#GM ครับ

#Siamstr

เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงินที่เขียนโค้ดได้นิดหน่อย

เกือบถูกละ แต่ผมมองว่าปัญหาเงินเฟ้อไม่จำเป็นต้องเป็นคนวงในที่ได้ผลประโยชน์จากธนาคารก็อาจเป็น Satoshi Nakamoto ก็ได้นะแค่มองออกถึงความเลวร้ายจากประวัติศาตร์ที่ผ่านมาก็มีให้เห็น ส่วนหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเชื่อว่า Hal Finney หรือ Adam Beck คือ Satoshi Nakamoto เพราะแต่ละคน Dev. จ๋าา เกินนี่แหละต่อให้ Satoshi Nakamoto จะมีมากกว่า 1คนแต่คนที่เป็นคนคิด Concept และรวมเทคโนโลยีของหลายๆคนเข้าด้วยกันผมว่าต้องมีคนต้นคิดแค่คนเดียวและคนนั้นต้องมีความรู้เรื่องการเงินที่พอเขียนโปรแกรมได้แต่ไม่ใช่ Dev. จ๋าแน่นอน สุดท้ายถ้า Satoshi Nakamoto เป็นคนวงในธนาคารจริงทำไมเขาต้องทำลายตัวเองทั้งๆที่เขาได้ประโยชน์จากระบบนี้ เพราะอยากรวยเองคงไม่ใช่เพราะดูจากแผนที่เขาวางไว้กว่าคนส่วนใหญ่จะใช้จ่าย Bitcoin เป็นเงินนี่ หนทางยาวไกลระยะยาวมาก ถ้าอยากรวยเร็วคง Premine เหรียญให้ตัวเองแบบ Vitalik แล้ว

แถมไม่พอยังตอกย้ำด้วยการฝังโค้ดด่าธนาคารอีกว่าดูสิมันพิมพ์เงินอีกแล้ว. จะบอกว่าโกรธเจ้านายเลยคิดอะไรแผงๆ อย่าง Bitcoin มาเพื่อกลืนธนาคารพวกนี้เข้าไปอันนี้พอฟังขึ้นอยู่ แต่ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ Bitcoin คือของจริงที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นเสียงกระซิบของปีศาจเพื่อชี้ให้เห็นว่าหยุดพิมพ์เงินได้แล้ว ไม่งั้นเราจะเป็นทางเลือกใหม่ให้คุณเอง

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ในเฟสเขาเขียนย่อมาแบบนี้*

บทความนี้ TODAY Bizview จะพาไปรู้จักกับ M2 หรือปริมาณเงินที่ไหลเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่ง (อาจ) เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเพิ่มขึ้นของราคา 'บิตคอยน์' (Bitcoin) นอกเหนือจากปรากฏการณ์ลดปริมาณเหรียญ (Bitcoin Halving)

.

ปริมาณเงินในระบบ (Money Supply) แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ M1 M2 และ M3

.

- M1 คือ เงินในระบบที่อยู่ในรูปแบบของธนบัตร เหรียญกษาปณ์ และเงินฝากกระแสรายวัน

- M2 คือ เงินในระบบที่ครอบคลุม M1 เงินฝากออมทรัพย์ และเงินฝากประจำ

- M3 คือ เงินในระบบที่ครอบคลุม M2 เงินฝากในสถาบันการเงินทุกประเภท เงินฝากที่เป็นเงินตราต่างประเทศ และตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์

.

'ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน' ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษา FWX (อดีต Forward) แพลตฟอร์ม DeFi และอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ในบัญชี X (Twitter) ส่วนตัว โดยชี้ให้เห็นว่า

.

จากสถิติในอดีต ปริมาณเงินในระบบประเภท M2 มีรอบวัฎจักรทุก 4 ปี ซึ่งเป็นวัฏจักรที่ตรงกับ Bitcoin Halving พอดี ทำให้ M2 เป็นหนึ่งในดัชนีที่น่าจับตามองสำหรับราคาบิตคอยน์

.

อาจารย์มองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นความตั้งใจของ 'ซาโตชิ นากาโมโตะ' (Satoshi Nakamoto) ผู้ก่อตั้งบิตคอยน์ ที่ต้องการให้รอบการ Halving ล้อไปกับสภาพคล่องในระบบ

.

นอกจากนี้ บิตคอยน์ยังถูกออกแบบโดยคำนึงถึงปัญหา 'ความเฟ้อ' ด้วยการจำกัดปริมาณอุปทานไว้ สะท้อนว่า บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่แทนตัวเองว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ มีความเข้าใจระบบเศรษฐกิจและการเงินเป็นอย่างดี

.

ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ว่า หรือแท้แล้ว ซาโตชิ นากาโมโตะ จะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในสถาบันการเงิน หรือธนาคารกลาง ที่มองว่าระบบการเงินปัจจุบันจะไม่ตอบโจทย์การเงินในยุคต่อไป จึงสร้างระบบการเงินใหม่อย่างบิตคอยน์ขึ้นมา

.

#TODAYBizview

#MakeTomorrowTODAY

GM ครับ👍🏻

GM ครับ ☕️🌼

ใครจะคิดก็ไม่สำคัญเท่า บิทคอยน์ ยังมีกฎเหมือนเดิมและไม่เปลี่ยนแปลงครับ ความแฟร์ ที่ให้คุณค่าเฉพาะคนที่ ขยัน เห็นคุณค่า และเก็บออม คือของจริง

yes แล้วทำไมผมกด Zap ให้ไม่ได้ 555

เหรอครับ

ได้ละครับ