#เมื่อถูกพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้จะได้คืนทรัพย์ที่ถูกยึดอีกมั้ย
คำถามนี้ต้องท้าวความถึงผลเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดตาม
มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ที่บัญญัติว่า “เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้”
มาตรา 22 ที่เป็นบทบัญญัติอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในทรัพย์สินของลูกหนี้ ที่บัญญัติว่า
“เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป
(๒) เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น
(๓) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้”
ส่วนมาตรา 109 เป็นบทบัญญัติกำหนดว่าทรัพย์สินใดบ้างเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายทีบัญญัติว่า
“ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้
(๑) ทรัพย์สินทั้งหลายอันลูกหนี้มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย รวมทั้งหมดสิทธิเรียกร้องเหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่น เว้นแต่
ก. เครื่องใช้สอยส่วนตัวอันจำเป็นแก่การดำรงชีพ ซึ่งลูกหนี้รวมทั้งคู่สมรสและบุตรผู้เยาว์ของลูกหนี้ จำเป็นต้องใช้ตามสมควรแก่ฐานานุรูป และ
ข. สัตว์ พืชพันธุ์ เครื่องมือและสิ่งของสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพของลูกหนี้ราคารวมกันไม่เกินหนึ่งแสนบาท
(๒) ทรัพย์สินซึ่งลูกหนี้ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายจนถึงเวลาปลดจากล้มละลาย
(๓) สิ่งของซึ่งอยู่ในครอบครองหรืออำนาจสั่งการหรือสั่งจำหน่ายของลูกหนี้ ในทางการค้าหรือธุรกิจของลูกหนี้ ด้วยความยินยอมของเจ้าของอันแท้จริง โดยพฤติการณ์ซึ่งทำให้เห็นว่าลูกหนี้เป็นเจ้าของในขณะที่มีการขอให้ลูกหนี้นั้นล้มละลาย“
ซึ่งทั้งสามมาตรานี้บ่งบอกว่าอำนาจจัดการทรัพย์สินไม่ใช่ของลูกหนี้แล้วในระหว่างถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจในการจัดการทรัพย์สิน อำนาจในการรับชำระหนี้ อำนาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องที่มีต่อบุคคลลอื่น อำนาจในการต่อสู้คดีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจแทน อีกทั้งได้กำหนดอีกว่าทรัพย์ใดบ้างเป็นทรัพย์ในคดีล้มละลายที่สามารถนำมาชำระหนี้ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าลูกหนี้อยู่ในสถานะไม่อาจมีทรัพย์สินในความครอบครองได้เลย จะมีได้ก็ต่อเมื่อได้รับคืนจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น
ดังนี้ มาตรา 132 จึงวางหลักการคืนทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ว่า
“เมื่อได้ชำระหนี้ทั้งหมดโดยเต็มจำนวนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้กับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในคดีล้มละลายหมดแล้ว ถ้ายังมีทรัพย์สินเหลืออยู่ให้คืนแก่บุคคลล้มละลายไป”
ซึ่งกรณีดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรา 135(3) ที่กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ร้องขอศาลให้ยกเลิกการล้มละลายหากปรากฎว่า (3) หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว
เท่ากับว่า มาตรา 132 ประกอบกับ มาตรา 135(3) ”เป็นการคืนทั้งของและอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ล้มละลาย“
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6621/2538 (บางส่วน)
“……. เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดโจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์อีกต่อไปดังนั้นเมื่อเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้รับชำระหนี้โดยเต็มจำนวนหมดแล้ว เงินที่เหลืออยู่ย่อมต้องคืนให้แก่จำเลยในคดีล้มละลายต่อไปตามมาตรา 132”