Avatar
toysser
479ec16d345e282f49fc82d9321a84af75cb6983f37744a8aebbcd83f3a243fa
bitcoiner

คิดถึงแชมป์เหมือนกัน เจอกันเชียงใหม่เลยเนอะ

Replying to Avatar maiakee

เปิดธรรมที่ถูกปิด อนาคามี (สุข – มาร – กามคุณ – วิตก)

๑. สุขที่ควรกลัวและไม่ควรกลัว

บาลี อุทาน ๔/๔๒๗/๖๕๙

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า —

“บุคคลควรรู้จักวินิจฉัยในความสุข เมื่อรู้จักวินิจฉัยแล้ว พึงประกอบสุขที่ไม่เป็นภัย ไม่ควรกลัว และละเสียซึ่งสุขที่เป็นภัย ควรกลัว”

๑.๑ กามสุข

• เกิดจากกามคุณ ๕ : รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

• เป็นสุขของปุถุชน สุขชั่วคราว สุขที่อิงเมถุน

• พระองค์ตรัสว่า “สุขนี้ไม่ควรเสพ ไม่ควรเจริญ ไม่ควรทำให้มาก ควรกลัว”

๑.๒ เนกขัมมสุข

• เกิดจากฌาน ๑–๔

• สุขอันสงบ สุขแห่งความสงัด สุขจากความดับเพลิน

• เป็นสุขที่ “ควรเสพ ควรเจริญ ควรทำให้มาก ไม่ควรกลัว”

➡ สุขที่แท้จริงจึงมิใช่การเสวยกาม แต่คือการดับความเพลินด้วยฌานและเนกขัมมะ

๒. บ่วงแห่งมาร

บาลี อุทาน ๔/๗๔/๘

พระพุทธองค์ตรัสว่า —

“กามทั้งหลายไม่เที่ยง ว่างเปล่า เป็นของเท็จ มีความเลือนหายเป็นธรรมดา เป็นของล่อลวง เป็นบ่วงแห่งมาร แดนของมาร เหยื่อของมาร ที่เที่ยวไปของมาร”

๒.๑ กามและกามสัญญา

• ทั้งในภพนี้และภพหน้า ล้วนเป็นเครื่องล่อของมาร

• เป็นแดนที่มารแสวงหา

๒.๒ อกุศลธรรม

• อภิชฌา (เพ่งเล็งอยากได้)

• พยาบาท

• สารัมภะ (การแก่งแย่ง)

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบ่วงที่ทำให้อริยสาวกผู้ยังฝึกตนอยู่ ถูกกีดกันจากมรรค

➡ ผู้ปฏิบัติพึงเห็นกามว่าเป็น “เหยื่อ” มิใช่ “อาหาร” ของจิต

๓. การรู้สึกตัวในกามคุณ ๕

บาลี อุทาน ๔/๒๔๐/๓๔๙

พระองค์ตรัสสอนพระอานนท์ว่า —

๓.๑ วิธีพิจารณา

• พึงตรวจจิตเนืองๆ ว่า “ยังมีฟุ้งซ่านเพราะกามคุณหรือไม่?”

• ถ้ายังมี → ย่อมรู้ชัดว่า “เรายังไม่ละฉันทราคะ”

• ถ้าไม่มี → ย่อมรู้ชัดว่า “เราละฉันทราคะได้แล้ว”

๓.๒ ความหมาย

• การรู้สึกตัว (สติตื่นรู้อยู่กับจิตตน) เป็นอาวุธสำคัญของนักปฏิบัติ

• ไม่ปกปิดความจริงในใจ แต่ยอมรับตามที่เป็น

➡ นี่คือการ “เห็นตนตามจริง” ไม่ใช่เพียงละกาม แต่รู้ด้วยว่าละได้หรือไม่

๔. เหตุเกิดของวิตกที่เป็นอกุศล

บาลี สังยุตตนิกาย ๖/๘/๓๕๕

พระองค์ตรัสว่า —

“กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ย่อมเกิดเพราะเหตุ มิใช่ไร้เหตุ”

๔.๑ ลำดับเหตุของอกุศลวิตก

1. อาศัยธาตุ → หมายรู้ในกาม / พยาบาท / วิหิงสา

2. หมายรู้แล้ว → คิด

3. คิดแล้ว → พอใจ

4. พอใจแล้ว → เร่าร้อน

5. เร่าร้อนแล้ว → แสวงหา

6. แสวงหาแล้ว → ปฏิบัติผิดทางกาย วาจา ใจ

➡ พระองค์เปรียบเหมือนไฟที่ไหม้ป่า ถ้าไม่รีบดับ ย่อมเผาผลาญสิ่งทั้งหลาย

๕. เหตุเกิดของวิตกที่เป็นกุศล

พระองค์ตรัสว่า —

“เนกขัมมวิตก อพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก ย่อมเกิดเพราะเหตุ มิใช่ไร้เหตุ”

๕.๑ ลำดับเหตุของกุศลวิตก

1. อาศัยเนกขัมมธาตุ / อพยาบาทธาตุ / อวิหิงสาธาตุ

2. หมายรู้

3. คิด

4. พอใจ

5. เร่าร้อน (ใฝ่ดี)

6. แสวงหา

7. ปฏิบัติชอบทางกาย วาจา ใจ

➡ พระองค์เปรียบเหมือนบุรุษรีบดับไฟในป่า ชีวิตทั้งหลายพ้นภัยฉันใด ผู้ละอกุศลวิตกและเจริญกุศลวิตกก็พ้นทุกข์ฉันนั้น

๖. สรุปธรรมที่ถูกปิด

1. สุข ต้องวินิจฉัย กามสุขควรกลัว เนกขัมมสุขควรเจริญ

2. มาร ครอบงำด้วยกามและอกุศลธรรม ต้องรู้ว่าเป็น “บ่วง”

3. กามคุณ ๕ ต้องตรวจจิตเสมอว่า ยังข้องอยู่หรือไม่

4. อกุศลวิตก เกิดเพราะเหตุ ต้องรีบละ มิฉะนั้นจะเผาจิต

5. กุศลวิตก ก็เกิดเพราะเหตุ ต้องเพาะบ่มและเจริญ

นี่คือธรรมะที่พระศาสดาทรงเปิดไว้เพื่ออนาคามี ผู้จะก้าวข้ามกามสุข เห็นบ่วงของมาร รู้เท่าทันจิต และเดินไปบนทางกุศลโดยชอบ.

พระศาสดาได้ตรัสสอนไว้ชัดว่า ความหลงติดอยู่ในทิฏฐิ เป็นเสมือน เครื่องผูกมัดสัตว์ ไว้ในวัฏฏะ ไม่ต่างจากโซ่ตรวนที่มัดคนขังอยู่ในเรือนจำ ถึงแม้เพียงน้อยก็ยังเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง

“ภิกษุทั้งหลาย ! ความถือเอาในทิฏฐิทั้งหลาย เป็นดุจข่าย เป็นดุจพวงเถาวัลย์ เป็นดุจข่ายแห่งมาร ครอบคลุมสัตว์ทั้งหลายแล้ว จึงไม่อาจรู้ ไม่อาจเห็น ไม่อาจทำให้แจ้งซึ่งความพ้นได้”

(สํยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๒๒/๓๒๙/๔๙๔)

เพราะฉะนั้น การละทิฏฐิมานะจึงเป็นหัวใจสำคัญของเส้นทางอริยบุคคล โดยเฉพาะใน อนาคามี ที่สละได้ทั้งกามราคะและปฏิฆะแล้ว แต่ถ้ายังเหลือการยึดมั่นในความเห็น ก็ยังไม่ถึงที่สุด

พระศาสดาได้ชี้ว่า เมื่อบุคคลละความยึดถือทิฏฐิได้ เขาจะเข้าถึงความเป็นอิสระ เหมือน นกที่หลุดพ้นจากกับดัก บินไปได้ตามธรรมชาติ ไม่ถูกรั้งเหนี่ยวด้วยความเห็นอันเป็นตัวตน

ดังพระดำรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ละทิฏฐิได้แล้ว ย่อมไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ ที่จะถูกความเห็นครอบงำได้อีกเลย”

(องฺคุตตรนิกาย จตุกฺกนิบาต ๒๑/๕๖/๙๘)

ดังนี้ เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับการพิจารณาเรื่อง อริยวินัย และ โลกในความหมายของกมคุณ ๕ จะเห็นชัดว่า การละทิฏฐิไม่ใช่เพียงการ “ไม่เถียง” แต่เป็นการสลัดการถือมั่นในโครงสร้างทั้งหมดของความเป็น “โลก” ตามที่จิตไปกำหนด

โลกที่มองผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ล้วนเป็นเพียง ผัสสะที่ถูกปรุงแต่งด้วยทิฏฐิและตัณหา

การละทิฏฐิ จึงเป็นการเห็นโลกตามจริง ไม่ใช่โลกที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่เป็นโลกที่เป็น “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

การละทิฏฐิในระดับจิตปฏิบัติ

พระศาสดาไม่ได้เพียงแต่บอกให้ละทิฏฐิ แต่ทรงสอนวิธีที่เป็นขั้นตอน

เริ่มจาก การเจริญสติปัฏฐาน เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ตามที่มันเป็นจริง

พระดำรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! จักรทั้งหลายที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายถือมั่น ว่า ‘โลกเที่ยง’ ก็ดี ‘โลกไม่เที่ยง’ ก็ดี … ‘สัตว์มี’ ก็ดี ‘สัตว์ไม่มี’ ก็ดี … ย่อมถึงที่สุดทั้งสิ้นในสติปัฏฐาน ๔ นี้”

(ทีฆนิกาย มหาวารวรรค ๑๐/๑๓๓/๑๔๕)

แสดงว่า ทิฏฐิทั้งหลายดับลงได้ ไม่ใช่ด้วยการถกเถียง แต่ด้วยการเห็นตรงในปัจจุบันธรรม

กระบวนการสลายทิฏฐิ

1. เห็นกายตามความเป็นจริง – กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงธาตุ ๔ ที่ประชุมกัน

2. เห็นเวทนาเป็นเพียงเวทนา – สุข ทุกข์ เฉยๆ ล้วนไม่เที่ยง

3. เห็นจิตตามที่เป็น – ฟุ้งซ่าน กำหนดได้ สงบ กำหนดได้ ไม่เที่ยง

4. เห็นธรรมตามที่ปรากฏ – โดยเฉพาะ อุปาทานขันธ์ ๕ ที่เป็นเครื่องผูกมัด

ดังพระดำรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อใดอริยสาวกเห็นอุปาทานขันธ์ ๕ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ทุกข์ อนัตตา เมื่อนั้นชื่อว่า ละทิฏฐิได้แล้ว”

(สํยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๒๒/๙๕/๑๔๔)

การดับทิฏฐิ = การปลดแอกความเป็น “โลก”

เมื่อบุคคลเห็นตามจริงว่า ขันธ์ ๕ เป็นเพียงกระบวนการเกิดดับ

ทิฏฐิว่า “นี่คือเรา” “นี่คือเขา” หรือ “นี่คือโลกอันเที่ยง” ย่อมดับไป

นี่คือสิ่งที่พระศาสดาตรัสว่า :

“ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาท”

(มชฺฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๒/๓๖๓/๓๙๖)

คือการเห็นวงจรแห่งเหตุปัจจัย ไม่ใช่การติดอยู่ในกรอบทิฏฐิใดๆ

สรุป

การละทิฏฐิในเชิงปฏิบัติ จึงหมายถึง

• ไม่ติดว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง

• ไม่ติดว่าสัตว์มีหรือไม่มี

• ไม่ติดว่าตัวเราหรือของเรา

• แต่เห็นความเกิดดับแห่งขันธ์ ๕ อย่างตรงไปตรงมา

การเห็นเช่นนี้ ทำให้จิตเป็นอิสระจากเครื่องครอบงำทั้งปวง

๑. การละทิฏฐิเป็นฐานของความก้าวหน้า

เมื่ออริยสาวกละทิฏฐิได้ เขาย่อมเป็นผู้ไม่ถูกครอบงำด้วย “ความเห็นว่ามีตัวตน” อีกต่อไป

นี่คือรากฐานที่ทำให้การปฏิบัติพัฒนาไปสู่การละกิเลสที่ละเอียดกว่า

พระศาสดาตรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ละทิฏฐิได้แล้ว พึงทำความเพียรเพื่อสิ้นกามราคะและปฏิฆะต่อไป”

(สํยุตตนิกาย สคาถวรรค ๑๕/๙๓/๗๘)

๒. ภาวะจิตที่สละกามราคะและปฏิฆะ

อนาคามีไม่ใช่เพียงการละทิฏฐิ แต่ยังละได้ กามราคะ และ ปฏิฆะ อย่างสิ้นเชิง

• กามราคะ คือ ความกำหนัดเพลิดเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

• ปฏิฆะ คือ ความขัดเคือง ความกระทบกระทั่งในจิต

พระศาสดาตรัสไว้ว่า :

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้ละกามราคะได้แล้ว ละปฏิฆะได้แล้ว ย่อมเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก”

(องฺคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ๒๓/๓๖/๗๔)

๓. ลักษณะของจิตอนาคามี

เมื่อกามราคะและปฏิฆะดับแล้ว จิตย่อมเป็นอิสระจากแรงดึงดูดและแรงผลัก

คล้าย อวกาศที่โปร่งใส ไร้หมอกควัน ไม่ถูกกิเลสครอบงำ

พระศาสดาเปรียบไว้ว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบ่อน้ำใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว เมื่อบุคคลแลดูอยู่ ย่อมเห็นหอยโข่ง เห็นปลา เห็นกรวด เห็นทราย เห็นฝูงปลาแหวกว่ายได้ชัดแจ้ง ฉันใด จิตของภิกษุผู้ละกามราคะและปฏิฆะแล้ว ย่อมปรากฏผ่องใสฉันนั้น”

(องฺคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ๒๒/๑๕๕/๒๒๘)

๔. โลกของอนาคามี

เมื่ออนาคามีสิ้นชีวิต เขาย่อมไม่กลับสู่โลกนี้ แต่ไปเกิดในสุทธาวาสพรหมเท่านั้น

ซึ่งเป็นแดนที่มีแต่พระอนาคามีและพระอรหันต์

ดังพระดำรัสว่า :

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้สิ้นกามราคะ สิ้นปฏิฆะแล้ว ย่อมเกิดในสุทธาวาสพรหม ไม่กลับมาในโลกนี้อีก”

(สํยุตตนิกาย สคาถวรรค ๑๕/๙๓/๗๘)

๕. เชื่อมโยง

ดังนั้น เส้นทางคือ

• ละทิฏฐิ → จิตไม่ถูกครอบงำด้วยความเห็น

• เจริญเพียรต่อไป → สิ้นกามราคะและปฏิฆะ

• บรรลุอนาคามี → โลกุตตรจิตอันสงบ

๑. การละกามราคะ

กามราคะเกิดจาก อาศัยการเพ่งเล็งอารมณ์ที่น่ารักใคร่ (subha-nimitta)

วิธีละก็คือฝึก อสุภสัญญา และ การพิจารณากายตามความเป็นจริง

พระดำรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้มากไปด้วยการเพ่งเล็งในอสุภะ ย่อมละกามราคะได้โดยง่าย”

(องฺคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ๒๒/๑๖๙/๒๓๙)

อีกทั้ง พระศาสดาทรงสอนให้เห็นกายนี้ว่าเป็นเพียงธาตุ ๔ ไม่ใช่สิ่งน่ากำหนัด

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กายนี้ประกอบด้วยของไม่สะอาดหลายอย่าง มีกระดูกเป็นแกน มีเลือดเนื้อหุ้มอยู่ ล้วนไม่เที่ยง ไม่งาม ไม่ใช่ตัวตน”

(มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๒/๓๔๕/๓๖๗)

๒. การละปฏิฆะ

ปฏิฆะเกิดจาก การเพ่งเล็งอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ (paṭigha-nimitta)

วิธีละก็คือฝึก เมตตาภาวนา และ อุเบกขา

พระศาสดาตรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้มากไปด้วยการเจริญเมตตา ย่อมละปฏิฆะได้โดยง่าย”

(องฺคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ๒๒/๑๖๙/๒๓๙)

และยังตรัสชัดว่าเมตตาเป็นดุจ เกราะคุ้มกันจิต ไม่ให้ถูกไฟแห่งโทสะเผาไหม้

“ภิกษุทั้งหลาย ! จิตที่เจริญเมตตาแล้ว ไม่อาจถูกปฏิฆะครอบงำได้เลย”

(องฺคุตตรนิกาย จตุกฺกนิบาต ๒๑/๕๖/๙๘)

๓. สมาธิเป็นฐานของการละ

สมาธิไม่ใช่แค่ความสงบ แต่เป็น กำลังจิตที่ทำให้ละกิเลสได้จริง

• เมื่อสมาธิมั่นคง กามราคะก็ไม่เกิด เพราะจิตไม่วิ่งไปเพ่งเล็งรูป เสียง ฯลฯ

• เมื่อสมาธิมั่นคง ปฏิฆะก็ไม่เกิด เพราะจิตไม่ถูกกระทบด้วยอารมณ์ขัดใจ

พระศาสดาตรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! จิตที่ตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง จิตที่รู้ชัดตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมละราคะและปฏิฆะได้”

(สํยุตตนิกาย มหาวารวรรค ๑๙/๗๒/๑๒๓)

๔. วิปัสสนาเห็นตามจริง

เมื่อมีสมาธิแล้ว ต้องต่อด้วยวิปัสสนา คือ เห็นรูปนามทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน

การเห็นเช่นนี้ทำให้กามราคะและปฏิฆะอ่อนกำลังไปเอง เพราะไม่พบที่ตั้งสำหรับยึดถือ

พระศาสดาตรัสว่า :

“ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อใดบุคคลเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่กำหนัด ไม่โกรธ”

(สํยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๒๒/๙๖/๑๔๕)

๕. สรุป

ดังนั้น เส้นทางของอนาคามีคือ :

• อสุภสัญญา → ละกามราคะ

• เมตตาภาวนา → ละปฏิฆะ

• สมาธิเป็นฐาน → ทำให้จิตตั้งมั่น

• วิปัสสนา → เห็นตามจริง ไม่เหลือที่ตั้งให้กามราคะและปฏิฆะอาศัย

#Siamstr #nostr #ธรรมะ #พุทธวจน

สาธุครับ พี่ผมของลิ้งหนังสือนี้ หน่อยได้มั้ยครับ

สาธุครับ พี่ผมขอลิ้งหนังสือนี้หน่อยได้มั้ยครับ

Replying to Avatar Jakk Goodday

ในวันที่ 1–2 พฤศจิกายน เพื่อนทางเหนือที่ผมรักและนับถืออย่าง “จิมมี่” และ “ฝ้าย” จาก BLC Chiang Mai จะมีส่วนร่วมในการจัดงานใหญ่ขึ้นที่เชียงใหม่

ผมไม่ได้อยากมานั่งวิเคราะห์ว่างานนี้จะได้กี่คะแนน หรือจะถูกมองว่าดีมากแค่ไหน

ในฐานะเพื่อนร่วมทางไปสู่เป้าหมายเดียวกัน สิ่งที่ผมรู้สึกมีเพียงอย่างเดียวคือ.. ผมอยากจะไปอยู่ตรงนั้น อย่างน้อยก็เพื่อส่งกำลังใจ ให้เขารู้ว่าไม่ได้เดินอยู่ลำพัง

ทุกครั้งที่เห็นเพื่อน ๆ ค่อย ๆ ก้าวเข้ามามีบทบาทในเส้นทางนี้ ผมรู้สึกทั้งภูมิใจและปิติ เหมือนสิ่งที่เราเคยช่วยกันปลูกเอาไว้ กำลังมีต้นใหม่งอกขึ้นมาด้วยพลังและวิถีของพวกเขาเอง

และผมก็เห็นว่านี่เป็นโอกาสอันงดงาม ที่พวกเราจะได้กลับมาล้อมวงกันอีกครั้งในเชียงใหม่

ไม่ต้องมีภาระ ไม่ต้องมีวัตถุประสงค์ใหญ่โต แค่ได้ไปเจอกัน หัวเราะ กอดคอ เหมือนที่เคยทำ…มันก็มากพอแล้ว

ผมไม่อยากเรียกสิ่งนี้ว่ามีตอัพ หรือการรวมพล เพราะมันไม่ใช่การจุดพลุเรียกพรรคพวก และไม่ใช่การบังคับว่าใครต้องมา

คนที่อาจไม่ได้มาก็ไม่ได้ขาดอะไรไป ผมแค่คิดถึงทุกคนมากจริง ๆ เท่านั้นเองครับ

ท้ายที่สุด…

ผมเชื่อว่าพลังที่แท้จริงไม่ได้มาจากเวทีหรือตัวงาน แต่มาจากการที่พวกเราจะไปอยู่ตรงนั้นด้วยกัน

โดยไม่มีใครต้องสั่ง ไม่ต้องบังคับ แต่ละคนก็จะเอาความสามารถและหัวใจในแบบของตัวเองเข้ามาเติมเต็ม

และแค่นั้น…มันก็ทรงพลังมากพอแล้ว #Siamstr

เจอกันครับพี่

Replying to Avatar Jakk Goodday

ผมอยู่กับ community nostr #siamstr มาตั้งแต่วันแรก ๆ ร่วมบุกเบิก ทดลอง และสร้างพื้นที่ที่เราคิดว่า… มันจะเป็นเหมือนบ้านหลังเล็ก ๆ ที่เราสามารถหายใจได้เต็มปอด

วันหนึ่งผมก็ย้ายกลับไป main social media อย่าง Facebook … หลาย ๆ คนก็กลับไป active ที่นั่นเหมือนกัน ผมเองก็อยู่ตรงนั้นมาพักใหญ่ ปีกว่า ๆ ได้ แต่กลับไม่เคยรู้สึกอบอุ่นเท่าตอนอยู่บน Nostr เลย

มันบอกไม่ถูก เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป ถึงจะมีเพื่อน มีเนื้อหา มีการพูดคุย แต่บรรยากาศมันไม่ใช่ safe zone แบบที่เรามีร่วมกันเมื่อก่อน มันไม่ใช่บ้านที่เรารู้ว่าทุกคนมาด้วยใจจริง ๆ

ผมเข้าใจนะว่า Nostr วันนี้อาจจะไม่เหมือนวันนั้นแล้ว แต่ความผูกพันกับพื้นที่ตรงนี้มันแทนกันไม่ได้ มันยังคงเป็นที่เดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าการแชร์ความคิดเล็ก ๆ หรือเรื่องราวส่วนตัว ก็มีคุณค่าโดยไม่ต้องเป๊ะปังอะไร

บางทีผมคงทำอะไรคนเดียวไม่ได้มากนัก ก็ได้แต่หวังว่า… เพื่อนเก่า ๆ จะกลับมา active กันอีกครั้ง ได้กลับมาแบ่งปันความรู้สึกกันเหมือนเมื่อก่อน

อย่างน้อย… แค่รู้ว่ายังมีใครบางคนนั่งอยู่ในบ้านหลังเดิม ก็คงพอแล้ว

คิดถึงพี่นะครับ

สุขสันต์วันเกิดครับพี่ริท มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรงๆครับ