🌿 ธรรมชาติแท้ ไม่ต้องถูกทำให้วุ่น

ว่าด้วย “ธรรมที่มีอยู่แล้ว” กับอันตรายของการเข้าไปปรุงแต่ง

“ธรรมชาติแท้ ๆ มันก็ว่างอยู่แล้ว

อย่าไปโง่ทำให้มันวุ่นขึ้นมา”

— พุทธทาสภิกขุ

ถ้อยคำสั้น ๆ นี้ มิใช่คำปลอบใจ มิใช่บทกวี

แต่เป็นการ ชี้ตรงไปที่หัวใจของพุทธวจน

คือการเตือนว่า

มนุษย์ไม่ได้ทุกข์เพราะโลกวุ่น

แต่ทุกข์เพราะเข้าไปทำให้สิ่งที่ว่าง กลายเป็นของเรา

๑. “ว่าง” ในพุทธวจน ไม่ใช่ความไม่มี

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่าโลกว่างเพราะ “ไม่มีอะไรเลย”

แต่ตรัสว่าโลกว่าง เพราะ

“สุญญํ อิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา”

“โลกนี้ว่างจากความเป็นตัวตน และสิ่งที่เป็นของตน”

— สุญญตสูตร

ความว่างในพุทธวจนคือ

• ว่างจาก “เรา”

• ว่างจาก “ของเรา”

• ว่างจากผู้ควบคุม

• ว่างจากสิ่งถาวร

แต่สิ่งทั้งหลาย ยังปรากฏอยู่ตามเหตุปัจจัย

รูปก็ปรากฏ

เสียงก็ปรากฏ

ความคิดก็ปรากฏ

แต่ไม่มีสิ่งใดควรยึดว่า “นี่คือเรา”

๒. มนุษย์ทำให้ “ว่าง” กลายเป็น “วุ่น” ได้อย่างไร

พระพุทธเจ้าตรัสกระบวนการนี้ไว้อย่างแม่นยำใน ปฏิจจสมุปบาท

ลำดับการทำให้วุ่น

1. ผัสสะ – เห็น ได้ยิน รับรู้

2. เวทนา – สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ

3. ตัณหา – อยากให้เป็น / ไม่อยากให้เป็น

4. อุปาทาน – ยึดว่าเป็น “ของเรา”

5. ภพ–ชาติ–ทุกข์ – วงจรไม่รู้จบ

ธรรมชาติเดิม ๆ เป็นเพียง “ผัสสะ + เวทนา”

แต่เมื่อมีตัณหา

โลกทั้งใบก็กลายเป็นภาระทันที

นี่แหละคือ

การเอาความว่าง ไปทำให้วุ่น

๓. พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ “ไปจัดการโลก”

พระองค์ตรัสชัดว่า

“ไม่ใช่เพราะโลกเป็นอย่างนั้น

แต่เพราะจิตเข้าไปยึด โลกจึงเป็นทุกข์”

จึงไม่ทรงสอนให้

• เปลี่ยนโลก

• ควบคุมสภาวะ

• ทำให้ทุกอย่างสงบตามใจ

แต่ทรงสอนให้

เห็นโลกตามความเป็นจริง แล้วไม่เข้าไปถือ

๔. “อย่าไปโง่ทำให้มันวุ่น” คือการสอนเรื่องอะไร

ถ้อยคำนี้ ตรงกับพุทธวจนเรื่อง “ความไม่เข้าไปแทรกแซง”

“สิ่งใดเกิดแล้ว

ผู้รู้ย่อมรู้ว่าสิ่งนั้นเกิด

สิ่งใดดับแล้ว

ผู้รู้ย่อมรู้ว่าสิ่งนั้นดับ”

ไม่เพิ่ม

ไม่ลด

ไม่เอาอารมณ์เข้าไปตัดสิน

นี่คือ อุเบกขาในความหมายสูงสุด

ไม่ใช่เฉยเพราะไม่สนใจ

แต่เฉยเพราะเห็นตามจริง

๕. ความหลงที่ละเอียดที่สุด

ไม่ใช่การหลงในกาม

ไม่ใช่การหลงในอำนาจ

แต่คือ

หลงคิดว่า “เรากำลังปฏิบัติธรรม”

พระพุทธเจ้าตรัสเตือนอันตรายของ

• ความเพียรที่ปนตัวตน

• ความรู้ที่ยังมีผู้รู้

• ความสงบที่ยังมีผู้ครอบครอง

เมื่อใดที่มี

“เรากำลังจะทำให้จิตว่าง”

เมื่อนั้น

จิตไม่ว่างแล้วทันที

๖. ธรรมชาติแท้ ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องลด

พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า

“จงสร้างความว่าง”

แต่ตรัสว่า

“จงเห็นความไม่ใช่ตัวตนในสิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว”

การหลุดพ้นจึงไม่ใช่การได้สิ่งใหม่

แต่คือการ หยุดใส่สิ่งที่ไม่จริงลงไป

บทสรุป : ความว่าง ไม่ได้หายไปไหน

มันหายไปจาก การมองของเราเท่านั้น

ธรรมชาติแท้

ว่างอยู่แล้ว

สงบอยู่แล้ว

เป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว

ผู้ปฏิบัติไม่ใช่ผู้สร้างธรรม

แต่คือผู้ เลิกขวางธรรม

และเมื่อเลิกเข้าไปทำให้วุ่น

สิ่งที่เหลืออยู่

คือความจริง

ที่ไม่ต้องแต่งเติมอะไรอีกเลย 🌿

๗. การ “ไม่ทำ” ในพุทธวจน ไม่ใช่ความเฉื่อย

คำว่า อย่าไปทำให้มันวุ่น

ไม่ได้หมายถึงการปล่อยตัวตามกิเลส

และไม่ได้หมายถึงการไม่เจริญสติ

พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า

“ผู้ใดเห็นการเกิดและการดับตามความเป็นจริง

ผู้นั้นชื่อว่ามีความเพียร”

ความเพียรในพุทธวจน

ไม่ใช่การ “ไปทำอะไรเพิ่ม”

แต่คือการ ไม่เผลอเข้าไปแทรกด้วยอวิชชา

การไม่ทำในที่นี้คือ

• ไม่เข้าไปยึด

• ไม่เข้าไปปรุง

• ไม่เข้าไปต่อเรื่อง

จิตจึงไม่หยุดนิ่งเพราะขี้เกียจ

แต่หยุดเพราะ ไม่มีเหตุให้ดิ้น

๘. จุดที่คนปฏิบัติมักพลาดโดยไม่รู้ตัว

ผู้คนจำนวนมากเข้าใจว่า

“ต้องทำจิตให้สงบ”

“ต้องทำให้ว่าง”

“ต้องกำจัดความคิด”

แต่พระพุทธเจ้าตรัสตรงกันข้ามโดยนัย

“เมื่อมีความคิด ก็รู้ว่ามีความคิด

ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย”

ความผิดพลาดจึงไม่ใช่การมีความคิด

แต่คือการ เข้าไปเป็นเจ้าของความคิดนั้น

เมื่อคิดว่า

“นี่คือกิเลสของเรา”

“เรากำลังพลาด”

นั่นคือจุดที่ความวุ่นเริ่มขึ้นแล้ว

๙. ธรรมไม่ต้องการผู้จัดการ

พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่า

ธรรมต้องถูกควบคุม

ธรรมต้องถูกเร่ง

ธรรมต้องถูกบังคับให้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่ตรัสว่า

“ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา”

เมื่อเป็นอนัตตา

ย่อมไม่อยู่ใต้คำสั่งของใคร

แม้แต่ของผู้ปฏิบัติเอง

ผู้ปฏิบัติที่แท้

จึงไม่ใช่ “ผู้จัดการจิต”

แต่คือ ผู้ยอมให้จิตเป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยไม่เข้าไปยึด

๑๐. ความสงบที่ยังมี “เรา” ไม่ใช่ทางออก

ในพระสูตร พระพุทธเจ้าตรัสเตือนถึง

ความสงบที่ยังมีอัตตาแฝงอยู่

สงบแล้ว “เรารู้ว่าเราสงบ”

ว่างแล้ว “เรารู้ว่าเราว่าง”

นี่ไม่ใช่จุดจบ

แต่เป็นเพียงสภาวะหนึ่งในสังขาร

ตราบใดที่ยังมี

ผู้รู้

ผู้เสพ

ผู้พอใจ

ตราบนั้นยังมีภพ

ยังมีการกลับมาเกิดซ้ำของความยึด

๑๑. ความว่างในพุทธวจน ไม่ใช่ประสบการณ์

ความว่างไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “เข้าไปสัมผัส”

ไม่ใช่อารมณ์พิเศษ

ไม่ใช่ภาวะลึกลับ

แต่คือ

การไม่เห็นตัวตนในสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่เดี๋ยวนี้

แม้กำลังคิด

แม้กำลังทุกข์

แม้กำลังไม่สงบ

ถ้าไม่มีการยึดว่า

“นี่คือเรา”

สิ่งนั้นก็ว่างตามพุทธวจนแล้ว

๑๒. หยุดวุ่น = เห็นตามจริง

ที่สุดของการปฏิบัติ

ไม่ใช่การทำให้จิตนิ่งที่สุด

แต่คือการ ไม่หลงเข้าไปเป็นอะไรเลย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ในสิ่งที่เห็น เป็นเพียงสิ่งที่เห็น

ในสิ่งที่ได้ยิน เป็นเพียงสิ่งที่ได้ยิน”

เมื่อไม่มี “ผู้เข้าไปเพิ่ม”

ธรรมชาติแท้ก็ปรากฏโดยไม่ต้องเรียกหา

บทส่งท้าย : ธรรมไม่เคยหายไป

สิ่งที่หายไปคือ

ความเรียบง่ายในการเห็น

เมื่อเลิกพยายามเป็นผู้บรรลุ

เลิกพยายามเป็นผู้รู้

เลิกพยายามทำให้ว่าง

สิ่งที่เหลืออยู่คือ

ความเป็นจริง

ที่ไม่ต้องอธิบาย

และไม่ต้องป้องกัน

นั่นแหละ

คือธรรมชาติแท้

ที่ ไม่เคยวุ่นเลยตั้งแต่ต้น 🌿

#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

Excellent. Don't spoil the quiet, with unnatural noise.

🙏🙏🙏🙏🙏🪷