#คำพิพากษา #ขั้นตอนการดำเนินการในคดีมโนสาเร่ #ข้อแตกต่างจากการดำเนินคดีสามัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2553

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ นัดจำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ยให้การ และสืบพยานวันที่ 26 มิถุนายน 2549 แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นกลับออกหมายเรียกอย่างคดีแพ่งสามัญ โดยนัดจำเลยทำคำให้การแก้คดียื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นัดชี้สองสถานหรือนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 26 มิถุนายน 2549 ครั้นถึงวันนัด โจทก์ที่ 1 ทนายโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองมาศาล ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำขอเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วให้ถือว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ แล้วศาลไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน ทนายโจทก์ทั้งสองแถลงขอเลื่อนคดีอ้างว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองเป็นพี่น้องกันเพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสองนำข้อเสนอของโจทก์ทั้งสองไปพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตให้เลื่อนคดีไปสืบพยานโจทก์วันที่ 17 กรกฎาคม 2549 ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ครั้นถึงวันนัดจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การตามรายการกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 คดีมีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ที่ให้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาโดยเร็วและออกหมายเรียกไปยังจำเลย ในหมายนั้นให้จดแจ้งประเด็นแห่งคดีและจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาที่เรียกร้อง และข้อความว่าให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน..." วรรคสองบัญญัติว่า "ในวันนัดพิจารณา เมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้ว ให้ศาลไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พิพาทนั้นก่อน" วรรคสามบัญญัติว่า "ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังมิได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้..." วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสามให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไม่ยอมให้เลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ โดยถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด..." จากบทบัญญัติดังกล่าวกรณีที่จะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คือกรณีที่จำเลยมาศาลตามวันที่กำหนดในหมายเรียก แต่ไม่ยอมให้การและศาลมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยศาลไม่ต้องมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คดีนี้ ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกอย่างคดีแพ่งสามัญจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองมาพร้อมกันแล้ว การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การแล้วศาลไกล่เกลี่ยต่อไป เมื่อคู่ความไม่อาจตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 จำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้รับคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้วให้ศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่

#ประเด็นสำคัญ “ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสามให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไม่ยอมให้เลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ โดยถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด..." จากบทบัญญัติดังกล่าวกรณีที่จะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คือกรณีที่จำเลยมาศาลตามวันที่กำหนดในหมายเรียก แต่ไม่ยอมให้การและศาลมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยศาลไม่ต้องมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ…”

#คดีมโนสาเร่ #แกะไปเรื่อย #วิแพ่ง #ทนายความ #รับว่าความ #ขาดนัด

#คดีความ #ฎีกาน่าสนใจ #หลักกฎหมาย

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.