#การขอรับชำระหนี้ดอกเบี้ยและค่าป่วยการ #ล้มละลาย #กรณีขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 หรือสละสิทธิเจ้าหน้มีประกันตามมาตรา 96
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2561
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 ลูกหนี้ที่ 2 และนายณรงค์ทำสัญญากู้เงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมจำนวน 2,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 ลูกหนี้ที่ 2 ทำสัญญากู้เงินจากเจ้าหนี้เดิมจำนวน 750,000 บาท ลูกหนี้ที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 43363 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วงเงินจำนอง 2,000,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 51588 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วงเงินจำนวน 750,000 บาท เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ดังกล่าว ภายหลังทำสัญญาลูกหนี้ที่ 2 ได้ชำระหนี้บางส่วนแก่เจ้าหนี้เดิม ต่อมาเจ้าหนี้รับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้จากเจ้าหนี้เดิม คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเพียงใด โดยเจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า จำนวนเงินที่ลูกหนี้ที่ 2 ชำระหนี้นั้นไม่พอที่จะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด จึงต้องหักชำระดอกเบี้ยค้างทั้งหมดไปก่อนที่จะหักชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำเงินที่ลูกหนี้ที่ 2 ชำระแก่เจ้าหนี้เดิมไปหักชำระหนี้ต้นเงินทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ตรวจสำนวนคำขอรับชำระหนี้แล้ว ปรากฏว่าคดีนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นคำขอรับชำระหนี้โดยใช้จำนวนเงินตามรายงานการคำนวณดอกเบี้ยฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2557 ซึ่งนำเงินที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้บางส่วนตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับมาหักชำระต้นเงิน นั้น ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น แต่ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้นั้น เห็นว่า แม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 1,294,931.51 บาท และตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นเงินจำนวน 750,000 บาท ตามที่ขอรับชำระหนี้ แต่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกหนี้เกินกว่า 5 ปี เพราะอายุความในการเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยค้างชำระเพียง 5 ปี นับแต่วันยื่นคำขอรับชำระหนี้ย้อนหลังไปเท่านั้น แต่จากวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด (วันที่ 22 มีนาคม 2549) ถึงวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ (วันที่ 9 สิงหาคม 2549) เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยค้างชำระในส่วนนี้เพราะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2549 แม้อายุความในเรื่องดอกเบี้ยจะไม่มีประเด็นโต้เถียงกันในชั้นนี้ แต่กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้
#ข้อสังเกต กรณีการคิดดอกเบี้ยหรือค่าป่วยการในคดีล้มละลายมักจะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าจะสามารถคิดได้ถึงเมื่อไร ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 วางหลักไว้ว่า " ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้น ไม่ให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้ " ซึ่งจะต่างกับกรณีที่เจ้าหนี้มีประกันยื่นบังคับชำระหนี้จากทรัพย์ที่เป็นหลักประกันตาม มาตรา 95 ดั่งคำพิพากษาศาลฎีกา 3332/2559 " ผู้ร้องใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านนำทรัพย์หลักประกันออกขายทอดตลาดในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 95 จึงเป็นกรณีที่ผู้รับจำนองขอเอาบุริมสิทธิในทรัพย์ที่รับจำนองไว้ไม่เกินกว่าหนี้ที่รับจำนองเท่านั้น หากขายทอดตลาดได้เงินเกินกว่าหนี้จำนอง เงินส่วนที่เกินย่อมตกเข้าแก่กองทรัพย์สินของจำเลยผู้ล้มละลาย แต่ถ้าขายไม่ได้ถึงราคาทรัพย์จำนองหนี้ส่วนที่เหลือก็ตกเป็นพับแก่ผู้รับจำนองไป ฉะนั้นต้องคิดดอกเบี้ยให้ผู้ร้องจนถึงวันขายทอดตลาด เมื่อเป็นการยื่นคำร้องเพื่อขอใช้สิทธิเหนือทรัพย์อันเป็นหลักประกัน มิใช่การยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 ประกอบมาตรา 96 จึงไม่ต้องห้ามคิดดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 100"
#แกะไปเรื่อย #วิแพ่ง #ชำระหนี้ #ประเด็นน่าออกสอบ