อย่างน้อยที่สุดนโยบายทางเงินของ bitcoin มันก็ยังเป็นไปตาม code ที่มั่นคงของมัน พอที่จะทำให้เรามีเวลาได้คำนวณแผนการใช้จ่ายในการทำ homeshool , และเพื่อที่เราจะได้มีเวลา วางแผนการศึกษาตามผู้เรียนรู้ได้ และจะได้ไม่ต้องตกเป็นทาสทางกาลเวลาและระบบการศึกษาของ fiat // เราเพียงทำหน้าที่อำนวยการให้ผู้เรียน ได้มีอิสระในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ เท่านั้นเอง
#bitcoin
#homeschool
#exitthematrix
#noticles
/////// บทความโดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
เสี่ยงเกินไปไหมที่เอาอนาคตของลูกทั้งหมดมาเดิมพันกับตัวเองทั้งที่ที่โรงเรียนมีครูและหลักสูตรประกันความเสี่ยงอยู่แล้ว คำตอบคือเสี่ยงอะไร?
คำนิยม นักกล้าเรียน
ตอนที่ 3/3 จบ
บ้านหลังเดิม พ่อแม่คนเดิม เวลาเท่าเดิม (แต่ที่จริงมากกว่าเดิมเสียจนหลายคนบ่นว่ามากเกินไป)
ข้อแตกต่างสำคัญก่อนเริ่มโฮมสคูลคือเราต้องแน่ใจว่าเราไม่มีความจำเป็นต้องแข่งกับใครหรือประกวดประขันกับใคร ลูกของเราเป็นผู้กำหนดขั้นตอนและวิธีเรียนรู้เอง ซึ่งสิ่งที่จะได้มาคือ passion ความหลงใหลในการเรียนรู้
ต่างจากการศึกษาในระบบที่มักไม่ให้เวลาแก่เด็กมากพอที่จะสร้างความหลงใหลในการเรียนรู้นี้
รูมี่ เด็กชายวัยหกขวบอยากเลี้ยงม้า แม่ของเขารู้ว่าบ้านที่เป็นห้องในคอนโดมิเนียมไม่มีทางเลี้ยงม้าได้แน่นอน แต่แม่ไม่ดับไฟฝันของลูก เธอให้ลูกได้ไปต่อตามความฝันด้วยการทำงานหาเงินสร้างคอกม้าก่อน ผลจากการนี้นำมาซึ่งพัฒนาการต่อเนื่องและผลลัพธ์อันคาดไม่ถึง เมื่อเราอ่านตัวอย่างทำนองนี้หวังใจว่าเราจะไม่ยึดติดที่ผลลัพธ์ เด็กคนอื่นอาจจะมิได้จบแบบรูมี่ก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือกองไฟแห่งความหลงใหลในการเรียนรู้จะคุโชนอยู่ตลอดเวลา นี่ต่างหากคือสิ่งที่เราอยากได้
เจคอบ อายุสิบขวบต้องการเงิน 850 เหรียญเพื่อไปเข้าค่ายอวกาศที่นาซ่ส พ่อของเขาอนุญาตและให้เขาหาเงินเอง เขาขายคุ้กกี้และได้เงินครบ 850 เหรียญในเวลาสองปี คือสองปีที่เขาได้เรียนรู้อะไรมากมาย มากกว่าที่โรงเรียนจะมอบให้เขาได้ในเวลาเท่ากัน และว่าที่จริงอาจจะมากกว่าที่จะได้จากค่ายนาซ่า
“หนูดื่มน้ำมันรถได้มั้ยคะ” เมื่อลูกถาม
“ไม่ได้เด็ดขาด” พ่อแม่หลายบ้านตอบทันที ถ้าเราลองเปลี่ยนเป็น “ถ้าหนูดื่มน้ำมันรถแล้วจะเป็นอย่างไร”
“หนูจะได้วิ่งเร็วเหมือนรถไงคะ” คือคำตอบที่เราอาจจะได้กลับมา
เมื่อจะทำโฮมสคูลเราอาจจะต้องฝึกตนเองให้มีจิตใจเปิดกว้างเอาไว้ก่อน ไหวพริบในการคุยกับเด็กๆ มิได้มีมาแต่กำเนิด เป็นเรื่องต้องฝึกฝนแต่มิใช่เรื่องยาก และเมื่อทำได้ครั้งหนึ่งเราจะพบว่าไม่ยากเลยที่เราจะไปต่อไป
“เรามาดูกันมั้ยว่าอะไรไปได้เร็วเท่าไร” เรื่องอาจจะไปจบที่ฟิสิกส์ด้วยความสนุกสนาน
การสำรวจเป็นการเรียนรู้ที่ง่ายที่สุด ว่าที่จริงแล้วคำว่าเรียนรู้และสำรวจอาจจะมีความหมายเหมือนกันในแง่มุมของเด็กๆ การพาเด็กออกเดินเมือง เดินป่า ไปในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนเป็นการเรียนรู้ทุกนาทีที่โรงเรียนให้ไม่ได้ สำหรับโรงเรียนบ้านเรายิ่งมีเรื่องนี้น้อยมากทั้งที่เป็นส่วนสำคัญมากที่สุดของการศึกษา
ปัญหาของพ่อแม่โฮมสคูลอาจจะอยู่ที่งบประมาณ แต่พ่อแม่ที่เชี่ยวชาญก็จะพบว่างบประมาณที่ใช้มิได้มากมายจนทำไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราทำการบ้านก่อน มีข้อมูลอยู่ในมือว่าจะพาลูกไปที่ไหน ทั้งที่ฟรีและไม่ฟรี รวมทั้งอย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามระบบทุกวันนี้มิใช่น้อย ทันทีที่ออกจากระบบก็จะมีงบประมาณเหลือออกมาด้วยเสมอ
“ข้อสอบเลขเป็นยังไงบ้าง” แม่ถาม
“แม่ไม่ได้ยินเหรอ ผมแต่งกลอนได้สองบทเชียวนะ”
“แม่ได้ยินแล้ว แต่อยากรู้ว่าสอบเป็นยังไงบ้างก่อน”
“ผมแต่งกลอนสองบทตอนสอบเลขนี่แหละ”
“อะไรนะ แล้วโจทย์เลขล่ะ”
“ผมทำเสร็จแล้ว ผมไม่สนใจข้อสอบเท่าไหร่ ผมทำเสร็จเร็วเลยแต่งกลอนสองบทนี่ไง เดี๋ยวผมอ่านให้ฟัง”
เหล่านี้คือตัวอย่างที่เราจะได้อ่านจากหนังสือเล่มนี้ซึ่งไม่เพียงทำให้โฮมสคูลเป็นรูปธรรม แต่มีเรื่องเล่าที่บอกเล่าถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นจริงและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับพ่อแม่โฮมสคูลเองตั้งแต่แรกคือเมื่อลูกยังเล็ก ผ่านพายุวัยรุ่น และเรียนจบพ้นจากอกไป ถึงวันนั้นตนเองจะรู้สึกอย่างไรและเป็นอย่างไร ยังจะมีคุณค่าอะไรเหลืออยู่บ้าง
เล่นเกมออนไลน์กับลูกอย่างไร ควรทำอย่างไรกับวิชาประวัติศาสตร์ ไปจนถึงเราประเมินผลความก้าวหน้าของลูกได้อย่างไร เป็นส่วนหนึ่งในหัวข้อที่เราจะได้อ่านเมื่ออ่านต่อไปจนจบเล่ม
พ่อแม่โฮมสคูลอาจจะต้องเป็นคนที่ผมมักพูดถึงเสมอนั่นคือมีทักษะที่จะยอมรับได้ว่าชีวิตมีได้มีเสีย ได้อย่างเสียอย่างอยู่ตลอดเวลา หน้าที่ของเราคือเรียนรู้แล้วตัดสินใจแล้วเรียนรู้ซ้ำว่าอะไรสำคัญกว่าอะไรในแต่ละขั้นตอนและที่แท้แล้วผลลัพธ์ระยะยาวคืออะไร
หากใช้ภาษา EF ก็ต้องว่าพ่อแม่โฮมสคูลนั่นเองที่อาจจะต้องมีความสามารถที่เรียกว่า delayed gratification นั่นคือไม่ใจเร็วด่วนได้ แต่นั่งรอสักครู่ แล้วพิจารณาความงามที่เกิดขึ้นช้าๆ
#preface
/////
#siamstr

