#ขาดนัดยื่นคำให้การ #อำนาจศาลอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2567

ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง กรณีดังกล่าว จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ แต่เฉพาะในพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาว่า ศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะไปกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือมิได้อยู่ในสำนวนความขึ้นมาอ้างอิงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์

ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) บัญญัติว่า ถ้าศาลอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ และพยานหลักฐาน ที่ปรากฏในสำนวน ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 238 และเฉพาะในปัญหาที่อุทธรณ์ ให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดประเด็นทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นสมควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไป ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้สำหรับการพิจารณาในศาลชั้นต้นและให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาในศาลชั้นต้น มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้อุทธรณ์ อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าพยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานโจทก์เบิกความหรือข้อความในเอกสารมีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือในข้อใด อย่างไร หรือศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณาแต่อย่างใด แต่กลับยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และให้จำเลยนำพยานหลักฐานที่อ้างหรือนำมาแสดงเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ศาลชั้นต้นสืบพยานปาก ห. ประกอบเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับให้สิทธิจำเลยนำพยานเข้าสืบโดยจำเลยไม่มีสิทธินั้น จึงไม่ชอบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง และมาตรา 240 (2)

#ข้อสังเกตุที่ 1 เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตามป.วิ.พ. มาตรา 197 ทำให้จำเลยไม่ได้อ้างข้อต่อสู้และยื่นบัญชีระบุพยาน จำเลยจึงไม่สามารถอ้างพยานได้ตาม ป.วิ.พ มาตรา 88 ถึงแม้มาตรา 88 วรรคสองระบุว่าสามารถยื่นระบุพยานเพิ่มเติมได้ภายใน 15 นับแต่วันสืบพยาน เห็นว่ากรณีไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานตั้งแต่แรกไม่สามารถยื่นพยานเพิ่มเติมได้เนื่องจากไม่มีการอ้างพยานตั้งแต่แรกจึงทำให้หมดสิทธิในการอ้างพยาน ถึงกระนั้นก็ตามป.วิ.พ. มาตรา 91 อนุญาตให้ใช้พยานหลักฐานร่วมกันได้

#ข้อสังเกตุที่ 2 ถึงแม้ป.วิ.พ. มาตรา 240 วรรคแรกจะกำหนดให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยเพียงแต่คำฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ เอกสาร หลักฐานที่ศาลชั้นต้นส่งขึ้นมาเท่านั้นแต่ถ้ามีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งตาม (1)-(3) “การยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ” กรณีดังกล่าวเป็นการต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจตาม ป.วิ.พ มาตรา 240 วรรคแรก(2) ให้กำหนดประเด็นสืบพยานที่สืบมาแล้ว … และพิจารณาทั่วไป….

#ข้อสังเกตุที่ 3 คำว่า “ภายใต้มาตรา 238” คือกรณีที่อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะข้องกฎหมาย ในการนี้ศาลอุทธรณ์ต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากศาลชั้นต้นเท่านั้น เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา 224 เมื่อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ไม่อาจพิจารณาคดีในส่วนข้อเท็จขึ้นใหม่ได้ ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาใหม่ แต่ถ้าไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์ทำการพิจารณาคดีได้เอง

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.