{ซามูเอลจึงเอาพระดำรัสทั้งสิ้นของพระยาห์เวห์มาบอกประชาชน ผู้ร้องขอให้ท่านตั้งพระราชา ท่านกล่าวว่า

“นี่เป็นสิทธิของพระราชา ผู้ที่จะครอบครองเหนือพวกเจ้า พระองค์จะเกณฑ์พวกบุตรชายของเจ้า และกำหนดให้ประจำรถรบ และให้เป็นพวกพลม้า และให้วิ่งหน้ารถรบของพระองค์ แล้วพระองค์จะตั้งพวกเขาให้เป็นนายพัน นายห้าสิบของพระองค์ ให้บางคนไถที่ดินของพระองค์และเกี่ยวข้าวของพระองค์ และทำศัสตราวุธและเครื่องใช้ของรถรบ

พระองค์จะนำพวกบุตรสาวของพวกเจ้าไปเป็นผู้ปรุงเครื่องหอม ทำครัวและอบขนม พระองค์จะเอานา สวนองุ่น และสวนมะกอกที่ดีที่สุดของพวกเจ้า ให้แก่พวกข้าราชการของพระองค์ พระองค์จะชักหนึ่งในสิบของข้าวและผลองุ่นของพวกเจ้าให้แก่พวกขุนนางและพวกข้าราชการของพระองค์

พระองค์จะเอาพวกคนใช้ชายและหญิง และพวกคนหนุ่ม ๆ ที่ดีที่สุดของพวกเจ้า และลาของพวกเจ้าไปทำงานของพระองค์ พระองค์จะชักหนึ่งในสิบของฝูงสัตว์ของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นทาสของพระองค์

ในวันนั้นพวกเจ้าจะร้องทุกข์เพราะพระราชา ผู้ซึ่งพวกเจ้าเลือกให้ครองพวกเจ้า แต่พระยาห์เวห์จะไม่ทรงตอบพวกเจ้าในวันนั้น”}

‭‭1 ซามูเอล‬ ‭8‬:‭10‬-‭18‬ ‭THSV11‬‬

.

เป็นตอนหนึ่งในพระคำภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิม ที่ซามูเอลกล่าวเตือนกับคนที่มาร้องขอให้มีการตั้งกษัตริย์ขึ้นปกครองชาวอิสราเอล ให้เหมือน ๆ กับชนชาติอื่น ๆ ที่มีกษัตริย์เป็นศูนย์รวมการปกครอง โดยซามูเอลได้เตือนว่ากษัตริย์ที่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกับมนุษย์คนอื่น ๆ (ไม่ได้มีสิทธิอำนาจอย่างพระเจ้า) เมื่อได้อำนาจในการปกครองและอยู่เหนือคนอื่น ๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็ตามที่กล่าวมาข้างต้นเลย..

พระเจ้าของพวกเขาเคยช่วยไถ่ถอนพวกเขาจากการเป็นทาสของฟาโรห์ที่เป็นกษัตริย์ปกครองอียิปต์ เสียงร้องทุกข์ของชาวฮีบรูที่ร้องดังขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์จากการตกเป็นทาสถูกกดขี่ของฟาโรห์ ผ่านการแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ที่โมเสสแสดงแก่ฟาโรห์ แต่เมื่อพวกเขาได้เป็นไทแล้ว พวกเขากับร้องขอต่อพระเจ้าของพวกเขาให้มีการตั้งกษัตริย์ขึ้นมาปกครองพวกเขา (ตอนนั้นรบกับฟิลิสตีนแล้วแพ้บ่อย เลยอยากได้คนมานำ, อีกมุมก็ไม่เชื่อใจในพระเจ้าแล้วนั่นแหละ)

หรือก็คือได้หลุดพ้นออกมาจากการเป็นทาส แต่ก็ยังอยากจะกลับไปเป็นทาสที่ถูกมนุษย์คนอื่นปกครองอยู่เหมือนเดิม เจ็บแล้วไม่จำ..

.

เป็นเรื่องราวของวงศ์วานอับราฮัม ต้นกำเนิดสามศาสนา ยูดาห์ คริสต์ อิสลาม เราผู้อยู่นอกเต็นท์ของอับราฮัมเมื่อได้อ่านคำเขียนที่เก่าแก่เช่นนี้ก็รู้สึกทึ่งกับความคิดที่ใช้สอนกันในเวลานั้น สิ่งที่ซามูเอลกล่าวเตือนชาวอิสราเอล กับโลกปัจจุบันที่ระบบการปกครองนั้นได้รวบอำนาจ รวบทรัพยากร และพลังงานของผู้คนเอาไว้ในที่เดี่ยวซึ่งก็คือ ”รัฐ“ ไว้ได้อย่างแข็งแกร่งและทรงพลังมากกว่าแต่ก่อน

ถ้าหากคำเขียนเหล่านี้ที่มีมาอย่างยาวนาน (ก่อนคริสตกาลหลายพันปี) นั้นเป็นความจริงจากอดีตกาล สิ่งนี้ก็กำลังสะท้อนว่าในโลกปัจจุบัน มนุษย์ก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากอดีตที่เคยผ่านมาเลยแม้แต่น้อย

เราออกจากการเป็นทาสของสิ่งหนึ่ง สู่การเป็นทาสของสิ่งหนึ่ง

Take The Power Back.

Fix The Money, Fix The World.

#Siamstr

#SiamstrOG

การแบ่งคนของ Nietzsche ชัดเจนที่สุดสำหรับผมคือ The Herd, Master Morality และ übermench

ทำไมมนุษย์ทั้งหลายจึงมุ่งสู่ความเป็นทาส และ นายเลี้ยงแกะถึงมีอิทธิพลมากกว่าตัวแกะ

Nietzsche ไม่ได้โปร Capitalism แต่ โปร Individualism โดยให้ความเห็นว่าสิ่งใดในโลกที่นำไปสู่การรวมศูนย์ สังคมนิยม ประชาธิปไตย หรือ รัฐบาลคือสิ่งชั่วร้าย

คำถามคือหากเราเกิดมาได้แค่ครั้งเดียวหรือเวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เกิดเหตุการณ์ซ้ำๆเดิมๆ คุณอยากเป็นคนที่คิดเหมือนเดิมกระทำเหมือนเดิม โดยเชื่อว่าโลกคือสิ่งที่เป็นเส้นตรงเหมือน Nihilist เชื่อกันไหม

คำตอบ Nietzsche คือ จงละทิ้งเรื่องที่ธรรมดาพวกนั้น

ชีวิตคือความทุกข์ยาก ต่อให้มีกษัตริย์ ต่อให้มีรัฐบาลที่ดี คุณก็จะพบกับความทุกข์ยาก นี่คือ สัจจะธรรมเดียวในชีวิต เราทำสิ่งที่ยากเพื่ออะไร

คำตอบนั้นก็คือ เพราะสิ่งที่ยากสำหรับเรา มันมีความหมายสำหรับเราเสมอ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะครับ แนวปรัชญาทางด้านนี้ผมยังไม่เคยอ่านเลย อาจจะต้องหามาอ่านเพิ่มความรู้บ้างแล้ว :)

ชอบแห๊ะ “ชีวิตคือความทุกข์ยาก ต่อให้มีกษัตริย์ ต่อให้มีรัฐบาลที่ดี คุณก็จะพบกับความทุกข์ยาก นี่คือ สัจจะธรรมเดียวในชีวิต“ 🧡

ถ้าอยากมองมุมนิทเช่

ไอ้พระเยซู แม่งก็ woke

พระพุทธเจ้าแม่งก็หลอหลวงว่าให้ความสุข

ไอ้นบี แม่งก็หีหมาเพ้อเจ้อใส่ศีลธรรมตัวเองลงไป

พระเจ้าของนิทเช่ คือพวก old god แล้ว นิทเช่มองว่าตายไปแล้ว

ดังนั้นบางคนที่ตีความคำว่า God is dead ไม่แตก แม่งจะคิดว่านิทเช่เป็นเอทีส

ตรงไปตรงมา และน่าสนใจมากครับ

จากที่อ่านเหมือนว่า นิทเช่ ก็เชื่อในพระเจ้าเพียงแต่ว่าในมุมมองของเขา เขาเชื่อว่าพระเจ้าเคยมีอยู่แต่ได้สูญหายไปนานแล้วแบบนั้นใช่มั้ยครับ พวกนักการศาสนา พหุ/เอกเทวนิยม พอได้ยินได้ฟังแบบด่วนสรุปก็เลยคิดกันไปเองว่านิทเช่เป็นพวกเอทิสที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่

มันแล้วแต่คนตีความ เพราะปรัชญามันใช้ประสบการณ์ แต่ผมตีความจาก klaufman ที่เป็นลูกศิษย์ นิทเช่

โดยเค้าบอกว่า nietzsche มองว่า nihilism เริ่มเข้ามาครอบงำสังคม มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากด้านศาสนาและศีลธรรม