Replying to Avatar maiakee

😴ถีนมิทธะ — ธรรมว่าด้วยการแก้ง่วง

อิงพุทธวจนเคร่งครัดตามพระสูตร

บทนำ (พุทธวจนเป็นหลัก ไม่ตีความเกิน)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ชัดเจนว่า

ถีนมิทธะ เป็น นิวรณ์ เครื่องกีดขวางจิตไม่ให้ตั้งมั่น ไม่ให้รู้ยิ่ง ไม่ให้เห็นธรรมตามความเป็นจริง

“ภิกษุทั้งหลาย นิวรณ์ ๕ ประการเหล่านี้ เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ทำปัญญาให้กำเริบไม่ได้”

— (สํ.ม. นิวรณสูตร)

ถีนมิทธะจึง ไม่ใช่เรื่องเล็ก และมิใช่เพียงความง่วงทางกาย แต่เป็นสภาพจิตที่ถูกความหดหู่และความเคลิ้มครอบงำ

ความหมายของ “ถีนมิทธะ” (ตามอรรถแห่งพระสูตร)

• ถีน : ความหดหู่ ความท้อ ความไม่ปรารถนาจะกระทำความเพียร

• มิทธะ : ความง่วง ความเคลิ้ม ความทึบ ความไม่สว่างของจิต

เมื่อสองอย่างนี้ประกอบกัน จิตย่อม

• ไม่ตั้งมั่น

• ไม่ควรแก่การงาน

• ไม่อาจรู้ธรรมอันยิ่งได้

พระสูตรหลักว่าด้วยการแก้ถีนมิทธะ

(โมคคัลลานสูตร)

เมื่อครั้งหนึ่ง พระโมคคัลลานะ ถูกถีนมิทธะครอบงำ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมเป็น ลำดับขั้น เพื่อแก้ความง่วงโดยตรง ดังพระพุทธดำรัสโดยสรุปตามพระสูตรดังนี้

ลำดับธรรมวิธีแก้ถีนมิทธะ

(เรียงตามที่ตรัสจริง จากเบาไปหาหนัก)

๑) ไม่ตั้งจิตในอารมณ์นั้น

“ดูก่อนโมคคัลลานะ เธออย่าตั้งจิตอยู่ในอารมณ์นั้น”

เมื่ออารมณ์ที่กำหนดอยู่เป็นเหตุให้จิตง่วง

พระพุทธเจ้าไม่ตรัสให้ฝืน

แต่ให้ละอารมณ์นั้นเสียก่อน

๒) พิจารณาธรรมที่ได้สดับมาแล้ว

“เธอพึงพิจารณาธรรมที่ได้ฟังมาแล้วโดยพิสดาร”

นี่คือการอาศัย ธรรมานุสติ

ให้จิตฟื้นด้วยการใคร่ครวญธรรมที่ถูกต้อง

๓) สาธยายธรรมด้วยวาจา

“เธอพึงสาธยายธรรมด้วยวาจา”

พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ ใช้เสียง

เมื่อจิตเริ่มจมลงในความเคลิ้ม

๔) ดึงใบหู ลูบกาย

“เธอพึงดึงใบหู ลูบแขนขา”

เป็นการกระทบกายโดยตรง

เพื่อให้จิตคลายจากความเฉื่อย

๕) ลุกขึ้น ล้างหน้า เอาน้ำราดกาย

“เธอพึงลุกขึ้น ล้างหน้า ดูทิศทั้งหลาย แล้วเอาน้ำราดกาย”

🔹 พุทธวจนข้อนี้ ชัดเจน ตรง และไม่ต้องตีความ

น้ำถูกใช้เป็น เหตุปัจจัย ตัดถีนมิทธะโดยตรง

มิใช่พิธี มิใช่ความเชื่อ แต่เป็นการปฏิบัติตามเหตุ

๖) เดินจงกรม สำรวมอินทรีย์

“เธอพึงเดินจงกรม สำรวมอินทรีย์”

เมื่อสมาธิในอิริยาบถนั่งไม่เหมาะ

พระองค์ทรงให้เปลี่ยนอิริยาบถโดยไม่ทิ้งสติ

๗) หากยังไม่หาย — เอนกายอย่างมีสติ

“ถ้ายังไม่หาย เธอพึงเอนกาย กำหนดว่าจะลุกขึ้น ไม่ติดอยู่ในความสุขแห่งการนอน”

🔸 พระพุทธเจ้า ไม่ทรงตำหนิการนอน

แต่ทรงห้าม การนอนด้วยความประมาท

หลักธรรมสำคัญที่พระสูตรแสดงไว้ตรงๆ

๑) ถีนมิทธะเกิดได้ แม้ในพระอรหันต์

พระโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์แล้ว

ยังถูกถีนมิทธะครอบงำได้ในทางกาย

➡ แสดงว่า

ถีนมิทธะ ไม่ใช่กิเลสที่ต้องละด้วยมรรค

แต่เป็น สภาพที่ต้องจัดการด้วยสติและวิริยะ

๒) พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญการฝืน

ไม่มีถ้อยคำใดในพระสูตรที่ตรัสว่า

“จงอดทนง่วง” หรือ “จงข่มกาย”

มีแต่

“ให้แก้ตามเหตุ ตามอาการ”

๓) การเอาน้ำราด เป็นพุทธานุญาตโดยตรง

ไม่ใช่อุบายชั้นหลัง

แต่เป็นธรรมวิธีที่พระองค์ตรัสเอง

เพื่อรักษา สติสัมปชัญญะ

บทสรุปตามพุทธวจน

ถีนมิทธะเป็นนิวรณ์

นิวรณ์ต้องแก้ด้วย เหตุปัจจัยที่ตรง

พระผู้มีพระภาคเจ้า

มิได้ทรงสอนให้ภาวนาอย่างทรมานตน

แต่ทรงสอนให้ ตื่นด้วยปัญญา

ตั้งแต่การเปลี่ยนอารมณ์

การระลึกธรรม

การสาธยาย

การกระทบกาย

จนถึงการลุกขึ้นล้างหน้า

และ เอาน้ำราดกาย

ทั้งหมดนี้

ตรัสไว้แล้วในพระสูตร

ไม่เพิ่ม ไม่ลด ไม่ตีความนอกพุทธวจน

ถีนมิทธะ (ต่อ) — การแสดงธรรม ตามพุทธวจนโดยลำดับเหตุ–ปัจจัย

(ไม่อรรถาธิบายเกิน ไม่ผสมคัมภีร์หลัง)

๕. ถีนมิทธะในฐานะ “นิวรณ์” (พุทธวจนตรง)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นิวรณ์เป็นสิ่งที่

“กั้นจิต ทำให้จิตไม่ตั้งมั่น ไม่ผ่องใส ไม่ควรแก่การงาน”

ถีนมิทธะจึงมีฐานะเป็น

• เครื่องกั้นสมาธิ

• เครื่องกั้นปัญญา

• เครื่องกั้นการเห็นธรรมตามความเป็นจริง

เมื่อถีนมิทธะครอบงำ จิตย่อม ไม่เป็นไปเพื่อวิชชาและวิมุตติ

แม้จะนั่งหลับตาอยู่ ก็ชื่อว่า จิตไม่ภาวนา

๖. ถีนมิทธะสัมพันธ์กับ “วิริยะ” โดยตรง

ในพุทธวจน พระองค์ทรงแสดงว่า

การเจริญธรรมทั้งปวง ต้องอาศัย วิริยะ เป็นหลัก

เมื่อวิริยะอ่อน

• จิตย่อมหด

• ความเพียรไม่ตั้ง

• ถีนมิทธะย่อมปรากฏ

เพราะฉะนั้น การแก้ถีนมิทธะในพระสูตร

ไม่ใช่การเพิ่มความนิ่ง

แต่เป็นการ ปลุกวิริยะให้กลับมา

นี่คือเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงให้

• เปลี่ยนอารมณ์

• ใช้เสียง

• ใช้กาย

• ใช้น้ำ

• ใช้การเดิน

ทั้งหมดนี้คือ การปลุกวิริยะตามเหตุ

๗. ถีนมิทธะกับ “โพชฌงค์” (อิงพุทธวจน)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

โพชฌงค์ ๗ เป็นธรรมฝ่ายตรัสรู้

ในกรณีถีนมิทธะ

ธรรมที่ถูกบั่นทอนโดยตรงคือ

• วิริยสัมโพชฌงค์

• ปีติสัมโพชฌงค์

• ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

เมื่อสามข้อนี้อ่อน

ถีนมิทธะย่อมเกิด

การลุกขึ้นล้างหน้า เอาน้ำราดกาย

ในพุทธวจน จึงไม่ใช่เรื่องกายภาพล้วน

แต่คือการ เกื้อกูลโพชฌงค์ฝ่ายตื่น

๘. ทำไม “เอาน้ำราด” จึงอยู่ในพระสูตร

พุทธวจนข้อนี้สำคัญยิ่ง เพราะแสดงว่า

พระพุทธเจ้า ยอมรับความจริงของกาย

พระองค์ไม่ทรงสอนให้

• ข่มกาย

• ทรมานตน

• หรือดูถูกกาย

แต่ทรงใช้กายเป็น ฐานฟื้นจิต

น้ำเป็นสิ่งที่

• กระทบโดยตรง

• ตัดความเคลิ้ม

• ไม่ต้องอาศัยความคิด

จึงเหมาะแก่การตัดถีนมิทธะ

เมื่อวิธีทางจิตยังไม่เพียงพอ

๙. ลำดับที่ตรัส = ลำดับที่ไม่ประมาท

สังเกตพุทธวจนให้ดี

พระผู้มีพระภาค ไม่เริ่มจากการเอาน้ำราด

แต่เริ่มจาก

1. การละอารมณ์

2. การพิจารณาธรรม

3. การสาธยาย

4. การกระทบกายเล็กน้อย

จนถึง

5. การลุกขึ้นล้างหน้า เอาน้ำราดกาย

แสดงว่า

ผู้ปฏิบัติต้องรู้จัก “ประมาณ”

ไม่ใช่ปล่อยตัว แต่ก็ไม่ฝืนตัว

๑๐. การเอนกาย — พุทธวจนที่มักถูกเข้าใจผิด

พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า

“ถ้ายังไม่หาย พึงเอนกาย โดยกำหนดว่าจะลุกขึ้น ไม่ติดสุข”

นี่คือ

• การนอนด้วยสติ

• การนอนโดยไม่ประมาท

ไม่ใช่การตามใจถีนมิทธะ

แต่เป็นการ รักษาพลังเพื่อธรรม

จึงไม่มีพุทธวจนข้อใด

สรรเสริญการอดนอนจนจิตฟุ้งหรือมืด

๑๑. ถีนมิทธะ ≠ อกุศลกรรมบถ

พุทธวจนแสดงชัดว่า

ถีนมิทธะเป็น นิวรณ์

ไม่ใช่กรรมบถ

จึง

• ไม่ต้องสารภาพ

• ไม่ต้องรังเกียจตนเอง

• แต่ต้อง รู้ทัน และแก้ตามเหตุ

๑๒. สรุปตามพุทธวจน (ไม่เพิ่ม ไม่ลด)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนว่า

• ถีนมิทธะ เป็นเครื่องกั้นจิต

• ต้องแก้ด้วยเหตุปัจจัย

• ตั้งแต่ทางจิต → ทางกาย

• จนถึงการ ลุกขึ้นล้างหน้า เอาน้ำราดกาย

ทั้งหมดนี้

ตรัสไว้แล้วในพระสูตร

ไม่ใช่คำอธิบายภายหลัง

ไม่ใช่อุบายเฉพาะบุคคล

เป็นธรรมสำหรับ

ผู้ไม่ประมาทในสติสัมปชัญญะ

#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ

สาธุ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.