ขอตอบตามที่รู้มานะครับ สถานะที่จิตจะยึดเกาะ มันมีอยู่ 2 สถานะ คือ
1. ยึดเกาะอยู่กับร่างกาย
2. ยึดเกาะอยู่กับความคิด
ยึดเกาะอยู่กับร่างกายหมายถึง เมื่อเรา "ละออกจากความคิด" เรารู้จะสึกตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
ผมยกตัวอย่าง เช่น เวลาที่เราเดิน ถ้าเรากำหนดการรับรู้อยู่ที่ร่างกาย เราจะรู้ว่าเรากำลังก้าวเท้า เราจะรับรู้ทุกก้าวที่เราเดิน เราตอบตัวเราเองได้ว่าตอนนี้เท้าที่สัมผัสพื้นคือข้างไหน และสลับไปข้างไหน
ที่นี่พอเราหลุดไปคิดเนี่ย ตอนนี้จิตย้ายไปเกาะที่ความคิดแล้ว มันจะเพลินไปกับความคิด เราไม่รู้อีกแล้วว่าเรากำลังใช้เท้าข้างไหนเหยียบพื้น เราจะติดอยู่กับเรื่องที่มันเกิดขึ้นในหัว
การเดินของเรามันก็ไปตามร่างกาย เป็นไปตามอัตโนมัติ กายก็เดินไป จิตที่ไปก็เกาะที่ความคิด ก็คิดไปเรื่อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าเรากำลังเดินอยู่ คือ ตอนที่ละวางความคิดลง
สิ่งที่เกิดขึ้น คือ จิตมันต้องมีที่ให้เกาะ ไม่กาย ก็ ความคิด สลับไป สลับมา มันเร็วมากเกินกว่าที่เราจะมานั่งจับให้มันอยู่ที่ใดที่หนึ่ง
เราถึงต้องฝึกทำบ่อย ๆ เหมือนกับการออกกำลังกาย การวาดรูป คือความชำนาญ
ฝึกทำอะไร? ที่ถูกจริตผม คือ การฝึกละออกจากความคิด เวลาที่เผลอคิดถึงสิ่งต่าง ๆ พอนึกขึ้นได้ก็ละออกมา มองดูตัวเอง กายตัวเองว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ แล้วเมื่อกี้นี้คิดเรื่องอะไรอยู่
อาจจะเรียกว่าการเห็นการเกิดดับ คือ ตามรู้ว่าจิตเกาะอยู่ในสถานะอะไร เวลาที่จิตไปเกาะที่ความคิด นั้นคือความคิดเกิด และเมื่อละออกมา นั้นคือความคิดดับ แต่ก็มาเกิดที่กายแทน และกายจะดับไป เมื่อจิตกลับไปอยู่ที่ความคิดอีกครั้ง
ผมจะเน้นให้จิตมาเกาะอยู่กับกายมากกว่าความคิด เพราะว่ากายก็คือกาย มันทำเท่าที่มันเป็น
แต่กับความคิดมันไหลไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่ไปหยุดมันซะก่อน มันฟุ้งซ่าน
บางคนอาจจะใช้วิธีอื่น ๆ คงต้องแสวงหาถึงสิ่งที่ทำแล้วถูกจริต คนอื่นทำวิธีหนึ่งแล้วมันเวิร์ค ไม่ได้แปลว่ามันจะเวิร์คสำหรับอีกคนหนึ่ง
เป็นกำลังใจให้ครับ ❤️