## ความเป็นมาและความหมายของเยรูซาเล็ม
เยรูซาเล็ม Jerusalem (ירושלים) ในตัวอักษรของภาษาฮีบรูจะมีคำว่า Shalem (שלים) ซึ่งแปลว่า “สันติ”, “สมบูรณ์” เช่นกันกับคำทักทายในภาษาฮีบรูคำว่า Shalom (שלום) “สวัสดี”, “ขอสันติจงมีแด่ท่าน” ที่ผู้คนจะใช้เวลาที่พบเจอกัน
ดังนั้น Jerusalem จะมีความหมายว่า “นครแห่งสันติภาพ” แต่บนความเป็นจริง ณ ที่แห่งนี้ไม่เคยพบกับความสงบสุขเลยมานับเป็นพันปีแล้ว บนพื้นที่ ๆ มีชื่อเรียกว่า Canaan (คานาอัน) ดินแดนแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าได้มอบให้กับอับราฮัมและลูกหลาน ที่ต้องเผชิญกับการทำสงครามแย่งชิงดินแดน การขับไล่ลูกหลานของอับราฮัมโดยชาวต่างชาติครั้งแล้วครั้งเล่า
นครเยรูซาเล็ม ที่ตั้งของพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลายครั้งแรกเมื่อ 586 ปีก่อนคริสตกาล โดยเนบูคัดเนสซาร์ที่สองชาวบาบิโลน ก่อนที่จะถูกสร้างขึ้นใหม่และถูกเผาทำลายลงอีกครั้งในปี ค.ศ. 70 โดยชาวโรมันจากการต่อต้านการปกครองของโรมันโดยชาวยิวที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้น เป็นการปราบปรามที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสของชาวยิว
ซึ่งสิ่งที่โรมันทำไม่ได้แค่ทำการเผาทำลายพระวิหารหรือทำลายเมือง แต่โรมันยังได้เปลี่ยนชื่อดินแดนตรงนั้นจาก “ดินแดนยูเดีย (Judea)“ ของชาวยิว ให้กลายเป็นดินแดนที่มีชื่อว่า “ซีเรีย ปาเลสตินา (Syria Palestina)“ เพื่อการลบล้างการมีตัวตนของชาวยิว ลบล้างประวัติศาสตร์และความเชื่อทางจิตวิญญาณของชาวยิวที่มีต่อพื้นที่ตรงนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการกบฏต่อการปกครองของชาวโรมันขึ้นอีก
คำว่า ”ซีเรีย ปาเลสตินา (Syria Palestina)“ โรมันได้เอามาจากคำเรียกชนชาติที่เคยเป็นศัตรูเก่าแก่ของชาวยิวที่ได้หายสาบสูญไปนานแล้วคือ ชาวฟิลิสเตีย (Philistia) ที่อพยพลงมาจากพื้นที่ทางใต้ของยุโรปและทำการสู่รบกับชาวยิวบนดินแดนคานาอันในสมัยของกษัตริย์ซาอูล คำว่า ปาเลสตินา, ปาเลสไตน์ จึงเป็นการเพียนคำมาจากคำว่า ฟิลิสเตีย ดังนั้นคำว่าปาเลสไตน์จึงเป็นคำที่ชาวโรมันใช้เรียกคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของดินแดนยูเดีย เพื่อการลบล้างประวัติศาสตร์ของชาวยิว
ก่อนปีคริสตกาล นครเยรูซาเล็มถูกครอบครองโดยชาวยิวสลับกับการทิ้งร้างตลอดช่วงเวลาหลายพันปี และหลังจากปีคริสตกาล นครเยรูซาเล็มก็ถูกเปลี่ยนมือจากการครอบครองของชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยิวเสมอมา จากการทำสงครามครูเสดโดยกลายเป็นของชาวคริสต์ที่มาจากยุโรปบ้าง เป็นของชาวอิสลามที่เป็นอาหรับบ้าง ไม่เคยมีสันติภาพและความสงบสุขเลยบนพื้นที่แห่งนี้ทั้ง ๆ ที่ตามความหมายของเยรูซาเล็มแล้วคือนครแห่งสันติภาพ
ปัจจุบันเยรูซาเล็มยังคงเป็นพื้นที่ทับซ้อนนะหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ (ในฝั่งของเวสต์แบงก์ West Bank) ที่ชาวยิวมีสิทธิ์ในการเข้าถึงพื้นที่ในฝั่งของกำแพงร้องไห้เท่านั้น โดยจะมีชาวยิวเข้าไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของพวกเขาและไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปยังพื้นที่ในส่วนของพระวิหาร์ที่ในเวลานี้มีสถานที่สำคัญของชาวอิสลามซึ่งเป็นที่ตั้งของมัสยิดอัลอักศอที่สร้างขึ้นทับซากของพระวิหารที่ถูกทำลายตั้งอยู่ เป็นความขัดแย้งกันอย่างกลื่นไม่เข้าคายไม่ออกของกลุ่มชนที่มีความแตกต่างทางศาสนาบนพื้นที่ ๆ กำลังใช้ประวัติศาสตร์อยู่ร่วมกัน
ผมคงไม่ผู้ถึงสถานการณ์สงครามในปัจจุบันระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ในปัจจุบันนี้ หากใครที่กำลังติดตามสถานการณ์ความเป็นไปก็คงจะมองปัญหาที่เกิดขึ้นมาช้านานนี้ว่าเป็นเรื่องของสงครามตัวแทน (Proxy War) ที่ปาเลสไตน์ในผู้นำกลุ่มหัวรุนแรงอย่างฮามาสที่มีพี่ใหญ่อย่างอิหร่านค่อยหนุนหลังให้ทำการก่อการร้ายโจมตีเข้าไปยังอิสราเอลจากบริเวณของฉนวนกาซ่า และเงินสนับสนุนของอเมริกาที่มีให้กับอิสราเอล เมื่อมันไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ อำนาจ เงินตรา การครอบครองพื้นที่ แต่มันกลับมีเรื่องของศาสนาความเชื่อเข้ามาร่วมด้วย มันจึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างมากที่การเรียกร้องใด ๆ จะสามารถยุติไฟแห่งสงครามนี้ได้ พวกเราทำได้เพียงแค่เฝ้าดูความขัดแย้งนี้และได้แต่ภานาให้มันจบลงในเร็ววัน
ในทางศาสนา ถ้าหากจะมีผู้ใดที่ทำให้นครแห่งสันติภาพแห่งนี้สงบสุขได้ โลกทั้งใบก็จะปราศจากสงคราม หากจะทำให้โลกทั้งใบนั้นสงบสุข เยรูซาเล็มจะต้องทำให้เกิดสันติสุขขึ้นก่อน ตามคำทำนายในพระคำภีร์ทั้งของชาวยิวที่เชื่อว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จลงมาเพื่อการไถ่และการครอบครอง และในไบเบิลของชาวคริสต์ที่เชื่อว่าการกลับมาอีกครั้งของพระเยซูเจ้า พระองค์จะทรงเหยียบลงบนเนินภูเขามะกอกเทศ และจะทรงเข้าต่อสู่กับบรรดาสหประชาชาติ พระองค์จะทรงชนะและนำพาดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ลงมายังโลกใบนี้ ทับลงบนพื้นที่ ๆ มีชื่อว่า “เยรูซาเล็ม”
อาจจะมีเพียงแค่พระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์ เลิกที่จะเข่นฆ่ากันและกัน
#Siamstr #Philisophystr #Historystr #Religionstr