทั้งหลาย ! ความถือเอาในทิฏฐิทั้งหลาย เป็นดุจข่าย เป็นดุจพวงเถาวัลย์ เป็นดุจข่ายแห่งมาร ครอบคลุมสัตว์ทั้งหลายแล้ว จึงไม่อาจรู้ ไม่อาจเห็น ไม่อาจทำให้แจ้งซึ่งความพ้นได้”

(สํยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๒๒/๓๒๙/๔๙๔)

เพราะฉะนั้น การละทิฏฐิมานะจึงเป็นหัวใจสำคัญของเส้นทางอริยบุคคล โดยเฉพาะใน อนาคามี ที่สละได้ทั้งกามราคะและปฏิฆะแล้ว แต่ถ้ายังเหลือการยึดมั่นในความเห็น ก็ยังไม่ถึงที่สุด

พระศาสดาได้ชี้ว่า เมื่อบุคคลละความยึดถือทิฏฐิได้ เขาจะเข้าถึงความเป็นอิสระ เหมือน นกที่หลุดพ้นจากกับดัก บินไปได้ตามธรรมชาติ ไม่ถูกรั้งเหนี่ยวด้วยความเห็นอันเป็นตัวตน

ดังพระดำรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ละทิฏฐิได้แล้ว ย่อมไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ ที่จะถูกความเห็นครอบงำได้อีกเลย”

(องฺคุตตรนิกาย จตุกฺกนิบาต ๒๑/๕๖/๙๘)

ดังนี้ เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับการพิจารณาเรื่อง อริยวินัย และ โลกในความหมายของกมคุณ ๕ จะเห็นชัดว่า การละทิฏฐิไม่ใช่เพียงการ “ไม่เถียง” แต่เป็นการสลัดการถือมั่นในโครงสร้างทั้งหมดของความเป็น “โลก” ตามที่จิตไปกำหนด

โลกที่มองผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ล้วนเป็นเพียง ผัสสะที่ถูกปรุงแต่งด้วยทิฏฐิและตัณหา

การละทิฏฐิ จึงเป็นการเห็นโลกตามจริง ไม่ใช่โลกที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่เป็นโลกที่เป็น “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

การละทิฏฐิในระดับจิตปฏิบัติ

พระศาสดาไม่ได้เพียงแต่บอกให้ละทิฏฐิ แต่ทรงสอนวิธีที่เป็นขั้นตอน

เริ่มจาก การเจริญสติปัฏฐาน เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ตามที่มันเป็นจริง

พระดำรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! จักรทั้งหลายที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายถือมั่น ว่า ‘โลกเที่ยง’ ก็ดี ‘โลกไม่เที่ยง’ ก็ดี … ‘สัตว์มี’ ก็ดี ‘สัตว์ไม่มี’ ก็ดี … ย่อมถึงที่สุดทั้งสิ้นในสติปัฏฐาน ๔ นี้”

(ทีฆนิกาย มหาวารวรรค ๑๐/๑๓๓/๑๔๕)

แสดงว่า ทิฏฐิทั้งหลายดับลงได้ ไม่ใช่ด้วยการถกเถียง แต่ด้วยการเห็นตรงในปัจจุบันธรรม

กระบวนการสลายทิฏฐิ

1. เห็นกายตามความเป็นจริง – กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงธาตุ ๔ ที่ประชุมกัน

2. เห็นเวทนาเป็นเพียงเวทนา – สุข ทุกข์ เฉยๆ ล้วนไม่เที่ยง

3. เห็นจิตตามที่เป็น – ฟุ้งซ่าน กำหนดได้ สงบ กำหนดได้ ไม่เที่ยง

4. เห็นธรรมตามที่ปรากฏ – โดยเฉพาะ อุปาทานขันธ์ ๕ ที่เป็นเครื่องผูกมัด

ดังพระดำรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อใดอริยสาวกเห็นอุปาทานขันธ์ ๕ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ทุกข์ อนัตตา เมื่อนั้นชื่อว่า ละทิฏฐิได้แล้ว”

(สํยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๒๒/๙๕/๑๔๔)

การดับทิฏฐิ = การปลดแอกความเป็น “โลก”

เมื่อบุคคลเห็นตามจริงว่า ขันธ์ ๕ เป็นเพียงกระบวนการเกิดดับ

ทิฏฐิว่า “นี่คือเรา” “นี่คือเขา” หรือ “นี่คือโลกอันเที่ยง” ย่อมดับไป

นี่คือสิ่งที่พระศาสดาตรัสว่า :

“ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาท”

(มชฺฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๒/๓๖๓/๓๙๖)

คือการเห็นวงจรแห่งเหตุปัจจัย ไม่ใช่การติดอยู่ในกรอบทิฏฐิใดๆ

สรุป

การละทิฏฐิในเชิงปฏิบัติ จึงหมายถึง

• ไม่ติดว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง

• ไม่ติดว่าสัตว์มีหรือไม่มี

• ไม่ติดว่าตัวเราหรือของเรา

• แต่เห็นความเกิดดับแห่งขันธ์ ๕ อย่างตรงไปตรงมา

การเห็นเช่นนี้ ทำให้จิตเป็นอิสระจากเครื่องครอบงำทั้งปวง

๑. การละทิฏฐิเป็นฐานของความก้าวหน้า

เมื่ออริยสาวกละทิฏฐิได้ เขาย่อมเป็นผู้ไม่ถูกครอบงำด้วย “ความเห็นว่ามีตัวตน” อีกต่อไป

นี่คือรากฐานที่ทำให้การปฏิบัติพัฒนาไปสู่การละกิเลสที่ละเอียดกว่า

พระศาสดาตรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ละทิฏฐิได้แล้ว พึงทำความเพียรเพื่อสิ้นกามราคะและปฏิฆะต่อไป”

(สํยุตตนิกาย สคาถวรรค ๑๕/๙๓/๗๘)

๒. ภาวะจิตที่สละกามราคะและปฏิฆะ

อนาคามีไม่ใช่เพียงการละทิฏฐิ แต่ยังละได้ กามราคะ และ ปฏิฆะ อย่างสิ้นเชิง

• กามราคะ คือ ความกำหนัดเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

• ปฏิฆะ คือ ความขัดเคือง ความกระทบกระทั่งในจิต

พระศาสดาตรัสไว้ว่า :

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้ละกามราคะได้แล้ว ละปฏิฆะได้แล้ว ย่อมเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก”

(องฺคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ๒๓/๓๖/๗๔)

๓. ลักษณะของจิตอนาคามี

เมื่อกามราคะและปฏิฆะดับแล้ว จิตย่อมเป็นอิสระจากแรงดึงดูดและแรงผลัก

คล้าย อวกาศที่โปร่งใส ไร้หมอกควัน ไม่ถูกกิเลสครอบงำ

พระศาสดาเปรียบไว้ว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบ่อน้ำใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว เมื่อบุคคลแลดูอยู่ ย่อมเห็นหอยโข่ง เห็นปลา เห็นกรวด เห็นทราย เห็นฝูงปลาแหวกว่ายได้ชัดแจ้ง ฉันใด จิตของภิกษุผู้ละกามราคะและปฏิฆะแล้ว ย่อมปรากฏผ่องใสฉันนั้น”

(องฺคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ๒๒/๑๕๕/๒๒๘)

๔. โลกของอนาคามี

เมื่ออนาคามีสิ้นชีวิต เขาย่อมไม่กลับสู่โลกนี้ แต่ไปเกิดในสุทธาวาสพรหมเท่านั้น

ซึ่งเป็นแดนที่มีแต่พระอนาคามีและพระอรหันต์

ดังพระดำรัสว่า :

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้สิ้นกามราคะ สิ้นปฏิฆะแล้ว ย่อมเกิดในสุทธาวาสพรหม ไม่กลับมาในโลกนี้อีก”

(สํยุตตนิกาย สคาถวรรค ๑๕/๙๓/๗๘)

๕. เชื่อมโยง

ดังนั้น เส้นทางคือ

• ละทิฏฐิ → จิตไม่ถูกครอบงำด้วยความเห็น

• เจริญเพียรต่อไป → สิ้นกามราคะและปฏิฆะ

• บรรลุอนาคามี → โลกุตตรจิตอันสงบ

๑. การละกามราคะ

กามราคะเกิดจาก อาศัยการเพ่งเล็งอารมณ์ที่น่ารักใคร่ (subha-nimitta)

วิธีละก็คือฝึก อสุภสัญญา และ การพิจารณากายตามความเป็นจริง

พระดำรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้มากไปด้วยการเพ่งเล็งในอสุภะ ย่อมละกามราคะได้โดยง่าย”

(องฺคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ๒๒/๑๖๙/๒๓๙)

อีกทั้ง พระศาสดาทรงสอนให้เห็นกายนี้ว่าเป็นเพียงธาตุ ๔ ไม่ใช่สิ่งน่ากำหนัด

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กายนี้ประกอบด้วยของไม่สะอาดหลายอย่าง มีกระดูกเป็นแกน มีเลือดเนื้อหุ้มอยู่ ล้วนไม่เที่ยง ไม่งาม ไม่ใช่ตัวตน”

(มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๒/๓๔๕/๓๖๗)

๒. การละปฏิฆะ

ปฏิฆะเกิดจาก การเพ่งเล็งอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ (paṭigha-nimitta)

วิธีละก็คือฝึก เมตตาภาวนา และ อุเบกขา

พระศาสดาตรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้มากไปด้วยการเจริญเมตตา ย่อมละปฏิฆะได้โดยง่าย”

(องฺคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ๒๒/๑๖๙/๒๓๙)

และยังตรัสชัดว่าเมตตาเป็นดุจ เกราะคุ้มกันจิต ไม่ให้ถูกไฟแห่งโทสะเผาไหม้

“ภิกษุทั้งหลาย ! จิตที่เจริญเมตตาแล้ว ไม่อาจถูกปฏิฆะครอบงำได้เลย”

(องฺคุตตรนิกาย จตุกฺกนิบาต ๒๑/๕๖/๙๘)

๓. สมาธิเป็นฐานของการละ

สมาธิไม่ใช่แค่ความสงบ แต่เป็น กำลังจิตที่ทำให้ละกิเลสได้จริง

• เมื่อสมาธิมั่นคง กามราคะก็ไม่เกิด เพราะจิตไม่วิ่งไปเพ่งเล็งรูป เสียง ฯลฯ

• เมื่อสมาธิมั่นคง ปฏิฆะก็ไม่เกิด เพราะจิตไม่ถูกกระทบด้วยอารมณ์ขัดใจ

พระศาสดาตรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! จิตที่ตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง จิตที่รู้ชัดตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมละราคะและปฏิฆะได้”

(สํยุตตนิกาย มหาวารวรรค ๑๙/๗๒/๑๒๓)

๔. วิปัสสนาเห็นตามจริง

เมื่อมีสมาธิแล้ว ต้องต่อด้วยวิปัสสนา คือ เห็นรูปนามทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน

การเห็นเช่นนี้ทำให้กามราคะและปฏิฆะอ่อนกำลังไปเอง เพราะไม่พบที่ตั้งสำหรับยึดถือ

พระศาสดาตรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อใดบุคคลเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่กำหนัด ไม่โกรธ”

(สํยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๒๒/๙๖/๑๔๕)

๕. สรุป

ดังนั้น เส้นทางของอนาคามีคือ :

• อสุภสัญญา → ละกามราคะ

• เมตตาภาวนา → ละปฏิฆะ

• สมาธิเป็นฐาน → ทำให้จิตตั้งมั่น

• วิปัสสนา → เห็นตามจริง ไม่เหลือที่ตั้งให้กามราคะและปฏิฆะอาศัย

#Siamstr #nostr #ธรรมะ #พุทธวจน

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

สาธุครับ พี่ผมของลิ้งหนังสือนี้ หน่อยได้มั้ยครับ

โหลดแอพ พุทธวจน ได้เลยครับ

ขอบคุณครับ